- หน้าแรก
- ยืมดาบพิชิตฟ้า
- บทที่ 71 - คุณสมบัติขึ้นเขาซ่อนวิญญาณ
บทที่ 71 - คุณสมบัติขึ้นเขาซ่อนวิญญาณ
บทที่ 71 - คุณสมบัติขึ้นเขาซ่อนวิญญาณ
บทที่ 71 - คุณสมบัติขึ้นเขาซ่อนวิญญาณ
☆☆☆☆☆
ภายในห้องนอน ฉู่หวยสวี่ปืดหน้าต่างสถานะตัวละครลง เนื่องจากหานซวงเจี้ยงยังอยู่ เขาจึงไม่ได้ศึกษาอะไรเพิ่มเติม
คุยกันอีกไม่กี่คำ สาวน้อยที่แม้อายุยังน้อยแต่มีกลิ่นอายพี่สาวเต็มเปี่ยมก็ลุกขึ้นยืน ถามคำถามสไตล์คุณแม่ว่า:
"หิวแล้วใช่ไหม"
ฉู่หวยสวี่พยักหน้า หิวจริงๆ นั่นแหละ
"งั้นเดี๋ยวข้าไปทำกับข้าว เจ้าพักผ่อนอีกหน่อยเถอะ" นางว่า
ร่างระหงเดินหายออกไปจากห้องนอน
ฉู่หวยสวี่นั่งบนเบาะ เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
"ตอนนี้ข้าเริ่มเข้าใจความน่ากลัวของปรมาจารย์แห่งเต๋าขึ้นมาบ้างแล้ว" เขาสำรวจพลังปราณในกายพลางครุ่นคิด
"86 บวก 86 นี่มันพลังปราณตั้ง 172 แต้มเชียวนะ"
"ที่สำคัญคือ ยิ่งไปถึงระดับหลังๆ ช่องว่างความได้เปรียบนี้จะยิ่งถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ"
"ที่แท้ นี่คือความมหัศจรรย์ของ [คัมภีร์แห่งเต๋า] สินะ"
"แสดงว่าที่คนอื่นฝึกไปไม่ถึงระดับห้า เพราะไม่ได้ฝึกทั้งภายในและภายนอก?" ฉู่หวยสวี่เดา
ข้อสรุปที่เขาได้ตอนนี้คือ เงื่อนไขเบื้องต้นของ [คัมภีร์แห่งเต๋า] คือต้องมีกายเนื้อที่แข็งแกร่ง
ฉู่หวยสวี่ไม่แน่ใจว่า ผู้ฝึกกายาระดับทะลวงชีพจรขั้นสมบูรณ์ทั่วไป จะผ่านเกณฑ์นี้ไหม
เขาสงสัยว่าอาจจะไม่พอ
เพราะผู้ฝึกกายาทั่วไป มาเจอเขาที่เป็นถึงระดับทะลวงชีพจรขั้นสมบูรณ์ของ [เคล็ดวิชาหลอมกระบี่] คงทนหมัดเขาได้ไม่กี่หมัดหรอก
เขาส่ายหน้าขำๆ เลิกคิดเรื่องพวกนี้
"คนอื่นฝึกได้ไม่ได้ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า"
เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าสวีจื่อชิงที่ฝึก [เคล็ดวิชาหลอมกระบี่] เหมือนกัน จะฝึก [คัมภีร์แห่งเต๋า] ฉบับสมบูรณ์ได้ไหม
เพราะตัวแปรสำคัญของฉู่หวยสวี่คือระบบ
"แปลกจัง งั้นทำไมความเข้ากันได้ของ [คัมภีร์แห่งเต๋า] กับข้าถึงมีแค่ 33% ล่ะ"
"ตามหลักน่าจะสูงกว่านี้สิ"
"นอกจาก [ค่ารากปราณ] [ค่ารับรู้] และ [ค่ารวมปราณ] ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินแล้ว ข้าน่าจะตรงตามเงื่อนไขของ [คัมภีร์แห่งเต๋า] เป๊ะๆ เลยนะ" เขาขำตัวเอง
"ทำไม ดูถูกค่ารับรู้ 1 ของพี่เรอะ?"
พอนึกถึงตรงนี้ เขาก็นึกขึ้นได้ "ยังมี [สุ่มค่าสถานะ] ที่ระบบแจกอีก 1 แต้มนี่นา!"
ฉู่หวยสวี่ถูมือไปมา วงล้อสุ่มสถานะปรากฏขึ้นอีกครั้ง
" [ค่ารับรู้] จงมา!" เขาเตรียมพร้อมจะอัปเกรดสมองแล้ว
วงล้อหมุนติ้วตามคำสั่ง
สุดท้าย ราวกับโชคชะตากำหนด เข็มก็ไปหยุดที่ [กายภาพ] อีกจนได้
ในลานหน้าเรือนไผ่ ฉู่หวยสวี่กับหานซวงเจี้ยงนั่งกินข้าวตรงข้ามกัน
"กับข้าวน้อยไปหรือเปล่า" นางกินผักคำหนึ่ง พลางสังเกตฉู่หวยสวี่ที่กินอย่างกับพายุลง แล้วถามขึ้น
"ไม่เป็นไร แต่มื้อหน้าขอเยอะกว่านี้หน่อยนะ" เขารู้สึกหิวโหยจริงๆ
พอ [กายภาพ] เพิ่มมาอีก 1 แต้ม เขาเจ็บปวดรู้สึกชัดเจนว่าพละกำลังเพิ่มขึ้น
ตามมาด้วยความรู้สึกหิวโซ ดูท่ากระเพาะคงขยายตามไปด้วย
"ชิ นี่ข้ากำลังวิวัฒนาการไปเป็นจอมเขมือบหรือไง น่าสนใจแฮะ"
หานซวงเจี้ยงพยักหน้าเงียบๆ "งั้นพรุ่งนี้ข้าจะทำเพิ่ม"
"โอเค"
นางมองดูท่ากินตายอดตายอยากของเขา ถึงจะอยากแบ่งข้าวในชามตัวเองให้ แต่ก็กลัวจะดูน่าเกลียด
นางเลยคีบกับข้าวน้อยลง เหลือไว้ให้ฉู่หวยสวี่กิน
ยัยก้อนน้ำแข็งเคี้ยวข้าวคำเล็กๆ แล้วถามขึ้นว่า "เจ้าเข้าสู่ระดับหนึ่งแล้วใช่ไหม"
"ใช่" ฉู่หวยสวี่ไม่ปิดบัง
หานซวงเจี้ยงมองเขา สุดท้ายก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ
แต่ในใจนางตกตะลึงมาก เพราะฉู่หวยสวี่เพิ่งกลับเข้าห้องไปไม่นาน ก็ร้องโหยหวนออกมาแล้ว
"นี่หมายความว่าเขาแค่เดินลมปราณรอบเดียว ก็ทะลวงด่านได้เลยหรือ" นางเดาในใจ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านางต้องเริ่มเร่งเครื่องอีกแล้ว จะยอมให้ตัวเองที่มีรากปราณระดับสุดยอดโดนทิ้งห่างได้ยังไง ขายหน้าแย่
หานซวงเจี้ยงเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ทำให้เป็นคนค่อนข้างคิดมาก นางไม่ชอบให้ใครมาดูถูก
พอกินอิ่ม ก็ยังเป็นหานซวงเจี้ยงที่ล้างจาน
แต่ตอนนี้นางรีบอยากจะไปฝึกวิชา เลยเริ่มคิดถึงศิษย์น้องสวีขึ้นมาบ้างแล้ว
พองานบ้านเสร็จ ยัยก้อนน้ำแข็งก็กลับเข้าห้อง
นางนั่งขัดสมาธิบนเบาะ เริ่มฝึก [คัมภีร์สัจธรรมหกปกครอง] อย่างเป็นทางการ
เพียงแค่ครึ่งชั่วยาม นางก็จับเคล็ดลับได้สำเร็จ เกิดพลังปราณในตัว ก้าวเข้าสู่ระดับหนึ่งได้อย่างราบรื่น
สาวน้อยลืมตาขึ้น ความเย็นชาบนใบหน้าจางลง เผยรอยยิ้มพึงพอใจ
นางถอนหายใจยาว ขยับก้นอวบอิ่มบนเบาะ จัดท่านั่งใหม่
ในเมื่อเข้าระดับหนึ่งแล้ว ก็ฝึกวิชาอาคมได้แล้ว
นางอยากลองฝึก [หมื่นกระบี่คืนสู่กำเนิด] ดูสักตั้ง
ผู้ฝึกตนยุคปัจจุบันจำนวนมากก็เป็นแบบนี้ ฝันหวานกันทั้งนั้น
ต้องรู้ไว้ว่า นี่คือวิชาที่ได้ชื่อว่าเพลงกระบี่ที่แกร่งที่สุด เป็นท่าไม้ตายของปรมาจารย์
แต่ทว่า ไม่ว่าจะลองยังไง นางก็ฝึกไม่ได้
"คงเป็นข้าที่หวังสูงเกินไปสินะ" ยัยก้อนน้ำแข็งถอนหายใจ
"เพิ่งเข้าระดับหนึ่ง อย่าเพิ่งโลภมากเลย" นางเตือนตัวเอง
ส่วนในเรือนไผ่ห้องข้างๆ ชายหนุ่มในชุดดำสะอาดเอี่ยมก็นั่งกลุ้มใจอยู่บนเบาะ
สำหรับฉู่หวยสวี่ วันนี้ถือว่าเก็บเกี่ยวได้เยอะ
ได้แต้มสถานะมา 1 แต้ม แถมยังค้นพบความลับของปรมาจารย์ และฝึก [คัมภีร์แห่งเต๋า] ฉบับสมบูรณ์ได้สำเร็จ!
เส้นทางข้างหน้าคือทางด่วนสายตรง เพียงแต่ระหว่างทาง ร่างกายคงต้องรับกรรมหนักหน่อย
แต่มนุษย์ย่อมมีความโลภ
เขายังคึกอยู่เลย
เหมือนบทกวีของซินชี่จี๋ที่ว่า: ข้ากำลังคึกคัก อย่าเพิ่งหยุดดนตรี
" [คัมภีร์แห่งเต๋า] ก็ฝึกได้แล้ว แล้ว [หมื่นกระบี่คืนสู่กำเนิด] ล่ะ?" เขาคิด
ตอนอยู่หอคัมภีร์ ระบบแจ้งเตือนดังขึ้นมาแล้ว
แต่สังเกตให้ดี ระบบบอกว่ายินดีด้วยท่าน 'ได้รับ' [หมื่นกระบี่คืนสู่กำเนิด] ไม่ใช่ 'เรียนรู้'
พูดง่ายๆ คือระบบช่วยก๊อบปี้มาวางให้ ไม่ต้องท่องจำ นอกนั้นไม่มีประโยชน์อะไร
ถ้าอยากฝึก ก็ต้องใช้ค่าประสบการณ์
อัปเกรด [สกิล] นี้ให้เป็นเลเวล 1 ถึงจะเรียกว่าฝึกสำเร็จ หรือเข้าขั้นต้น
ก่อนหน้านี้ฉู่หวยสวี่ไม่มีพลังปราณ เลยเรียนไม่ได้ ใน [รายการสกิล] ชื่อวิชาเลยเป็นสีเทา กดอัปไม่ได้
ตอนนี้สีเทาหายไปแล้ว
เขานั่งเพ่งมองดู แล้วคิ้วก็กระตุก
"ทำไมเหมือนตอนเล่นเกมเปี๊ยบเลยฟะ" ฉู่หวยสวี่คิด
เงื่อนไขในการฝึก [หมื่นกระบี่คืนสู่กำเนิด] ในโลกเสวียนหวงเถียงกันมาเป็นพันปีก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้
ขนาดจอมกระบี่รุ่นปัจจุบันที่ฝึกได้ ก็ยังบอกไม่ได้ว่าเพราะอะไร
ส่วนระบบเองก็มีกฎของมัน
"ค่าประสบการณ์ 1,000,000 แต้ม มี 'โอกาส' เรียนรู้สำเร็จ"
"สรุปคือสุ่มกาชาเหมือนเดิม แต่ต้องสุ่มกี่ทีถึงจะออก ไม่มีใครรู้"
ฉู่หวยสวี่เห็นข้อความแจ้งเตือนแล้วปวดหัวตึ้บ
ตอนนี้เขาเหลือค่าประสบการณ์ติดตัวแค่ไม่กี่ร้อย...
เมื่อกี้เขายังฝันหวานอยู่เลยว่า "ข้าฝึก [คัมภีร์แห่งเต๋า] ได้ แถมยังมี [ใจกระบี่กระจ่างแจ้ง] จะต่างจากคนอื่นไหมนะ?"
สรุป! ผู้เล่นทุกคนเท่าเทียมกันหมด!
"ค่าประสบการณ์หนึ่งล้าน ถ้าเป็นตอนก่อนข้ามโลกมา ก็ถือว่าไม่น้อยนะ"
"ตอนนั้นอัปจาก 48 ไป 49 ก็ใช้แค่ห้าแสนกว่า"
"แต่ประเด็นคือ มันแค่มีโอกาส..."
ฉู่หวยสวี่จำได้แม่น ช่วงเวอร์ชันตันที่เลเวล 49 พวกเศรษฐี EXP เหลือใช้กันเยอะ
บางคนใจกล้า เอาไปลองสุ่ม [หมื่นกระบี่คืนสู่กำเนิด] ผลคือไม่มีใครได้สักคน ด่าพ่อล่อแม่กันเต็มบอร์ด
ผลที่ตามมาคือ ยิ่งด่าคนยิ่งอยากลองของ แห่ไปสุ่มกันเพียบ
แล้วก็กลับมาด่าผสมโรงกันสนุกสนาน
ฉู่หวยสวี่ไม่เคยไปลองหรอก ถ้ามี EXP เขาเอาไปอัปสกิลอื่นดีกว่า เพิ่มความเก่งรอบด้าน แล้วไปรับงานพาเวล
นี่มันอาชีพทำมาหากินของเขา เขาต้องพึ่งเกม [ยืมดาบ] หาเงิน ไม่มีทุนไปผลาญเล่น
"วงการเพื่อนเล่นเกม การแข่งขันมันสูงนะ"
ฉู่หวยสวี่โยน [หมื่นกระบี่คืนสู่กำเนิด] ไปไว้ก้นหลุมทันทีแบบไม่ลังเล
ชัดเจนว่าตอนนี้เขายังไม่มีปัญญาไปแตะต้องมัน
"ไว้รวยก่อนค่อยว่ากัน"
วันรุ่งขึ้น ฉู่หวยสวี่ตื่นมากินข้าวเช้า พบว่ากับข้าวเยอะกว่าปกติ
"เข้าระดับหนึ่งแล้ว?" เขาถามยิ้มๆ
"อืม" นางพยักหน้า
"ดี งั้นเดี๋ยวเราไปเปลี่ยนป้ายศิษย์สายนอกกัน"
"อืม"
กินข้าวเสร็จ พวกเขาก็ไปที่ [เรือนศิษย์] บนเขาอักษร
ผู้ดูแล [เรือนศิษย์] คือหนึ่งในเก้าผู้ดูแลสายนอก โม่ชิงเหมย
ฉู่หวยสวี่กับหานซวงเจี้ยงเดินเข้าไป ก็เจอโม่ชิงเหมยมาเข้าเวรพอดี
ผู้หญิงที่เคยหลงรักหนิวหย่วนซานแต่ไม่สมหวังคนนี้ หลังๆ มาทำตัวไม่ถูกกับศิษย์พี่วัวตลอด แถมยังชอบประกาศว่าตอนนั้นยังเด็ก ตอนนี้ไม่รักแล้ว
"เฮอะ ไม่รู้ตอนนั้นตาบอดไปชอบเขาได้ไง!"
พอนางเดินเข้ามา ได้ยินทั้งสองกำลังลงทะเบียน ได้ยินชื่อทั้งคู่ นางก็แสดงท่าทีใส่ใจเป็นพิเศษ
วันนั้นที่ริมสระมรกตเหมันต์ หนิวหย่วนซานกับหลิวเทียนเฟิงเฝ้าอยู่หน้าเขตแดนลับตลอด ผู้ดูแลคนอื่นที่ตามมาทีหลังย่อมเดาได้ว่า ผู้ดูแลหนิวคงมีความสัมพันธ์อันดีกับฉู่หวยสวี่และหานซวงเจี้ยงแน่
โม่ชิงเหมยจัดการเรื่องให้ทั้งสองด้วยตัวเอง ใบหน้าประดับรอยยิ้มอ่อนโยนแบบผู้ใหญ่ใจดี
ตอนยื่นป้ายศิษย์สายนอกให้ นางไม่ลืมกำชับ:
"มีเรื่องหนึ่ง พวกเจ้าต้องใส่ใจให้มาก"
"เชิญผู้ดูแลชี้แนะ" ฉู่หวยสวี่ตอบ ในใจพอเดาได้
"ในมิติเก็บของของป้ายศิษย์สายนอก ทางสำนักมอบ [ยารวมปราณ] ให้ 3 เม็ด ข้าแนะนำว่าช่วงนี้พวกเจ้าขยันฝึกหน่อย แล้วกินยาพวกนี้ซะ"
โม่ชิงเหมยมองพวกเขาแล้วพูดต่อ "พวกเจ้าน่าจะรู้นะ ว่าประตูแห่งเต๋ามีภูเขาสมบัติชื่อเขาซ่อนวิญญาณ"
"บนเขาซ่อนวิญญาณ มีอาวุธวิเศษมากมาย"
"แต่การจะได้สิทธิ์ขึ้นเขา ไม่ใช่เรื่องง่าย"
"พวกเจ้าไปรับวิชาที่หอคัมภีร์วันไหน" โม่ชิงเหมยถาม
"เมื่อวานขอรับ" ทั้งสองตอบตามจริง
โม่ชิงเหมยพยักหน้า พอใจมาก "ดีมาก วันเดียวก็เรียนรู้วิชาได้สำเร็จ ถือว่าเข้าสู่ประตูวิถีแล้ว"
"แต่หลังจากนี้สิสำคัญ"
"พวกเจ้าต้องทำเวลาให้เร็วที่สุด เพื่อทะลวงสู่ระดับหนึ่งขั้นที่หนึ่ง"
ฉู่หวยสวี่เข้าใจดี สำหรับเขาคือการอัปเลเวลไปที่เลเวล 11
เลเวล 10 คือเพิ่งเข้าระดับหนึ่ง เลเวล 11 คือระดับหนึ่งขั้นที่หนึ่ง
โม่ชิงเหมยอธิบายต่อ "นับจากวันที่พวกเจ้าได้รับวิชาจากหอคัมภีร์ ภายในสิบวันถ้าทะลวงสู่ขั้นที่หนึ่งได้ จะได้รับสิทธิ์เข้าสู่ตีนเขาซ่อนวิญญาณ"
"เจ็ดวันทะลวงได้ เข้าสู่เขตกลางเขา"
"หากทำได้ภายในสามวัน และต้องฝึกวิชาระดับฟ้าด้วย ถึงจะได้สิทธิ์ขึ้นสู่ยอดเขา"
"ยิ่งสูง ของยิ่งดี กระบี่ของท่านปรมาจารย์ก็อยู่บนยอดเขานั่นแหละ" โม่ชิงเหมยยิ้มบอก
นางเองก็ไม่รู้ทำไม แค่รู้สึกถูกชะตากับศิษย์สายนอกสองคนนี้
ใบหน้าของผู้ดูแลหญิงเผยรอยยิ้มเอ็นดูแบบญาติผู้ใหญ่ ถามอย่างเป็นกันเองว่า:
"พวกเจ้าพอจะบอกข้าได้ไหม ว่าได้วิชาระดับไหนมา"
ทั้งสองสบตากัน ตอบพร้อมกันว่า "ระดับฟ้า"
"ดี ดีมาก" โม่ชิงเหมยยิ้มกว้างกว่าเดิม ไม่รู้ดีใจอะไรแทนเขา ในฐานะอะไรก็ไม่รู้
แต่โม่ชิงเหมยก็ไม่ได้ถามเจาะจงว่าเป็นวิชาอะไร
ยังไงก็ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น
นางรีบหุบยิ้ม กลัวจะเสียเวลาเด็ก รีบไล่ "พวกเจ้ารีบกลับไปฝึกเถอะ อย่ามาเสียเวลากับข้าเลย"
"ขอรับ/เจ้าค่ะ" ทั้งสองรับคำ
ขากลับ ฉู่หวยสวี่สังเกตว่าฝีเท้าของหานซวงเจี้ยงเร็วขึ้น
ชัดเจนว่านางเริ่มรู้สึกกดดันเรื่องเวลา
เขาซ่อนวิญญาณ เชียวนะ!
ศิษย์เก่งๆ หลายคนได้อาวุธคู่กายจากที่นั่นทั้งนั้น
"ได้ยินว่า บนเขามีอาวุธระดับสูง หรือระดับสุดยอดด้วย" หานซวงเจี้ยงคิด
ฉู่หวยสวี่มองนางแล้วชวนคุย "ถ้าได้ขึ้นเขา เจ้าอยากได้อาวุธแบบไหน"
หานซวงเจี้ยงตอบทันที "กระบี่!"
นางคิดมานานแล้ว จะเป็นผู้ฝึกกระบี่ ข้อนี้ไม่เปลี่ยนใจ
นางได้ยินตำนานวีรสตรีผู้ใช้กระบี่มาตั้งแต่เด็ก อิจฉาความอิสระเสรีเหล่านั้น
หานซวงเจี้ยงถามกลับ "เจ้าล่ะ?"
"ข้าก็เอากระบี่!" ฉู่หวยสวี่ทำหน้าทะเล้น
น่าเสียดาย ยัยก้อนน้ำแข็งเป็นคนไร้อารมณ์ขัน เล่นมุกอะไรไปนางก็รับไม่ทัน ได้แต่เดินจ้ำอ้าวต่อไป
ฉู่หวยสวี่เห็นนางพยายามเก็บความร้อนใจไว้ ก็เร่งฝีเท้าตามไป
จริงๆ เขาก็อยากจะทำให้ได้ภายในสามวันเหมือนกัน ถึงเขาจะมีป้ายผ่านทางขึ้นยอดเขาอยู่แล้วก็เถอะ
"แต่อันนั้นมันรางวัลพิเศษจากท่านเจ้าสำนัก เป็นอภิสิทธิ์ชน!"
"แต่ไม่มีใครบอกนี่ว่าข้าจะหาป้ายมาเพิ่มด้วยฝีมือตัวเองไม่ได้!" เจ้าจิ้งจอกคิดในใจ
เขาไม่แน่ใจว่าผิดกฎไหม แต่ไม่เป็นไร ลองดูก่อน
เมื่อกี้เขาก็ไม่ได้บอกโม่ชิงเหมยว่ามีป้ายอยู่แล้ว
ฉู่หวยสวี่เข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่งมาตั้งแต่เด็ก:
"เรื่องที่เจ้าคิดว่าถูก ก็จงทำไป"
"เรื่องที่เจ้าคิดว่าผิด... ก็แอบทำซะ"
[จบแล้ว]