- หน้าแรก
- ยืมดาบพิชิตฟ้า
- บทที่ 7 - เขาแย่งบทผมไป
บทที่ 7 - เขาแย่งบทผมไป
บทที่ 7 - เขาแย่งบทผมไป
บทที่ 7 - เขาแย่งบทผมไป
☆☆☆☆☆
สวีจื่อชิง หนึ่งในสี่ตัวเอกของเกม《ยืมดาบ》
ส่วนสูงไม่ถึงร้อยเจ็ดสิบ แถมยังมีใบหน้าอ่อนเยาว์เหมือนตุ๊กตา หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราสุดๆ
ตอนนี้ด้วยความที่กำลังร้อนใจ หน้าของเขาเลยแดงระเรื่อ พอมีสีเลือดฝาดขึ้นหน้า ก็ยิ่งดูจิ้มลิ้มเข้าไปใหญ่ เรียกได้ว่า "รังสีฝ่ายรับ" พุ่งกระฉูด เป็นรับที่ดูมีชีวิตชีวาสุดๆ
เวลานี้ เขาโดนคนของสำนักมือปราบสี่คนขวางทางไว้แน่นหนา ไม่ว่าเขาจะอธิบายยังไง พวกมันก็ไม่ยอมปล่อย แถมยังซักไซ้ไล่เลียงไม่หยุด
หนึ่งในนั้นถึงกับเสนอว่าอย่าไปคุยให้เสียเวลา จับกลับไปก่อนค่อยว่ากัน
"จะถึงยามจื่อ (ห้าทุ่ม) คืนนี้แล้วนะ" สวีจื่อชิงกำด้ามร่มในมือขวาแน่นขึ้น
วาสนาครั้งใหญ่ขนาดนี้ เขาไม่อยากพลาด
เมื่อไม่กี่วันก่อน เขาได้เจอนักเล่านิทานคนหนึ่ง
อีกฝ่ายบอกเขาว่า คืนนี้ยามจื่อ ให้ไปที่ลานปี้โหยวตีนเขาอูเหมิง ถึงเวลาจะมีคนมารับ ชักนำเจ้าเข้าสู่ประตูแห่งเต๋า!
พูดจบแค่นั้น นักเล่านิทานหน้าตาธรรมดาคนนั้นก็หายวับไปกับตา
ไม่ต้องสงสัยเลย นี่ต้องเป็นยอดคนผู้บำเพ็ญเพียรแน่!
และในฐานะชาวแคว้นจิ้ง ใครบ้างจะไม่อยากเข้าประตูแห่งเต๋า?
นั่นคือหนึ่งในสี่สำนักใหญ่แห่งแคว้นจิ้งเชียวนะ แถมครั้งหนึ่งยังเคยเป็นอันดับหนึ่งของสี่สำนักด้วย!
ยิ่งไปกว่านั้น... ดาบในตำนานเล่มนั้น ก็อยู่ที่ประตูแห่งเต๋า!
ดังนั้น สวีจื่อชิงจึงเร่งเดินทางมาตลอดหลายวัน บุกป่าฝ่าดง กินนอนกลางดินกลางทราย
คืนนี้ ต่อให้ฝนตกหนักแค่ไหน ก็ไม่อาจดับไฟในใจที่ลุกโชนของเขาได้
"ข้าจะเข้าประตูแห่งเต๋า ข้าจะฝึกดาบ ข้าจะเป็นเซียนดาบ!"
เนื่องจากนักเล่านิทานกำชับไว้ว่า อย่าไปถึงลานปี้โหยวตีนเขาอูเหมิงเร็วเกินไป อย่างมากก็ให้ไปก่อนเวลาธูปดอกเดียว แต่ก็ห้ามสายเด็ดขาด ทำให้สวีจื่อชิงต้องคอยกะเวลาให้เป๊ะ
"เรื่องของวาสนาต้องดูฤกษ์ดูยาม ข้าเข้าใจ" สวีจื่อชิงคิดว่าตัวเองเข้าใจโลกดี
แต่ปัญหาคือเขาคิดยังไงก็ไม่เข้าใจ ทำไมดึกดื่นป่านนี้ถึงยังมาเจอคนของสำนักมือปราบได้
นี่มันจะห้าทุ่มแล้วนะ! ห้าทุ่ม!
แถมฟังจากที่พวกมันคุยกันเมื่อกี้ คืนนี้ในป่าทึบนี่ เพิ่งจะมีเพื่อนร่วมงานที่พวกมันไม่ค่อยชอบขี้หน้าตายไปคนหนึ่ง?
"ไอ้บ้าที่ไหนมาฆ่ากันคืนฝนตกวะเนี่ย!" สวีจื่อชิงที่กลัวจะพลาดวาสนา นึกเกลียดไอ้หมอนั่นขึ้นมาจับใจ
ถึงราชสำนักแคว้นจิ้งจะอ่อนแอ สี่สำนักใหญ่คุมทวีปตะวันออก แต่ต่อให้อ่อนแอยังไง ก็ยังเป็นราชสำนักนะ!
กล้าฆ่าคนของสำนักมือปราบเลยเหรอ?
—ยังมีกฎหมายอยู่ไหมเนี่ย!?
เวลาผ่านไปทุกวินาที ตอนนี้เขาแค่อยากจะปลีกตัวไปให้พ้นๆ
สุดท้าย สวีจื่อชิงจับสัญญาณจากหนึ่งในพวกมันได้ เลยยอมควักเงินทั้งหมดที่มีในตัวให้ไป พวกมันถึงยอมปล่อย
เด็กหนุ่มหน้ามนกางร่มเดินออกมาได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงสี่คนข้างหลังคุยกันโดยไม่เกรงใจ
"จุ๊ๆๆ ไอ้หนุ่มหน้าขาวผิวเนียนแบบนี้ ไอ้เสวียหู่มันชอบนักแล" คนหนึ่งพูดขึ้น พร้อมหัวเราะหื่นๆ
"แล้วเอ็งยังปล่อยมันไปอีก? เสวียหู่ชอบแนวนี้ งั้นมันก็ยิ่งน่าสงสัยไม่ใช่เรอะ?" อีกคนถามเสียงเครียด
"ไม่ใช่เจ้านี่หรอกน่า ข้าไปดูที่เกิดเหตุมาแล้ว ถึงฝนจะชะล้างรอยเท้าไปเกือบหมด แต่มีรอยหนึ่งลึกมาก น่าจะเป็นรอยย่ำเท้าหนักๆ ตอนพุ่งตัว รอยมันใหญ่กว่ารองเท้าไอ้หนูนี่เยอะ"
"แล้วเอ็งยัง..."
"ดึกดื่นป่านนี้ ฝนก็ตกหนักฉิบหาย แถมคนที่ตายยังเป็นไอ้เสวียหู่ลูกหมานั่น พวกเราจะเหนื่อยฟรีไม่ได้นะเว้ย" เจ้านั่นโยนถุงเงินในมือเล่น
"ฮ่าๆ ฮ่าๆๆ!" ทั้งสี่คนหัวเราะออกมาพร้อมกัน อย่างไม่เกรงกลัวฟ้าดิน
สวีจื่อชิงที่รีบเดินจ้าวนั้น กัดฟันกรอดด้วยความโกรธ มือขวาที่กำด้ามร่มแน่นขึ้นไปอีก
"ราชสำนักบัดซบ!" เขาถ่มน้ำลายลงพื้นในใจ
"คนของสำนักมือปราบ ตายซะได้ก็ดี! สมควรตาย!"
สวีจื่อชิงเริ่มเดินเร็วขึ้น เร็วขึ้นเรื่อยๆ
พอห่างออกมาไกลแล้ว เขาถึงเริ่มออกวิ่ง วิ่งไปวิ่งมาก็โยนร่มทิ้งไปเลย
ที่สวีจื่อชิงไม่วิ่งตีนแตกตั้งแต่แรก ก็เพราะกลัวพวกสวะสำนักมือปราบจะสงสัย แล้วลากเขากลับไปสอบสวนจริงๆ
"ทันน่า ต้องทันสิ!" สวีจื่อชิงวิ่งสุดชีวิต
จนกระทั่งวิ่งมาถึงต้นไม้ใหญ่ที่สุดในลานปี้โหยว เวลายังขาดอีกนิดเดียวจะถึงห้าทุ่ม
"ไม่สาย ไม่สาย..." เขาหอบหายใจแฮกๆ หน้าซีดเผือด ตัวเปียกโชกไปทั้งตัว
"พอถึงยามจื่อ ผู้บำเพ็ญเพียรก็จะมารับข้าแล้วสินะ" ใจเขาร้อนรุ่ม
เด็กหนุ่มผู้ไม่ยอมแพ้สาบานอยู่ที่ลานปี้โหยว ว่าข้าจะต้องเข้าประตูแห่งเต๋าให้ได้
ส่วนผู้ชายที่มีแผนชั่วในใจซึ่งลอยอยู่กลางอากาศกลับพูดไม่ออก ผมไม่ได้อยากเข้าประตูแห่งเต๋าเลยสักนิด
ฉู่หวยสวี่ตอนนี้ตัวตนไม่ชัดเจน เขาขอยอมไปอยู่【เขาชุนชิว】ที่ขึ้นชื่อเรื่องคนโรคจิตเยอะในสี่สำนักใหญ่ ยังดีกว่ามาอยู่ประตูแห่งเต๋า
ตอนเล่น《ยืมดาบ》สำนักของเขาคือเขาชุนชิวนี่แหละ
ถึงที่นั่นคนโรคจิตจะเยอะ แต่เขาก็อยู่ได้สบายเหมือนปลาได้น้ำ จนบางทีก็แอบสงสัยว่าตัวเองมีแววเป็นโรคจิตแฝงหรือเปล่า
"เป็นสี่สำนักใหญ่เหมือนกัน เขาชุนชิวก็ไม่ได้ด้อยกว่าประตูแห่งเต๋านะ"
"แถมผมคุ้นที่นั่นกว่าด้วย รู้จุดโกยของดีเพียบ"
"ถ้ามองในมุมการพัฒนา อนาคต จุดด้อยเดียวคือตัวเอกของโลกแห่งแคว้นจิ้งทั้งสองคนดันอยู่ที่ประตูแห่งเต๋า"
ผู้เล่นในบอร์ดเคยถกกัน จากตรงนี้พอมองออกว่า ในเนื้อเรื่องอนาคต ประตูแห่งเต๋าน่าจะทวงบัลลังก์จ่าฝูงสี่สำนักใหญ่คืนได้
สาวสวยขายาวหานซวงเจี้ยงที่อยู่ตรงหน้า เกาะขาเธอไว้ ก็น่าจะรุ่งเหมือนกัน
ทันใดนั้น เสียงแจ้งเตือนระบบก็ดังขึ้นข้างหู: "【ติ๊ง! คุณสลัดหลุดจากการไล่ล่าของสำนักมือปราบสำเร็จ ภารกิจเสร็จสิ้น ได้รับรางวัลค่าประสบการณ์ 100 แต้ม】"
ฉู่หวยสวี่ที่กำลังลอยเท้งเต้งอยู่กลางอากาศ รู้สึกจุกอกแปลกๆ "ก็บินสูงขนาดนี้แล้ว มันก็ต้องหลุดสิวะ!"
เขารู้สึกว่าระบบภารกิจนี่มันดูเอ๋อๆ ชอบกล เริ่มคิดถึง AI คอลเซ็นเตอร์ที่เขาเคยปั้นจนจริตเปรี้ยวจี๊ดคนนั้นขึ้นมาตะหงิดๆ
นอกจากนี้ เมื่อกี้เขายังแอบสังเกตหลี่ชุนซงกับหานซวงเจี้ยง เพื่อเช็กว่าเสียงแจ้งเตือนระบบมีแค่เขาที่ได้ยินคนเดียวใช่ไหม
พอมั่นใจเรื่องนี้ เขาก็ถอนหายใจโล่งอก
"ตอนนี้มันคือการทะลุมิติ ไม่เหมือนตอนเล่นเกม ยังไงก็ต้องระวังตัวไว้ก่อน" ฉู่หวยสวี่บอกตัวเองในใจ
ตอนเล่นเกม ลีลาการเล่นเขาอาจจะกวนโอ๊ย แต่เนื้อแท้แล้วเขาเป็นคนรอบคอบและระวังตัวมาก
ความจริงคือ ถ้าไม่รอบคอบและรัดกุมพอ นายแบบเสมือนจริงคนนี้คงไม่สามารถสับรางระหว่างเจ๊ๆ เจ้าของธุรกิจทั้งหลายได้หรอก
ขนาดงานพี่น้องฝาแฝดเขายังกล้ารับ แถมยังดูแลเทคแคร์แยกกันได้อย่างดีเยี่ยม
ก็นะ รักใครก็ต้องรักทั้งครอบครัว รวมถึงพี่น้องเขาด้วย
เวลานี้ ฉู่หวยสวี่สงสัยเหลือเกินว่า หลี่ชุนซงเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า
"กระทู้แฉก่อนหน้านี้บอกว่า หานซวงเจี้ยงกับสวีจื่อชิง ถูกหลี่ชุนซงพาเข้าประตูแห่งเต๋าพร้อมกัน"
"พร้อมกัน พร้อมกัน พร้อมกัน..." ฉู่หวยสวี่เริ่มขบคิดคำนี้ แล้วหันไปมองหานซวงเจี้ยงข้างๆ อีกครั้ง
ในใจเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี และเริ่มเดาทางได้รางๆ
"ชิบหาย! หรือว่าผมกลายเป็น 'ตัวเอกของโลก' ไปแล้ว!"
ฉู่หวยสวี่สงสัยว่าตัวเองหยิบบทคนอื่นมาเล่นซะแล้ว
"คงทำได้แค่เดินหน้าไปทีละก้าว" เขาคิด
แค่ไม่รู้ว่าตอนนี้สวีจื่อชิงอยู่ที่ไหน แล้วกำลังทำอะไรอยู่?
ความเหนื่อยล้าอย่างหนักเริ่มถาโถมเข้ามา ครอบงำไปทั่วร่าง
การทะลุมิติแบบปุบปับทำให้จิตใจไม่สงบอยู่แล้ว แถมยังรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้อีก
จากนั้นก็เรื่องราวสารพัดที่ประดังเข้ามาไม่หยุดในคืนฝนตก
ยังดีที่เขาเป็นคนใจกล้าและละเอียดรอบคอบ เลยไม่ถึงกับรู้สึกหมดหนทาง แค่รู้สึกเหนื่อยเท่านั้น
"เอาเถอะ ผมไม่ได้พูดอะไรสักคำ แค่บอกชื่อตัวเอง ถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา ก็เป็นความรับผิดชอบของคุณเองแล้วกัน" ฉู่หวยสวี่มองแผ่นหลังของหลี่ชุนซงที่ลอยอยู่ข้างหน้า พลางคิดในใจ
ตอนนี้เขาได้แต่หวังว่าเรื่องทั้งหมดจะเป็นความเข้าใจผิดที่สวยงาม ไม่ใช่จุดเปลี่ยนที่เลวร้าย
เขาแทบจะปลงแล้วด้วยซ้ำ
ยังไงซะ【ตัวตน】ของเขาก็มีปัญหาแน่นอน ฟังจากที่เสวียหู่พูด เป้าหมายของการมาที่นี่คือแฝงตัวเข้าประตูแห่งเต๋า
"งั้นนี่ผมก็แฝงตัวเข้ามาสำเร็จแล้วไง!"
ในโลกนี้ไม่มีคนที่มองโลกในแง่ดีแบบสุดโต่งหรอก มีแต่คนที่ปลงตกได้มากพอเท่านั้นเอง
ที่ตั้งของประตูแห่งเต๋าเรียกว่า【ภูเขาซ้อนภูเขา】นี่ไม่ใช่ชื่อภูเขาลูกเดียว แต่เป็นชื่อเรียกกลุ่มภูเขาหลายลูก
ภูเขาซ้อนภูเขาถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอก ซึ่งเมฆหมอกพวกนี้จริงๆ แล้วคือค่ายกลพิทักษ์สำนัก เล่ากันว่าต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับแปดก็ยังแหวกเข้ามาไม่ได้
หลี่ชุนซงห้อยป้ายคำสั่งผู้อาวุโส ย่อมพาคนเข้าออกได้อิสระ
ทั้งสามร่อนลงจอดที่หน้าเรือนแห่งหนึ่งในเขตเขาส่วนนอก
[จบแล้ว]