- หน้าแรก
- สยบภพด้วยคมดาบ
- สยบภพด้วยคมดาบ ตอนที่ 619 ปาฏิหาริย์จากสวรรค์
สยบภพด้วยคมดาบ ตอนที่ 619 ปาฏิหาริย์จากสวรรค์
สยบภพด้วยคมดาบ ตอนที่ 619 ปาฏิหาริย์จากสวรรค์
สยบภพด้วยคมดาบ ตอนที่ 619 ปาฏิหาริย์จากสวรรค์
แสงศักดิ์สิทธิ์สาดส่อง เมฆาเซียนลอยอ้อยอิ่งอยู่บนยอดเขา บนภูเขาศักดิ์สิทธิ์เสียงแตรงอนดังกึกก้องสะท้านฟ้า
สายตาของหลินสู่กวงกลับมาจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์มายังสำนักจัดการพิเศษอีกครั้ง… ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น มุมปากเผยรอยยิ้มแปลกประหลาดออกมา
“บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาศักดิ์สิทธิ์?”
พรสวรรค์อันแข็งแกร่งเป็นพิเศษที่หลินหลานแสดงออกมาที่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทำให้ผู้บริหารระดับสูงเหล่านั้นตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด เข้าภูเขามาสิบห้าวันก็เลื่อนขั้นเป็นมหายอดปรมาจารย์ขอบเขตหลอมอวัยวะ ความเร็วในการฝึกฝนเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวในภูเขาศักดิ์สิทธิ์
ทรัพยากรฝึกฝนที่ได้มาจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์ หลินหลานได้ส่งมอบให้ผู้อาวุโสฉีหลางแห่งยอดเขาที่เจ็ดอย่างลับ ๆ แล้ว ระหว่างที่ออกไปข้างนอก ก็ได้โยนแหวนมิติที่บรรจุทรัพยากรฝึกฝนไว้จนเต็มลงไปในหุบเขาแห่งหนึ่งตามที่ตกลงกันไว้… ร่างแยกวิญญาณโลหิตที่รออยู่ก่อนแล้วก็จะนำแหวนมิติเหล่านี้ไป
ในขณะที่ร่างแยกวิญญาณโลหิตกำลังเดินทางไปยังเมืองหวยเฉิง หลินสู่กวงก็ทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาอยู่ที่สำนักจัดการพิเศษสักพักแล้วก็ไปที่ร้านค้าสกุลหลิน
แต่เดิมหลังจากประสบเหตุการณ์ปิดเมือง อาคารหลายแห่งในเมืองหวยเฉิงก็ได้รับความเสียหายไม่มากก็น้อย แม้ว่าเบื้องบนจะจัดสรรงบประมาณมาให้จำนวนหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถทำให้อาคารในเมืองหวยเฉิงกลับสู่สภาพเดิมได้
แม้ว่าชาวเมืองหวยเฉิงจำนวนมากจะได้รับวาสนาไม่น้อย แต่หลังจากที่ศพเดินได้ได้สังหารหมู่ไปก่อนหน้านี้ ประชากรของเมืองนี้ก็ลดลงไปหนึ่งในยี่สิบส่วน นี่เป็นตัวเลขที่มหาศาล สำหรับเมืองหนึ่งแล้วก็เพียงพอที่จะสั่นคลอนการพัฒนาเศรษฐกิจของมันได้
ร้านค้าสกุลหลินก็เป็นหนึ่งในนั้น หลังจากผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมา ธุรกิจก็ไม่ดีเท่าเมื่อก่อน
หลินไห่หยางถือไม้กวาดกวาดพื้นอยู่หน้าโถง แม่หลินนั่งเด็ดผักอยู่ที่โต๊ะนอกเคาน์เตอร์ “ตาแก่ วันนี้พยากรณ์ว่าฝนจะตกไหม ทำไมฉันเห็นฟ้ามันมืดครึ้ม ๆ”
หลินไห่หยางก้าวข้ามประตู เงยหน้ามองท้องฟ้า ลมหนาวพัดมาเย็นยะเยือก เขาก็รีบถือไม้กวาดเดินเข้าไปข้างใน พลางบ่นพึมพำว่า “อากาศบ้า ๆ นี่ใครจะไปเดาถูก พยากรณ์อากาศต่อไปนี้ก็ไม่ต้องดูแล้ว อากาศมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ปีที่แล้วช่วงนี้ฉันก็น่าจะใส่เสื้อแขนยาวแล้วนะ เธอดูฉันตอนนี้สิ…”
เขาจับเสื้อไหมพรมบนตัว… ฝึกฝนช้าไปหน่อย ไม่เหมือนหลินสู่กวงที่มีโลหิตปราณเข้มข้นพอที่จะต้านทานการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้
แม่หลินถอนหายใจ “นี่ฟ้าดินจะทำอะไรกันแน่ หยุดสักหน่อยไม่ได้หรือไง”
หลินไห่หยางก็ส่ายหน้า “เดี๋ยวนี้โลกนี้มีสัตว์ประหลาดปรากฏตัวไปทั่ว เมื่อไม่นานมานี้หลังจากเมืองหวยเฉิงเกิดเรื่อง ได้ยินมาว่ามีคนย้ายออกไปอย่างน้อยสามแสนคน”
“พวกเขาออกไปทำอะไรกัน” แม่หลินไม่เข้าใจ
หลินไห่หยางเก็บไม้กวาดไว้ข้างหนึ่ง “จะทำอะไรได้อีก เมืองหวยเฉิงเดิมทีก็เป็นเมืองเล็ก ๆ ครั้งที่แล้วคนกลุ่มนั้นได้ประโยชน์กันไปหมด ทุกคนต่างก็อยากจะไปเสี่ยงโชคที่เมืองใหญ่เพื่อความร่ำรวย… สมัยนี้โอกาสมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง เธอจำเจ้าหนูหลี่ที่ถนนซีเหมินได้ไหม สองวันก่อนฉันเจอพ่อเขาคุยกันสองสามคำ ตอนนี้เจ้าหนูหลี่ไปเซี่ยงไฮ้แล้ว ว่ากันว่าเป็นครูมวยของสำนักยุทธ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ปีเดียวก็ทำเงินได้สามล้าน”
“หลี่อ้ายจวินคนนั้นเหรอ” แม่หลินก็อดที่จะซุบซิบไม่ได้ รู้สึกประหลาดใจ “อายุยี่สิบหกแล้วไม่ใช่เหรอ ปีที่แล้วยังได้ยินว่าเขาถูกบริษัทไล่ออก อยู่บ้านว่าง ๆ มาตลอด”
“แล้วก็คนแซ่เก๋อทางตะวันออกนั่นอีกคน บอกว่าไปตั้งทีมล่าสัตว์ที่ต่างถิ่น ตอนนี้ก็กำลังไปได้สวย ดังนั้นถึงได้บอกว่า สมัยนี้มีแต่วาสนา…” หลินไห่หยางทอดถอนใจไม่รู้จบ
ขณะที่กำลังพูดอยู่ ก็มีคนเข้ามาที่ประตู
หลินสู่กวงพอเข้ามาก็เห็นพ่อกับแม่ทั้งสองคนอยู่ แต่ไม่เห็นเงาของน้องสาว จึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า “เสี่ยวซียังไม่กลับมาเหรอ”
“ไปฝึกยิงธนูกับท่านผู้เฒ่าหลิ่วแล้ว คาดว่าบ่าย ๆ คงจะกลับ” หลินไห่หยางยิ้มแล้วพูดว่า “ทำไมวันนี้ลูกกลับมาเร็วจัง ที่สำนักไม่มีอะไรเหรอ พ่อได้ยินมาว่าเมื่อวานต่างประเทศเกิดเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง”
“เรื่องเล็กน้อย ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ลือกันข้างนอกหรอก” หลินสู่กวงพูดส่ง ๆ เดินเข้าไปในร้าน แล้วดึงเก้าอี้มานั่ง
แม่หลินลุกขึ้นรินน้ำแก้วหนึ่งแล้วยื่นให้ “กินอะไรหรือยัง”
“ยังเลย” ตบะของหลินสู่กวงในตอนนี้ ไม่กินข้าวหลายวันก็ไม่มีปัญหา เพียงแต่ติดใจบะหมี่ของที่บ้าน จึงยิ้มแล้วพูดว่า “แม่ครับ เอาบะหมี่ชามเล็กให้ผมชามหนึ่งก็พอ”
“ได้ พ่อลูกจะทำให้เดี๋ยวนี้แหละ”
หลินไห่หยางเพิ่งจะนั่งลงก็ได้ยินภรรยาของตนเองออกคำสั่ง เงยหน้าขึ้นมอง “ฉันทำเหรอ”
“ฉันเหนื่อยแล้ว คุณไปทำ” แม่หลินเหลือบมองไปแวบหนึ่ง
หลินไห่หยางละสายตากลับมาอย่างไม่พอใจ แล้วรีบไปยังห้องครัวด้านหลัง
หลินสู่กวงเห็นภาพนี้ก็อดหัวเราะไม่ได้ โทรศัพท์ในกระเป๋าพลันดังขึ้น พอเห็นชื่อของอีกฝ่าย รอยยิ้มก็ยิ่งกว้างขึ้น
“พี่ซานไปทำมาหากินที่ไหนมาเนี่ย ไม่ได้ติดต่อฉันมาตั้งนานแล้วนะ”
เฝิงซานที่ปลายสายก็หัวเราะเบา ๆ “ฉันไม่ได้หาเงินได้มากนัก แต่ก็ใช้ไปไม่เยอะเหมือนกัน ตอนนี้ฉันเปิดสำนักยุทธ์แฟรนไชส์ยี่สิบแห่งที่ฮั่นเจียง ฝูเฉิง แล้วก็หนานฝู่แล้ว…”
“นายนี่ไม่เลวเลยนะ” หลินสู่กวงได้ยินว่าเฝิงซานตอนนี้กำลังรุ่งเรือง ก็อดที่จะดีใจแทนเขาไม่ได้
เฝิงซานหัวเราะเบา ๆ “ตอนนั้นต้องขอบใจนายที่ช่วยเตือนสติฉัน อีกสองวันฉันจัดการงานในมือเสร็จแล้ว พวกเราพี่น้องสองคนค่อยชวนเหล่าจินมากินข้าวกัน”
“ได้ รอข่าวนายนะ”
เฝิงซานพูดพลางลังเลไปเล็กน้อย ดูเหมือนจะพูดออกมาได้ยากอยู่บ้าง
“เจอปัญหาอะไรเหรอ” หลินสู่กวงเอ่ยปากถามก่อน
“ขยายกิจการเร็วเกินไป ตอนนี้เงินทุนหมุนเวียนไม่ค่อยคล่อง…” ยังไม่ทันที่เฝิงซานจะพูดจบ หลินสู่กวงก็พูดขัดขึ้นมา “พี่ซานพูดแบบนี้กับฉันมันก็ห่างเหินเกินไปแล้ว หนึ่งร้อยล้านพอไหม”
“แค่ก!” เฝิงซานเกือบจะสำลัก รีบพูดว่า “ไม่ต้อง ไม่ต้อง ให้ฉันยืมแปดแสนก็พอแล้ว พอให้ฉันอยู่ได้สามเดือน ต่อไปมีแข่งอีกหลายรายการ เงินรางวัลรวมกันก็สามล้านแล้ว สามล้านนี้ฉันต้องได้มาครองแน่นอน ถึงตอนนั้นปัญหาก็จะหมดไป”
หลินสู่กวงนึกอะไรขึ้นมาได้ “เรื่องที่เมืองหวยเฉิงเมื่อไม่นานมานี้นายได้ยินหรือยัง”
พอพูดถึงเรื่องนี้ เฝิงซานก็โกรธจัด “สวรรค์เฮงซวยนี่มันไม่ทำเรื่องดี ๆ บ้างเลย พอฉันไปมันก็แจกวาสนาให้ ให้ตายสิ ฉันนี่ขาดเวลาที่ไหนกัน สิ่งที่ฉันขาดก็คือวาสนาต่างหาก!”
หลินสู่กวงหัวเราะเบา ๆ “เตือนนายหน่อยแล้วกัน ครั้งนี้คนที่ออกจากเมืองหวยเฉิงไปทำงานมีมากกว่า 300,000 คน ในจำนวนนั้นก็มีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตหลอมอวัยวะที่หนุ่มแน่นอยู่ไม่น้อย ส่วนจะทำอย่างไรต่อไปก็แล้วแต่นายจะจัดการ”
“ให้ตายสิ 300,000 คน? ตอนนี้โลกวุ่นวายขนาดนี้ แต่ละคนช่างใจกล้าจริง ๆ ได้เลย เรื่องนี้เดี๋ยวฉันค่อยจัดการ คนบ้านเดียวกัน พูดเรื่องเงินมันจะเสียความรู้สึก เฮะ ๆ…” เฝิงซานหัวเราะอย่างมีเลศนัยที่ปลายสาย
หลินสู่กวงอดหัวเราะไม่ได้ หลังจากวางสายแล้วก็โอนเงินให้เฝิงซานไป 10,000,000 ทันที
ผ่านไปห้านาทีเต็ม เฝิงซานก็ส่งข้อความมา [เหล่าหลิน รอฉันกลับมาอย่างราชาได้เลย!]
หลินสู่กวงยิ้มเบา ๆ
ได้ยินเสียงหลินไห่หยางตะโกนมาจากหลังครัวว่าบะหมี่เสร็จแล้ว ก็วางโทรศัพท์ลง แล้วลุกไปยกด้วยตนเอง
กินบะหมี่ไปได้ไม่กี่คำ ทันใดนั้นจักจั่นสารทวสันต์ในห้วงสมุทรแห่งปัญญาก็สั่นสะท้านขึ้นมา หลินสู่กวงหยุดชะงักการกินบะหมี่ไป เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย ในดวงตาปรากฏแสงลึกลับ ดวงจิตวิญญาณพลันออกจากร่าง พุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า
ที่ใดที่หนึ่งอันไกลโพ้น มีลำแสงสีแดงฉานพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
“ที่นั่นคือ…”
ในร้านค้าสกุลหลินมีเสียงของหลินไห่หยางดังขึ้น “เป็นอะไรไป รสชาติไม่ถูกปากเหรอ”
เห็นหลินสู่กวงหยุดการกระทำลงอย่างกะทันหัน ก็อดที่จะสงสัยไม่ได้
“ไม่เป็นไรครับพ่อ คิดอะไรเพลินไปหน่อย” ดวงจิตวิญญาณของหลินสู่กวงกลับเข้าร่าง สายตาครุ่นคิด โทรศัพท์บนโต๊ะก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ครั้งนี้คนที่โทรมาคือผู้ว่าการมณฑลเย่หล่งเจิ้ง
“ทางเหนือมีปาฏิหาริย์จุติลงมา คุณสนใจไหม…”