- หน้าแรก
- สยบภพด้วยคมดาบ
- สยบภพด้วยคมดาบ 415 วัยหนุ่มเลือดร้อนต้องบ้าระห่ำ
สยบภพด้วยคมดาบ 415 วัยหนุ่มเลือดร้อนต้องบ้าระห่ำ
สยบภพด้วยคมดาบ 415 วัยหนุ่มเลือดร้อนต้องบ้าระห่ำ
สยบภพด้วยคมดาบ 415 วัยหนุ่มเลือดร้อนต้องบ้าระห่ำ
หลินสู่กวงหาอ่างกระเบื้องมาใบหนึ่ง ขุดดินจากข้างล่างมา แล้วก็ปลูกต้นอ่อนของต้นไม้เทพลึกลับลงไป บดยาโอสถผสมลงไปในน้ำ แล้วรดน้ำ
สำหรับคนที่ไม่เคยปลูกต้นไม้ดอกไม้เลย ขั้นตอนนี้ค่อนข้างลำบากอยู่บ้าง… “น้ำนี่ฉันรดน้อยไปหรือเยอะไป”
เขามองดูต้นอ่อนที่เพิ่งจะแทงรากออกมาจากดินในกระถางอย่างเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง แล้วส่งสายตาที่แน่วแน่ให้ว่าแกทำได้ จากนั้นหลินสู่กวงก็ยกกาน้ำขึ้นแล้วเดินจากไป
ทูตสวรรค์เงินเพลิงพาเสี่ยวหมี่จากไป ไม่รู้ว่าไปปิดด่านฝึกฝนที่ไหนเพื่อเริ่มการหลอมรวม
ตอนนั้นที่ภูเขาว่านสิง หลินสู่กวงสวมหน้ากากด้วยความระมัดระวัง แม้แต่ตอนอยู่ต่อหน้าทุกคนก็ไม่ได้ติดต่อกันแม้แต่น้อย นี่จึงทำให้จนถึงตอนนี้ ไม่มีใครรู้เลยว่าเทพสงครามปีกเงินและนักดาบลึกลับที่ทุกคนพูดถึงนั้นแท้จริงแล้วเป็นพวกเดียวกัน
เมื่อคืนตอนร่ำลา หลินสู่กวงอดไม่ได้ที่จะถามทูตสวรรค์เงินเพลิงว่า “นายกับตระกูลฉินไปมีเรื่องกันได้อย่างไร”
ทูตสวรรค์เงินเพลิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พวกเขามาแย่งของฉัน ฉันก็เลยฆ่าพวกเขาไป ต่อมาคนระดับสูงของตระกูลฉินก็มาหาเรื่องฉันอีก ฉันก็เลยฆ่าพวกเขาอีก…”
“ตรงไปตรงมาดี” หลินสู่กวงหัวเราะเบา ๆ
ทูตสวรรค์เงินเพลิงส่ายหน้า แล้วเงยหน้ามองหลินสู่กวง ดวงตาที่เย็นชามาโดยตลอดก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย “นายเก่งกว่าอีก คนเดียวเล่นงานไปตั้งหลายคน แต่ตระกูลฉินคงจะเกลียดนายเข้าไส้แน่”
หลินสู่กวงยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ “คนที่เกลียดฉันมีเยอะแยะไปหมด เพิ่มมาอีกคนก็ไม่เท่าไหร่”
ทั้งสองคนสบตากัน ยืนอยู่ริมแม่น้ำที่ลมยามค่ำคืนพัดผ่าน ต่างก็ยิ้มให้กัน
“เดินทางปลอดภัยนะ”
“นายก็เหมือนกัน”
มองส่งทูตสวรรค์เงินเพลิงขึ้นเรือจากไป
หลินสู่กวงถอนหายใจออกมาเบา ๆ ในใจ การพบกันครั้งต่อไปของคนทั้งสองก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อไหร่
ทูตสวรรค์เงินเพลิงบอกว่าครั้งนี้เขาจะจากไปนานหน่อย นานจนตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่
บางทีการพบกันครั้งหน้า พวกเขาทั้งสองอาจจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตแจ้งประจักษ์ ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของทวีปแล้วก็ได้!
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินสู่กวงรดน้ำต้นอ่อน หาที่ให้มันอย่างดีที่ระเบียงในห้องของตนเอง จากนั้นก็ให้ไป๋เหิงไปส่งที่สำนักจัดการพิเศษ
ตอนที่เข้าไปในห้องทำงานของซือเชียนจวิน หลินสู่กวงก็ยื่นไข่เค็มที่เตรียมไว้ล่วงหน้าที่บ้านไปให้ “ที่บ้านผมดองเอง เอามาฝากคุณหน่อย”
ช่วงที่เขาออกจากเมืองหวยเฉิง ซือเชียนจวินคอยปกป้องครอบครัวของเขาอย่างลับ ๆ หลายครั้ง… คำขอบคุณบางคำพูดก็ไม่เหมาะกับระหว่างเขากับซือเชียนจวิน
ซือเชียนจวินรับมาพลางยิ้ม “ฉันกำลังคิดอยู่เลยว่าไม่มีกับแกล้มอะไร ตอนกลางวันฉันไม่มีธุระอะไร ถ้านายว่างพวกเราไปนั่งคุยกันข้างนอกหน่อยไหม”
“ท่านอธิบดีพูดขนาดนี้แล้ว ต่อให้ผมมีธุระก็จะเลื่อนออกไปก่อนครับ” หลินสู่กวงแกล้งหัวเราะ
ซือเชียนจวินหัวเราะแล้วด่าว่า “เจ้าเด็กบ้า ไปนั่งที่หน่วยที่เจ็ดบ้าง ตอนนี้ทั้งแผนกก็มีแต่นายคนเดียวที่เป็นหัวหน้าหน่วยใหญ่แล้วไม่มาอยู่ที่สำนักงาน ช่วงนี้มาบ่อย ๆ หน่อย คนอื่นจะได้รู้สึกดีขึ้น”
ซือเชียนจวินเตือนสติสองสามประโยค หลินสู่กวงพยักหน้าเข้าใจ ต้องเป็นบางคนในหน่วยอื่น ๆ เริ่มจะก่อเรื่องแล้วอย่างแน่นอน
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่าคือ ซือเชียนจวินไม่ได้พูดถึงเรื่องภูเขาว่านสิงเลยแม้แต่คำเดียว ก่อนจากไปเขามองไปแวบหนึ่งอย่างแปลกใจ ซือเชียนจวินกำลังก้มหน้าตรวจเอกสารอยู่ เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วก็ละสายตากลับมา แล้วผลักประตูเดินจากไปเอง
หลินสู่กวงกลับมายังห้องทำงานของตนเองแล้วนั่งลง ไป๋เหิงยื่นข้อมูลของช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาให้ แล้วก็ยืนรออยู่ข้าง ๆ
หลินสู่กวงพลิกดูรอบหนึ่ง คิ้วก็พลันขมวดเข้าหากัน “ทำไมอัตราการสำเร็จภารกิจของหน่วยที่เจ็ดพวกเราถึงต่ำขนาดนี้ จำนวนภารกิจก็ลดลงอย่างรวดเร็วด้วย ลดลงมากเกินไปแล้ว ตอนที่ฉันไม่อยู่เกิดเรื่องอะไรขึ้น”
ไป๋เหิงเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดเสียงเบา “ก่อนหน้านี้หน่วยที่เจ็ดเพราะมีท่านอยู่ สวัสดิการที่ได้รับจึงดีที่สุดในสำนักงาน แต่ต่อมาท่านไม่ได้ประจำอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน หน่วยอื่น ๆ ก็เลยประท้วง…
เรื่องนี้ตามกฎภายในของสำนักจัดการพิเศษ ท่านอธิบดีเข้าไปแทรกแซงไม่ได้ สวัสดิการของหน่วยพวกเราในตอนนี้ยังเหมือนเดิม แต่ระดับความยากของภารกิจกลับถูกเพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งระดับ พี่น้องทุกคนรับมือไม่ไหว ช่วงสามเดือนมานี้ก็มีพี่น้องลาออกไปแล้วห้าคน ยังมีอีกยี่สิบกว่าคนที่ตอนนี้ได้รับบาดเจ็บพักอยู่ที่บ้านครับ”
สายตาของหลินสู่กวงสงบนิ่งแล้วปิดแฟ้มข้อมูลลง “ใครเป็นคนแบ่งภารกิจ”
ไป๋เหิงพูดอย่างระมัดระวัง “หัวหน้าหลัวแผนกพลาธิการครับ”
หลินสู่กวงไม่พูดจาไร้สาระ วางแฟ้มข้อมูลลง ลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “นำทางไป”
ไป๋เหิงรีบห้าม “หัวหน้าหน่วย ท่านอย่าเพิ่งวู่วาม หัวหน้าหลัวคนนี้เป็นเด็กเส้น ผมแนะนำให้ท่านไปเชิญท่านอธิบดีมาช่วยเจรจา ขอแค่ทางหัวหน้าหลัวยอมอ่อนข้อให้ พี่น้องที่อยู่ข้างล่างพวกเราก็จะทำงานง่ายขึ้นแล้วครับ”
หลินสู่กวงมาถึงหน้าประตูแล้ว “นำทาง”
“หัวหน้าหน่วยหลิน” ไป๋เหิงอ้าปาก อยากจะพูดอะไรออกมาแต่ก็ยั้งไว้ เขานึกโกรธตัวเองที่ปากไม่มีหูรูด กลัวว่าหลินสู่กวงกับหัวหน้าหลัวแผนกพลาธิการคนนั้นจะแตกหักกัน
แต่ภายใต้สายตาอันสงบนิ่งของหลินสู่กวง ในใจของเขาก็พลันสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว หวาดหวั่นจนทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายก็ทำได้เพียงเลือกที่จะนำทางไปอย่างเชื่อฟัง
ออกจากห้องทำงาน ระหว่างทางก็เจอสมาชิกหน่วยที่เจ็ดหลายคนที่เพิ่งกลับมาจากทำภารกิจ บนตัวยังมีคราบเลือดติดอยู่ไม่น้อย
“หัวหน้าหน่วยหลิน” พอเห็นหลินสู่กวงกลับมา ทุกคนก็ค่อนข้างประหลาดใจ
หลินสู่กวงหยุดฝีเท้า เห็นชายวัยกลางคนที่ถูกประคองอยู่ตรงกลาง “ภารกิจอะไร”
สมาชิกหน่วยที่เจ็ดหลายคนสบตากัน “ทางสถาบันวิทยาศาสตร์และการศึกษาต้องการวัตถุดิบจากงูเพลิงหลี่ ในรายงานบอกว่าเป็นงูเพลิงหลี่ชั้นฟ้าที่สาม แต่ผลคือเป็นชั้นฟ้าที่ห้า… ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ซุนไหวตัวทัน วันนี้พวกเราคงไม่ได้กลับมาแล้ว”
คนข้าง ๆ พูดอย่างร้อนรนว่า “แต่ภารกิจจะสิ้นสุดคืนนี้แล้ว ไม่อย่างนั้นสวัสดิการของพวกเราก็จะถูกหักจนหมด”
หลินสู่กวงนิ่งเงียบไป
ไป๋เหิงที่อยู่ข้าง ๆ เห็นแล้วก็ใจหายวาบ รีบส่งสัญญาณให้สมาชิกหน่วยที่เจ็ดหลายคนนั้นเป็นนัยว่าอย่าราดน้ำมันลงบนกองไฟอีก
แต่คนเหล่านี้จะไปสังเกตเห็นได้อย่างไร ช่วงนี้ถูกกดดันจากทุกสารทิศทั้งเปิดเผยและลับ ๆ มานานจนในใจเต็มไปด้วยความอัดอั้นและไม่พอใจ พอเห็นหลินสู่กวงก็เหมือนได้เห็นหัวหน้าที่สามารถออกหน้าแทนพวกเขาได้ ย่อมต้องระบายความในใจออกมา
หลินสู่กวงหยิบโอสถหลอมกระดูกออกมาสองสามเม็ดแล้วยื่นให้ “ช่วงนี้พักผ่อนให้ดี”
“แต่ภารกิจยังไม่เสร็จ…” คนเหล่านั้นลังเลอยู่ ไม่กล้ายื่นมือไปรับยาโอสถ
หลินสู่กวงไม่พูดพร่ำทำเพลงยัดยาโอสถใส่มือพวกเขา “รับไป เรื่องภารกิจฉันจะจัดการเอง ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรทั้งนั้น สวัสดิการของหน่วยที่เจ็ดของฉันไม่มีใครหักได้”
“หัวหน้าหน่วยหลิน” ทั้งกี่คนต่างก็ตะลึงไป ใจพลันสั่นสะท้าน
เหตุผลที่พวกเขายอมตามหลินสู่กวง ก็เพราะหลินสู่กวงมักจะทำให้คนเลือดร้อนขึ้นมาได้เสมอ
ไป๋เหิงกลับหน้าเปลี่ยนสี รู้สึกว่าเรื่องราวเหมือนจะบานปลายแล้ว เขามองดูหลินสู่กวงที่ยกเท้าเดินไปยังแผนกพลาธิการแล้ว ก็ไม่ทันได้บ่นว่าคนเหล่านี้อีก รีบวิ่งตามไป
ภายในห้องทำงานผู้อำนวยการที่อยู่ห่างออกไปร้อยเมตร
“ท่านอธิบดี หัวหน้าหน่วยหลินได้ยินเรื่องของหน่วยที่เจ็ดแล้ว ตอนนี้คนไปถึงแผนกพลาธิการแล้ว พวกเราจะขวางเขาหน่อยไหมครับ” คนที่พูดคือหัวหน้าหน่วยฟางจากหน่วยที่สาม หรือก็คือหัวหน้าแผนกของฉู่สงเทียน
ซือเชียนจวินจิบชา แล้วพูดส่ง ๆ “คนหนุ่มสาวเลือดร้อนเป็นเรื่องปกติ อย่าลืมให้คนแซ่หลัวนั่นจ่ายค่าซ่อมแซมด้วย”
หัวหน้าหน่วยที่สามตะลึงไป
ท่านอธิบดีช่างใจกว้างเหลือเกิน
…
ในขณะนี้ หลินสู่กวงเดินเข้าไปในอาคารที่แผนกพลาธิการอยู่แล้ว ผู้คนที่เดินไปมาต่างก็หันมามองเขาและไป๋เหิงที่ตามมาโดยไม่รู้ตัว คนละแผนกกัน ดังนั้นการไม่รู้จักก็เป็นเรื่องปกติ
หลินสู่กวงไม่สนใจสายตาที่มองมาเหล่านี้ หันไปมองไป๋เหิงแวบหนึ่ง แล้วพูดเสียงเรียบ “ชั้นไหน”
ไป๋เหิงมองสีหน้าของเขาอย่างระมัดระวัง “อยู่ที่ชั้นห้าครับ”
“นำทาง”
ไป๋เหิงกัดฟัน แล้วเดินนำหน้าไป
ไม่นาน ก็มาถึงหน้าห้องทำงานของหัวหน้าหลัว
ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น “ที่นี่เหรอ”
“เขาอยู่ที่นี่”
วินาทีต่อมา ประตูห้องทำงานก็ถูกใครบางคนเตะเปิดออกอย่างแรง
จากนั้น ร่างหนึ่งก็ถือดาบก้าวข้ามประตูเข้ามา…