- หน้าแรก
- สยบภพด้วยคมดาบ
- สยบภพด้วยคมดาบ ตอนที่ 380 ตบะทะลวงผ่านอีกหนึ่งชั้นฟ้า
สยบภพด้วยคมดาบ ตอนที่ 380 ตบะทะลวงผ่านอีกหนึ่งชั้นฟ้า
สยบภพด้วยคมดาบ ตอนที่ 380 ตบะทะลวงผ่านอีกหนึ่งชั้นฟ้า
สยบภพด้วยคมดาบ ตอนที่ 380 ตบะทะลวงผ่านอีกหนึ่งชั้นฟ้า
เจิ้งอวิ๋นซู่ถูกจับกุม ตระกูลเจิ้งเลือกที่จะปิดประตูเก็บตัวท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์… สัญญาณต่าง ๆ นานาเหล่านี้ล้วนทำให้ผู้คนจากทุกฝ่ายในเมืองม่อตูให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง
“ท่านพ่อ ตอนนี้ตระกูลเจิ้งของพวกเราเลือกที่จะเก็บตัว คู่ค้าจำนวนไม่น้อยต่างก็เลือกที่จะรอดูสถานการณ์ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ปีนี้แม้แต่กำไรห้าหมื่นล้านก็คงจะทำไม่ได้”
เจิ้งชูนั่งคุกเข่าอย่างเรียบร้อยบนเบาะรองนั่ง แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม
เบื้องหน้าของเขามีโต๊ะไม้เตี้ยตัวเล็ก ๆ วางอยู่ บนโต๊ะมีกาน้ำหนึ่งใบและถ้วยชาสองใบ บนถ้วยชามีไอน้ำจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่ง
เจิ้งเจี๋ยยกขึ้นมาหนึ่งถ้วย สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง “ไม่เป็นไร”
ท่ามกลางสายตาที่ไม่เข้าใจของเจิ้งชู เจิ้งเจี๋ยค่อย ๆ เอ่ยปากว่า “ฉันมีลางสังหรณ์ว่าการเปลี่ยนแปลงโลกครั้งที่สองกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า ถึงตอนนั้นโครงสร้างทุกอย่างที่มีอยู่ก็จะถูกทำลายลง…”
เขามองลูกชายคนโตของตนเองอย่างลึกซึ้ง
เจิ้งชูนึกถึงภาพการเปลี่ยนแปลงของโลก ก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้านขึ้นมา
ตามบันทึกข้อมูล เมื่อสามร้อยปีก่อน ตอนที่เกิดการเปลี่ยนแปลงโลกครั้งแรก เรียกได้ว่าฟ้าถล่มดินทลาย แผ่นเปลือกโลกทั้งทวีปก็เกิดการเคลื่อนตัว
สึนามิ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุเฮอริเคน ลูกเห็บ… ภายใต้ภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัยจากมนุษย์นานัปการ การไม่มีพลังก็หมายถึงความตาย
เจิ้งชูนิ่งเงียบไปนาน เงยหน้าขึ้นถามว่า “ท่านว่าครั้งนี้ จะมีขนาดใหญ่กว่าการเปลี่ยนแปลงโลกครั้งก่อนจริง ๆ หรือครับ”
ตอนนี้ภายในต่างก็มีข่าวลือหนาหู ว่าการเปลี่ยนแปลงโลกครั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะทำลายแผนการทั้งหมดของทุกประเทศตลอดสามร้อยปีที่ผ่านมา
เจิ้งเจี๋ยถอนหายใจยาว “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน… บางที พวกเฒ่าขอบเขตแจ้งประจักษ์เหล่านั้นอาจจะรู้บ้างล่ะมั้ง”
เจิ้งชูมองไปอย่างระมัดระวังแวบหนึ่ง
ก็ได้ยินเจิ้งเจี๋ยค่อย ๆ พูดว่า “รีบจัดการธุรกิจของตระกูลให้เรียบร้อย อีกสามเดือนฉันจะปิดด่านเพื่อทะลวงสู่ขอบเขตแจ้งประจักษ์… หวังว่าทุกอย่างจะราบรื่นนะ”
สีหน้าของเจิ้งชูเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ท่านพ่อ จะรออีกหน่อยดีไหมครับ”
ขอบเขตแจ้งประจักษ์นั้น ความเป็นความตายยากจะคาดเดา
หากผ่านไปได้ ก็จะบรรลุขอบเขตแจ้งประจักษ์ อายุขัยก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
แต่หากผ่านไปไม่ได้ ผลลัพธ์ก็คือร่างสลายมรรคสูญสิ้น!
ตอนนี้ตระกูลเจิ้งอาศัยเจิ้งเจี๋ยมหายอดปรมาจารย์วิถียุทธ์ผู้นี้ค้ำจุนอยู่ถึงยังไม่ล้มลง แต่ถ้าเจิ้งเจี๋ยล้มลง พลังต่อสู้สูงสุดของตระกูลเจิ้งก็จะเหลือเพียงเขา เจิ้งชู ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงขั้นเก้าชั้นฟ้าเพียงคนเดียวค้ำจุนอยู่… ซึ่งในเมืองม่อตูนั้นไม่เพียงพอเลยแม้แต่น้อย
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เจิ้งชูไม่อยากให้เจิ้งเจี๋ยทำอะไรวู่วาม เขากลัวว่าเจิ้งเจี๋ยจะตัดสินใจอย่างบุ่มบ่ามเพราะถูกหลินสู่กวงกระตุ้น
ใครจะรู้ว่าเจิ้งเจี๋ยกลับพูดอย่างแผ่วเบาว่า “ฉันก็เหลือเวลาอยู่ได้อีกไม่กี่ปีแล้ว สู้เสี่ยงดูสักตั้งดีกว่า”
“ท่านพ่อ!” สีหน้าของเจิ้งชูเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
เจิ้งเจี๋ยส่ายหน้าแล้วพูดขัดขึ้นว่า “ฉันตัดสินใจแล้ว ไม่ต้องเกลี้ยกล่อมอีก อีกอย่าง เรื่องของหลินสู่กวง เตือนพวกเด็ก ๆ ในบ้านไว้ว่าห้ามไปหาเรื่องเด็ดขาด คนคนนี้ลึกลับยากจะหยั่งถึง ฉันมองเขาไม่ออกเลยแม้แต่น้อย… ด้วยอายุเท่านี้ของเขา แม้แต่หลี่เจี้ยนเต้าก็ยังเทียบไม่ได้ บางทีขอบเขตแจ้งประจักษ์ก็อาจจะไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเขา”
เจิ้งชูขมวดคิ้ว ยังคงไม่สามารถหลุดพ้นจากความกังวลที่เจิ้งเจี๋ยนำมาให้ได้
บางที ตระกูลเจิ้งของเขาอาจจะไปเกาะขาหลินสู่กวงได้…
พอความคิดนี้ผุดขึ้นมาก็ไม่อาจหยุดยั้งได้อีก
…
หลังจากจัดการเรื่องของฉู่สงเทียนเสร็จ หลินสู่กวงก็พาเมิ่งเสินโจวกลับสถาบัน
ประสบการณ์ครั้งนี้สำหรับหลินสู่กวงแล้วนับว่าไม่มีอะไร แต่กลับกระตุ้นเมิ่งเสินโจวอย่างมาก
“เหล่าหลิน ฉันเตรียมจะเลื่อนขั้นเป็นขอบเขตหลอมอวัยวะในอีกสองวัน นายมีเวลามาเป็นผู้พิทักษ์มรรคให้ฉันไหม”
บนเส้นทางวิถียุทธ์ การทะลวงผ่านในแต่ละระดับล้วนต้องเผชิญกับอันตรายมากมาย ผู้พิทักษ์มรรคก็คือการหาคนที่แข็งแกร่งและสนิทที่สุดมาช่วยคุ้มครอง
หลินสู่กวงมีระบบเทพทรูอยู่กับตัว จึงไม่เคยประสบกับเรื่องเช่นนี้
ตอนนี้พอได้ยินเมิ่งเสินโจวพูดเช่นนี้ก็พยักหน้า “ไม่มีปัญหา”
เมิ่งเสินโจวฉีกยิ้มกว้าง วิ่งไปยังที่พักของตนเอง หันกลับมาตะโกนใส่หลินสู่กวงอย่างตื่นเต้นว่า “รอข่าวจากฉันนะ”
หลินสู่กวงหัวเราะเบา ๆ โบกมือเป็นสัญญาณว่าตนเองเข้าใจ มองส่งเมิ่งเสินโจววิ่งจากไป เขาค่อย ๆ ละสายตากลับมา สายตาเย็นชาลง มองไปยังพุ่มไม้ข้าง ๆ “ออกมา”
สองคำที่เย็นชานั้นมีความไม่ใส่ใจอยู่บ้าง แต่ความเย็นเยียบในนั้นกลับทำให้คนไม่อาจเพิกเฉยได้
ถังหงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ทำหน้ามืดครึ้มเดินออกมาจากพุ่มไม้
เมื่อพูดถึงความแค้นระหว่างเขากับหลินสู่กวง ก็ต้องพูดถึงสมาคมหมื่นเทพ
ตอนนั้นเพื่อทวงหน้าให้อาจารย์ของเขาเซี่ยเหอถัง ดังนั้นก่อนออกเดินทางไปแข่งขันร้อยสถาบัน เขาจึงมาหา เพื่อต้องการจะสั่งสอนหลินสู่กวง
ใครจะรู้ว่ากลับถูกหลินสู่กวงซ้อมอย่างหนักต่อหน้าสาธารณชน หลังจากนั้นในการแข่งขันร้อยสถาบันก็ยิ่งได้เห็นความรุ่งโรจน์อันเจิดจ้าของหลินสู่กวงกับตาตัวเอง
หลินสู่กวงก็จำเขาได้… เพียงแต่ไม่คิดว่าเจ้าหมอนี่จะเงียบหายไปนานขนาดนี้ กลับยังกล้ามาหาอีก
ถังหงกัดฟันกรอด แล้วเอ่ยปากขึ้นก่อนว่า “ฉันรู้ว่านายมองฉันไม่ดี แต่ครั้งนี้ที่มาหานายเป็นความต้องการของอาจารย์ฉัน… สมาคมหมื่นเทพนายคงจะรู้ นี่คือสมาคมที่ก่อตั้งขึ้นโดยเหล่าอัจฉริยะฟ้าประทานร่วมกับสำนักยุทธ์ภายนอก เพื่อส่งเสริมวิถียุทธ์…”
“พูดธุระมาเลย” หลินสู่กวงพูดขัดอย่างเย็นชา เขาไม่มีเวลามาฟังถังหงพูดจาไร้สาระที่นี่
สีหน้าของถังหงดูไม่ได้อยู่บ้าง แต่ก็รู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ ทำได้เพียงโกรธแต่ไม่กล้าพูด ข่มความโกรธไว้ แล้วพูดเสียงอู้อี้ว่า “อาจารย์ของฉันอยากพบนาย”
หลินสู่กวงได้ยินดังนั้น ก็เลิกคิ้วที่ดูดีข้างหนึ่งขึ้น “ไม่สนใจ”
พูดจบก็ไม่สนใจ สองมือล้วงกระเป๋า แล้วก้าวเดินจากไป
สีหน้าของถังหงแข็งทื่อไป เขารีบวิ่งตามไป เตือนเสียงเบาว่า “อาจารย์ของฉันคือเซี่ยเหอถัง ตอนนี้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตหลอมอวัยวะขั้นสูงขั้นเก้าชั้นฟ้า กำลังจะก้าวเข้าสู่ระดับมหายอดปรมาจารย์ เขาอยากพบนายก็เพื่อจะมอบวาสนาให้นาย… เขาเหยียบเข้าไปในระดับมหายอดปรมาจารย์แล้วครึ่งก้าวเชียวนะ”
ในสายลม แว่วเสียงหัวเราะเยาะของหลินสู่กวงดังมา
ถังหงไม่รู้ว่าตนเองฟังผิดไปหรือไม่ อดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองไป ใครจะรู้ว่าหลินสู่กวงไม่ได้หันกลับมาเลย เพียงแค่ทิ้งท้ายไว้สองคำ “ไร้เดียงสา”
ฝีเท้าที่กำลังจะวิ่งตามไปของถังหงพลันหยุดชะงัก ทั้งใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง ได้แต่ยืนมองหลินสู่กวงเดินจากไปไกล
ครู่ต่อมา เขาก็ได้สติกลับมา ค่อย ๆ ก้มหน้าลง หัวเราะเยาะตัวเอง “ฉันว่าแล้ว เขาไม่ยอมตกลงหรอก…”
หลินสู่กวงกลับไปยังห้องฝึกฝน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าสมาคมหมื่นเทพ หรือถังหง เขาก็ไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
นั่งขัดสมาธิแล้วก็เข้าสู่สภาวะฝึกฝน
หยิบยาและสมุนไพรวิเศษที่เก็บไว้ออกมา ขณะที่ [พระสูตรจิตมหาสัจจะยุทธ์แท้] โคจร ทรัพยากรฝึกฝนเหล่านี้ก็พลันกลายเป็นพลังงานที่ถาโถม…
2 4 6 8 10…
พริบตาเดียวก็ควบแน่นพลังงานออกมาได้หนึ่งร้อยแต้ม
ทุ่มแต้มพลังงานทั้งหมดลงไป ห้าอวัยวะตันหกอวัยวะกลวงก็พลันราวกับถูกอัสนีบาตขัดเกลา ประกายอัสนีจำนวนมากถาโถมไปทั่วร่างของเขา ขณะที่วรยุทธ์โคจร พลังอันครอบงำที่ราวกับอำนาจสวรรค์สายแล้วสายเล่าก็บดขยี้อยู่ระหว่างห้าอวัยวะตันหกอวัยวะกลวงของเขาอย่างต่อเนื่อง
ความเข้าใจในวิถียุทธ์อันลึกล้ำและซับซ้อนนานัปการปรากฏขึ้นราง ๆ
เคร้ง!
เคร้ง!
ห้าอวัยวะตันหกอวัยวะกลวงถูกขัดเกลาจนแดงฉานไปทั่ว ราวกับถูกเปลวเพลิงราดรด ตามมาด้วยเสียงทุ้มต่ำที่คล้ายกับเสียงระฆัง
หลินสู่กวงนั่งขัดสมาธิอยู่ที่เดิม หลับตาทั้งสองข้าง ทั่วร่างสาดประกายอัสนีจาง ๆ
ผ่านไปนานเช่นนี้ เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ระหว่างที่ดวงตาทั้งสองข้างเปิดปิด ก็มีประกายอัสนีวาบขึ้นมาเล็กน้อย
ในขณะเดียวกัน
พลังอำนาจของเขาก็พุ่งสูงขึ้น
ขอบเขตหลอมอวัยวะเจ็ดชั้นฟ้า ทะลวง!