- หน้าแรก
- สยบภพด้วยคมดาบ
- สยบภพด้วยคมดาบ ตอนที่ 295
สยบภพด้วยคมดาบ ตอนที่ 295
สยบภพด้วยคมดาบ ตอนที่ 295
สยบภพด้วยคมดาบ ตอนที่ 295
ในไม่ช้าบนรถก็นั่งเต็มแปดคน
เพราะการเข้าร่วมของผู้ฝึกยุทธ์หญิงสองคน บรรยากาศที่เคยเงียบสงบก็พลันมีชีวิตชีวาขึ้นมา เพียงแต่หลินสู่กวงไม่รู้จักใครเลย อาจเพราะดูอายุน้อยที่สุดจึงถูกมองเป็นอากาศธาตุ ไม่มีใครเข้ามาทักทาย… คนที่อยู่ล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตหลอมอวัยวะ ต่างก็คุ้นเคยกันดี อีกทั้งยังไม่เคยได้ยินว่าช่วงนี้มีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตหลอมอวัยวะคนใหม่เข้ามา จึงไม่ได้สังเกตเห็นเขาเป็นธรรมดา
“พวกคุณเคยเห็นแมงมุมเคียวเกราะดำนั่นกันแล้วใช่ไหม”
“ไม่ใช่แค่เคยเห็น เมื่อเช้าเพิ่งฆ่าไปสามตัว”
“ฆ่าไม่ยากหรอก แค่หนังมันหนาไปหน่อย ขวานของฉันฟันลงไปทีเดียวยังไม่ตายเลย ต้องฟันซ้ำไปห้าดาบ”
“พวกคุณก็รู้ว่าฉันเป็นผู้ใช้วิญญาณธาตุไฟ ฉันเผามันอยู่ครึ่งชั่วโมงถึงจะฆ่าเจ้าสัตว์นั่นได้… กลิ่นหอมดีนะ แต่เนื้อฝาดไปหน่อย”
“คุณยังกินมันอีกเหรอ ไม่กลัวพิษหรือไง”
“กลัวสิ ทำไมจะไม่กลัว แต่ฉันพกโอสถถอนพิษติดตัวมาด้วย… เดี๋ยวไว้หาเนื้อมาหน่อย ใส่ยี่หร่าคงจะอร่อย”
“…”
ทุกคนได้ฟังคำพูดของผู้ฝึกยุทธ์หญิงคนนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้
วังจิ้นส่ายหน้าแล้วหัวเราะออกมา “อย่าดูถูกพวกแมงมุมเคียวเกราะดำนี่เลยจะดีกว่า เมื่อเช้าที่ลิ่วหยวนพบแมงมุมเคียวเกราะดำลายเงินตัวหนึ่ง ผมได้ข่าวมาว่านี่เป็นร่างวิวัฒนาการของแมงมุมเคียวเกราะดำ รับมือยากกว่าเดิม”
แมงมุมเคียวเกราะดำลายเงินเหรอ
ทุกคนมองหน้ากันไปมา พวกเขายังไม่เคยเห็นมันจริง ๆ
แต่หลินสู่กวงที่อยู่ด้านข้างกลับรู้รายละเอียดมากกว่า เพราะเขาเพิ่งจะออกจากลิ่วหยวนมาไม่นาน ถ้าเขาเดาไม่ผิด แมงมุมเคียวเกราะดำลายเงินที่วังจิ้นพูดถึงก็น่าจะเป็นตัวที่เขาฆ่าไปนั่นเอง
หลินสู่กวงนั่งฟังเงียบ ๆ ไม่ได้คิดจะแย่งพูด แล้วอวดอ้างว่าเจ้าสัตว์นั่นเป็นฝีมือของตนเอง
ส่วนพวกเผิงเหลยพอได้สติกลับมา ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก กลับยิ้มเยินยอวังจิ้น “มีผู้แนะนำวังอยู่ด้วย จะลายดำหรือลายเงินก็ช่างเถอะ แค่กระบี่เดียวก็จบเรื่องแล้วไม่ใช่หรือ”
“ใช่แล้ว มีผู้แนะนำวังอยู่ พวกเราก็ไม่ต้องกังวลอะไรมาก”
วังจิ้นยิ้มบาง ๆ แล้วส่ายหน้า “สถานการณ์ข้างในเป็นอย่างไรกันแน่ก็ไม่มีใครรู้ ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจริง ๆ ผมคนเดียวก็ปกป้องพวกคุณไม่ได้หรอก”
ขณะที่พูด รถก็จอดลง วังจิ้นนำทีม ทุกคนทยอยลงจากรถ
หลินสู่กวงลงเป็นคนสุดท้าย พอลงจากรถก็เงยหน้ากวาดตามองไปรอบ ๆ
ที่นี่คือชุมชนที่ร้างผู้คนไปนานแล้ว อาคารหลายหลังมีรูกลวงขนาดเล็กใหญ่ มองไปก็เห็นคราบเลือดเต็มไปหมด กลิ่นคาวเลือดที่ฉุนจมูกก็โชยมาปะทะใบหน้า
ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ ชุมชนแห่งนี้ได้ถูกจัดตั้งเป็นฐานที่มั่นทางทหารไปโดยสิ้นเชิงแล้ว
รอบด้านเต็มไปด้วยปืนใหญ่จำนวนมาก รถหุ้มเกราะ รถถัง และอาวุธหนักขนาดใหญ่อื่น ๆ ต่างก็เตรียมพร้อมอยู่
บนท้องฟ้ามีเสียงเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แนวป้องกันรอบด้านจึงกำลังถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทหารจำนวนมากที่สวมเสื้อโค้ตทหารติดอาวุธครบมือท่ามกลางลมหนาว จัดแถวเป็นหน่วยย่อยสิบกว่าหน่วย มุ่งหน้าไปยังโรงจอดรถใต้ดินที่ถูกปืนใหญ่เล็งเป้าไว้
ในไม่ช้า กลุ่มของหลินสู่กวงทั้งแปดคนก็ถูกทหารนำทางมายังห้องบัญชาการที่สร้างขึ้นชั่วคราวแห่งหนึ่ง
นายทหารยศพันตรีคนหนึ่งรับหน้าที่ต้อนรับ “ยินดีต้อนรับ ยินดีต้อนรับ” หลังจากทักทายตามมารยาทสั้น ๆ ทุกคนก็นั่งลง
“ผู้ฝึกยุทธ์ของฝ่ายกองทัพยังไม่มาอีกเหรอ” วังจิ้นนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ กวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วขมวดคิ้วถาม
นายทหารพูดอย่างไม่รีบร้อน “หัวหน้าหน่วยซ่งกับพวกเขากำลังจะมาแล้วครับ เหลือเวลาอีกสิบนาทีก่อนถึงเวลานัดหมาย พวกคุณพักผ่อนกันก่อน ถ้ามีอะไรต้องการก็ให้พลสื่อสารมาบอกผมได้” พูดจบก็รีบจากไป
“ทำอะไรกันเนี่ย” ชายหนุ่มคนหนึ่งข้างกายวังจิ้นส่งเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ
คนอื่น ๆ ก็ไม่พอใจเช่นกัน “ตกลงกันแล้วว่าเป็นปฏิบัติการร่วม แต่ผลคือพวกเขามาช้ากว่าพวกเราเสียอีก”
พวกเขาเดินทางมาไกลแต่กลับถูกปล่อยให้นั่งรออยู่ที่นี่ ไม่ว่าใครก็คงรู้สึกไม่พอใจ
สีหน้าของวังจิ้นก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน เขาทำหน้าเย็นชาไม่พูดอะไร
“เซียวไห่ ผังจวิ้น พวกคุณสองคนเบาเสียงหน่อย นี่มันถิ่นของเขานะ… อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นที่เกิดเหตุ พวกเขายุ่งก็เป็นเรื่องปกติ อีกอย่างพวกเราก็มาถึงก่อนเวลาเอง” ผู้ฝึกยุทธ์หญิงที่ชื่อหยางเจี๋ยส่งสายตาเป็นสัญญาณให้พวกเขาลดเสียงบ่นลงหน่อย
“กล้าทำแล้วทำไมถึงไม่กล้าให้คนพูดล่ะ” เซียวไห่แค่นเสียง
ในตอนนั้นเอง ประตูก็ถูกผลักเปิดออกจากด้านนอก
ชายแปดคนที่สวมชุดลายพรางปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับปราณอาฆาตทั่วร่าง
คนที่นำหน้ามียศพันเอกบนบ่า อายุราวสามสิบกว่าปี อาจเพราะปฏิบัติภารกิจข้างนอกเป็นเวลานานผิวจึงดูคล้ำ ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายที่น่าเกรงขามโดยไม่ต้องแสดงความโกรธ เห็นได้ชัดว่าเป็นคนโหดที่คุ้นเคยกับการออกคำสั่ง
พอเข้ามา สายตาอันคมกริบก็จับจ้องไปยังเซียวไห่
สายตานั้นคมกริบราวกับดาบเล่มหนึ่ง ทำให้ใบหน้าของเซียวไห่ซีดเผือดลงเล็กน้อย เขาหลบสายตาด้วยความตกใจและหวาดหวั่นโดยไม่รู้ตัว
สายตานั้นไม่ได้หยุดนิ่ง กวาดมองทุกคนในที่นั้นไปรอบหนึ่ง มีเพียงวังจิ้นที่สีหน้าไม่เปลี่ยน มองตอบอย่างสงบนิ่ง ส่วนคนอื่น ๆ กลับไม่มีความกล้าพอ ต่างก็หลบสายตาไปมองทางอื่นด้วยความรู้สึกผิด
ส่วนหลินสู่กวง เพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่ใส่ใจ แล้วก็ก้มหน้าลงไปศึกษามดสองสามตัวบนพื้นต่อ
“เมื่อครู่กำลังจัดการกับแมงมุมเคียวเกราะดำที่หนีออกมาสองสามตัว ทำให้ทุกท่านต้องรอนาน คุณวังจิ้นคือท่านไหนครับ” พันเอกพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง ปราณอาฆาตบนร่างของเขาเห็นได้ชัดว่าไม่ได้มาจากการจัดการแค่ไม่กี่ตัว
“ผมเอง” วังจิ้นพูดเรียบ ๆ ไม่ได้ลุกขึ้นยืน
ระหว่างการถามตอบนี้ ภายในห้องบัญชาการที่กว้างเพียงสิบกว่าตารางเมตรก็พลันเกิดบรรยากาศที่ตึงเครียดขึ้นมา
พันเอกเผยรอยยิ้มออกมา “ได้ยินชื่อเสียงมานาน ผมชื่อซ่งไคหยวน เป็นหัวหน้าทีมของฝ่ายกองทัพในครั้งนี้ ตอนนี้ข้อมูลส่วนใหญ่อยู่ในมือของฝ่ายกองทัพพวกเรา ดังนั้นปฏิบัติการครั้งนี้จะให้ผมเป็นผู้บัญชาการสูงสุด ผู้แนะนำวังมีปัญหาอะไรไหมครับ”
“ไม่มีปัญหา” วังจิ้นตอบกลับอย่างเย็นชา
เคยได้ยินมานานแล้วว่าคนของกองทัพนั้นเผด็จการ พอได้มาเจอกับตาก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
สีหน้าของพวกเซียวไห่ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ไม่เพียงแต่ถูกปล่อยให้นั่งรอ อำนาจในการตัดสินใจยังถูกอีกฝ่ายชิงไปอย่างอหังการ หน้าตาเสียไปไม่น้อยเลยทีเดียว
“นั่งลงเถอะ” ซ่งไคหยวนไม่ได้สนใจคนกลุ่มนี้ แต่พูดกับลูกน้องหลายคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“ครับ หัวหน้าหน่วย” ทั้งเจ็ดคนขานรับพร้อมกัน
พวกเขาทะยอยเดินเข้ามา นั่งลงตรงที่นั่งหน้าโต๊ะประชุมอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว
ฉากนี้กลับทำให้พวกวังจิ้นดูค่อนข้างไร้ระเบียบ
ซ่งไคหยวนมองนาฬิกาข้อมือ “กำหนดเวลาออกเดินทางในอีกห้านาที เวลาจำกัด ผมจะไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้ว นี่คือข้อมูลที่พวกเรามีอยู่ในตอนนี้ ทุกคนดูได้เลย จ้าวเจี๋ย คุณแจกหน่อย”
“ครับ หัวหน้าหน่วย”
ทหารหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ทางซ้ายมือลุกขึ้นยืนทันที นำเอกสารในกระเป๋าออกมาแจกจ่ายให้ทุกคนทีละคน
เอกสารมีเพียงสองหน้า และยังอุ่น ๆ อยู่
หลินสู่กวงรับมาไว้ในมือ อ่านผ่าน ๆ อย่างรวดเร็ว เป็นข้อมูลเกี่ยวกับขนาดร่างกาย ลักษณะการโจมตี และชนิดของแมงมุมเคียวเกราะดำที่รู้ในปัจจุบัน
“แมงมุมเคียวเกราะดำลายเงินแข็งแกร่งเทียบเท่าขอบเขตหลอมอวัยวะขั้นกลางเลยเหรอ” ทุกคนร้องอุทาน
พลังสูงสุดของทั้งสองทีมของพวกเขาก็อยู่แค่ขั้นกลาง…
ซ่งไคหยวนพยักหน้าด้วยสายตาที่สงบนิ่ง “ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่ามีชนิดที่สูงกว่าแมงมุมเกราะเงินหรือไม่ แต่ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด พวกเราคาดว่าน่าจะมี… ดังนั้นภารกิจในครั้งนี้ก็คือการสำรวจชนิดของสัตว์ร้ายในอุโมงค์ รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง… ทุกท่านยังมีปัญหาอะไรอีกไหมครับ”
“ไม่มีแล้ว…”
“ถ้างั้นก็ออกเดินทาง”