- หน้าแรก
- สยบภพด้วยคมดาบ
- สยบภพด้วยคมดาบ ตอนที่ 110
สยบภพด้วยคมดาบ ตอนที่ 110
สยบภพด้วยคมดาบ ตอนที่ 110
สยบภพด้วยคมดาบ ตอนที่ 110
ภายใต้ราตรีอันมืดมิด
หลินสู่กวงยังไม่ทันถึงที่พัก ก็เห็นคนผู้หนึ่งยืนกอดอกอยู่หน้าประตูที่พักของเขาแต่ไกล
คนผู้นี้ดูเหมือนจะได้ยินเสียงเคลื่อนไหวบางอย่าง พอหันกลับมาก็เห็นหลินสู่กวงเข้าพอดี เขาตะลึงไปชั่วขณะแล้วพุ่งเข้ามาทันที
“นายไปไหนมา ฉันรอนายตั้งสามชั่วโมงเต็มเลยนะ ซื้ด”
หลินสู่กวงมองเมิ่งเสินโจวอย่างตกตะลึง เจ้าหมอนี่สูดน้ำมูกไปพลาง ยังทำหน้าตัดพ้อได้อีก
เขากระตุกมุมปาก เดินไปพลางเปิดประตูไปพลางแล้วถามว่า “ดึกดื่นป่านนี้ นายมาหาฉันทำไม”
หลังจากที่เขาเปิดประตู เมิ่งเสินโจวก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงเบียดตัวเข้าไปก่อน ทิ้งตัวลงนอนบนเก้าอี้ไม้ไผ่ แล้วถึงได้เอ่ยปากเร่ง “เร็วเข้า เอาน้ำมาให้ฉันแก้วหนึ่งสิ ฉันจะกระหายน้ำตายอยู่แล้ว”
หลินสู่กวงคว่ำแก้วลงบนโต๊ะด้วยใบหน้าที่ไร้อารมณ์ “ไปรินเองสิ”
เมิ่งเสินโจวตะลึงงัน
เขาเงยหน้าขึ้นมองหลินสู่กวง
โตมาจนป่านนี้ เขายังไม่เคยรู้สึกน้อยใจขนาดนี้มาก่อนเลยจริง ๆ
ถูกปล่อยให้ยืนตากลมหนาวอยู่หน้าประตูตั้งสามชั่วโมง พอหิวน้ำเจ้าของบ้านกลับไม่ยอมรินน้ำให้ด้วยตัวเองเนี่ยนะ
“เกินไปแล้วนะ”
แต่สุดท้าย
เมิ่งเสินโจวก็ยังคงลุกขึ้นหยิบแก้วด้วยตัวเอง เดินไปรินน้ำอย่างไม่พอใจ พลางพึมพำหาทางลงให้ตัวเองว่า
“ฉันเห็นนายเป็นพี่น้องหรอกนะถึงได้ยอมทนขนาดนี้ ไม่อย่างนั้นต่อให้นายเหยียบศพฉันข้ามไป ก็อย่าหวังว่าฉันจะยอมก้มหัวให้เลย”
หลินสู่กวงเหลือบมองไปแวบหนึ่งโดยไม่พูดอะไร
ประสาทแดกเอ๊ย เล่นใหญ่จริง ๆ… คาดว่าคงจะมีแค่สวีเจี๋ยเท่านั้นที่พอจะสู้กับเขาได้
“อึก อึก” เมิ่งเสินโจวดื่มน้ำเย็นเข้าไปหนึ่งแก้วรวด ถึงได้หันกลับมามองหลินสู่กวง แล้วพูดอย่างตัดพ้ออย่างยิ่งว่า “นายหนีไปเที่ยวไหนมา ทำไมถึงไม่ชวนฉันไปด้วย เกินไปมากเลยนะ สามชั่วโมงนี้นายไม่รู้หรอกว่าพลาดข่าวสำคัญไปมากแค่ไหน”
หลินสู่กวงไม่ได้หันกลับมา ดูเหมือนจะไม่อยากสนใจเลยแม้แต่น้อย
เมิ่งเสินโจวรู้สึกเสียหน้า เขาทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ หลินสู่กวง “เรื่องในห้องเรียนนายได้ยินหรือยัง”
“ว่ามา” หลินสู่กวงพูดอย่างรวบรัด
เมิ่งเสินโจวพูดไม่ออกอย่างเจื่อน ๆ มองไปอย่างตัดพ้อแวบหนึ่ง “ก็เรื่องกู้ยิ่งสยงน่ะสิ คำขอของเขาเมื่อเช้าผ่านแล้ว ตอนนี้คนก็ไปที่เขตแดนลับแล้ว”
“อ้อ”
พอเมิ่งเสินโจวได้ยินคำตอบที่เรียบเฉยของหลินสู่กวงก็ชะงักไป
นี่มันจะใจเย็นเกินไปแล้วหรือเปล่า
เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “ฉันได้ยินมาว่าเว่ยซินหลงก็ยื่นคำขอไปเมื่อบ่ายวันนี้เหมือนกัน พรุ่งนี้เช้าน่าจะได้ไปเขตแดนลับแล้ว”
หลินสู่กวง “อืม”
“…” เมิ่งเสินโจวพลันรู้สึกสงสัยในชีวิตขึ้นมา “นายไม่รู้สึกกดดันบ้างเลยเหรอ กู้ยิ่งสยงได้ที่หนึ่งร่วมกับนายนะ ถ้าเขาปลุกพลังสำเร็จ พลังจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลแน่นอน ถึงจะยังไม่พูดถึงเขา แต่ก็ยังมีเว่ยซินหลงอีกคน ไอ้สารเลวนั่นมันแค้นนายฝังใจเลยนะ ถ้าเขาปลุกพลังสำเร็จ จะต้องมาหาเรื่องนายอย่างไม่ลังเลแน่นอน”
หลินสู่กวงมองไปที่เขา
เดิมทีเมิ่งเสินโจวคิดว่าหลินสู่กวงจะพูดถึงแผนการอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่คาดคิด
“นายจะดื่มน้ำอีกไหม ฉันจะเติมให้หน่อย”
เมิ่งเสินโจว “…”
เขากระตุกมุมปากอย่างอดไม่ได้
ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงครั้งหนึ่ง
เขามองหลินสู่กวง ทันใดนั้นก็ตระหนักถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ แล้วกลับมากระตือรือร้นอีกครั้ง “นายมีวิธีรับมืออะไรแล้วใช่ไหม”
หลินสู่กวงก้มหน้าลงดื่มน้ำ แล้วส่ายหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
เมิ่งเสินโจวทำหน้าตัดพ้อ ราวกับกำลังตัดพ้อที่เขาไม่ยอมบอกความลับในใจให้ตนเองรู้
“ฉันรอนายตั้งสามชั่วโมงนะ”
“ลำบากหน่อยนะ”
“…เหล่าหลิน นายไม่เคยมีความรักใช่ไหม” เมิ่งเสินโจวถามด้วยสีหน้าแปลกประหลาด
หลินสู่กวงเลิกคิ้ว ไม่พูดอะไร
เมิ่งเสินโจวลุกขึ้นยืน แล้วพูดอย่างหนักแน่น “นายไม่เคยมีแน่นอน ฉันไม่เคยเจอใครหัวแข็งเท่านายมาก่อนเลย”
ขณะที่กำลังจะจากไป เขาก็พลันถามขึ้นอีกว่า “โอสถหลอมกระดูกของนายยังมีอีกไหม”
“หมดแล้ว รอของพรุ่งนี้แล้วกัน”
เมิ่งเสินโจวได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นก็ได้ ฉันเอาทั้งหมดเลย”
“ได้”
“โอเค ฉันไปแล้วนะ… นี่ ฉันไปจริง ๆ แล้วนะ… ให้ตายสิ นายไม่มาส่งฉันหน่อยเหรอ”
“ปิดประตูให้ด้วย”
“…ไร้น้ำใจ”
หลังจากที่เขาจากไป หลินสู่กวงถึงได้อดที่จะส่ายหน้าแล้วหัวเราะออกมาไม่ได้ เมิ่งเสินโจวคนนี้ก็เป็นหนุ่มไฟแรงที่น่าสนใจดีเหมือนกัน
แต่ครึ่งชั่วโมงต่อมา ก็มีคนมาเคาะประตูอีก
หลินสู่กวงขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ คืนนี้มันเป็นอะไรไป
ทำไมถึงมีคนมาหาเขาตลอดเลย
เขาวางเนื้อโลหิตสัตว์ร้ายที่ยังย่างไม่เสร็จลง แล้วลุกขึ้นไปเปิดประตู
คนที่มากลับเป็นเหยียนข่าย
หลินสู่กวงเห็นเขามาก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง นอกจาก ‘การพูดคุย’ เมื่อบ่ายวันนี้แล้ว เขากับเหยียนข่ายก็แทบไม่ได้คุยอะไรกันเลย ความสัมพันธ์จึงเป็นเพียงแค่ครูฝึกกับสมาชิกที่บริสุทธิ์เช่นนี้
ดังนั้นชั่วขณะหนึ่งจึงไม่คิดว่าเขาจะมาหา
“กลับมาแล้วเหรอ ได้ ฉันแค่เดินเล่นผ่านมา เห็นไฟห้องนายเปิดอยู่ นายก็พักผ่อนเร็วหน่อยแล้วกัน” เหยียนข่ายมองหลินสู่กวงแวบหนึ่ง ดูเหมือนจะประเมินว่าเขาได้รับบาดเจ็บหรือไม่ พอพบว่าตนเองคิดมากไป เขาก็ละสายตากลับมาอย่างไม่แสดงสีหน้า แล้วหันหลังเดินจากไป
หลังจากที่เขาจากไป พอเหลือบไปเห็นขวดยาที่โผล่ออกมาจากเอวของเหยียนข่าย หลินสู่กวงก็พลันรู้สึกเสียใจขึ้นมาทันที
“เมื่อกี้ ฉันน่าจะกระอักเลือดออกมาสักหน่อยใช่ไหม”
“คราวหน้า คราวหน้าต้องกระอักเลือดออกมาให้ได้ ยุงตัวเล็กแค่ไหนก็มีเนื้อนะ”
…
ดูเหมือนว่าตั้งแต่ที่เหยียนข่ายรู้ว่าหลินสู่กวงยังมีสถานะของสำนักจัดการพิเศษอีกชั้นหนึ่ง เขาก็ไม่ได้เร่งรัดให้หลินสู่กวงทำการปลุกพลังครั้งที่สองอีกต่อไป
ทำให้ความปรารถนาของหลินสู่กวงที่รอให้เขามาหาเพื่อจะได้รีบกระอักเลือดออกมาแสดงละครสักฉากต้องพังทลายลงในที่สุด
แต่เฉาเชากลับโทรศัพท์มาหาเขาตอนที่เขากำลังจะไปที่ศาลาลับ
“คุณหลิน ผมมีงานนอกอยู่งานหนึ่ง… ทางนั้นต้องการยอดฝีมือไปคุมเชิง ไม่จำเป็นต้องให้คุณลงมือ เพียงแค่แสดงพลังออกมาเล็กน้อยในยามจำเป็นเพื่อข่มขวัญคนทั้งงานก็เพียงพอแล้ว… เถ้าแก่หวงคนนั้นยินดีจ่ายสามแสน ไม่ทราบว่าคุณมีความเห็นว่าอย่างไรครับ”
“ห้าล้าน” น้ำเสียงของหลินสู่กวงสงบนิ่ง พูดอย่างรวบรัด
เฉาเชาชะงักไป แต่ก็รีบได้สติกลับมาแล้วพูดว่า “ได้ครับ ไม่มีปัญหา ถ้าอย่างนั้นคุณหลิน ตอนสองทุ่มผมจะไปรับนะครับ”
โทรศัพท์วางสาย
หลินสู่กวงก้าวเท้าไปยังศาลาลับ เพื่อหลอมรวมด้วยการเติมเงินของวันนี้ต่อไป
ชั้นหนังสือชั้นที่สามถูกค้นจนหมดสิ้น
ขณะที่เขากำลังจะเดินไปยังชั้นหนังสือชั้นที่สี่ ชายหนุ่มที่กำลังพลิกดูวรยุทธ์อยู่ด้านข้างก็พลันเอ่ยปากขึ้น “นายยื่นคำขอได้หรือยัง”
หลินสู่กวงเงยหน้าขึ้นมอง แล้วพูดอย่างลังเล “นายคือ”
สีหน้าของหลัวเทียนเสียงชะงักไปเล็กน้อย เขาปิดหนังสือแล้วถือไว้ในมือซ้าย ยื่นมือขวาออกมา “หลัวเทียนเสียง อยู่ห้องเดียวกับนาย การทดสอบครั้งที่แล้วได้อันดับสอง”
“ยินดีที่ได้รู้จัก” หลินสู่กวงยื่นมือออกไปจับกับเขา
อันที่จริง ตอนนั้นในใจของเขาเต็มไปด้วยเรื่องของรางวัล ไม่ได้มีแก่ใจจะไปสนใจคนอื่นเลย
หลัวเทียนเสียงเห็นเขาเป็นกันเองขนาดนี้ ก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ก่อนหน้านี้ในวงการยังมีข่าวลือว่านายเป็นคนอารมณ์ร้อน อะไรนิดอะไรหน่อยก็ชอบต่อยตีฆ่าฟัน ฉันว่านี่มันเป็นแค่ข่าวลือชัด ๆ…”
หลินสู่กวงหรี่ตาลง แล้วยิ้มเบา ๆ
หลัวเทียนเสียงไม่ทันสังเกต เขาพูดต่อ “เหล่ากู้ไปเขตแดนลับตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เขาเป็นคนแรก ส่วนวันนี้ ห้องเราเข้าไปทั้งหมดเจ็ดคน ฉันคาดว่าพรุ่งนี้หลังจากยื่นคำขอแล้วก็น่าจะได้เข้าเขตแดนลับ จริงสินายยื่นคำขอได้หรือยัง”
หลินสู่กวงมองหนังสือในมือ แล้วพูดส่ง ๆ “ฉันยังไม่ได้ยื่นคำขอ”
“ยังไม่ได้ยื่นคำขอ” หลัวเทียนเสียงชะงักไป สีหน้าดูแปลกไปเล็กน้อยขณะมองแผ่นหลังของหลินสู่กวง เขาอ้าปากอยากจะถามถึงเหตุผล แต่เขากับหลินสู่กวงก็ไม่ได้สนิทกัน บางหัวข้อจึงไม่เหมาะที่จะพูดตรง ๆ
เขาเหลือบมองวรยุทธ์ในมือของหลินสู่กวง ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก หลินสู่กวงก็หยิบเล่มใหม่ขึ้นมาพลิกดูอย่างรวดเร็วอีกครั้ง
เขาไม่ค่อยเข้าใจนัก “พี่หลินกำลังหาอะไรอยู่หรือเปล่า”
“ดูไปเรื่อย ๆ” หลินสู่กวงตอบส่ง ๆ แต่สายตากลับจ้องมองวรยุทธ์ไม่วางตา
หลัวเทียนเสียงหยุดไปครู่หนึ่ง
ไม่รู้ว่าทำไม เขารู้สึกตลอดเลยว่าหลินสู่กวงกำลังจงใจทำเป็นไม่ใส่ใจ
บางคนภายนอกดูเหมือนนักเรียนปลายแถวที่ไม่เอาไหน แต่ความจริงแล้วกลับขยันอ่านหนังสือโต้รุ่งทุกคืนยิ่งกว่าใคร
คนแบบนี้นี่มันน่าหมั่นไส้จริง ๆ