- หน้าแรก
- สยบภพด้วยคมดาบ
- สยบภพด้วยคมดาบ ตอนที่ 031
สยบภพด้วยคมดาบ ตอนที่ 031
สยบภพด้วยคมดาบ ตอนที่ 031
สยบภพด้วยคมดาบ ตอนที่ 031
คืนนั้น หลินสู่กวงเพิ่งจะมาถึงสำนักยุทธ์ ก็ได้ยินเสียงอุทานอย่างตกตะลึงที่คุ้นเคยดังมาจากลานฝึกยุทธ์อีกครั้ง
“ศิษย์พี่ลู่อี้ฝานก็แพ้แล้ว”
“ตั้งแต่ต้นจนจบ เย่เทียนฮ่าวใช้ดาบเพียงครั้งเดียว”
“สวรรค์ นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว”
“น่ากลัวอะไรกัน นี่คือสุดยอดอัจฉริยะของตระกูลเย่ การที่เขาสามารถฝึกฝนวิชาดาบจนถึงขั้นนี้ได้ในเวลาอันรวดเร็วถือเป็นเรื่องสมควรแล้ว นี่ต่างหากคือบุคคลที่เราควรจะแหงนมอง”
บนลานฝึกยุทธ์
เย่เทียนฮ่าวเก็บดาบแล้วยืนขึ้น มองลู่อี้ฝานที่ล้มลงกับพื้นด้วยสายตาเรียบนิ่งแล้วส่ายหน้า “ถึงนายจะฝึกฝนวิชาดาบมานาน แต่กลับไม่เข้าใจแก่นแท้ที่แท้จริงของวิชาดาบเหล่านี้เลย ความเข้าใจในพลังช่างตื้นเขินนัก การซ้อมกับนายมันเสียเวลาเปล่าจริง ๆ”
ลู่อี้ฝานหน้าซีดเผือด เขาหยิบดาบไม้ที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาโดยไม่พูดอะไร
ส่วนเผิงเชาที่อยู่ด้านข้าง แม้เขาจะพ่ายแพ้ให้เย่เทียนฮ่าวเช่นกันแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ เขายิ้มแล้วกล่าวว่า “คนธรรมดาที่มีพรสวรรค์พื้น ๆ อย่างพวกเรา ย่อมไม่อาจเทียบกับนายน้อยเย่ได้อยู่แล้ว นายน้อยเย่ท่านเป็นถึงอัจฉริยะที่ฝึกฝนทั้งดาบและกระบี่ พวกเรามิอาจเทียบได้แม้แต่ปลายเล็บ”
เย่เทียนฮ่าวไม่ได้ใส่ใจคำยกยอปอปั้นของเผิงเชา หรือจะพูดได้ว่าเขาได้ยินคำพูดเช่นนี้มามากเกินไปแล้ว เขาแค่นเสียงเย็นชา “เส้นทางแห่งวิถียุทธ์จำต้องมุ่งไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ หากเอาแต่โทษว่าเป็นเพราะพรสวรรค์ เช่นนั้นจะต่างอะไรกับขยะ”
เผิงเชารีบกล่าว “นายน้อยเย่สั่งสอนได้ถูกต้องแล้วครับ”
เย่เทียนฮ่าวหันกลับมากวาดตามองไปรอบ ๆ สายตาเหลือบไปทางหลินสู่กวง แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ฉันได้ยินมาว่าสำนักยุทธ์วายุคลั่งของพวกนายยังมีอัจฉริยะด้านวิชาดาบอีกคน เข้าสำนักมาได้ครึ่งเดือนก็ได้เรียนวิชาสังหารแล้วงั้นหรือ”
แววตาของเผิงเชาวูบไหวเล็กน้อย “สำนักยุทธ์ของพวกเรามีคนเช่นนี้อยู่จริงครับ แต่เมื่อเทียบกับนายน้อยเย่แล้ว เขาจะนับเป็นอัจฉริยะได้อย่างไร แสงหิ่งห้อยไหนเลยจะอาจหาญสู้แสงจันทร์กระจ่างได้ ฟังอาจารย์บอกว่า เขาเพียงแค่เคยฝึกฝนวิชาดาบพื้นฐานมาก่อน จึงได้เปรียบเรื่องพื้นฐานที่มั่นคงเท่านั้น”
แม้เผิงเชาจะตั้งใจพูดให้หลินสู่กวงดูไม่สลักสำคัญ แต่เย่เทียนฮ่าวก็ยังคงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลินสู่กวง
เขากล่าวอย่างเหนือกว่า “ได้ยินมาว่าวิชาดาบของนายไม่เลว พอดีตอนนี้ฉันขาดคู่ซ้อมอยู่พอดี ก็ใช้เพลงดาบวายุคุกดาราแล้วกัน คิดว่าวิชาดาบนี้นายคงฝึกมาจนเกือบจะชำนาญแล้ว พอให้ฉันได้อุ่นเครื่องอยู่บ้าง”
ด้านหลัง สีหน้าของเผิงเชาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
แม้ปากของเขาจะดูถูกหลินสู่กวง แต่วิชาดาบของหลินสู่กวงนั้นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคน
สุดท้ายแล้วเขาก็ยังกังวลว่าการปรากฏตัวของหลินสู่กวงจะมาแย่งตำแหน่งในใจของเย่เทียนฮ่าวไป จึงกำลังจะก้าวออกไปเอ่ยปาก
ก็เห็นหลินสู่กวงตอบโดยไม่หันกลับมา “ไม่สนใจ”
เผิงเชาชะงักไป
หลี่สีและคนอื่น ๆ ที่อยู่ข้าง ๆ ซึ่งกำลังอิจฉาหลินสู่กวงที่สามารถทำให้เย่เทียนฮ่าวเอ่ยปากชวนด้วยตัวเองได้ก็พากันตกตะลึง
เขา เขาปฏิเสธงั้นหรือ
เย่เทียนฮ่าวขมวดคิ้ว ดูเหมือนจะไม่คาดคิดว่าตนเองจะถูกปฏิเสธ
เขาหรี่ตาลง
แค่นเสียงเย็นชา
ดาบไม้ในมือก็ฟาดฟันออกไปในทันที
หลินสู่กวงไร้ซึ่งสีหน้า เขาตวัดดาบสวนกลับไปในแนวนอน ปัดป้องดาบของเย่เทียนฮ่าวไว้กลางอากาศ
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังที่ส่งผ่านมาทางดาบไม้ หลินสู่กวงก็พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมทุกคนถึงบอกว่าเย่เทียนฮ่าวเป็นอัจฉริยะ
ความเข้าใจในพลังของเขานำหน้าคนส่วนใหญ่ในสำนักยุทธ์แห่งนี้ไปไกลจริง ๆ
เมื่อดาบเดียวไม่สามารถทำให้หลินสู่กวงถอยได้ เย่เทียนฮ่าวก็เลิกคิ้วขึ้น ในที่สุดก็เริ่มสนใจขึ้นมาบ้าง
เจตจำนงต่อสู้พลุ่งพล่าน เขาก้าวเท้าออกไปด้านข้าง
อาจเป็นเพราะพลังที่หลินสู่กวงระเบิดออกมาทำให้เย่เทียนฮ่าวรู้สึกแปลกใหม่ เขาจึงไม่อยากเสียโอกาสดี ๆ ในการลับดาบเช่นนี้ไป
ดาบไม้ในมือจึงระเบิดพลังอันแข็งแกร่งออกมาในวินาทีต่อมา ฟาดฟันเข้าใส่ใบหน้าของหลินสู่กวงอย่างดุร้ายยิ่งขึ้น
อันที่จริง ในชั่วขณะที่เย่เทียนฮ่าวลงมือกับหลินสู่กวง คนในสำนักยุทธ์ที่อยู่รอบ ๆ ก็ตกตะลึงไปแล้ว
และเมื่อพวกเขาเห็นว่าเย่เทียนฮ่าวไม่สามารถเอาชนะหลินสู่กวงได้ในดาบเดียว ความตกตะลึงในใจของทุกคนก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก
เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเขาอย่างลู่อี้ฝานก็พ่ายแพ้ให้เย่เทียนฮ่าวในดาบเดียว
หรือว่า… หลินสู่กวงจะแข็งแกร่งถึงขั้นนี้แล้ว
สายตาของเผิงเชาก็แปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจและไม่แน่ใจ
หลินสู่กวงขมวดคิ้ว
ดาบไม้บิดหมุน แล้วฟันลงไปอย่างสบาย ๆ
เงาพร่ามัวนับไม่ถ้วนพาดผ่านกลางอากาศ
กลิ่นอายอันรุนแรงพลันปะทุออกมา ราวกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ยากจะหยั่งถึง
กลิ่นอายอาฆาตอันดุร้ายพุ่งเข้าใส่หน้า ตรงเข้าสู่สมองของเย่เทียนฮ่าว
ท่ามกลางความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง สีหน้าของนายน้อยตระกูลเย่ผู้นี้ก็เปลี่ยนไปในที่สุด
ในช่วงเวลาหนึ่งในหมื่นวินาทีนี้ ในใจของเขาก็พลันเกิดความคิดที่ไร้สาระขึ้นมาอย่างหนึ่ง
หากดาบนี้ฟันถูกฉัน ฉันต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย
เย่เทียนฮ่าวเปลี่ยนวิชาดาบที่ใช้อยู่เดิมเป็นวิชากระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลเย่โดยสัญชาตญาณ โลหิตปราณในร่างคำรามลั่น
กระบวนท่านี้ นับเป็นกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดที่เขาเคยใช้มาในชีวิตอย่างแน่นอน
ภายใต้เสียงลมหวีดหวิวที่ดังสนั่น
ตูม
พลังสองสายปะทะเข้าด้วยกัน แล้วระเบิดออกไปรอบทิศทาง
ทว่ากลับเป็นดาบไม้ในมือของหลินสู่กวงที่แตกละเอียดเป็นชิ้น ๆ
ผลแพ้ชนะก็เห็นได้ชัดในทันที
เผิงเชารีบเดินเข้าไปกล่าวว่า “นายน้อยเย่ช่างเกรียงไกร กระบวนท่าเมื่อครู่ทรงพลังยิ่งนัก ชนะได้อย่างง่ายดาย”
“ใช่แล้ว นายน้อยเย่แข็งแกร่งจริง ๆ การทดสอบศิษย์วิถียุทธ์ในเดือนหน้า นายน้อยเย่จะต้องคว้าอันดับหนึ่งได้อย่างแน่นอน” คนอื่น ๆ เห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปประจบสอพลอ
อาจเป็นเพราะกระบวนท่าเมื่อครู่ใช้พลังไปมากเกินไป เย่เทียนฮ่าวจึงหอบหายใจเล็กน้อย
เขากวาดตามองเศษดาบไม้ที่เกลื่อนพื้น ในใจรู้สึกไม่พอใจ
เดิมทีเขาคิดว่าตนเองจะสามารถเอาชนะหลินสู่กวงได้ด้วยเพลงดาบวายุคุกดารา
แต่กลับไม่คิดว่าตนเองจะถูกท่าทีข่มขวัญของอีกฝ่ายหลอกจนต้องใช้วิชาลับประจำตระกูลออกมา
สำหรับเขาแล้ว นี่มันคือความอัปยศอดสูโดยแท้
พอคิดว่าเมื่อครู่ตนเองตกใจกลัว เย่เทียนฮ่าวก็รู้สึกโกรธขึ้นมาในใจ เขาเหลือบมองหลินสู่กวงอย่างเย็นชา แล้วหันหลังเดินจากไป
เผิงเชาเห็นดังนั้น ในใจก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ในไม่ช้า กลุ่มคนก็สลายตัวไป แล้วเดินตามเย่เทียนฮ่าวจากไป
บนใบหน้าของหลินสู่กวงที่ถูกทิ้งไว้ตามลำพังไม่ปรากฏความผิดหวังแม้แต่น้อย
เขาแพ้แล้วหรือ
น่าเสียดายที่เฝิงซานไม่ได้อยู่ที่นี่ มิฉะนั้นเขาจะต้องมองออกได้อย่างแน่นอน
หากไม่ใช่เพราะดาบไม้เล่มนั้นไม่สามารถทนรับพลังอันแข็งกร้าวอย่างยิ่งของหลินสู่กวงได้ ในตอนนี้ต่อให้เย่เทียนฮ่าวไม่ตายก็คงต้องบาดเจ็บสาหัส
เขาก้มหน้ากวาดตามองเศษไม้บนพื้นอย่างเรียบเฉย จากนั้นหลินสู่กวงก็หันหลังไปหยิบดาบไม้เล่มใหม่
…
เวลาหนึ่งทุ่มกว่า
หลินสู่กวงที่ยังคงฝึกฝนพลังอยู่ที่มุมหนึ่งของลานฝึกยุทธ์ก็ได้รับโทรศัพท์จากเฝิงซานอย่างกะทันหัน
“ฉันจะบอกเรื่องหนึ่งให้นายฟัง นายต้องใจเย็น ๆ ก่อน”
หลินสู่กวงได้ยินดังนั้นในใจก็พลันหนักอึ้ง “ว่ามา”
เฝิงซานรีบพูด “เมื่อกี้ฉันเพิ่งได้ข่าวมาว่ามีคนจะลงมือกับพ่อแม่ของนายเพื่อสั่งสอนนาย เป็นเพราะเรื่องของจินเหยียวันนั้น”
“หืม” สีหน้าของหลินสู่กวงเปลี่ยนไปในทันที เจตจำนงสังหารทั่วร่างพลันเดือดพล่าน
“เวลา สถานที่”
เฝิงซานพูดอย่างรวดเร็ว “ที่มาของอีกฝ่ายฉันกำลังสืบอยู่ เวลาคือคืนนี้ ฉันก็เพิ่งรู้มาโดยบังเอิญ…”
ในไม่ช้า หลินสู่กวงก็วางสาย แล้วรีบออกจากสำนักยุทธ์ไป
ฉากนี้ถูกเผิงเชาเห็นเข้า เขาเข้าใจผิดคิดว่าหลินสู่กวงทนรับความพ่ายแพ้ไม่ได้จึงกลับก่อนเวลา อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าอย่างดูถูก “แค่ความพ่ายแพ้แค่นี้ยังทนไม่ได้ แล้วจะฝึกยุทธ์ไปทำไม”
แต่เมื่อเหลือบไปเห็นมุมที่หลินสู่กวงเคยอยู่ก่อนหน้านี้โดยไม่ได้ตั้งใจ เขาก็เห็นรอยคมมีดวายุหลายสิบรอยบนกำแพง
ในทันใดนั้น ม่านตาของเขาก็สั่นสะท้านขึ้นมาด้วยความตกใจและไม่แน่ใจ