- หน้าแรก
- มีแมวเป็นอุ่นไอ ไม่ต้องมีใครมาเคียงข้าง
- บทที่ 24: รสนิยมพี่นี่ไม่ธรรมดานะ
บทที่ 24: รสนิยมพี่นี่ไม่ธรรมดานะ
บทที่ 24: รสนิยมพี่นี่ไม่ธรรมดานะ
บทที่ 24: รสนิยมพี่นี่ไม่ธรรมดานะ
ขงฟู่กุ้ยก็เหมือนกับเสี่ยวโหย่วเฉียน เป็นเพื่อนเล่นของอ้ายชิงมาตั้งแต่เด็กๆ ในละแวกบ้านเดียวกัน
แต่ต่างจากเสี่ยวโหย่วเฉียนที่ย้ายตามพ่อแม่ไปเรียนในตัวเมืองตั้งแต่ประถมเพราะที่บ้านโดนเวนคืน ขงฟู่กุ้ยเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลายโรงเรียนเดียวกับอ้ายชิง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงสนิทสนมกันโดยธรรมชาติ
น่าเสียดายที่ผลการเรียนของหมอนี่ไม่ค่อยเอาอ่าว คะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็พอแค่เข้าวิทยาลัยระดับอนุปริญญา
หรือไม่ก็ต้องใช้เส้นสายยัดเข้ามหาวิทยาลัยชั้นสอง
สุดท้าย ลุงขงจึงตัดปัญหาส่งลูกชายไปชุบตัวเรียนเมืองนอกเสียเลย
แต่ละปีเขาจะกลับมาบ้านแค่ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนและตรุษจีนเท่านั้น
อ้ายชิงไม่นึกเลยว่าไอ้หนุ่มที่กำลังจะจบการศึกษาปีนี้เหมือนกัน จะกลับมาจีนเร็วกว่ากำหนด
"เอ้านี่ ดื่มน้ำซะหน่อย" อ้ายชิงเชิญเพื่อนเข้ามานั่งในห้อง รินน้ำใส่แก้ววางไว้บนโต๊ะรับแขก "ทำไมกลับมาตั้งแต่มีนาเลยล่ะ?"
"ก็คิดถึงแกไง" ขงฟู่กุ้ยทิ้งตัวลงบนโซฟา กางแขนพาดพนักพิง นั่งแหกขา ผมสีเขียวขี้ม้าของเขาดูสะดุดตา เขาหัวเราะร่าแล้วว่า "จริงๆ ก็เรียนจบแล้วแหละ แกรู้ใช่ไหม มหาวิทยาลัยห้องแถวพวกนั้นมีไว้หลอกตาชาวบ้านเฉยๆ"
"อยากจบก็แค่จ่ายเงิน ฉันขี้เกียจอยู่ต่อแล้ว เลยรีบกลับมาสูดอากาศบริสุทธิ์ที่บ้านเกิดดีกว่า"
จะพูดยังไงดี บรรดาครอบครัวที่ถูกเวนคืนที่ดินละแวกบ้านอ้ายชิง ใครที่คว้าโอกาสในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาได้ แทบไม่มีใครขาดแคลนเงินทองเลย
อ้ายจงกั๋วนั้นค่อนข้างซื่อตรงและเป็นนักข่าวมาก่อนในสมัยหนุ่มๆ
ยุคนั้นภาพลักษณ์นักข่าวยังดูดี และอ้ายจงกั๋วก็มีจรรยาบรรณสูง ทำงานหาเงินอย่างสุจริตมาตลอด
แม้รายได้จะไม่น้อย แต่ก็เทียบไม่ได้เลยกับพวกที่กระโจนเข้าสู่กระแสเศรษฐกิจบูม
ยกตัวอย่างเช่นบ้านของขงฟู่กุ้ยที่ทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ช่วงไม่กี่ปีมานี้ที่ประเทศเจริญรุ่งเรืองและตลาดต่างประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็ว พวกเขาก็รวยกันอู้ฟู่
ขงฟู่กุ้ยไปใช้ชีวิตอยู่ในแคนาดามาสี่ปี ตอนนี้ก็ถือว่าจบนอกชุบตัวกลับมาแล้ว
"แล้วแกจะกลับมารับช่วงต่อกิจการลุงขงเหรอ?" อ้ายชิงนั่งลงบนโซฟาเดี่ยวข้างๆ แล้วถามด้วยความอยากรู้
"แกคิดมากไปแล้ว" ขงฟู่กุ้ยระเบิดเสียงหัวเราะ "ตาแก่บ้านฉันปีนี้ยังไม่ถึงห้าสิบเลย คงลากยาวได้อีกเป็นสิบปี ฉันไม่เข้าไปยุ่งหรอก"
"ก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้ช่วยนี่" อ้ายชิงแย้ง "ยังไงก็ต้องเข้าไปเรียนรู้งานที่บ้านไว้บ้าง"
"ช่างเถอะ" ขงฟู่กุ้ยโบกมือปฏิเสธพัลวัน "ฉันไม่ใช่คนเอาถ่าน ให้กิจการตกเป็นของน้องชายฉันดีกว่า ฉันขอเป็นลูกคนรวยรุ่นสองใช้ชีวิตลั้นลาดีกว่า"
"ถ้าจำไม่ผิด" มุมปากอ้ายชิงกระตุก "น้องชายแกปีนี้เพิ่ง 12 เองไม่ใช่เหรอ? ยังไม่ขึ้นม.ต้นเลยด้วยซ้ำ?"
"นั่นยิ่งแสดงให้เห็นวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของพ่อฉัน" ขงฟู่กุ้ยหัวเราะคิกคัก "เขารู้ตัวแต่เนิ่นๆ ว่าลูกชายคนโตพึ่งพาไม่ได้ เลยปั๊มไอดีสำรองเตรียมไว้ล่วงหน้า ฉันนี่สบายตัวเลย"
"แล้วกลับมาคราวนี้จะทำอะไร?"
"เที่ยวสิครับ" ขงฟู่กุ้ยผายมือ "ฉันบอกแกหรือยังว่ามีแฟนแล้ว? อีกสองสามวันว่าจะพาไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาซะหน่อย"
"แกนี่นะ..." อ้ายชิงจิ๊ปาก เขาชินกับพฤติกรรมแบบนี้ของเพื่อนคนนี้เสียแล้ว
เพราะไอ้หมอนี่ชีวิตส่วนตัวมันเละเทะมาตั้งแต่มัธยมต้น
ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นเพื่อนซี้กันมาตั้งแต่เด็ก ป่านนี้อ้ายชิงคงถุยน้ำลายใส่หน้าตั้งแต่วินาทีแรกที่เจอ
แต่ขงฟู่กุ้ยก็มีข้อดีอยู่อย่าง อย่างน้อยเวลามีแฟนก็คบเป็นคนๆ ไป ระหว่างที่คบใครจะไม่คบซ้อน ไม่ทำตัวเป็น 'จ้าวสมุทร' เลี้ยงปลาไว้เต็มบ่อ
พูดให้ดูดีก็คือ เขาเสพติดความสุขทางใจจากการมีความรัก
พูดตรงๆ ก็คือ เบื่อแล้วก็ทิ้งหาใหม่
อ้ายชิงรับไม่ได้กับพฤติกรรมแบบนี้ แต่ตราบใดที่มันไม่ผิดกฎหมาย เขาก็ไม่เข้าไปก้าวก่ายชีวิตและความเชื่อของคนอื่น ได้แต่บอกตัวเองว่าเขาคงไม่เข้าใจโลกของคนรวย
"งั้นทำไมไม่ไปอยู่กับแฟนล่ะ? มาหาฉันทำไม?" อ้ายชิงยังอยากรีบกลับไปสอนเสี่ยวอวี่เดินต่อ เสียเวลาไปหลายนาทีแล้วเนี่ย
"นานๆ กลับมาที ไม่เจอเพื่อนฝูงก่อนได้ไง?" ขงฟู่กุ้ยตอบ "ได้ยินเจ๊เฉียนบอกว่าแกอยู่ที่นี่ ฉันเลยแวะมาดู เดี๋ยวโทรตามไอ้อู๋หย่งมาดวลเหล้ากันสามคน"
"อู๋หย่งกลับมาแล้วเหรอ? มันไม่ได้อยู่ในกรมเหรอ?"
"ปลดประจำการแล้ว เมื่อเดือนที่แล้ว" ขงฟู่กุ้ยทำหน้าแปลกใจก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ "เออจริง แกคงไม่รู้ พ่อฉันเพิ่งบอกเมื่อกี้ เห็นว่าปลดเพราะบาดเจ็บ ไม่รู้หนักแค่ไหน"
"ทำไมมันไม่บอกอะไรเลยวะ?" อ้ายชิงขมวดคิ้ว เริ่มเป็นห่วง
"ไอ้อู๋หย่งมันพวกปากหนักกว่าแกอีก" ขงฟู่กุ้ยเบ้ปาก "เรื่องแบบนี้มันจะยอมพูดได้ไง? เดี๋ยวพวกเราบุกไปหามันถึงหน้าบ้านเลยดีกว่า"
"โอเค"
พอจบเรื่องนั้น ทั้งคู่ก็เงียบกันไปครู่หนึ่ง
ขงฟู่กุ้ยมองสำรวจไปรอบๆ ห้องด้วยความสนใจ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง "อยู่คนเดียวในห้องใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ?"
"แล้วไง?" อ้ายชิงปรายตามอง "นี่บ้านเพื่อนพ่อ ค่าเช่าถูก เดือนละสองพันเอง ราคานี้ถ้าอยู่หางโจวอย่างมากก็ได้แค่ห้องรูหนูยี่สิบสามสิบตารางเมตร"
"ก็ไม่เลวนี่หว่า" ขงฟู่กุ้ยพยักหน้า แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแซว "สะดวกกับการเลี้ยงอีหนูด้วยใช่ไหมล่ะ? ไม่คิดจะหาแฟนบ้างเหรอ หรือว่ามีแล้ว?"
"มีกับผีน่ะสิ แกคิดว่าฉันเป็นแกหรือไง?" อ้ายชิงกลอกตา "ตอนเรียนมหาลัยยังไม่หา ตอนนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง"
"งั้นแกแย่แล้วล่ะ" ขงฟู่กุ้ยส่ายหน้า "อั้นไว้นานๆ เดี๋ยวจะป่วยเอา ไม่ใช่แค่ร่างกายนะ จิตใจด้วย ต้องระวังให้ดี"
"ขอบใจที่เป็นห่วง"
"ไม่ต้องขอบคุณหรอก แต่ฉันช่วยแนะนำสาวให้ได้นะ" ขงฟู่กุ้ยยิ้มกริ่ม "แฟนฉันมีเพื่อนสนิทคนนึง ขาสวยมาก ลุคพี่สาวสุดๆ นิสัยร่าเริง ยิ้มสวย สนใจไหม?"
"ไม่"
"เดี๋ยวเปิดรูปให้ดู รับรองงานดี" ขงฟู่กุ้ยตื่นเต้น หยิบมือถือมาเปิดดูโมเมนต์โชว์รูปให้ดูทันที
อ้ายชิงจำใจต้องดู
ก็สวยดี แต่แต่งหน้าเข้มไปหน่อย สีลิปสติกก็แรงเกิน แถมสไตล์ 'พี่สาว' นี่ไม่ใช่สเปกเขาเลย
เทียบกับเสี่ยวอวี่ไม่ได้สักนิด
บ้าจริง!
จะเอาไปเทียบกับเสี่ยวอวี่ทำไมเนี่ย?
อ้ายชิงด่าตัวเองในใจ โบกมือปฏิเสธพัลวัน "พอเลยๆ ตอนนี้ฉันไม่มีอารมณ์จะมีความรัก"
"นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่คนไหนบ้างที่ไม่เจ้าชู้? แกเป็นถึงนักเขียนนิยาย ทำไมถึงตายด้านแบบนี้?" ขงฟู่กุ้ยถอนหายใจจิ๊จ๊ะ "หรือไม่ก็ลองถามคนอ่านดูสิ เผื่อมีสาวสวยๆ ก็จิ้มมาสักคน"
"แกคงจะล้อเล่น" อ้ายชิงอดหัวเราะไม่ได้
คนอ่านนิยายเขาเก้าในสิบเป็นชายโสด อีกหนึ่งคนชอบแต่งหญิง
ส่วนคนอ่านผู้หญิง จะเป็นผู้ชายปลอมตัวมาหรือเปล่าก็ยังไม่รู้
ยังไงซะตราบใดที่ไม่ได้เจอตัวจริง อ้ายชิงก็เหมาว่าเป็นผู้ชายหมดนั่นแหละ
"เอาเป็นว่าตอนนี้ฉันยังไม่เดต เลิกยุแยงได้แล้ว ดูแลตัวเองเหอะ" อ้ายชิงตัดบทโบกมือไล่
สิ้นเสียงคำพูดไม่ทันไร
จู่ๆ ก็มีเสียงลูกบิดประตูห้องนอนดังขึ้น
สายตาของอ้ายชิงและขงฟู่กุ้ยหันขวับไปที่ประตูห้องนอนพร้อมกัน
ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก
หัวที่มีผมสีขาวราวหิมะโผล่ออกมาจากด้านใน พร้อมกับหูแมวสุดน่ารักที่ยังกระดิกอยู่นิดๆ
เสี่ยวอวี่นอนหมอบอยู่กับพื้น ชะโงกหน้ามองเข้ามาในห้องนั่งเล่นด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ขงฟู่กุ้ยที่นั่งอยู่บนโซฟามองดูแม่สาวคอสเพลย์ แล้วหันไปมองอ้ายชิง มุมปากกระตุกยิกๆ อยากจะขำแต่ก็ต้องกลั้นไว้
"ลูกพี่อ้าย นี่นาย... รสนิยมพี่นี่ไม่ธรรมดานะเนี่ย?"