- หน้าแรก
- ยอดนักสืบพลังอนาคต
- บทที่ 419 ซับซ้อนซ่อนเงื่อน|420 หม่าหมิงเหริน
บทที่ 419 ซับซ้อนซ่อนเงื่อน|420 หม่าหมิงเหริน
บทที่ 419 ซับซ้อนซ่อนเงื่อน|420 หม่าหมิงเหริน
บทที่ 419 ซับซ้อนซ่อนเงื่อน
ตัดภาพมาที่อีกด้านหนึ่ง
หลังจากพวกเจิงเผิงออกจากบ้านพ่อแม่จ้าวเสี่ยวซาน ก็มุ่งหน้าไปยังจุดพิกัดที่บริษัทเครือข่ายมือถือแจ้งมา เพื่อหาตำแหน่งการโทรครั้งสุดท้ายของผู้ต้องสงสัย
จุดพิกัดไม่ได้อยู่ในเขตอวี้หัว แต่อยู่แถบชานเมืองเขตฉางซาน
การระบุพิกัดทำผ่านเสาสัญญาณ เลยระบุได้แค่ขอบเขตคร่าว ๆ
ขับรถจากตัวเมืองไป ต้องผ่านหมู่บ้านหลายแห่งกว่าจะถึงจุดที่เสาสัญญาณระบุ
เพราะมีการปิดหมู่บ้าน ตอนแรกเจิงเผิงเลยกังวลนิดหน่อย กลัวว่าจะผ่านเข้าไปไม่ได้
หวังเซียวติดต่อไปยังสถานีตำรวจท้องที่ ตำรวจประสานงานกับผู้ใหญ่บ้านถึงได้รู้ว่า ที่ปิดหมู่บ้านคือปิดถนนใหญ่ แต่ละหมู่บ้านยังมีทางออกเหลือไว้ เพียงแต่คนต่างถิ่นหาไม่เจอ เลยเข้าหมู่บ้านไม่ได้
ภายใต้การนำทางของเจ้าหน้าที่หมู่บ้าน คณะของเจิงเผิงก็ขับรถผ่านหมู่บ้านต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น จนมาถึงบริเวณที่เสาสัญญาณระบุไว้
จุดนั้นอยู่ระหว่างหมู่บ้านเฉิงอันกับหมู่บ้านเจี่ยไป๋ ไม่พบกล้องวงจรปิดในละแวกใกล้เคียง รอบ ๆ มีบ้านคนและไร่นา การค้นหาตัวผู้ต้องสงสัยจึงยากไม่น้อย
ซุนเสี่ยวเผิงจอดรถไว้ริมถนนระหว่างสองหมู่บ้าน เจิงเผิงกับคนอื่น ๆ ทยอยลงจากรถ
มองไปรอบ ๆ ไม่เห็นใคร เจิงเผิงเลยถอดหน้ากากอนามัยออก สูดหายใจเข้าลึก ๆ “อากาศในหมู่บ้านนี่ดีจริง ๆ ไว้เกษียณเมื่อไหร่ ฉันจะย้ายมาอยู่บ้านนอกบ้าง”
หวังเซียวหัวเราะ “หัวหน้าเจิง คุณยังหนุ่มอยู่เลย สงสัยต้องรออีกนานครับ”
เจิงเผิงยิ้มตอบ กวาดตามองรอบ ๆ “ขอบเขตพิกัดจากเสาสัญญาณยังบีบให้แคบกว่านี้ได้ไหม?”
หวังเซียวส่ายหน้า “ตามที่บริษัทเครือข่ายแจ้งมา เบอร์ต้องสงสัยโทรออกครั้งสุดท้ายเมื่อวานตอนแปดโมงสี่สิบเอ็ดนาที ขอบเขตคร่าว ๆ ตามเสาสัญญาณคือทิศเหนือของหมู่บ้านเฉิงอันกับทิศใต้ของหมู่บ้านเจี่ยไป๋ เทคโนโลยีปัจจุบันของบริษัทระบุได้แค่นี้ครับ”
“สถานการณ์ตอนนี้ค่อนข้างพิเศษ ลงพื้นที่สอบถามไม่ได้ ก็คงได้แต่ดูกล้องวงจรปิดครับ” หลี่ฮุยว่า
“ที่นี่ไม่ใช่ในเมือง ไม่มีเครือข่ายกล้องวงจรปิดหรอก ถึงจะมีบ้านไหนติดกล้อง ก็คงติดส่องหน้าประตูหรือในลานบ้านตัวเอง น้อยนักที่จะหันออกถนนใหญ่” ตู้ฉียักไหล่
หลี่ฮุยวิเคราะห์ต่อ “จ้าวเสี่ยวซานก็หายตัวไปเมื่อวานช่วงเช้า แสดงว่าคนร้ายโทรเสร็จ น่าจะรีบเข้าเมืองไปจัดการจ้าวเสี่ยวซาน ถนนเข้าเมืองมีอยู่ไม่กี่สาย ขอแค่เราใช้เวลาที่โทรเป็นตัวตั้ง แล้วไล่เวลาดู ก็จะกะเวลาคร่าว ๆ ที่คนร้ายผ่านแยกต่าง ๆ ในตัวเมืองได้ ไปเช็กกล้องตามแยกพวกนั้น ดีไม่ดีอาจจะเจอเบาะแสคนร้ายก็ได้”
เจิงเผิงจุดบุหรี่ “ความคิดหลี่ฮุยเข้าท่า ถือเป็นอีกทางที่จะหาตัวคนร้าย แต่มีจุดหนึ่งที่ต้องคิดเผื่อไว้ ผู้ต้องสงสัยที่โทรศัพท์อาจจะไม่ใช่ฆาตกร พวกมันอาจจะแบ่งงานกันทำ คนนึงโทรอยู่นี่ อีกคนอาจจะดักรออยู่ในเมืองแล้วก็ได้”
“ถ้าเป็นอย่างนั้น ที่เรามานี่ก็เสียเปล่าน่ะสิครับ” หลี่ฮุยว่า
“ก็ไม่แน่” เจิงเผิงสูบบุหรี่ไปคำหนึ่ง “ในเมื่อผู้ต้องสงสัยโผล่มาแถวนี้ ต้องมีเหตุผลแน่ ไม่ผ่านทางมา ก็รังมันต้องอยู่แถวนี้แหละ”
“ฉันคิดมาตลอด วิธีการกำจัดศพของฆาตกรที่ให้หมากินศพ ฟังดูโหดเหี้ยมมากก็จริง แต่ต้องยอมรับว่าเป็นวิธีที่ไม่เลวเลย ไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลยสักนิด”
“แต่จากวันที่เฉาต๋าหายตัวไปจนถึงวันที่พบศพ ห่างกันเกือบหนึ่งสัปดาห์ ในหนึ่งสัปดาห์นี้เกิดอะไรขึ้น ฆาตกรซ่อนตัวที่ไหน เก็บรักษาและหั่นศพยังไง นี่คือคำถาม จะทำยังไงให้เพื่อนบ้านไม่สงสัย?”
เจิงเผิงเรียบเรียงคำพูด แล้วพูดต่อ “ฉันคิดว่าฆาตกรน่าจะมีรังลับที่ค่อนข้างมิดชิด ห่างไกลจากชุมชน พื้นที่กว้างขวางพอที่จะจัดการศพโดยไม่มีใครเห็น งั้นพวกโรงงานนอกหมู่บ้านน่าจะเป็นตัวเลือกแรก ๆ”
“ผมเห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานของท่านครับ” หวังเซียวสนับสนุน
“งั้นเราขับรถวนดูแถวนี้หน่อย ดูว่ารอบ ๆ สองหมู่บ้านมีโรงงานไหม แล้วก็ดูว่าริมถนนมีกล้องวงจรปิดส่วนตัวบ้างไหม”
“ครับ”
…
เย็นวันนั้น ห้าโมงครึ่ง
พวกเจิงเผิงก็กลับมาถึงกรมตำรวจสาขาอวี้หัว
หม่าจิ่งปัวเรียกทุกคนประชุมที่ห้องประชุม
หม่าจิ่งปัวคุยเสียงเบากับเจิงเผิงสองสามประโยค จากนั้นกวาดตามองคนอื่น ๆ ในห้องประชุม แล้วพูดเสียงดังฟังชัด “สองทีมเราวิ่งวุ่นกันมาค่อนวัน ต่างฝ่ายต่างก็ได้เบาะแสมาบ้าง ตอนนี้มาสรุปคดีกัน เอาเบาะแสของแต่ละฝ่ายมารวมกันดู”
“หานปิน นายเล่าสถานการณ์ที่เราสืบวันนี้ให้ฟังก่อน”
“ได้ครับ” หานปินเปิดสมุดบันทึก แล้วเล่าเรื่องที่ติดต่อหนิงเยวี่ยหรงได้ จนถึงเรื่องที่ไปค้นห้องจ้าวเสี่ยวซานให้ฟัง
ฟังหานปินจบ เจิงเผิงก็เสริมว่า “เราสอบปากคำพ่อแม่จ้าวเสี่ยวซานแล้ว พวกเขาก็บอกว่าจ้าวเสี่ยวซานมีแฟนจริง ชื่ออะไรไม่รู้ รู้แค่ว่าจ้าวเสี่ยวซานเรียกว่าหรงหรง”
“พ่อแม่จ้าวเสี่ยวซานบอกว่า ติดต่อจ้าวเสี่ยวซานครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มกราคม หรือก็คือก่อนจ้าวเสี่ยวซานหายตัวไปหนึ่งวัน ตอนนั้นน้องชายจ้าวเสี่ยวซานส่งวีแชตไปตามให้กลับมากินข้าวที่บ้าน จ้าวเสี่ยวซานโทรกลับมาบอกว่าช่วงนี้งานยุ่ง กลับไม่ได้”
“พ่อแม่กับน้องชายบอกว่า ตอนนั้นจ้าวเสี่ยวซานไม่มีอะไรผิดปกติ นึกไม่ถึงเลยว่าวันที่ 31 เขาจะหายตัวไป”
หานปินถามแทรก “หัวหน้าเจิงครับ ฐานะทางบ้านพ่อแม่จ้าวเสี่ยวซานเป็นยังไงบ้าง?”
“พ่อแม่จ้าวเสี่ยวซานเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ หักค่าใช้จ่ายกับค่าประกันสังคมแล้ว รายได้ก็พอ ๆ กับมนุษย์เงินเดือน”
“งั้นที่จ้าวเสี่ยวซานซื้อบ้าน ซื้อรถบีเอ็ม เป็นเงินพ่อแม่ให้ หรือเขาหาเองครับ?” หานปินถามต่อ
“ตอนสอบถามเรื่องจ้าวเสี่ยวซาน พ่อแม่เขาบอกว่าลูกเก่งมาก รายได้ปีละประมาณห้าแสนหยวน ซื้อรถซื้อบ้านเอง น้ำเสียงภูมิใจมาก ผมคิดว่าน่าจะเป็นเงินที่จ้าวเสี่ยวซานหามาซื้อเองแหละ”
เจิงเผิงนึกย้อน แล้วพูดต่อ “ผมจำได้ว่าตอนนั้นถามไปเหมือนกันว่าจ้าวเสี่ยวซานทำงานอะไร ทำไมรายได้สูงขนาดนั้น พ่อแม่เขาบอกว่าเป็นนักเขียน”
หม่าจิ่งปัวส่ายหน้าขำ ๆ “น่าเสียดาย อาชีพนักเขียนของจ้าวเสี่ยวซานไม่ได้ทำเงินเยอะขนาดที่พ่อแม่เขาเข้าใจ เหมือนที่เราคาดไว้เลย จ้าวเสี่ยวซานน่าจะมีอาชีพที่สอง นักเขียนนิยายออนไลน์น่าจะเป็นแค่ฉากบังหน้า”
หานปินลังเลนิดหนึ่ง “หัวหน้าหม่า ตรงจุดนี้ผมเห็นต่างครับ”
“ว่ามาซิ?”
“การเขียนนิยายอัปเดตทุกวันไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับคนที่มีรายได้ปีละสี่ห้าแสน การปั่นต้นฉบับถือเป็นเรื่องทรมานและได้ไม่คุ้มเสีย ถ้าแค่จะหาอาชีพบังหน้า เขาไปทำงานอื่นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเสียเวลามากมายมานั่งหลังขดหลังแข็งหน้าคอมพิวเตอร์ทุกวันหรอกครับ” หานปินอ่านนิยายบ่อย ถึงไม่เคยเขียนเอง แต่ก็พอรู้เรื่องรู้ราวบ้าง
“พูดอีกอย่างคือ คนที่ทนลำบากปั่นต้นฉบับได้ทุกวัน ต้องรักอาชีพนี้จริง ๆ ครับ”
หม่าจิ่งปัวพิงพนักเก้าอี้ “ตามความหมายของนาย จ้าวเสี่ยวซานอยากเป็นนักเขียนนิยายจริง ๆ แต่เพราะรายได้น้อย เลยต้องทำงานอื่นหาเงินด้วย”
“ถูกต้องครับ” หานปินรับคำ
ถึงจะฟังดูไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่จริง ๆ แล้วต่างกันมาก
เหมือนกับการแต่งงานเพราะรักกับแต่งงานเพราะเงินนั่นแหละ แม้จะแต่งงานเหมือนกัน แต่แรงจูงใจต่างกัน ผลลัพธ์ย่อมต่างกัน
หม่าจิ่งปัวก็คิดได้เหมือนกัน ลุกขึ้นเดินไปมา “สมมติว่าจ้าวเสี่ยวซานทำงานที่อันตรายแต่รายได้งาม แล้วเขาอยากเลิก อยากมาเป็นนักเขียนเต็มตัว ทุ่มเทเวลาให้กับการเขียนนิยาย”
“แต่วงการบางวงการ เข้าแล้วออกยาก เขาเลยเกิดอุบัติเหตุ หรือจะพูดว่าโดนฆ่าปิดปากก็ได้”
────────── •✧• ──────────
บทที่ 420 หม่าหมิงเหริน
ข้อสันนิษฐานของหม่าจิ่งปัวกล้าได้กล้าเสียมาก แต่ก็มีความเป็นไปได้จริง ๆ
ถ้าจ้าวเสี่ยวซานตายเพราะเรื่องงานจริง ๆ การหาอาชีพอีกอย่างของเขาให้เจอ ก็น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนของคดีนี้
“หัวหน้าหม่า ทางธนาคารว่าไงบ้างครับ?” หานปินถาม
เราสามารถตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อหาบัญชีที่โอนเงินเดือนให้เขา ซึ่งจะนำไปสู่บุคคลที่เกี่ยวข้องได้
“ธนาคารยังไม่เปิดทำการเต็มรูปแบบ มีแค่พนักงานเข้าเวร ต้องยื่นเรื่องขอตรวจสอบ ประสิทธิภาพคงไม่รวดเร็วนัก น่าจะต้องรอถึงพรุ่งนี้” หม่าจิ่งปัวส่ายหน้า แล้วถามกลับ
“เรื่องรถตรวจสอบไปถึงไหนแล้ว? ติดต่อทางบีเอ็มดับเบิลยูได้ไหม?”
“อะแฮ่ม” เถียนลี่กระแอมเบา ๆ “ฉันเช็กในระบบแล้ว จ้าวเสี่ยวซานไม่มีรถในชื่อตัวเองค่ะ”
รถบีเอ็มคันนั้นไม่ใช่ของเขาเหรอ? ทุกคนต่างประหลาดใจ
“ฉันตรวจสอบป้ายทะเบียนรถบีเอ็มคันนั้นแล้ว เจ้าของชื่อหม่าหมิงเหริน เป็นคนชิงเต่า ซื้อรถคันนี้เมื่อปี 2014 ไม่มีประวัติการขายหรือโอนกรรมสิทธิ์ค่ะ”
หม่าจิ่งปัวเอามือเท้าโต๊ะ “น่าสนใจแฮะ หม่าหมิงเหรินกับจ้าวเสี่ยวซานมีความสัมพันธ์กันยังไง ถึงยอมให้ยืมรถบีเอ็มไปใช้ แล้วดูจากปฏิกิริยาของหนิงเยวี่ยหรงกับพ่อแม่จ้าวเสี่ยวซาน ดูเหมือนจ้าวเสี่ยวซานจะใช้รถคันนี้มาตลอดด้วย”
“ติดต่อหม่าหมิงเหรินหรือยัง?”
เถียนลี่ยักไหล่ “โทรแล้วค่ะ แต่เขาปิดเครื่อง ติดต่อไม่ได้ชั่วคราว”
“หาทางอื่น ติดต่อเจ้าของรถหม่าหมิงเหรินให้ได้”
“รับทราบค่ะ”
หม่าจิ่งปัวเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ หันไปมองเจิงเผิงที่อยู่ข้าง ๆ “หัวหน้าเจิง เรื่องพิกัดมือถือต้องสงสัยเป็นไงบ้าง?”
“บริษัทมือถือใช้เสาสัญญาณระบุขอบเขตคร่าว ๆ ได้ว่าอยู่ทางเหนือของหมู่บ้านเฉิงอันและทางใต้ของหมู่บ้านเจี่ยไป๋ ตรงนั้นอยู่ระหว่างสองหมู่บ้าน พื้นที่ค่อนข้างโล่ง ไม่มีพยานและกล้องวงจรปิด” เจิงเผิงหยิบมือถือออกมาเปิดดู
“ผมสงสัยว่ารังของคนร้ายน่าจะอยู่แถวนั้น จากที่คาดการณ์ น่าจะเป็นโรงงานที่ตั้งอยู่ห่างไกลผู้คน พวกเราขับรถวนดูรอบ ๆ แล้ว โรงงานส่วนใหญ่ล็อกประตู เราจดที่อยู่และถ่ายรูปไว้หมดแล้ว พร้อมทั้งรวบรวมภาพจากกล้องวงจรปิดละแวกใกล้เคียงมาด้วย”
“เรารู้เส้นทางแถวนั้นพอสมควรแล้ว ถ้าจำเป็น ก็ระดมกำลังตำรวจเข้าค้นโรงงานทุกแห่งได้เลย”
หม่าจิ่งปัวส่ายหน้า “สถานการณ์แบบนี้ ถ้าไม่มีหลักฐานมัดตัว ผมว่าเบื้องบนคงไม่อนุมัติให้ค้นเป็นวงกว้างหรอก เดี๋ยวจะสร้างความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น”
“ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน” เจิงเผิงเองก็เห็นว่ายังไม่จำเป็นต้องปูพรมค้นหาตอนนี้
ถ้าเจอตัวก็ถือเป็นความดีความชอบ แต่ช่วงเวลาพิเศษแบบนี้ ถ้าไม่เจอล่ะ ใครจะรับผิดชอบ?
จะทำให้ชาวบ้านตื่นตกใจไหม?
เรื่องพวกนี้ต้องเอามาพิจารณาด้วย
แน่นอน ตอนนี้ไม่ค้นไม่ได้แปลว่าวันหน้าจะไม่ค้น พวกเขารู้สภาพพื้นที่แถวนั้นแล้ว ขอแค่มีเบาะแสชี้ไปที่สองหมู่บ้านนั้นอีกครั้ง ก็ขอหมายค้นได้ทันที
…
หลังเลิกงาน หานปินติดรถหลี่ฮุยกลับบ้านเหมือนปกติ
หลี่ฮุยเหลือบมองผู้คนบนถนนที่ต่างก็สวมหน้ากากอนามัย “ปินจื่อ ปีใหม่ปีนี้กร่อยชะมัด”
“ไม่ใช่แค่นายหรอกที่คิดแบบนี้ คนทั้งประเทศก็เหมือนกันแหละ” หานปินเกาหัวเบา ๆ ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้า
“นายว่าเรื่องนี้เมื่อไหร่จะผ่านไปสักที ตอนนี้สืบคดีก็ลำบาก วันนี้เราไปหมู่บ้าน ชาวบ้านเห็นพวกเราก็รีบหลบไปแต่ไกล”
หานปินส่ายหน้า “ผีเท่านั้นแหละถึงจะรู้”
หลี่ฮุยถอนหายใจ รู้สึกหดหู่ขึ้นมาบ้าง
หานปินเหลือบมองเขา “แฟนนายยังไม่กลับมาอีกเหรอ?”
“ปีนี้เธอไม่ได้กลับบ้านช่วงปีใหม่น่ะ”
“งั้นนายจะถอนหายใจหาพระแสงอะไร”
หลี่ฮุยยิ้มแห้ง “ก็ฉันต้องมาทำงานนี่นา ปกติเธอก็อยู่แต่ในห้องเช่าไม่ออกไปไหน ไม่เจอคนแปลกหน้า ถึงเธอไม่พูดอะไร แต่เราก็ต้องเจียมตัวหน่อยไม่ใช่เหรอ”
“นายพูดถูก”
พอกลับถึงชุมชน หานปินไม่ได้ไปบ้านพ่อแม่ แต่ตรงกลับห้องพักของตัวเอง
ร่างกายหานปินแข็งแรง ภูมิต้านทานดี แต่ปู่อายุมากแล้ว เพื่อความปลอดภัย เขาเลยตัดสินใจลดการสัมผัสกับครอบครัวให้น้อยลง
พอกลับถึงห้อง หานปินโทรบอกแม่ แม่ถอนหายใจและบอกว่าจะเอาของกินมาให้ แต่หานปินปฏิเสธ
ในห้องเขายังมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไส้กรอก ปลากระป๋อง เบียร์ และแอปเปิล ก็พอจะรวมเป็นมื้อเย็นที่อุดมสมบูรณ์ได้อยู่
หานปินต้มบะหมี่สองห่อ ใส่ไส้กรอกหนึ่งอัน ปลากระป๋องหนึ่งกระป๋อง เปิดเบียร์หนึ่งขวด นั่งกินไปดูข่าวภาคค่ำไป
พอกินเสร็จ หานปินล้างหน้าแปรงฟันลวก ๆ ขี้เกียจเก็บกวาด แล้วล้มตัวลงนอนเลย
เช้าวันรุ่งขึ้น แม่หานปินเอาอาหารเช้ามาแขวนไว้หน้าประตู หานปินคุยผ่านประตูสองสามประโยค หยิบอาหารเช้าที่แขวนไว้ตรงลูกบิดประตู แล้วออกไปทำงาน
โรงอาหารของกรมฯ ตอนนี้มีแค่มื้อเที่ยงกับมื้อเย็น และยังไม่อนุญาตให้นั่งกินที่โรงอาหาร ต้องแยกไปกินใครกินมัน
พอพูดถึงการกินแบบแยกสำรับ หลายคนจะนึกว่าเป็นธรรมเนียมฝรั่ง แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่
จีนโบราณก็กินแบบแยกสำรับ จนกระทั่งสมัยราชวงศ์ซ่งถึงเริ่มมาล้อมวงกินข้าวด้วยกัน
ข้อดีข้อเสียของการแยกสำรับขอไม่พูดถึง แต่ในสถานการณ์แบบนี้ กินแยกกันปลอดภัยกว่าแน่นอน
พอถึงห้องประชุม หานปินเห็นลูกทีมครึ่งหนึ่งนั่งกินบะหมี่ถ้วย ก็อดรู้สึกโชคดีไม่ได้ที่มีแม่ดี
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนาน ๆ กินทีก็อร่อย แต่ให้กินทุกวันคงไม่ไหว
หม่าจิ่งปัวมาถึงห้องประชุม คุยกับเจิงเผิงครู่หนึ่ง จากนั้นเจิงเผิงก็พาคนไปศูนย์ควบคุมกล้องวงจรปิดจราจร ใช้เครือข่ายกล้องวงจรปิดตามหาเบาะแสจ้าวเสี่ยวซาน รถยนต์ และร่องรอยคนร้าย
ส่วนพวกหานปินปักหลักสืบสวนอยู่ที่กรมฯ
สำหรับตำรวจ พอรู้ตัวตนแล้ว การตามหาตัวก็ไม่ใช่เรื่องยาก
เบอร์มือถือที่เจ้าของรถหม่าหมิงเหรินลงทะเบียนไว้กับกรมขนส่งจะปิดเครื่องอยู่ แต่ไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีเบอร์อื่น
ถอยมาอีกก้าว ต่อให้ปิดเครื่อง ก็ยังระบุพิกัดได้อยู่ดี
พอติดต่อบริษัทมือถืออีกครั้ง ก็เจออีกเบอร์ที่จดทะเบียนในชื่อหม่าหมิงเหรินจริง ๆ
เถียนลี่ติดต่อหม่าหมิงเหรินได้แล้ว ให้เขามาที่สาขาอวี้หัว แต่อีกฝ่ายบอกว่าหมู่บ้านปิด ให้คนออกได้อย่างเดียวห้ามเข้า เลยมาโรงพักไม่ได้
จริง ๆ แล้วสถานการณ์แบบนี้ ใคร ๆ ก็ไม่อยากออกจากบ้านทั้งนั้น ยิ่งให้มาโรงพักยิ่งแล้วใหญ่
เพื่อไม่ให้เสียงาน หานปินเลยพาจ้าวหมิงไปสอบปากคำหม่าหมิงเหรินที่บ้าน ส่วนหม่าจิ่งปัวกับเถียนลี่ประจำการอยู่ที่กรมฯ
บ้านหม่าหมิงเหรินอยู่ที่ชุมชนเชียนต๋า หน้าหมู่บ้านมีรปภ.คอยตรวจวัดอุณหภูมิ ถ้าไม่ใช่ลูกบ้านก็ไม่ให้เข้า
ต่อให้เช่าบ้านอยู่ในนั้น ถ้าออกไปแล้วก็ห้ามกลับเข้ามา
หานปินแสดงบัตรตำรวจ รปภ.ย่อมไม่กล้าขวาง แต่หานปินก็ยอมให้ตรวจวัดอุณหภูมิแต่โดยดี ถึงพาจ้าวหมิงเข้าไปในหมู่บ้านได้
พอรู้ว่าพวกหานปินมาถึงชุมชนเชียนต๋าแล้ว หม่าหมิงเหรินก็แปลกใจนิดหน่อย แต่ก็ยอมให้เข้าพบ
ตึก 3 ยูนิต 2 ห้อง 1203
หานปินเคาะประตู ชายวัยกลางคนคนหนึ่งมาเปิดประตู เขาสวมหน้ากากอนามัยสองชั้น ใส่แว่นตา พันผ้าพันคอ ปิดมิดชิดทั้งตัว
“คุณคือหม่าหมิงเหริน?”
“ครับ” ชายวัยกลางคนผายมือเชิญพวกหานปินเข้าบ้าน “คุณตำรวจครับ คุณชื่ออะไรครับ?”
“ผมแซ่หานครับ”
“พวกคุณมาจากฝ่ายสืบสวนสาขาอวี้หัวเหรอครับ?”
“ใช่ครับ”
“ก่อนปีใหม่ ผมยังไปกินข้าวกับผอ.ซ่งของพวกคุณอยู่เลย สนิทกันดีครับ” หม่าหมิงเหรินยิ้ม
“ผอ.ซ่งเหมือนจะดูแลฝ่ายอาชญากรรมเศรษฐกิจนะครับ”
“ใช่ ๆ เรารู้จักกันมาหลายปีแล้ว” หม่าหมิงเหรินเชิญทั้งสองนั่งบนโซฟา “คุณตำรวจหาน ใส่หน้ากากกันอยู่ ผมคงไม่เชิญสูบบุหรี่นะ”
หานปินยิ้ม เราเป็นตำรวจฝ่ายสืบสวนอาชญากรรม คุณจะอ้างคนรู้จักฝ่ายอาชญากรรมเศรษฐกิจเพื่ออะไร?
อีกอย่าง หม่าจิ่งปัวสังกัดกองสืบสวนนครบาล ต่อให้คุณสนิทกับรองผอ.สาขาแค่ไหน จะไปสั่งเขาได้เหรอ?
หานปินนั่งลงบนโซฟา กวาดตามองรอบห้อง เฟอร์นิเจอร์เรียบง่าย บนโต๊ะน้ำชามีฝุ่นหนาเตอะ “ปกติคุณไม่ได้พักที่นี่เหรอครับ?”
“ครับ ผมมีบ้านในหมู่บ้านนี้อีกหลัง ปกติมีเพื่อนมาก็จะรับรองที่นี่” หม่าหมิงเหรินตอบส่ง ๆ แล้วถามกลับ
“คุณตำรวจหาน มาหาผมมีธุระอะไรครับ?”
คำพูดของหม่าหมิงเหริน หานปินไม่เชื่อหรอก ห้องนี้ดูยังไงก็ไม่เหมือนไว้รับแขก แต่เขาก็ไม่ได้ฉีกหน้าอีกฝ่าย
“อยากจะสอบถามข้อมูลหน่อยครับ”
“เรื่องอะไรครับ ผมยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่”
“คุณหม่า คุณมีรถบีเอ็มดับเบิลยูในชื่อตัวเองคันหนึ่งใช่ไหมครับ?”
“ใช่ครับ”
“รถอยู่ที่ไหนครับ?”
“ก็อยู่ในโรงรถไงครับ”
“ทะเบียนอะไรครับ?”
“หลู่ B886XX”
หานปินขมวดคิ้ว ทะเบียนนี้ไม่ใช่คันที่จ้าวเสี่ยวซานขับ คันสีขาวนั่นทะเบียน หลู่ B516XX
“คุณหม่า คุณมีรถทั้งหมดกี่คันครับ?”
“เดี๋ยวขอนับก่อนนะ... สามคัน ไม่สิ สี่คัน น่าจะสี่คันครับ”
จ้าวหมิงแปลกใจ “คุณมีรถกี่คันตัวเองยังไม่รู้เหรอ”
“บางคันชื่อผม บางคันชื่อเมีย ยังมีชื่อลูกชายอีก จู่ ๆ คุณถามขึ้นมา ผมก็สับสนบ้าง”
“รถบีเอ็มสีขาว ทะเบียน หลู่ B516XX ใช่รถคุณไหม?”
“ใช่ ๆ ของผมเอง หลายปีก่อนวันเกิดเมีย ผมซื้อให้เป็นของขวัญ”
“รถอยู่ที่ไหนครับ?”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน รถคันนั้นผมไม่เคยขับเลย ต้องถามเมียผม”
“รถบีเอ็มทั้งคัน คุณไม่สนใจเลยเหรอ?” จ้าวหมิงรู้สึกว่าปฏิกิริยาอีกฝ่ายดูแปลก ๆ
“ปกติผมขับรถตัวเอง คันนั้นถึงจะเป็นชื่อผม แต่ยกให้เมียไปนานแล้ว ผมเลยไม่ได้ยุ่ง”
“แล้วปกติคุณขับรถอะไร?”
“มายบัคคันนึง แรงเลอร์คันนึง แล้วก็ 740 คันนึง สลับกันขับครับ”
เอาเถอะ พอได้ยินชื่อรถสามรุ่นนี้ ความสงสัยของจ้าวหมิงก็หายไปเยอะ
รถบีเอ็มสีขาว ทะเบียน หลู่ B516XX คันนั้น ก็แค่ซีรีส์ 5
เทียบกันไม่ติดเลย
“ภรรยาคุณอยู่ไหนครับ เรียกเธอมาหน่อย” หานปินบอก
“ผมก็ไม่รู้ว่าเธออยู่ไหน”
“เธออยู่บ้านหรือเปล่า คุณไม่รู้เหรอ”
“เราไม่ได้อยู่ด้วยกันครับ”
หานปินขมวดคิ้ว “ภรรยาคุณพักอยู่ที่ไหนครับ?”
“น่าจะอยู่ที่หรงจิ่งหยวนมั้งครับ”
“ทำไมใช้คำว่าน่าจะ บ้านคุณมีกี่หลังกันแน่?”
“ในชิงเต่ามีสี่หลังครับ”
“โทรหาภรรยาคุณ เรียกเธอมาที่นี่ครับ”
หม่าหมิงเหรินเกาหัว ถอนหายใจ “คุณตำรวจหาน คุณถามมาตั้งนานแล้ว ตกลงมีเรื่องอะไรกันแน่ครับ?”
หานปินปิดสมุดโน้ต “คุณรู้จักคนชื่อจ้าวเสี่ยวซานไหม?”