- หน้าแรก
- ยอดนักสืบพลังอนาคต
- บทที่ 409 บทจะเจอก็เจอ|410 ล็อกเป้า
บทที่ 409 บทจะเจอก็เจอ|410 ล็อกเป้า
บทที่ 409 บทจะเจอก็เจอ|410 ล็อกเป้า
บทที่ 409 บทจะเจอก็เจอ
เมื่อกี้ หานปินรับสายหวังฮุ่ยฟาง วันนี้วันส่งท้ายปีเก่าแล้ว แม่เลยโทรมาตามให้รีบกลับไปกินข้าวเย็นที่บ้าน
หานปินรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ขอแค่ไม่มีเบาะแสสำคัญอะไรก็จะรีบเลิกงาน ให้ลูกทีมได้กลับไปกินข้าวฉลองปีใหม่กันอย่างสบายใจ
“กริ๊ง ๆ...” หานปินเพิ่งวางสาย เสียงมือถือก็ดังขึ้นอีก
หานปินเห็นเป็นเบอร์หลี่ฮุย ก็กดรับสาย “ฮัลโหล”
“ปินจื่อ เราจับคนขับรถชนได้แล้ว”
“เขาชนคนตอนกี่โมง?”
“ประมาณสองทุ่มห้าสิบ”
“เขามีเวลาลงมือฆ่าไหม?”
“ไม่มี ช่วงสี่โมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม เขาอยู่กับเพื่อนตลอด” หลี่ฮุยตอบ
“แล้วจุดที่ชนล่ะ?”
“พวกเรากำลังรีบไปดูจุดที่ชน เผื่อจะเจอเบาะแสอะไรเพิ่ม”
“นายส่งข้อมูลคนขับมาให้ฉันหน่อย”
“ได้เลย”
วางสายไม่นาน วีแชตหานปินก็แจ้งเตือน พอกดเข้าไปดู ก็เห็นข้อมูลส่วนตัวของลู่เสวี่ยโพ
ระหว่างที่หานปินกำลังดูข้อมูล เถียนลี่กับจ้าวหมิงก็เดินออกมา
“หัวหน้าคะ ทีมเทคนิคระบุพิกัดผางซูไห่ได้แล้วค่ะ อยู่เขตอวี้หัว แถวชุมชนอิ๋งปิน” เถียนลี่รายงาน
หานปินสูบบุหรี่หนึ่งที “ทางเฝิงรุ่ยลี่ถามได้ความว่าไงบ้าง?”
“หลังจากฉันซักไซ้อยู่นาน เฝิงรุ่ยลี่ยอมรับว่ามีแฟนใหม่จริงค่ะ แต่เธอบอกว่าวันที่ 22 มกราคมไม่ได้อยู่กับแฟน เธอเป็นคนรับสายโทรศัพท์ด้วยตัวเอง” เถียนลี่บอก
จ้าวหมิงหัวเราะ “จุ๊ ๆ ผมเดาถูกด้วย เธอมีแฟนใหม่จริง ๆ”
“แฟนเธออยู่ที่ไหน?”
“เธอบอกว่าแฟนชื่อเจิ้งเชา เป็นเพื่อนร่วมงานในบริษัท ไม่ใช่คนท้องถิ่น วันที่ 21 มกราคมนั่งรถไฟกลับบ้านเกิดไปแล้วค่ะ”
ถ้าเฝิงรุ่ยลี่พูดความจริง เจิ้งเชาก็ไม่มีเวลาลงมือก่อเหตุ แต่หานปินก็ยังไม่ปักใจเชื่อคำพูดเธอร้อยเปอร์เซ็นต์
หานปินหันไปถามจ้าวหมิง “ทางหม่าเกาไห่ล่ะ สืบไปถึงไหนแล้ว?”
“หม่าเกาไห่บอกว่าบ่ายวันที่ 22 มกราคม เขาไม่ได้ออกจากบ้านเลย เมียเขาเป็นพยานให้ได้ครับ”
คำให้การของญาติสนิท ความน่าเชื่อถือไม่ค่อยสูงนัก
ปัญหาของหานปินตอนนี้คือคนไม่พอ แยกกันสืบไม่ได้ ต้องเลือกตามสืบเบาะแสที่สำคัญที่สุดก่อน
หานปินไปหาสารวัตรซุนเหว่ยสี่ ขอให้ช่วยตรวจสอบข้อมูลของเจิ้งเชา ดูว่ามีประวัติซื้อตั๋วรถไฟไหม และให้เรียกเมียของหม่าเกาไห่มาสอบปากคำด้วย
ส่วนหานปินพาคนกลับไปเขตอวี้หัว เพื่อสอบสวนผู้ต้องสงสัยอีกราย... ผางซูไห่
ผางซูไห่กับถานกูโหย่วมีความขัดแย้งกันโดยตรง ถือว่าน่าสงสัยที่สุดในบรรดาสามคนนี้
...
เขตอวี้หัว ชุมชนอิ๋งปิน
บ้านผางซูไห่
ผางซูไห่อายุสามสิบกว่า ที่บ้านอยู่กันห้าคน มีแม่แก่ ๆ แล้วก็ลูกชายหญิงอย่างละคน
ตอนนี้ทั้งห้าคนนั่งรวมกันอยู่ในห้องนั่งเล่น ลูกสาวผางซูไห่นั่งดูทีวี ลูกชายนั่งเล่นมือถือ
แม่กับเมียกำลังช่วยกันห่อเกี๊ยว
ผางซูไห่ชงชาใส่กา นั่งรินดื่มคนเดียว
เขาพอใจกับชีวิตตอนนี้มาก ซื้อบ้านในเมืองได้ แถมยังมีบ้านเก่าที่ต่างจังหวัด จะสลับไปนอนที่ไหนก็ได้
“แม่ ปีแรกที่มาฉลองปีใหม่ในเมือง แม่ว่าไงบ้าง?” ผางซูไห่ถามยิ้ม ๆ
“ก็ดีนะ สงบดี อุ่นด้วย” หญิงชรารูปร่างผอมบาง ผมหวีเรียบแปล้ กล่าวตอบ
“พ่อ ปีนี้เราจะไปจุดประทัดที่ไหนฮะ” ลูกชายผางซูไห่ถาม
“ประหยัดหน่อยเถอะ ปีนี้ไม่จุดแล้ว” เมียผางซูไห่ขัดขึ้น
“ข้างล่างก็มีลานนี่นา จุดในลานไม่ได้เหรอครับ?” ลูกชายเริ่มงอแง
“ในเมืองเขาห้ามจุดประทัด เลิกวุ่นวายได้แล้ว” ผางซูไห่ดุ
“ก๊อก ๆ” ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“ใครน่ะ?” ผางซูไห่ตะโกนถาม
“ตำรวจครับ เปิดประตูด้วย”
ผางซูไห่อึ้งไปนิดหนึ่ง ถามด้วยความแปลกใจว่า “พวกคุณมีธุระอะไรครับ?”
“มีคนแจ้งว่าครอบครัวคุณมาจากต่างถิ่น เราจะมาตรวจสอบข้อมูลหน่อยครับ”
“เราไม่ใช่คนต่างถิ่นนะ บ้านเดิมเราอยู่หมู่บ้านหลินอี๋ นี่บ้านเราซื้อเอง ไม่ได้ไปต่างถิ่นที่ไหนเลย เป็นคนพื้นที่นี่แหละ” ผางซูไห่อธิบาย
“เราขอตรวจบัตรประชาชนหน่อยครับ”
ผางซูไห่ลังเล แต่ก็ยอมเปิดประตู เห็นคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้า คนนำทีมเป็นผู้ชายสวมหน้ากากอนามัยและแว่นกันแดด
“ทำไมพวกคุณไม่ใส่เครื่องแบบล่ะ?” ผางซูไห่สงสัย
“คุณคือผางซูไห่?”
“ใช่ครับ”
“เราเป็นตำรวจฝ่ายสืบสวน จะมาสอบถามข้อมูลหน่อยครับ” หานปินแสดงบัตรตำรวจ
“ฝ่ายสืบสวน!” ผางซูไห่ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ท่าทางระแวดระวัง “มาหาผมมีเรื่องอะไร?”
“คุณรู้จักถานกูโหย่วไหม?”
“รู้จักครับ ทำไมเหรอ”
“คุณกับเขาเป็นอะไรกัน?”
ผางซูไห่ส่ายหน้า “ไม่ได้เป็นอะไรกัน ก็แค่คนหมู่บ้านเดียวกัน”
เมียกับแม่ของผางซูไห่เดินเข้ามา “พวกคุณมาทำอะไรที่บ้านเราเหรอ?”
“ถานกูโหย่วตายแล้ว”
สิ้นเสียงหานปิน ทั้งห้องก็เงียบกริบ ได้ยินแต่เสียงทีวี
สักพัก ผางซูไห่ก็ทำหน้าตกตะลึง “ตายแล้ว? มันตายเมื่อไหร่ครับ”
ผางซูไห่ไม่รู้เรื่องถานกูโหย่วหายตัวไปมาก่อน และยิ่งไม่รู้ว่าอีกฝ่ายตายไปแล้ว
หานปินสังเกตสีหน้า พบว่าอารมณ์ของเขาไม่ใช่แกล้งทำ
พูดง่าย ๆ คือ เขาน่าจะเพิ่งรู้เรื่องถานกูโหย่วตายเมื่อกี้นี้เอง
ความน่าสงสัยในตัวเขาลดลงไปเยอะ
“ถานกูโหย่วตายวันที่ 22 มกราคม ระหว่างสี่โมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม คุณอยู่ที่ไหนครับ?” หานปินถาม
“พวกคุณสงสัยผมเหรอ?”
“ถามตามระเบียบครับ”
“ผม...” ผางซูไห่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “วันนั้นพวกเราเพิ่งเดินทางจากหมู่บ้านเข้าเมืองครับ”
“ทำไมจู่ ๆ ถึงเข้าเมืองครับ?”
“อย่างแรกคือที่บ้านไม่ได้ติดแก๊สธรรมชาติ มันหนาว อีกอย่างช่วงนี้โรคระบาดจากเปิบพิสดารกำลังระบาด อยู่บ้านนอกญาติเยอะ ไปมาหาสู่กันไม่ปลอดภัย มาอยู่ในเมืองเงียบ ๆ ดีกว่า”
“คุณตำรวจคะ วันที่ 22 มกราคม เราอยู่ด้วยกันทั้งครอบครัว ไม่เกี่ยวกับสามีฉันแน่นอนค่ะ” เมียผางซูไห่ช่วยยืนยัน
“ใช่ค่ะคุณลุงตำรวจ วันนั้นหนูจำได้แม่นเลย พอกินมื้อเที่ยงเสร็จ เราก็ช่วยกันเก็บของ ห้าโมงกว่าก็ออกเดินทางเข้าเมือง พ่ออยู่กับพวกเราตลอดเลยค่ะ” ลูกสาวผางซูไห่อยู่มัธยมแล้ว พูดจาฉะฉานมีเหตุผล
“คุณเจอถานกูโหย่วครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ครับ?” หานปินถามต่อ
ผางซูไห่ลังเลนิดหนึ่ง กัดฟันตอบ “บ่ายวันที่ 22 มกราคมครับ”
หานปินขมวดคิ้ว “เจอกันที่ไหนครับ? แล้วทำไมถึงเจอกัน”
ผางซูไห่รีบโบกมืออธิบาย “คุณตำรวจ อย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมไม่ได้นัดเจอเขา แต่เห็นเขาระหว่างขับรถเข้าเมือง เราไม่ได้ลงจากรถด้วยซ้ำ ขับผ่านไปเลย ไม่ได้ทักทายกันเลยครับ”
“ตอนนั้นเขาทำอะไรอยู่? อยู่กับใคร?”
“ทำอะไร...” ผางซูไห่ทวนคำ นึกย้อนความจำ “ตอนนั้นมันขี่มอเตอร์ไซค์อยู่ ข้างหลังมีคนซ้อนด้วยคนนึง”
“ใครครับ? คุณรู้จักไหม?”
“คุ้น ๆ นะ... เหมือนจะเป็น...” ผางซูไห่พยายามนึก
เมียผางซูไห่แทรกขึ้นมา “ฉันจำได้ ก็คนหมู่บ้านเรานั่นแหละ ลูกชายบ้านเฒ่าหม่าไง”
────────── •✧• ──────────
บทที่ 410 ล็อกเป้า
จ้าวหมิงเบิกตากว้าง “ชื่ออะไรนะครับ?”
เมียผางซูไห่ส่ายหน้า “ฉันไม่รู้หรอกค่ะ แค่เห็นอยู่ไกล ๆ ไม่เคยคุยด้วย”
“ผมนึกออกแล้ว ไอ้หมอนั่นชื่อเหมือนผม มีคำว่าไห่เหมือนกัน ชื่อ... หม่าเกาไห่”
“คุณแน่ใจนะว่าหม่าเกาไห่อยู่กับถานกูโหย่ว?” หานปินถามย้ำ
ผางซูไห่ลังเลนิดหนึ่ง “คนน่ะใช่แน่ ๆ แต่ชื่อใช่ชื่อนี้หรือเปล่า ผมก็ไม่กล้ารับประกัน”
หานปินหยิบมือถือออกมา เปิดรูปหม่าเกาไห่ให้ดู “ใช่เขาไหม”
“ใช่ ๆ ไอ้หมอนี่แหละ ตอนนั้นมันนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ ในมือถือกระสอบปุ๋ยใบหนึ่งด้วย ไม่รู้ข้างในใส่อะไร” ผางซูไห่น้ำเสียงมั่นใจ
“คุณตำรวจคะ สามีฉันพูดเรื่องจริงค่ะ ฉันก็ยืนยันได้”
หานปินกวาดตามองคนบ้านผางซูไห่ เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วถามว่า “บนรถติดกล้องหน้ารถไหมครับ?”
“ติดครับ”
“ในเมื่อพวกคุณเห็น งั้นกล้องหน้ารถก็น่าจะบันทึกภาพไว้ได้นะ” หานปินว่า
“ใช่ ๆ ๆ คุณตำรวจนี่เก่งจริง ๆ แป๊บเดียวก็หาหลักฐานเจอแล้ว” ผางซูไห่ตบมือฉาด “คุณตำรวจครับ เดี๋ยวผมพาไปดูที่รถ”
จากนั้น ทุกคนก็ลงไปที่โรงจอดรถ ตรวจสอบกล้องหน้ารถของผางซูไห่
สองวันนี้ผางซูไห่ไม่ได้ขับรถออกไปไหน ไฟล์วิดีโอของวันที่ 22 มกราคมเลยยังไม่ถูกบันทึกทับ
หานปินกดย้อนดู ก็พบว่าช่วงห้าโมงเย็นกว่า ๆ ของวันที่ 22 มกราคม มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งปรากฏในคลิปจริง ๆ
ผางซูไห่ชี้ไปที่หน้าจอ “มอเตอร์ไซค์คันนี้แหละครับ คนขี่คือถานกูโหย่ว คนซ้อนคือหม่าเกาไห่”
หานปินพิจารณาดูอย่างละเอียด ก็เป็นสองคนนั้นจริง ๆ
จ้าวหมิงถ่มน้ำลาย “บ้าเอ๊ย ไอ้หม่าเกาไห่มันโกหกจริงด้วย พี่ปิน เราไปจับตัวมันเลยดีกว่า”
หานปินออกมาจากรถ โทรหาสารวัตรซุนเหว่ยสี่ “ฮัลโหล สารวัตรซุนครับ”
“หัวหน้าหาน ทางคุณเป็นไงบ้าง? เจอตัวผางซูไห่หรือยังครับ?”
“เจอแล้วครับ ผางซูไห่น่าจะพ้นข้อสงสัยชั่วคราว แต่หม่าเกาไห่นี่สิ น่าจะโกหก”
“มันโกหกว่าไงครับ?”
“บ่ายวันที่ 22 มกราคม หม่าเกาไห่เจอถานกูโหย่ว ทั้งสองคนขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปด้วยกันครับ” หานปินบอก
“เวรเอ๊ย ไอ้ตัวดี โกหกหน้าตาย แถมยังเอาเมียมาเป็นพยานอีก ผัวเมียคู่นี้ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าวันที่ 22 ไม่ได้ออกจากบ้านเลย”
หานปินก้มดูนาฬิกา “สารวัตรซุน คุณกักขังสองคนนี้ไว้ก่อน วันนี้พวกเราคงไม่เข้าไปแล้ว พรุ่งนี้ค่อยไปรับตัวครับ”
“ไม่มีปัญหา วันส่งท้ายปีแท้ ๆ ดันมีเรื่องให้ปวดหัวซะได้”
“ลำบากคุณแย่เลย”
“ไม่เป็นไรครับ เพื่อประชาชนอยู่แล้ว”
ทั้งสองคุยรายละเอียดกันอีกนิดหน่อย แล้วก็วางสายไป
พวกหานปินขอยึดเมมโมรี่การ์ดกล้องหน้ารถไว้ ขอบคุณผางซูไห่ที่ให้ความร่วมมือ แล้วก็พาทีมกลับ
บนรถ จ้าวหมิงที่นั่งฝั่งคนขับถามขึ้น “พี่ปิน ตอนนี้เราจะไปสืบที่ไหนต่อดี?”
“วันนี้วันส่งท้ายปีเก่า ตัวใครตัวมัน กลับบ้านไปหาแม่เถอะ”
“จริงเหรอพี่?” จ้าวหมิงยิ้มแก้มปริ ตอนแรกนึกว่าต้องทำโอทีข้ามปีซะแล้ว
“ก็จริงสิ ฉันไม่อยากโดนใครแอบด่าลับหลังว่าเป็นหานจอมขูดรีดหรอกนะ” หานปินหัวเราะ
จ้าวหมิงกับเถียนลี่ดีใจกันออกนอกหน้า ใครบ้างไม่อยากกลับไปกินข้าวเย็นฉลองปีใหม่ที่บ้านอย่างสบายใจ
หานปินโทรหาหลี่ฮุยอีกสาย บอกให้พวกนั้นรีบเลิกงานเหมือนกัน
พรุ่งนี้สิบโมงเช้าเจอกันที่กรมฯ
หานปินกลับถึงบ้านก็ปาเข้าไปห้าโมงกว่า มื้อเที่ยงกินแค่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถ้วยเดียว ตอนนี้หิวจนไส้กิ่วแล้ว
พอเปิดประตูบ้าน กลิ่นหอมฉุยก็ลอยมาแตะจมูก
หวังฮุ่ยฟางกับหวังชิ่งเซิงสองพี่น้องกำลังง่วนอยู่ในครัว หานถิงเชียนนั่งดูข่าวอยู่ในห้องรับแขก
เห็นหานปินกลับมา หานถิงเชียนก็ยิ้มหน้าบาน “ปินจื่อกลับมาแล้ว”
“ปู่ ดูรายการอะไรอยู่ครับ?”
“ดูข่าวน่ะสิ โรคระบาดทางใต้นับวันยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ” หานถิงเชียนถอนหายใจ
หวังชิ่งเซิงเดินออกมาจากครัว ยิ้มร่า “รัฐบาลเขาเอาจริงแล้ว เชื่อว่าอีกเดี๋ยวก็คุมอยู่ครับ”
หานถิงเชียนพยักหน้า “ก็หวังว่านะ”
หานปินถอดเสื้อนอก ล้างไม้ล้างมือ “น้าครับ ทำอะไรกินบ้างเนี่ย?”
“ของโปรดเธอทั้งนั้นแหละ” หวังชิ่งเซิงตอบยิ้ม ๆ
“ลูกกลับมาแล้วเหรอ” หวังฮุ่ยฟางเดินออกมาจากครัวเหมือนกัน เธอสวมผ้ากันเปื้อนสีน้ำเงิน แล้วมองสำรวจหานปินหัวจรดเท้า
“พ่อมีข่าวบ้างไหมครับ?”
“มีสิ เมื่อเที่ยงยังวิดีโอคอลมาเลย แม่ดูแล้วเขาก็ไม่ยุ่งเท่าไหร่นะ นั่งจิบชาอยู่ในห้องทำงานนั่นแหละ” หวังฮุ่ยฟางแซว
“วันนี้พ่อจะกลับมาไหมครับ?”
หวังฮุ่ยฟางส่ายหน้า “ไม่กลับ ฟังจากที่พูด อย่างน้อยก็ต้องรออีกครึ่งเดือน”
“แม่ครับ ไม่ต้องห่วงหรอก พ่อเขานั่งสั่งการเฉย ๆ ไม่น่าจะได้ไปสัมผัสกับคนที่กลับมาจากต่างถิ่นโดยตรงหรอกครับ” หานปินปลอบ
“แม่รู้ ลูกไปพักเถอะ อีกเดี๋ยวก็ได้กินข้าวแล้ว” หวังฮุ่ยฟางรับคำ แล้วเดินกลับเข้าครัวไป
หานปินดูออกว่าแม่ยังอดห่วงไม่ได้
มื้อค่ำครอบครัวสี่คน กินข้าวกันแบบไม่ค่อยพร้อมหน้าเท่าไหร่
ถึงหานเว่ยตงจะกลับมาไม่ได้ แต่ก็ได้วิดีโอคอลคุยกันพักหนึ่ง พวกเขาที่โรงพักก็ทำกับข้าวกินกันเอง ห่อเกี๊ยวกันเอง อาหารการกินก็ถือว่าไม่เลว
ส่วนรายการตรุษจีน หานปินคิดว่ามีแค่การแสดงตลกเปิดรายการที่พอดูได้ นอกนั้นล้วนน่าเบื่อ
แน่นอน อาจจะเป็นเพราะเขามีเรื่องให้คิด เลยไม่ได้ตั้งใจดูเท่าไหร่
สรุปว่า วันส่งท้ายปีเก่าปีนี้ ผ่านไปแบบไม่ค่อยน่าประทับใจนัก
เช้าวันรุ่งขึ้น หานปินฟาดเกี๊ยวร้อน ๆ ไปสองจาน จานหนึ่งไส้รวมมิตรทะเล อีกจานไส้หมูผักกาดขาว ซดน้ำซุปเกี๊ยวอีกชาม จนตัวอุ่นสบายแล้วค่อยไปทำงาน
พอถึงกรมฯ หานปินก็แวะไปรายงานผลงานที่ห้องเจิงเผิงก่อน
จากนั้นก็กลับมาที่ห้องทีม 2 เปิดประชุมสรุปคดี
หานปินกวาดตามองทุกคน “วันนี้วันตรุษจีน ฉันขอสวัสดีปีใหม่ทุกคนก่อนเลยนะ”
“พี่ปิน พูดอะไรอย่างนั้น พวกผมต่างหากที่ต้องสวัสดีปีใหม่พี่” จ้าวหมิงยิ้ม
“สวัสดีปีใหม่หัวหน้า” คนอื่น ๆ ก็พากันสวัสดีปีใหม่
หานปินถอนหายใจ “ฟังพวกนายสวัสดีปีใหม่แล้วฉันยิ่งรู้สึกผิด วันตรุษจีนแท้ ๆ ยังต้องให้มาสืบคดี ลำบากทุกคนแล้ว”
“ปินจื่อ ทุกคนเข้าใจน่า เลิกพูดเถอะ รีบสืบคดีกันดีกว่า จะได้รีบเลิกงานไว ๆ” หลี่ฮุยขยิบตา
หานปินพยักหน้า “ช่วงปีใหม่นี้ ถ้าไม่มีคดีใหญ่ เราจะเลิกงานตรงเวลา เผลอ ๆ อาจจะปล่อยก่อนเวลาด้วย”
ได้ยินแบบนี้ ทุกคนก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันตา
หานปินชี้ไปที่หลี่ฮุย “เล่ามาซิ เมื่อวานพวกนายสืบได้ความว่าไงบ้าง”
หลี่ฮุยเปิดสมุดโน้ต “เมื่อวานเราจับกุมลู่เสวี่ยโพ ผู้ต้องหาขับรถชนคนได้แล้ว จากคำให้การของเขา เราเจอจุดเกิดเหตุแล้ว อยู่แถวถนนชิงปินใกล้หมู่บ้านเป่ยอั้น เราค้นหาบริเวณนั้นแล้ว ไม่พบของใช้ของผู้ตาย”
“เนื่องจากผู้ตายเสียชีวิตก่อนแล้ว เลือดในที่เกิดเหตุเลยมีไม่มาก ลู่เสวี่ยโพนำทางเราไปเจอเสื้อตัวนอกของผู้ตาย ตอนนี้ส่งไปให้ทีมเทคนิคตรวจสอบแล้ว”
ลู่เสวี่ยโพชนคนที่ตายไปแล้ว แถมเวลาผ่านไปตั้งสองวัน เบาะแสที่เจอก็เลยมีไม่เยอะ
หานปินรับทราบสถานการณ์คร่าว ๆ แล้วเริ่มแจกแจงงาน