เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 399 กำลังสอบ|400 ต่างคนต่างมีแผนในใจ

บทที่ 399 กำลังสอบ|400 ต่างคนต่างมีแผนในใจ

บทที่ 399 กำลังสอบ|400 ต่างคนต่างมีแผนในใจ


บทที่ 399 กำลังสอบ

ปากทางหมู่บ้านทิศตะวันออก

บ้านเจิ้งหยวนเฉา

เจิ้งหยวนเฉาปีนี้อายุหกสิบ มีลูกชายหนึ่ง (儿) หญิงหนึ่ง (女) ครบองค์ประกอบคำว่า ‘ดี (好)’ พอดี

ลูกชายของเจิ้งหยวนเฉาแต่งงานแล้ว แถมยังมอบหลานชายให้เจิ้งหยวนเฉาอีกคน ครอบครัวถือว่าอยู่กันอย่างสุขสันต์ปรองดอง

ลูกชายกับลูกสะใภ้ของเจิ้งหยวนเฉาทำงานอยู่ที่ชิงเต่า ก่อนหน้านี้บอกว่าจะกลับมาฉลองปีใหม่ แต่เมื่อคืนโทรมาบอกว่าไม่กลับแล้ว หนึ่งคือลูกยังเล็ก ที่บ้านไม่เจริญเท่าในเมือง กลัวเด็กปรับตัวไม่ได้แล้วจะป่วย สองคือในหมู่บ้านช่วงปีใหม่คนพลุกพล่าน ไปมาหาสู่กันเยอะ ไม่อยากให้เกิดเรื่องยุ่งยาก

เจิ้งหยวนเฉาก็เข้าใจเหตุผล แต่ในใจก็ยังรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง

ในมุมของเจิ้งหยวนเฉา ปีใหม่คือวันที่ครอบครัวต้องมาอยู่พร้อมหน้า ปกติงานยุ่งหรือมีธุระกลับมาไม่ได้ก็ช่างเถอะ แต่นี่มันปีใหม่แล้ว ถ้าไม่มารวมตัวกันตอนนี้ จะไปรวมกันตอนไหน

ชนบทอากาศหนาว ไวรัสอะไรก็คงหนาวตายหมด จะไปมีเรื่องอะไรได้

พูดตรง ๆ เจิ้งหยวนเฉาก็แค่คิดถึงลูก คิดถึงหลาน อายุขนาดนี้แล้ว ชีวิตจะต้องการอะไร ก็แค่ต้องการลูกหลานนี่แหละ

ทีนี้ดีล่ะ เขาฉลองปีใหม่กันในครอบครัวเล็กที่ในเมือง เหลือแค่สองผัวเมียแก่ ๆ กับลูกสาวคนหนึ่ง สามคนฉลองกันจะมีรสชาติอะไร?

ฉลองกะผีสิ

“คุณลุงครับ ดูโคมไฟเล็กสองอันนี้สิครับ ผมแขวนไว้ในลานบ้านให้เอาไหม?” คนพูดคือชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่า

ลูกสาวเจิ้งหยวนเฉาชื่อเจิ้งเซียงเซียง ผ่านปีใหม่ไปก็อายุ 23 ปีแล้ว ถึงวัยที่ต้องหาคู่ครองแล้ว

ช่วงก่อนหน้านี้ ลูกสาวเจิ้งหยวนเฉากลับมา มีคนแนะนำผู้ชายให้ดูตัว เป็นหนุ่มหมู่บ้านข้าง ๆ ชื่อเฉินลี่เซิ่ง

พ่อหนุ่มหน้าตาดูสดใส ตัวก็ไม่เล็ก ปากหวาน เจอใครก็ทักทาย เจิ้งเซียงเซียงมีความประทับใจต่อเขาไม่เลว เมื่อวานทั้งสองคนยังไปเที่ยวเมืองชิงเต่าด้วยกันมา

พอนึกถึงเรื่องนี้ เจิ้งหยวนเฉาก็ยิ่งหงุดหงิดใจ ลูกสาวตามหนุ่มเข้าเมืองไป ไม่เห็นจะกลัวอะไรเลย

แต่ลูกชายตัวเองอยู่กับเมียในเมือง กลับกลัวนั่นกลัวนี่ บ้านช่องก็ไม่กล้ากลับ

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?

คิดมากไม่ได้ ไม่งั้นยิ่งหงุดหงิดหนักกว่าเดิม

ทว่า เจิ้งหยวนเฉาสังเกตเห็นว่าหลังจากลูกสาวกลับมาเมื่อวาน ดูเหมือนจะเงียบขรึมลง พูดถึงเฉินลี่เซิ่งก็ไม่ค่อยกระตือรือร้นเหมือนก่อนหน้านี้

นี่ไง วันนี้พอกินมื้อเที่ยงเสร็จ เฉินลี่เซิ่งก็วิ่งแจ้นมาบ้านตระกูลเจิ้ง ช่วยงานนู่นนี่นั่น ขยันยิ่งกว่าลูกในไส้เสียอีก

เจิ้งหยวนเฉาก็ไม่ได้โง่ ก่อนแต่งก็อย่างหนึ่ง หลังแต่งก็อีกอย่างหนึ่ง

สมัยหนุ่ม ๆ เขาก็เป็นแบบนี้เหมือนกันนั่นแหละ

แต่มีจุดหนึ่งที่เจิ้งหยวนเฉาพอใจในตัวเฉินลี่เซิ่งมาก นั่นคือบ้านอยู่ใกล้ วันหน้าลูกสาวจะกลับมาเยี่ยมบ้านก็สะดวก

ความคิดฟุ้งซ่านแล่นผ่านไปวูบหนึ่ง เจิ้งหยวนเฉาชี้ไปที่ห้องทิศใต้ “โคมไฟแขวนไว้ที่ห้องทิศใต้แล้วกัน เวลาเข้าห้องน้ำจะได้สว่างหน่อย”

เฉินลี่เซิ่งรับปากอย่างแข็งขัน “ได้ครับ เดี๋ยวผมไปยกบันไดมา”

“เซียงเซียง อย่ามัวแต่เล่นมือถือ ไปช่วยเสี่ยวเฉินจับบันไดหน่อย” เจิ้งหยวนเฉาตะโกนเรียกลูกสาวที่อยู่ข้าง ๆ

เจิ้งเซียงเซียงเบะปาก “สูงขนาดนั้น หนูก็แขวนไม่ถึงหรอก”

“แขวนไม่ถึง แกก็ช่วยจับบันไดสิ”

“คุณลุงครับ ไม่เป็นไร ให้เซียงเซียงพักเถอะ ผมคนเดียวไหว” เฉินลี่เซิ่งยิ้มซื่อ ๆ

“ปัง ปัง...” จังหวะนั้นเอง เสียงประตูรั้วด้านนอกก็ดังขึ้น

“ใครน่ะ?”

“เฉินลี่เซิ่งอยู่ที่นี่ไหม?” เสียงผู้ชายคนหนึ่งดังเข้ามา

เฉินลี่เซิ่งอึ้งไปนิดหนึ่ง “เหมือนเสียงพี่เขยผมเลย”

เจิ้งเซียงเซียงขมวดคิ้ว กระซิบเสียงเบา “พี่เขยคุณคงไม่ได้รู้เรื่องแล้วหรอกนะ”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมออกไปดูเอง” เฉินลี่เซิ่งลงจากบันได วางโคมไฟไว้ข้าง ๆ แล้ววิ่งเหยาะ ๆ ออกไปนอกลานบ้าน

เจิ้งหยวนเฉาอายุขนาดนี้ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ฟังเสียงแล้วรู้สึกทะแม่ง ๆ เลยเดินตามออกไป

“พ่อ เขามาหาเฉินลี่เซิ่ง พ่อจะออกไปทำไม?” เจิ้งเซียงเซียงคว้าแขนพ่อไว้

“วันหน้าอาจจะดองเป็นญาติกัน เขามาถึงหน้าบ้านแล้ว จะไม่เชิญเข้ามานั่งดื่มชาหน่อยหรือไง” เจิ้งหยวนเฉาสลัดแขนลูกสาว เดินดุ่ม ๆ ออกไปข้างนอก

เจิ้งเซียงเซียงกระทืบเท้าอย่างขัดใจ แล้วเดินตามออกไป

เวลานี้ หน้าประตูบ้านเจิ้งหยวนเฉามีผู้ชายยืนอยู่ห้าคน คือหานปิน จ้าวหมิง ชิวอีหมิง หวังเจิงหมิน และตำรวจอีกหนึ่งนาย

ส่วนตำรวจที่เหลืออีกนาย ถูกทิ้งไว้เฝ้าที่บ้านหวังเจิงหมิน เพื่อกันไม่ให้เมียหวังเจิงหมินส่งข่าวบอกใคร

เฉินลี่เซิ่งเดินมาถึงหน้าประตู พอเห็นคนใส่เครื่องแบบตำรวจก็เริ่มใจฝ่อ “พี่... พี่เขย... มาหาผมมีธุระอะไรเหรอ?”

หวังเจิงหมินตอบเสียงห้วน “ไม่ใช่ฉันที่มาหาแก คุณตำรวจเขามาหาแกต่างหาก”

จ้าวหมิงแสดงบัตรตำรวจ “คุณชื่อเฉินลี่เซิ่งเหรอ?”

“ครับ มีอะไรเหรอครับ?”

หานปินพิจารณาอีกฝ่าย หน้าตาเหมือนคนขับรถเมื่อวานมาก “เมื่อวาน คุณขับรถทะเบียน หลู่ B512XX ไปแถวถนนชิงปินใช่ไหม?”

“มีเรื่องอะไรเหรอครับ?”

“ตอบคำถามผมมาก่อน”

เฉินลี่เซิ่งหยิบบุหรี่ออกมา ยื่นให้พวกหานปิน “คุณตำรวจครับ บอกมาก่อนสิครับว่าเรื่องอะไร ผมถึงจะรู้ว่าใช่หรือไม่ใช่”

หานปินโบกมือปฏิเสธ

“ลี่เซิ่ง เลิกเล่นลิ้นได้แล้ว ขับหรือไม่ขับ ตัวเองรู้อยู่แก่ใจไม่ใช่หรือไง?” หวังเจิงหมินดุ

เฉินลี่เซิ่งเริ่มไม่พอใจ “พี่เขย ผมยังไม่ได้ว่าพี่เลยนะ นี่หมายความว่าไง พาตำรวจมาจับผม พี่รู้ไหมว่าที่นี่ที่ไหน? พี่พาพวกเขากลับไปก่อน มีอะไรค่อยกลับไปคุยกันทีหลัง”

หวังเจิงหมินก็จนใจ ยังไงก็ญาติกัน เขาเองก็อยากโทรบอกเฉินลี่เซิ่งก่อน แต่ตำรวจแห่กันมาขนาดนี้ จะให้ทำยังไง

จังหวะนั้นเอง เจิ้งหยวนเฉาก็เดินออกมา “เสี่ยวเฉิน มีอะไรกัน เชิญพี่เขยเธอเข้ามานั่งข้างในก่อนสิ”

“คุณลุงครับ ไม่มีอะไรหรอกครับ เพื่อนพี่เขยจะมายืมรถ เดี๋ยวผมไปเอากุญแจรถให้เขา” พูดจบ เฉินลี่เซิ่งก็ขยิบตาปริบ ๆ ส่งสัญญาณให้พวกหานปิน

“งั้นก็เข้ามาคุยข้างในสิ”

“ไม่ดีกว่าครับ พวกเขามีธุระด่วน เอากุญแจแล้วก็ไปเลย” พูดจบ เฉินลี่เซิ่งก็หันหลังกลับ ขยับปากบอกพวกหานปินทำนองว่า ‘ออกไปคุยข้างนอก’

หานปินไม่ได้เปิดโปงอีกฝ่าย คนเราพอมียางอาย มีความกังวล จะจับทางง่าย แต่ถ้าหมดความเกรงใจเมื่อไหร่ เรื่องจะยิ่งยุ่งยาก

หวังเจิงหมินทักทายตามมารยาท แล้วคนทั้งหมดก็เดินออกจากบ้านตระกูลเจิ้ง

“พ่อคะ เลิกมองได้แล้ว เข้าบ้านเถอะ” เจิ้งเซียงเซียงดึงพ่อ

“พวกเขาหาเฉินลี่เซิ่งทำไม? ลูกรู้ไหม?” เจิ้งหยวนเฉาซักไซ้

“เฉินลี่เซิ่งก็บอกแล้วไงคะ มายืมรถพี่เขย” เจิ้งเซียงเซียงตอบปัด ๆ

“เห็นพ่อแก่แล้วเลอะเลือนหรือไง สองคนนั้นใส่ชุดตำรวจ พ่อจะดูไม่ออกได้ยังไง” เจิ้งหยวนเฉาฮึดฮัด หันหลังเดินกลับเข้าลานบ้านไป

ไม่ไกลจากบ้านตระกูลเจิ้ง

เฉินลี่เซิ่งหยุดเดิน ยื่นบุหรี่ให้พวกหานปินอีกรอบ “คุณตำรวจครับ ตกลงมาหาผมเรื่องอะไรกันแน่?”

จ้าวหมิงปัดมือกลับไป “ไอ้หนุ่ม อุตส่าห์ไว้หน้าให้แล้ว ยังจะมาเล่นลิ้นอีกนะ”

“ผมเปล่านะ”

“ถามอีกครั้ง เมื่อวาน นายขับรถทะเบียน หลู่ B512XX ไปถนนชิงปินมาใช่ไหม?”

เฉินลี่เซิ่งจุดบุหรี่สูบหนึ่งที “ใช่”

“รถคันนั้นเกิดอุบัติเหตุที่ถนนชิงปินใช่ไหม?”

“ครับ”

“หา? รถฉันเกิดเรื่อง เกิดเรื่องอะไรวะ? ไอ้เวรนี่...” ถึงหวังเจิงหมินจะพอเดาได้ว่าเกิดเรื่อง แต่พอได้ยินเฉินลี่เซิ่งยอมรับกับปาก ก็อดโมโหไม่ได้

“รถเป็นอะไร?”

“ผม...” เฉินลี่เซิ่งทำหน้าลำบากใจ

จ้าวหมิงตีหน้ายักษ์ “พูด!”

เฉินลี่เซิ่งลังเลครู่หนึ่ง “เมื่อวานผมพาเซียงเซียงเข้าเมือง ขากลับ... ผมมัวแต่คุยกับเซียงเซียงเพลินไปหน่อย เลยเผลอชนท้ายรถคันหน้า”

“ชนท้าย! แล้วรถฉันล่ะ รถอยู่ไหน?” หวังเจิงหมินคาดคั้น

หวังเจิงหมินโกรธจริง ๆ ปกติเขาไม่ค่อยให้ใครยืมรถ เพราะถ้ายืมไปเกิดเรื่อง ตัวเองต้องมารับผิดชอบ

แต่เฉินลี่เซิ่งไม่เหมือนคนอื่น นี่น้องเมียเขา เขาไม่อยากให้ยืม เมียเขาก็ไม่ยอม

ปกติหวังเจิงหมินไม่ค่อยยุ่งเรื่องอะไร ขอแค่ไม่ผิดหลักการ เมียว่าไงเขาก็ไม่ค่อยขัด

พูดง่าย ๆ คือยอม ๆ กันไปบ้านจะได้สงบสุข ผู้หญิงไม่ได้มีเหตุผลกันทุกคน บางคนก็ชอบงอแงเอาแต่ใจ

โดยทั่วไป หวังเจิงหมินไม่อยากทะเลาะกับเมีย ผู้ชายแต่งงานแล้วคงเข้าใจดี มันน่าเบื่อ

เฉินลี่เซิ่งอัดบุหรี่แรง ๆ สองที แล้วทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้น “รถ ผมขับไปอู่ซ่อมแล้ว”

“อู่ไหน ชนหนักไหม?”

หานปินโบกมือ ส่งสัญญาณให้หวังเจิงหมินเงียบก่อน “เมื่อวานเกิดอุบัติเหตุ ทำไมไม่แจ้งตำรวจ ไม่แจ้งประกัน?”

“ผม...” เฉินลี่เซิ่งกัดริมฝีปาก เหมือนอยากพูดแต่ก็ไม่พูด

จ้าวหมิงถลึงตา “พูด!”

เฉินลี่เซิ่งส่ายหน้า

“ตำรวจเขาถามแก ทำไมไม่เคลมประกัน แกโง่หรือเปล่าวะ?” หวังเจิงหมินโมโหจนตัวสั่น ปกติไอ้หมอนี่ก็ฉลาดอยู่หรอก ทำไมมาตกม้าตายเอาตอนนี้

หานปินลูบคาง “ทะเบียนรถคันหน้าที่คุณชนเลขอะไร?”

เฉินลี่เซิ่งลังเล “ผมจำไม่ได้แล้วครับ”

“ชนตอนกี่โมง?”

“จำไม่ได้ครับ”

“บนรถมีคนอื่นอีกไหม?”

เฉินลี่เซิ่งส่ายหน้าอีกครั้ง

จ้าวหมิงหัวเราะหึ ๆ “น่าสนใจแฮะ ตกลงนายขับรถจริงหรือเปล่า ถามอะไรก็ไม่รู้สักอย่าง”

หานปินถามจี้ “ใบขับขี่คุณล่ะ?”

เฉินลี่เซิ่งส่ายหน้าอีก

“ส่ายหน้าหมายความว่าไง? ไม่มี หรือไม่ได้พกมา?”

“ผม... คือผม...” เฉินลี่เซิ่งอึกอักอยู่นาน สรุปความไม่ได้สักที

“พูดสิ”

เฉินลี่เซิ่งกัดริมฝีปาก อั้นอยู่นานกว่าจะเค้นออกมาได้ว่า “ผมกำลังสอบอยู่ครับ”

────────── •✧• ──────────

บทที่ 400 ต่างคนต่างมีแผนในใจ

พอได้ยินแบบนี้ หวังเจิงหมินก็หน้าซีดเผือด ชี้หน้าด่าเฉินลี่เซิ่ง “ไอ้เด็กเปรต ไหนบอกสอบใบขับขี่ผ่านแล้วไง? กล้าหลอกฉันเหรอ!”

“ผมก็จนปัญญา บ้านอื่นเขามีรถกันหมด มีแต่บ้านผมที่ยังไม่ซื้อ ผมกลัวบ้านเจิ้งเขาดูถูก เลยอยากเอารถพี่ขับไปเที่ยวในเมืองสักรอบ รอหลังปีใหม่ ผมค่อยหาทางทำใบขับขี่แล้วซื้อรถ ในหมู่บ้านไม่มีรถมันลำบากจริง ๆ ครับ” เฉินลี่เซิ่งอธิบาย

หวังเจิงหมินถอนหายใจ “ปกติเห็นแกฉลาดหัวไว ทำไมพอเจอเรื่องถึงได้โง่บรมแบบนี้ แกเอารถฉันไปขับ มันก็คือยืมเขามาไม่ใช่หรือไง? บ้านเจิ้งเขาจะมานับถือแกตรงไหน?”

จ้าวหมิงยกนิ้วโป้งให้ “เออดี ได้ของแถมด้วย ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต เจ๋ง เจ๋งจริง ๆ!”

เฉินลี่เซิ่งรีบแก้ตัว “คุณตำรวจครับ ผมขับรถเป็น จักรยาน สามล้อ รถไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ รถไถ ผมขับมาหมดแล้ว แถมผมกำลังสอบใบขับขี่อยู่ อีกเดี๋ยวก็ได้แล้วครับ”

“ต่อให้คุณสอบผ่านวันนี้ เมื่อวานก็ถือว่าขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตอยู่ดี เข้าใจไหม?” จ้าวหมิงทั้งขำทั้งระอา โลกนี้มีคนร้อยพ่อพันแม่จริง ๆ สมัยนี้ยังกล้าขับรถไม่มีใบขับขี่ สงสัยสมองจะมีปัญหา

บางคนดูเหมือนฉลาด แต่ดันทำเรื่องโง่ ๆ

“หวังเจิงหมิน บนรถคุณมีกล้องหน้ารถไหม?” หานปินถามต่อ

“เมื่อก่อนมีครับ แต่หลัง ๆ มันเสีย ซื้อมาก็ไม่ค่อยได้ใช้ เงินทองก็ไม่ค่อยคล่องมือ ผมเลยไม่ได้เปลี่ยนใหม่”

“เฉินลี่เซิ่ง ผมจะถามคุณอีกครั้ง คิดให้ดีก่อนตอบนะ” หานปินทำเสียงเข้ม

“ครับ ๆ ว่ามาเลยครับ”

“เมื่อวานช่วงพลบค่ำ เกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นกันแน่?”

“ก็อย่างที่ผมบอกไปเมื่อกี้ เผลอชนท้ายรถคันหน้า เพราะผมไม่มีใบขับขี่ เลยไม่กล้าแจ้งตำรวจ ตอนแรกผมกะจะหาคนมี...” พูดถึงตรงนี้ เฉินลี่เซิ่งก็ชะงักไปเหมือนนึกอะไรได้ รีบเปลี่ยนเรื่อง

“ผมคุยกับเจ้าของรถที่โดนชน แล้วเราก็ตกลงยอมความกันเองครับ”

“ยอมความยังไง?”

“เขาเรียกเงินผมสองหมื่นหยวน”

“แล้วแกให้ไหม?” หวังเจิงหมินถามแทรก

“เขาจะแจ้งตำรวจ ไม่ให้แล้วจะทำไงได้ล่ะ”

“สองหมื่น! ชนรถอะไรวะ จ่ายไปตั้งสองหมื่น แกบ้าไปแล้วเหรอ” หวังเจิงหมินโวยวาย

ในสายตาเขา เฉินลี่เซิ่งยังอ่อนหัด หาคนมีใบขับขี่มาสวมรอย แล้วค่อยเคลมประกันก็ได้ จะควักเนื้อตัวเองทำไม

หานปินโบกมือเป็นเชิงให้หวังเจิงหมินเงียบ “ทะเบียนรถคันที่ถูกชนเลขอะไร?”

เฉินลี่เซิ่งลังเลนิดหนึ่ง “ผมถ่ายรูปไว้ใบหนึ่งครับ”

หานปินรับมือถือมาดู รถที่ถูกชนคือรถเบนซ์ ด้านหลังยุบไปแถบหนึ่ง ทะเบียน หลู่ B317XX

“คุณมีเบอร์ติดต่อเจ้าของรถไหม?”

“มีครับ แอดวีแชตโอนเงินกัน เขาบอกจะเอารถไปซ่อมเอง ขาดเหลือค่อยว่ากัน” เฉินลี่เซิ่งบอก

“จ้าวหมิง ให้หลี่ฮุยเช็กประวัติรถคันนี้หน่อย”

“ครับ”

“เบอร์เจิ้งเซียงเซียงเบอร์อะไร?” หานปินถาม

“คุณตำรวจครับ หาเซียงเซียงมีธุระอะไรเหรอครับ?”

“ไม่ต้องถามมาก จะให้เบอร์มา หรือจะให้ผมส่งคนไปเชิญตัวที่บ้าน”

“อย่า ๆ ครับ ผมให้เบอร์แล้ว ให้แล้วครับ” เฉินลี่เซิ่งรีบหยิบมือถือออกมาหาเบอร์

จากนั้นหานปินก็กดโทรออกหาเจิ้งเซียงเซียง

“ฮัลโหล”

“ใช่เจิ้งเซียงเซียงไหมครับ?”

“คุณเป็นใครคะ?”

“ผมหานปินจากกองสืบสวน ตอนนี้กำลังคุยกับเฉินลี่เซิ่งอยู่หน้าบ้านคุณ รบกวนออกมาหาหน่อยครับ อยากจะสอบถามอะไรนิดหน่อย”

เจิ้งเซียงเซียงเริ่มประหม่า “คุณตำรวจหาน ไม่เกี่ยวกับฉันนะคะ”

“ไม่ต้องตื่นเต้นครับ เพราะตอนนั้นคุณอยู่บนรถด้วย ผมแค่ถามตามระเบียบเฉย ๆ”

“ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวขอเปลี่ยนเสื้อผ้าแป๊บหนึ่งแล้วจะออกไป” เจิ้งเซียงเซียงตอบตกลง คุยข้างนอกยังไงก็ดีกว่าให้ตำรวจเข้ามาในบ้าน

สักพัก เจิ้งเซียงเซียงก็เดินออกมาจากบ้าน เฉินลี่เซิ่งจะเดินเข้าไปหา แต่โดนชิวอีหมิงขวางไว้

“คุณเจิ้ง ผมแซ่หาน เมื่อกี้ผมเป็นคนโทรหาครับ”

เจิ้งเซียงเซียงท่าทางเกร็ง ๆ “สวัสดีค่ะคุณตำรวจหาน”

“เมื่อวานเฉินลี่เซิ่งขับรถพาคุณไปเมืองชิงเต่า ขากลับเกิดอุบัติเหตุใช่ไหมครับ?”

เจิ้งเซียงเซียงกัดริมฝีปาก “ใช่ค่ะ”

“เล่าเหตุการณ์ให้ฟังหน่อย ทางตำรวจมีหลักฐานพอสมควรแล้ว ถ้าคุณโกหก จะเป็นการหาเรื่องใส่ตัวเปล่า ๆ”

เจิ้งเซียงเซียงพยักหน้า “เมื่อวานเขาขับรถมารับ บอกว่าจะพาไปเที่ยวชิงเต่า ฉันรู้สึกดีกับเขาอยู่แล้ว ตอนนั้นเลยไม่ได้คิดอะไรมาก ก็เลยไปด้วยกันค่ะ”

“ขาไปก็ราบรื่นดีค่ะ คนในห้างไม่เยอะ เราเดินเที่ยวกันสนุกมาก แต่ขากลับเขาขับรถใจลอย เลยไปชนท้ายรถคันหน้า เจ้าของรถคู่กรณีจะแจ้งตำรวจ เขาไม่ยอม ฉันถึงได้รู้ตอนนั้นเองว่าเขาไม่มีใบขับขี่ เขาเลยเอาเงินสองหมื่นหยวนจ่ายขอจบเรื่อง”

“ถ้าฉันรู้ว่าเขาไม่มีใบขับขี่ ฉันไม่มีทางให้เขาขับรถแน่ เขาไม่มีเงินจ่ายค่าเสียหาย ฉันยังต้องช่วยออกให้ก่อนสองพัน เขาไปขอพี่สาวอีกหมื่นนึง ถึงจะรวมได้ครบสองหมื่น” พูดถึงตรงนี้ เจิ้งเซียงเซียงก็เริ่มสะอื้น

“ถึงตอนนี้ฉันยังไม่กล้าบอกพ่อแม่เลย แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าจะคบกับเขาต่อดีไหม”

หานปินไม่ใช่หลี่ฮุย ไม่ได้สนใจเรื่องซุบซิบพวกนี้เท่าไหร่ คำให้การของเจิ้งเซียงเซียงกับเฉินลี่เซิ่งตรงกัน

พอถามจบ หานปินก็ให้เจิ้งเซียงเซียงกลับบ้านไป

จ้าวหมิงเดินเข้ามา “พี่ปิน ผมคุยกับพี่ฮุยแล้วครับ”

“หลี่ฮุยว่าไง?”

“เจ้าของรถเบนซ์คันนั้นแจ้งอุบัติเหตุครับ แต่สาเหตุไม่ใช่ถูกชน เป็นเมียเจ้าของรถถอยรถ แล้วเผลอเหยียบคันเร่งแทนเบรก ท้ายรถเลยไปฟาดกับกำแพง”

“แจ้งเหตุเมื่อไหร่?”

“เมื่อคืนครับ ประกันตีราคาความเสียหายแล้ว เคลมไปหมื่นแปดพันกว่า”

หานปินถาม “นายคิดว่าใครโกหก?”

จ้าวหมิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ผมว่าทั้งสองฝ่ายมีแรงจูงใจที่จะโกหกทั้งคู่ ถ้าเฉินลี่เซิ่งโกหก แสดงว่าเขาอาจเป็นฆาตกร แต่ถ้าเจ้าของรถเบนซ์โกหก แสดงว่าเขาสร้างสถานการณ์เท็จเพื่อหลอกเอาเงินประกัน”

จริง ๆ แล้วพิสูจน์ไม่ยากว่าใครโกหก ถ้ารถสองคันชนกันจริง ต้องมีร่องรอยเหลืออยู่ แค่เอามาเทียบกันก็รู้ อีกอย่าง ตามคำบอกเล่าของเฉินลี่เซิ่ง รถเบนซ์ก็จอดอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย ตรวจสอบเส้นทางของรถเบนซ์ก็ได้

ยังมีวิธีที่ง่ายกว่านั้น ถ้ารถเบนซ์มีกล้องหน้ารถ ก็ยิ่งตัดสินง่ายขึ้นไปอีก

หานปินกับชิวอีหมิงให้เฉินลี่เซิ่งนำทางไปที่อู่ซ่อมรถ ส่วนจ้าวหมิงพาคนไปหาเจ้าของรถเบนซ์

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งสองฝ่ายมาเจอกันที่อู่ซ่อมรถ

เจ้าของรถเบนซ์ชื่อหวังตงขุ่ย อายุราวสี่สิบ รูปร่างสันทัด ท้วมนิดหน่อย ดูเป็นผู้ชายที่สุขุมนุ่มลึก

พอเจอหานปินกับชิวอีหมิง ก็รีบแจกบุหรี่ให้ทุกคน “คุณตำรวจครับ เข้าใจผิดกันแล้ว เป็นเรื่องเข้าใจผิดครับ”

หานปินยกมือห้าม ปฏิเสธบุหรี่ “เข้าใจผิดอะไร?”

“คือผม...” หวังตงขุ่ยยิ้มเจื่อน “คุณตำรวจครับ ขอคุยส่วนตัวหน่อยได้ไหมครับ?”

“มีอะไรก็พูดตรงนี้แหละ”

“เอ่อ... ผมก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง...” หวังตงขุ่ยเดินเข้ามาใกล้ กระซิบว่า “ผมกับรองสารวัตรหลิวที่สถานีตำรวจถนนซ่านหนิงเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน สนิทกันมาก ดูสิครับ...”

หานปินยิ้ม คนละเรื่องกันเลย อ้างชื่อคนโน้นคนนี้ไปจะมีประโยชน์อะไร?

“เรื่องไร้สาระเก็บไว้เถอะ พูดไปก็รังแต่จะทำร้ายตัวเองและคนอื่น เคลียร์เรื่องนี้ให้ชัดเจนดีกว่า นั่นคือสิ่งที่คุณควรทำตอนนี้”

หวังตงขุ่ยคนนี้มีหัวการค้า ผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการธุรกิจมาเป็นยี่สิบปี เป็นคนเก๋าเกมพอตัว

เริ่มต้นก็แจกบุหรี่ พูดจาหวานหู อ้างเส้นสาย เป็นคนลื่นไหลรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง

คนแบบนี้เจอกันครั้งแรก จะทำให้รู้สึกว่ากระตือรือร้น นิสัยดีใช้ได้

แต่เนื้อแท้เป็นยังไง ต้องคบกันไปนาน ๆ ถึงจะรู้

ยื้อกันอยู่นานนับชั่วโมง หวังตงขุ่ยถึงยอมคายความจริง

รถของหวังตงขุ่ยถูกเฉินลี่เซิ่งชนท้ายจริง ๆ หวังตงขุ่ยจะโทรแจ้งตำรวจ เฉินลี่เซิ่งก็เริ่มรนราน หวังตงขุ่ยเลยดูออกว่าอีกฝ่ายมีพิรุธ พอขอแลกใบขับขี่ เฉินลี่เซิ่งถึงยอมบอกว่าไม่มี

ตอนนั้นเฉินลี่เซิ่งเสนอว่าจะโทรหาพี่เขย ให้พี่เขยมาสวมรอยแทน จะได้ให้หวังเจิงหมินเคลมประกันชดใช้ให้ แต่หวังตงขุ่ยไม่ยอม ยกมือถือขึ้นมาถ่ายคลิปไว้เลย

เฉินลี่เซิ่งจนตรอกเลยต้องยอมความ จ่ายเงินให้หวังตงขุ่ยไปสองหมื่นหยวน

ก็อย่างที่จ้าวหมิงเดา พอหวังตงขุ่ยกลับถึงบ้าน ก็หาคนรู้จักในบริษัทประกัน เคลมประกันตัวเอง ได้เงินมาอีกหมื่นแปดพันกว่า

เรื่องแบบนี้ผิดแน่นอน แต่กลับพบเห็นได้บ่อย ๆ

ถ้าไม่เพราะโดนหางเลขจากคดีทิ้งศพแม่น้ำลู่สุ่ย เรื่องนี้คงไม่แดงขึ้นมา หวังตงขุ่ยคงได้กำไรเหนาะ ๆ สองหมื่น

แต่ในเมื่อหานปินตรวจสอบเจอแล้ว ก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย

เฉินลี่เซิ่งขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต ต้องโดนกักขังแน่นอน

หวังเจิงหมินเอารถให้คนที่ไม่มีใบขับขี่ใช้ ก็ต้องโดนลงโทษเหมือนกัน

หวังตงขุ่ยสร้างสถานการณ์เท็จเพื่อหลอกเอาเงินประกัน ก็ถือว่าผิดกฎหมาย ต้องรับโทษเช่นกัน

สรุปว่า สามคนนี้รอดยาก โดนรวบตัวเข้าโรงพักกันหมด

หวังเจิงหมินโกรธจนหน้าเขียว ด่าเฉินลี่เซิ่งสาดเสียเทเสีย ถ้าตำรวจไม่ดึงไว้ คงได้วางมวยกันตรงนั้น

เขาซวยฟรีจริง ๆ งานนี้

……….……….……….……….……….

[ผู้แปล]: สวัสดีปีใหม่ 2026 นะคะ ขอให้คุณผู้อ่านทุกท่านมีความสุขกับทุกช่วงเวลาในชีวิต ไม่เจ็บไม่ไข้ มีเงินใช้ไม่ขาดมือ ( つ>ω<)つ♡

จบบทที่ บทที่ 399 กำลังสอบ|400 ต่างคนต่างมีแผนในใจ

คัดลอกลิงก์แล้ว