เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 379 ไทม์ไลน์|380 เหยาฉ่วง

บทที่ 379 ไทม์ไลน์|380 เหยาฉ่วง

บทที่ 379 ไทม์ไลน์|380 เหยาฉ่วง


บทที่ 379 ไทม์ไลน์

ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ

“อะแฮ่ม...” หานปินกระแอมเบา ๆ “ผลตรวจ DNA เทียบระหว่างหลินเยว่เจียวกับผู้ตายจะออกเมื่อไหร่?”

“ตอนยืนยันศพ ได้เก็บตัวอย่าง DNA ของหลินเยว่เจียวส่งไปให้ทีมเทคนิคตรวจเปรียบเทียบแล้วค่ะ คาดว่าเร็วสุดน่าจะบ่ายนี้ ช้าสุดก็พรุ่งนี้เช้า” เถียนลี่ตอบ

ถึงจะค่อนข้างมั่นใจว่าผู้ตายคือเซวียเมิ่งเจียว แต่ก็ต้องยึดผลการตรวจพิสูจน์เป็นหลัก

เหมือนคู่รักนั่นแหละ ต่อให้รักกันปานจะกลืนกินแค่ไหน ถ้าไม่มีทะเบียนสมรส รัฐก็ไม่รับรองสถานะให้

หานปินเปิดถุงใบหนึ่ง หยิบปึกเอกสารออกมาโยนลงบนโต๊ะ “นี่เป็นข้อมูลคดีตุ๊กตาหิมะ ทุกคนลองศึกษากันดู”

“จะรวมสำนวนสอบสวนกับคดีตุ๊กตาหิมะแล้วเหรอคะ?” เถียนลี่ถามด้วยความแปลกใจ

“ใช่ สารพันธุกรรมในร่างกายผู้ตาย ตรงกับสารพันธุกรรมในตัวผู้เสียหายคดีตุ๊กตาหิมะเป๊ะ”

“จ้าวหมิง เอาข้อมูลพวกนี้ขึ้นโปรเจกเตอร์ เราจะดูไปถกกันไป”

“ตู้ฉีกับเสี่ยวเผิงล่ะ?” หลี่ฮุยถาม

“พวกเขามีภารกิจ” หานปินตอบเรียบ ๆ

ก่อนหน้านี้ ตอนตู้ฉีมารายงานงานกับหานปิน หานปินได้มอบหมายงานใหม่ให้เขา

รถออดี้มีบันทึกเส้นทาง หานปินให้ตู้ฉีประสานกับทีมเทคนิคเพื่อดึงข้อมูลเส้นทางการเดินรถของออดี้ แล้วเอาไปเทียบกับกล้องวงจรปิดรอบ ๆ เพื่อหาจุดที่ผู้ตายถูกจี้บังคับ เผื่อจะเจอเบาะแสของคนร้าย

จากนั้น โปรเจกเตอร์ก็เริ่มฉายข้อมูลคดีตุ๊กตาหิมะ

ผู้เสียหายชื่อกู้ยวี่เหวิน เป็นคนเมืองไหลผิง อายุสามสิบปี รูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหมดจด

เวลาตายที่แน่นอนไม่ชัดเจน แต่วันที่หิมะตกคือวันที่ 22 มกราคม 2019

ที่เกิดเหตุอยู่ชานเมืองไหลผิง รอบข้างไม่ค่อยมีกล้องวงจรปิด ผู้คนบางตา บวกกับอากาศหนาว ตุ๊กตาหิมะเลยอยู่ได้ถึงเที่ยงวันที่ 24 ถึงเริ่มละลาย และพบศพในช่วงบ่ายวันที่ 24

ผู้ตายถูกซ่อนอยู่ในตุ๊กตาหิมะ ในสภาพเปลือยเปล่า นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น มือสองข้างถูกมัดไพล่หลัง

จุดซ่อนศพคดีตุ๊กตาหิมะไม่ใช่ที่เกิดเหตุแรก ผู้ตายในคดีนั้นถูกฆ่าในรถฮุนไดสีขาว

เพียงแต่ตอนที่เจอรถฮุนไดสีขาว ก็ผ่านไปกว่าครึ่งเดือนหลังจากพบศพแล้ว พื้นที่รอบรถถูกทำลาย และกล้องวงจรปิดเอกชนแถวนั้นก็ถูกบันทึกทับไปแล้วเพราะเมมเต็ม ทำให้การเก็บหลักฐานยากขึ้นไปอีก

สถานการณ์เหล่านี้แทบจะเหมือนกับคดีฆาตกรรมที่พวกหานปินกำลังทำอยู่เปี๊ยบ

จุดที่ต่างกันคือ ผู้ตายรายแรกในคดีตุ๊กตาหิมะใบหน้าไม่ได้ถูกทำลาย จึงระบุตัวตนได้ง่าย

แต่เพราะพบศพช้า ที่เกิดเหตุเสียหายหนัก เลยไม่พบเบาะแสที่มีค่ามากนัก

หลังจากดูข้อมูลจบ หานปินก็พอจะเข้าใจเรื่องราวของเหยื่อรายแรกในคดีตุ๊กตาหิมะบ้างแล้ว

แน่นอน ความเข้าใจนี้เป็นแค่พื้นฐาน เทียบไม่ได้เลยกับการลงไปสืบสวนด้วยตัวเอง

หานปินกวาดตามองทุกคน “พวกนายมีความเห็นยังไงบ้าง?”

หลี่ฮุยเปิดปากคนแรก “วิธีการก่อเหตุของสองคดีนี้คล้ายกันมากครับ แต่ก็มีจุดต่างอยู่บ้าง คือเหยื่อรายแรกถูกฆ่าแล้วไม่ได้ถูกทำลายโฉมหน้า”

“ฉันกลับมองว่าเป็นเรื่องปกตินะคะ แสดงว่าตอนก่อเหตุครั้งแรกคนร้ายยังขาดประสบการณ์ พอครั้งที่สองเริ่มชำนาญ เลยทำให้ตำรวจสืบสวนยากขึ้น” เถียนลี่วิเคราะห์

จ้าวหมิงปิดโปรเจกเตอร์แล้วเดินเข้ามา “ผมมีเรื่องหนึ่งไม่เข้าใจ ทำไมฆาตกรคดีตุ๊กตาหิมะถึงเลือกเหยื่อสองคนนี้ เหยื่อสองคนนี้มีจุดร่วมอะไรที่ดึงดูดคนร้ายกันแน่”

หานปินหยิบหมากฝรั่งสองเม็ดโยนเข้าปาก เขาก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน

ผู้ตายสองคนอายุห่างกันสิบเอ็ดปี คนหนึ่งเป็นสาววัยรุ่น อีกคนเป็นสาวใหญ่ทรงเสน่ห์ เป็นคนละสไตล์กันอย่างสิ้นเชิง

หลี่ฮุยนิ้วไล่เรียงประเด็น “ผู้ตายสองคน คนหนึ่งชื่อกู้ยวี่เหวิน อีกคนชื่อเซวียเมิ่งเจียว ชื่อไม่มีอะไรเหมือนกัน อายุกับบุคลิกก็ต่างกันลิบลับ คนหนึ่งอยู่เขตอวี้หัว อีกคนอยู่เมืองไหลผิง สถานที่ก่อเหตุก็คนละที่ นอกจากวิธีการลงมือที่คล้ายกันแล้ว ก็ไม่เห็นจะมีจุดร่วมอะไรเท่าไหร่”

“คนร้ายเลือกก่อเหตุในวันหิมะตกเหมือนกัน แถมยังซ่อนศพในตุ๊กตาหิมะเหมือนกัน มันมีความหมายแฝงอะไรพิเศษหรือเปล่าคะ?” เถียนลี่ตั้งข้อสังเกต

หานปินขมวดคิ้วครุ่นคิด คำถามพวกนี้เขาก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน “ลำพังข้อมูลในสำนวนคดี คงเจาะลึกรายละเอียดคดีตุ๊กตาหิมะไม่ได้มาก ต้องไปสืบที่เมืองไหลผิงดูจริง ๆ สักรอบ”

“หัวหน้าคะ คดีนี้ผ่านมาตั้งปีหนึ่งแล้ว ต่อให้เราไปเมืองไหลผิง ก็คงหาเบาะแสอะไรยากนะคะ” เถียนลี่แย้ง

“ที่เราไปเมืองไหลผิง หลัก ๆ คือไปพบญาติผู้เสียหาย เพื่อสอบถามข้อมูลของเหยื่อรายแรก ตอนนี้คดีตุ๊กตาหิมะไม่ใช่คดีโดด ๆ แล้ว เพราะมีศพที่สองโผล่มา ถ้าข้อมูลหรือเบาะแสบางอย่างมาบรรจบกัน มันอาจจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนของคดีก็ได้” หานปินอธิบาย

จ้าวหมิงถามสิ่งที่ไม่มีใครอยากได้ยินขึ้นมา “พี่ปิน พี่ว่าคนร้ายจะฆ่าคนอีกไหมครับ?”

หานปินไม่ตอบ เพราะพวกเขายังไม่รู้จักตัวตนของคนร้ายดีพอ ไม่รู้แรงจูงใจในการก่อเหตุ ก็ย่อมไม่รู้วัตถุประสงค์ในการฆ่า และคาดเดาไม่ได้ว่าจะมีเป้าหมายรายต่อไปหรือไม่

จากนั้น หลี่ฮุยกับลูกทีมอีกสองคนก็เริ่มตรวจสอบกล้องวงจรปิดแถวรถออดี้ เพื่อหาเบาะแสคนร้าย

ส่วนหานปินยังคงนั่งศึกษาข้อมูลคดีตุ๊กตาหิมะต่อไป

ต้องเข้าใจทั้งสองคดีอย่างถ่องแท้ ถึงจะหาจุดเชื่อมโยงเจอ

หกโมงเย็นกว่า ตู้ฉีกับซุนเสี่ยวเผิงก็กลับมา

ทั้งสองคนดูมอมแมมจากการเดินทาง ซุนเสี่ยวเผิงถอดผ้าพันคอออกพลางถูมือแก้หนาว

ตู้ฉีวางกระเป๋าเอกสารลงบนโต๊ะ “หนาวจะตายชัก อากาศบ้าบอ หนาวกว่าสองวันที่หิมะตกอีก”

หลี่ฮุยยิ้ม “โบราณว่า หิมะละลายหนาวกว่าหิมะตก คำพูดนี้ไม่ได้พูดเล่น ๆ นะ”

“ลำบากหน่อยนะ รีบนั่งลงทำตัวให้อุ่นก่อน” หานปินบอก

ตู้ฉีรับแก้วน้ำร้อนมากุมไว้ในมือ “หัวหน้าครับ เราเช็กเส้นทางการวิ่งของรถออดี้สีขาวคันนั้นแล้วครับ”

“เจออะไรบ้าง?”

“วันที่ 17 มกราคม หรือก็คือเมื่อวานซืน ตอนสิบโมงเช้า รถออดี้สีขาวออกจากชุมชนซื่อไต้ (บ้านหลินเยว่เจียว) คนขับตอนนั้นคือเซวียเมิ่งเจียว จากนั้นรถก็ไปที่จัตุรัสบลูเวล ออกจากจัตุรัสบลูเวลตอนสี่โมงเย็น คนขับก็ยังเป็นเซวียเมิ่งเจียว แล้วก็ไปถึงชุมชนสือเหมียนตอนสี่โมงครึ่ง” ตู้ฉีเว้นจังหวะ แล้วเล่าต่อ

“ห้าโมงเย็น รถออดี้ออกจากชุมชนสือเหมียน ตอนนี้คนขับเปลี่ยนไปแล้ว กลายเป็นคนที่ใส่เสื้อมีฮู้ด สวมแว่นกันแดด และหน้ากากอนามัย รถขับไปแถวถนนเยี่ยนซีตัดกับถนนฉินหลิ่ง แถวนั้นค่อนข้างเปลี่ยว รถจอดอยู่นานเกือบหกชั่วโมง จนเที่ยงคืนกว่าถึงขับไปที่จุดทิ้งศพครับ”

“งั้นก็หมายความว่า ก่อนสี่โมงสามสิบห้านาทีของวันที่ 17 เซวียเมิ่งเจียวยังไม่ตาย จุดที่เธอถูกฆ่าน่าจะเป็นแถวถนนเยี่ยนซีตัดกับถนนฉินหลิ่ง” หลี่ฮุยวิเคราะห์ตามน้ำ

“เราไปดูมาแล้วครับ จุดจอดรถเปลี่ยวมาก รอบ ๆ เป็นที่รกร้าง กลางคืนแทบไม่มีคน แล้วก็ไม่มีกล้องวงจรปิดด้วย” ตู้ฉีเสริม

“เจออะไรบ้างไหม?”

ตู้ฉีส่ายหน้า “ไม่เจอครับ”

“ถ้าให้ฉันเดา จุดฆาตกรรมจริง ๆ น่าจะอยู่ในรถ ต่อให้จอดตรงนั้น คนร้ายก็ไม่จำเป็นต้องลงจากรถหรอก” หลี่ฮุยออกความเห็น

“แล้วเซวียเมิ่งเจียวไปทำอะไรที่ชุมชนสือเหมียน?” จ้าวหมิงถามต่อ

“ไม่ทราบครับ แต่จากข้อมูล GPS เธอขับรถไปชุมชนสือเหมียนบ่อยมาก”

“ฉันว่า เราจำเป็นต้องไปที่ชุมชนสือเหมียนสักหน่อย ผู้ตายน่าจะถูกจี้บังคับจากที่นั่น” หานปินวิเคราะห์

“ผมเห็นด้วยกับพี่ปินครับ ชุมชนสือเหมียนผมรู้จัก เป็นชุมชนเก่าแก่ สภาพความเป็นอยู่ธรรมดา แต่ประชากรหนาแน่น ถ้ามีการปะทะกันจริง ชาวบ้านแถวนั้นอาจจะเห็นเหตุการณ์ก็ได้” ซุนเสี่ยวเผิงสนับสนุน

หลี่ฮุยเปิดสมุดบันทึก “ฉันจำได้ว่าตอนสอบปากคำหลินเยว่เจียว เธอบอกว่าเมื่อวานซืนตอนห้าโมงกว่า เซวียเมิ่งเจียวส่งวีแชตมาบอกว่า ‘หนูจะไปอยู่กับพ่อสักสองสามวัน’ แต่ตามข้อสันนิษฐานของเรา เซวียเมิ่งเจียวน่าจะถูกคนร้ายควบคุมตัวก่อนห้าโมงเย็น ข้อความนั้นคนร้ายน่าจะเป็นคนส่ง”

“หนูจะไปอยู่กับพ่อสักสองสามวัน” เถียนลี่พึมพำประโยคนี้ แล้ววิเคราะห์ว่า “การที่พิมพ์แบบนี้ได้ แสดงว่าคนร้ายรู้เรื่องภายในครอบครัวผู้ตายพอสมควร เป็นไปได้สูงว่าจะเป็นคนรู้จักก่อเหตุค่ะ”

────────── •✧• ──────────

บทที่ 380 เหยาฉ่วง

“จากการตัดสินด้วยเวลา ตอนที่ส่งวีแชตนี้ เซวียเมิ่งเจียวคนน่าจะแค่ถูกคนร้ายควบคุมตัวไว้ ยังไม่ถูกฆ่า เป็นไปได้ไหมว่าเธอส่งข้อความนี้ภายใต้การข่มขู่ของคนร้าย?” ตู้ฉีกล่าว

หานปินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ฉันว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ถ้าส่งภายใต้การข่มขู่ของคนร้ายจริง ๆ เธอก็น่าจะบอกแค่ว่าคืนนี้ไม่กลับบ้าน จะไปนอนบ้านเพื่อนหรือเพื่อนร่วมชั้นสักคืน ถ้าคนร้ายไม่รู้สถานการณ์ทางบ้านของเซวียเมิ่งเจียว ก็คงไม่สงสัยอะไร ในสถานการณ์ที่ถูกบังคับ เซวียเมิ่งเจียวจะส่งคำโกหกที่สมบูรณ์แบบขนาดนั้นไปทำไม จนทำให้หลินเยว่เจียวไม่สงสัยเลยแม้แต่นิดเดียว”

“ถ้าเป็นคนรู้จักลงมือจริงๆ ฉันคิดว่าความน่าสงสัยของเซี่ยปินไห่ก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น” เถียนลี่กล่าว

“เอาอย่างนี้ ฉันจะมอบหมายงานล่วงหน้าเลย” หานปินเรียบเรียงคำพูดแล้วกล่าวต่อ

“ทันทีที่ผลการตรวจเปรียบเทียบ DNA ของเซวียเมิ่งเจียวสำเร็จ ตู้ฉี นายไปยื่นเรื่องขอตรวจสอบประวัติการสื่อสารของเธอ”

“เถียนลี่ เธอรับผิดชอบตามหาเบาะแสของเซี่ยปินไห่”

“ฉันจะพาคนไปลงพื้นที่ชุมชนสือเหมียน ลองดูว่ามีพยานรู้เห็นบ้างไหม”

“รับทราบ”

แม้ว่าเบาะแสทั้งหมดจะชี้ว่าเซวียเมิ่งเจียวคือผู้ตาย แต่ใบหน้าของผู้ตายเสียหาย การยื่นขอขั้นตอนการตรวจสอบบางอย่าง จึงยังจำเป็นต้องใช้ผลตรวจ DNA เป็นหลักฐานอ้างอิง

หานปินกลับถึงบ้านก็ปาเข้าไปสองทุ่มแล้ว แม่เก็บข้าวไว้ให้เขา

หลังทานข้าว เขานั่งเก้าอี้นวดคุยเล่นกับปู่สักพัก ก็กลับขึ้นไปนอนบนชั้นบน

โดยปกติเวลาที่มีคดีสำคัญในมือ หานปินจะพยายามรักษาเวลาการนอนหลับของตัวเองให้เพียงพอ เพราะถ้าเจอเบาะแสสำคัญขึ้นมา อย่าว่าแต่เรื่องนอนเลย แม้แต่ข้าวยังอาจจะไม่มีเวลาได้กิน

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

กรมตำรวจสาขาอวี้หัว ทีมเทคนิค

หลังจากเข้างาน หานปินไม่ได้กลับเข้าห้องทำงาน แต่ตรงไปที่ทีมเทคนิคเลย

ทีมเทคนิคอยู่ที่ชั้นสี่ ในทางเดินอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำยาเคมี

ข้างบันไดคือห้องทำงานของทีมเทคนิค ส่วนห้องแล็บนั้นหานปินเข้าไปไม่ได้

ทีมเทคนิคมีเจ้าหน้าที่หญิงเข้าเวรอยู่คนเดียว หลังจากถามจุดประสงค์ของหานปินชัดเจนแล้ว ก็ให้หานปินรอที่ห้องทำงานสักครู่ เธอจะเข้าไปถามในห้องแล็บให้

หานปินเองก็ไม่ได้รีบร้อน จึงนั่งรอที่เก้าอี้

เขามาทีมเทคนิคไม่บ่อยนัก พูดตามตรง ห้องแล็บนี่เขายิ่งไม่เคยเข้าไปเลยสักครั้ง ก็เลยนึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่าข้างในจะเป็นอย่างไร

ไม่กี่นาทีต่อมา ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออก หลู่เหวินเดินเข้ามาในห้อง “แขกหายากนะเนี่ย หัวหน้าหานเพิ่งจะมาหาผมที่นี่ครั้งแรกเลยใช่ไหม”

“มาสามสี่ครั้งแล้ว แต่นายไม่อยู่” หานปินยักไหล่

“หัวหน้าหาน คุณใส่ใจกับคดีนี้มากเลยนะครับ”

“ไม่ใส่ใจไม่ได้หรอก นี่เป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง หลังจากผู้ตายรายแรกถูกฆ่า แม้แต่กองสืบสวนเมืองก็ยังจับคนร้ายไม่ได้ ฉันกดดันมาก จะไม่ให้รีบเร่งหน่อยได้ยังไง” หานปินเผยสีหน้าขมขื่นออกมา

“นั่นก็จริง ผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ก็เป็นตัวอันตรายเหมือนกัน” หลู่เหวินกล่าว

“เป็นไงบ้าง ผลตรวจพิสูจน์ตัวตนผู้ตายออกมาหรือยัง”

หลู่เหวินยื่นเอกสารฉบับหนึ่งให้ “ถ้าไม่มีสิ่งนี้ ผมก็คงไม่กล้าเจอหน้าคุณหรอก”

หานปินยิ้ม แล้วรับใบรับรองผลการตรวจมา

หลู่เหวินอธิบายคร่าวๆ ตามหน้าที่ “ผลการเปรียบเทียบ DNA ของหลินเยว่เจียวกับผู้ตาย ยืนยันว่าเป็นแม่ลูกกันจริง”

“เยี่ยม ได้อันนี้มาก็อุ่นใจแล้ว” หานปินกล่าว

พูดไปพันคำหมื่นคำ ข้อสันนิษฐานก็ยังคงเป็นแค่ข้อสันนิษฐาน

“จริงสิ ลายนิ้วมือบนถุงยางอนามัย ตรวจเทียบออกมาหรือยัง”

“ยังอยู่ในขั้นตอนการเปรียบเทียบในฐานข้อมูล”

“ลำบากหน่อยนะ” หานปินยื่นมือไปตบไหล่หลู่เหวินเบาๆ

ต่อให้หานปินมีความสามารถในการสืบสวนเก่งแค่ไหน หากต้องการปิดคดี ก็ขาดการสนับสนุนจากทีมเทคนิคไม่ได้

หานปินรีบสืบคดี จึงไม่ได้รั้งอยู่ที่ทีมเทคนิคต่อนานนัก ทักทายหลู่เหวินเสร็จก็จากไป

พอมีใบรับรองผลการตรวจนี้ ก็สามารถยืนยันได้ว่าเซวียเมิ่งเจียวคือผู้ตาย ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับคดีก็มีหลักฐานอ้างอิงแล้ว

เป็นไปตามการมอบหมายงานของหานปินเมื่อวาน คนในทีม 2 เริ่มแยกย้ายกันออกสืบสวน

ชุมชนสือเหมียนเป็นชุมชนเก่าแก่

ชุมชนสือเหมียนแบ่งออกเป็นสามโครงการ ได้แก่ ชุมชนสือเหมียน 1, ชุมชนสือเหมียน 2 และชุมชนสือเหมียน 3

ชุมชนทั้งสามโครงการนี้เชื่อมต่อเป็นผืนเดียวกัน นอกจากผู้อยู่อาศัยเก่าแก่ในชุมชนแล้ว คนนอกยากที่จะแยกออก

หานปิน หลี่ฮุย และจ้าวหมิง สามคนขับรถมาถึงชุมชนสือเหมียน

ตอนแรกทั้งสามคนเตรียมจะขับรถวนดูรอบชุมชนสักรอบ แต่ขับไปได้ครึ่งทางก็ต้องหยุด เพราะถนนในชุมชนค่อนข้างแคบ ปัญหาการจอดรถเกะกะค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะเวลาต้องขับสวนกันนั้นลำบากมาก ต้องจอดชิดขอบทางให้รถฝั่งตรงข้ามผ่านไปก่อน ตัวเองถึงจะขับต่อไปได้

ภายหลัง ทั้งสามจึงตัดสินใจลงจากรถ เดินสำรวจรอบชุมชนแทน อย่างแรกเพื่อดูสภาพแวดล้อมของชุมชน และอีกอย่างเพื่อดูตำแหน่งของกล้องวงจรปิด

หลังจากเดินวนดูรอบชุมชน หานปินพบว่าชุมชนมีกล้องวงจรปิดอยู่ก็จริง แต่ส่วนใหญ่ใช้งานไม่ได้แล้ว

อากาศหนาวจัดขนาดนี้ ข้างนอกไม่มีคนออกมานั่งพักผ่อนเลยสักคน หานปินกับพวกอยากจะสอบถามข้อมูล ก็หาคนไม่เจอ

ต่อมา หานปินทั้งสามคนจึงตัดสินใจไปที่คณะกรรมการชุมชนใกล้เคียง โดยทั่วไปชุมชนเก่าแก่แบบนี้ คณะกรรมการชุมชนจะเป็นผู้รับผิดชอบดูแล

เมื่อไปถึงที่ทำการคณะกรรมการชุมชน คนที่มาต้อนรับหานปินกับพวกคือคุณป้าวัยห้าสิบกว่าคนหนึ่ง แม้คุณป้าจะอายุไม่น้อยแล้ว แต่ดูทันสมัย ผมสั้นดำขลับ ในมือถือไอโฟน ท่าทางการทำงานดูคล่องแคล่วทีเดียว

“คุณตำรวจ เชิญนั่งก่อนค่ะ อากาศหนาวขนาดนี้อุตส่าห์มาถึงที่นี่ มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?” คุณป้าเอ่ยถาม

“คุณป้าครับ จะให้เรียกว่ายังไงครับ?”

“ป้าแซ่หลินจ้ะ”

หานปินหยิบบัตรตำรวจออกมาให้ป้าหลินดู “พวกเรามาจากทีมสืบสวนกรมตำรวจสาขาอวี้หัวครับ กำลังตามสืบคดีหนึ่ง มีรถต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับคดีเคยเข้ามาที่ชุมชนสือเหมียน เราเลยอยากจะมาสอบถามข้อมูลหน่อยครับ”

“ชุมชนสือเหมียนแบ่งเป็นสามเฟส เป็นเฟสหนึ่ง เฟสสอง หรือว่าเฟสสามล่ะ?”

“อันนี้ผมก็แยกไม่ออกเหมือนกันครับ ที่พวกเรามาหาคุณป้า ก็เพราะอยากจะขอดูกล้องวงจรปิดหน่อยครับ”

“กล้องวงจรปิดน่ะมี แต่ไม่ได้อยู่ที่นี่นะ อยู่ที่บริษัทนิติบุคคล”

“บริษัทนิติบุคคลไหนครับ?”

“บริษัทนิติบุคคลว่างไฉ”

“คุณป้า ผมฟังไม่ผิดใช่ไหมครับ บริษัทนิติบุคคลชื่อว่างไฉเนี่ยนะ?” จ้าวหมิงถามด้วยความประหลาดใจ (คนนิยมนำไปตั้งเป็นชื่อสุนัข)

ป้าหลินยิ้ม “ป้ารู้นะว่าพ่อหนุ่มคิดอะไรอยู่ แต่บริษัทนิติบุคคลนี้ชื่อว่างไฉจริง ๆ ของแท้แน่น อน”

“บริษัทนี้ตั้งอยู่ที่ไหนครับ พอจะให้เบอร์ติดต่อหรือที่อยู่กับเราได้ไหม?” หานปินถามต่อ

“อยู่ตรงไหนป้าก็จำไม่ได้แม่น เดี๋ยวป้าหาเบอร์มือถือให้แล้วกัน” ป้าหลินพูดจบ ก็หยิบสมุดเล่มเล็กออกมาเริ่มเปิดหา สักพักถึงเอ่ยปากว่า “จดไว้นะ 134254xxxx”

หานปินกำลังจะโทรออก แต่ถูกป้าหลินห้ามไว้ “ให้ป้าโทรเองดีกว่า คนที่นิติบุคคลเขารู้จักป้า คุยกันจะสะดวกกว่า”

“ขอบคุณครับ” ถ้าประหยัดเวลาในการสืบสวนได้ หานปินก็ยินดีอยู่แล้ว

ป้าหลินเดินเลี่ยงไปด้านข้าง ติดต่อไปทางบริษัทนิติบุคคลว่างไฉ จากนั้นก็หันมาบอกหานปินที่ยืนอยู่ข้างๆ ว่า “เอาล่ะ เดี๋ยวป้าพาพวกคุณไปเอง ที่ตรงนั้นหาไม่ค่อยง่ายหรอก”

“ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนคุณป้าด้วยนะครับ” หานปินยิ้ม คุณป้าคนนี้มีน้ำใจจริงๆ เหมาะสมแล้วที่ทำงานในคณะกรรมการชุมชน

ทั้งสี่คนนั่งรถไปที่บริษัทนิติบุคคลว่างไฉตามคำบอกทางของป้าหลิน ระยะทางไม่ไกลนัก ขับรถแค่ประมาณสิบกว่านาทีก็ถึง

บริษัทนิติบุคคลว่างไฉตั้งอยู่ในตรอกแห่งหนึ่ง หน้าประตูแขวนป้ายเก่าๆ ไว้ มีห้องแถวแค่ห้องเดียว วางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่กี่เครื่อง ในห้องมีคนนั่งคุยกันอยู่ไม่กี่คน

ผู้รับผิดชอบของบริษัทนิติบุคคลว่างไฉ คือผู้จัดการแซ่เฉิน เป็นชายวัยประมาณสี่สิบปี พอเห็นป้าหลินก็ต้อนรับอย่างกระตือรือร้น

หลังจากหานปินกับพวกแจ้งจุดประสงค์แล้ว ผู้จัดการเฉินก็มีสีหน้าลำบากใจ “คุณตำรวจครับ จะขอดูกล้องวงจรปิดน่ะ ไม่มีปัญหาแน่นอนครับ แต่ว่า...”

“ทำไมเหรอครับ?”

“กล้องส่วนใหญ่ใช้งานไม่ได้แล้วครับ ตอนนี้ที่ใช้ได้มีแค่ 5 ตัว ชุมชนสือเหมียนเฟสหนึ่งกับเฟสสองมีอย่างละ 2 ตัว ส่วนเฟสสามมีตัวเดียวครับ” ผู้จัดการเฉินกล่าว

หลี่ฮุยตั้งข้อสงสัย “บริษัทนิติบุคคลของพวกคุณนี่ไม่รับผิดชอบเอาซะเลย พวกเราไปเดินดูรอบชุมชนสือเหมียนมาแล้ว กล้องเดิมทีก็มีน้อยอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ยังใช้การไม่ได้อีก แบบนี้จะรับรองความปลอดภัยของลูกบ้านได้ยังไง?”

“คุณตำรวจครับ พวกเราก็จนปัญญาเหมือนกัน ประเด็นคืองบประมาณมันตึงมือ ช่วยไม่ได้จริงๆ ครับ” ผู้จัดการเฉินกล่าวอย่างจำยอม

“ก็มีค่าส่วนกลางไม่ใช่เหรอครับ ค่าส่วนกลางหายไปไหนหมด?”

ผู้จัดการเฉินถอนหายใจ “ไม่กลัวคุณจะหัวเราะเยาะหรอกนะ ปี ๆ นึงเก็บค่าส่วนกลางได้รวมแล้วไม่กี่หมื่น ยังต้องรับผิดชอบเก็บขยะในชุมชนสือเหมียน เก็บค่าค่าน้ำค่าไฟ ท่อแตกเราก็ต้องซ่อม ปีนึงกำไรแทบไม่ได้ ถ้าไม่เห็นแก่หน้าป้าหลิน พวกเราก็ไม่อยากทำต่อแล้วครับ”

“พวกคุณเก็บค่าส่วนกลางเท่าไหร่?” จ้าวหมิงถาม

“เราเก็บเป็นรายครัวเรือนครับ ชุมชนสือเหมียนมีห้องสามแบบ หนึ่งห้องนอนร้อยเดียว สองห้องนอนร้อยห้าสิบ สามห้องนอนสองร้อย”

“ต่อเดือนเหรอครับ?”

ผู้จัดการเฉินส่ายหน้า “ต่อปีครับ”

จ้าวหมิงลองคำนวณดู “ชุมชนสือเหมียนนี้ อย่างน้อยก็น่าจะมีสักสองสามพันครัวเรือน ตามหลักแล้วน่าจะเก็บค่าส่วนกลางได้หลายแสนอยู่นะ”

“คุณครับ ผมพูดจากใจเลยนะ มีคนยอมจ่ายค่าส่วนกลางสักหนึ่งในสิบก็บุญแล้วครับ เก็บเงินไม่ได้จริง ๆ” ผู้จัดการเฉินปรับทุกข์

“มีกี่ตัวก็เอาแค่นั้นแหละครับ ผู้จัดการเฉิน รบกวนช่วยก๊อบปี้ไฟล์ให้เราหน่อย” หานปินไม่อยากจะวุ่นวายเรื่องนี้อีก

“กริ๊ง ๆ...” จังหวะนั้นเอง มือถือของหานปินก็ดังขึ้น เขาหยิบมือถือออกมาดู หน้าจอแสดงเบอร์ของตู้ฉี

หานปินเดินออกมาจากบริษัทนิติบุคคล แล้วกดรับสาย “ฮัลโหล”

“หัวหน้าครับ ผมกับเสี่ยวเผิงอยู่ที่บริษัทเครือข่ายโทรศัพท์ เราตรวจสอบประวัติการสื่อสารของเซวียเมิ่งเจียวแล้ว และปริ๊นท์รายชื่อผู้ติดต่อล่าสุดออกมาแล้วครับ” เสียงของตู้ฉีดังออกมาจากโทรศัพท์

“เจอผู้ติดต่อที่น่าสงสัยไหม?”

“เมื่อวานซืนช่วงบ่ายสี่โมง เซวียเมิ่งเจียวได้ติดต่อกับคนชื่อเหยาฉ่วง คนคนนี้เป็นคนสุดท้ายที่เซวียเมิ่งเจียวติดต่อด้วย ผมตรวจสอบข้อมูลลงทะเบียนของเขาแล้ว พักอยู่ที่ชุมชนสือเหมียนครับ” ตู้ฉีพูดถึงตรงนี้ ก็เสริมขึ้นอีกประโยคว่า

“เหยาฉ่วงคนนี้คุยโทรศัพท์กับเซวียเมิ่งเจียวบ่อยมาก ทั้งสองคนน่าจะสนิทกัน ผมคาดว่าที่เซวียเมิ่งเจียวมาที่ชุมชนสือเหมียน เป็นไปได้สูงว่ามาหาเหยาฉ่วงครับ”

“ตอนนี้พวกเราอยู่แถวชุมชนสือเหมียนพอดี นายส่งข้อมูลละเอียดของเหยาฉ่วงมาเลย เดี๋ยวเราจะไปตรวจสอบดู”

“รับทราบครับ”

หลังจากก๊อบปี้วิดีโอเสร็จ ข้อมูลของเหยาฉ่วงก็ถูกส่งมาพอดี

หานปินกับพวกจึงรีบกลับไปที่ชุมชนสือเหมียนทันที

เหยาฉ่วงเป็นคนสุดท้ายที่ติดต่อกับเซวียเมิ่งเจียว แถมยังอาศัยอยู่ในชุมชนสือเหมียน เขามีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดี...

……….……….……….……….……….

[ผู้แปล]: ขออภัยที่หายไป 2 วัน ป่วยรับปีใหม่กันเลยทีเดียวค่ะ แต่กลับมาลงเหมือนเดิมแล้ววววว ٩(◕‿◕)۶ เที่ยวปีใหม่กันอย่างปลอดภัยนะคะ♥

จบบทที่ บทที่ 379 ไทม์ไลน์|380 เหยาฉ่วง

คัดลอกลิงก์แล้ว