- หน้าแรก
- ยอดนักสืบพลังอนาคต
- บทที่ 299 เมล็ดพันธุ์|300 คนแปลกหน้าที่คุ้นเคย
บทที่ 299 เมล็ดพันธุ์|300 คนแปลกหน้าที่คุ้นเคย
บทที่ 299 เมล็ดพันธุ์|300 คนแปลกหน้าที่คุ้นเคย
บทที่ 299 เมล็ดพันธุ์
หานปินหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ดุเดือดขนาดนั้นเลย”
“ครอบครัวนี้ปกติก็พูดไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้บาดเจ็บ ยิ่งตอแยยากเข้าไปใหญ่ ฉันล่ะกลุ้มใจจริง ๆ” กัวเทียนซวี่บ่น
“รู้ตัวคนทำร้ายพ่อเด็กไหมครับ?”
“ตอนมีเรื่องฟ้าเริ่มมืดแล้ว ไฟในหมู่บ้านก็สลัว ผู้เสียหายเลยมองไม่ทันว่าใครเตะ” กัวเทียนซวี่ยื่นบุหรี่ให้หานปินมวนหนึ่ง
“กล้องวงจรปิดล่ะครับ?”
“หมู่บ้านเก่า ๆ จะไปมีกล้องวงจรปิดที่ไหน”
“มีพยานไหมครับ?” หานปินหยิบไฟแช็กออกมา จุดบุหรี่ให้กัวเทียนซวี่ก่อน
กัวเทียนซวี่สูบบุหรี่ไปคำหนึ่ง “ตอนนั้นแสงไม่พอ แถมชุลมุนวุ่นวาย ขนาดคนเจ็บยังไม่รู้เลยว่าโดนใครเตะ คนอื่นจะไปเห็นได้ยังไง ส่วนพวกผู้ต้องสงสัยที่ลงไม้ลงมือ ต่างก็ปฏิเสธกันหมด ปัดความรับผิดชอบกันเก่งเหลือเกิน”
“มีคนลงมือกี่คนครับ?”
“ตะลุมบอนกันสิบสามคน พ่อแม่เด็กฝ่ายหนึ่ง อีกสิบเอ็ดคนเป็นเจ้าของรถที่มาเรียกร้องค่าเสียหาย” กัวเทียนซวี่อธิบาย
“เป้ากางเกงผู้เสียหายมีรอยเท้าไหมครับ?”
“ไม่ทิ้งรอยเท้าไว้ น่าจะใช้หลังเท้าเตะ ตอนนี้เลยต้องกักตัวไว้ทั้งหมดก่อน ญาติ ๆ ของเจ้าของรถพวกนั้นกำลังมาทวงคนอยู่ที่ห้องโถง นายว่าน่ากลุ้มไหมล่ะ?”
“อาจารย์ทำใจร่ม ๆ งานโรงพักก็แบบนี้แหละครับ” หานปินปลอบ
“ไอ้หนูพูดง่ายนี่ ตอนนี้นายอยู่กองสืบ ช่วยออกความเห็นหน่อยสิ จะจับตัวคนเตะผ่าหมากพ่อเด็กได้ยังไง?”
“ไม่มีพยานบุคคล ไม่มีหลักฐานวัตถุ ไม่มีวิดีโอ ก็ได้แต่ให้ผู้ต้องสงสัยซัดทอดกันเอง อาจจะพอจับตัวได้ครับ” หานปินวิเคราะห์
“ดูทรงแล้วยาก อย่าว่าแต่ตอนชุลมุนพวกเจ้าของรถจะเห็นคนเตะไหมเลย ต่อให้เห็น ก็ใช่ว่าจะยอมพูด ยังไงก็เพื่อนบ้านกัน ต้องเจอหน้ากันทุกวัน ถ้าไม่จวนตัวจริง ๆ ใครจะอยากแกว่งเท้าหาเสี้ยน” กัวเทียนซวี่ส่ายหน้า
“จริง ๆ เรื่องแบบนี้ อาจารย์มีประสบการณ์มากกว่าผม น่าจะมีวิธีรับมืออยู่แล้วมั้งครับ” หานปินยิ้ม
กัวเทียนซวี่ยิ้ม ดูจากอาการบาดเจ็บของพ่อเด็ก เข้าข่ายคดีอาญาแล้ว ส่งต่อให้กองสืบสวนจัดการได้
ในเมื่อเขาหาตัวผู้ต้องสงสัยไม่ได้ ก็โยนให้กองสืบสวนจัดการไปสิ
งานใครงานมันนี่นา
“ก๊อก ๆ ๆ...” ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“เชิญ”
“สารวัตรครับ ยายแก่นั่นพาลูกสะใภ้กับหลานมา ทะเลาะกับญาติเจ้าของรถในห้องโถงอีกแล้ว สารวัตรรีบไปดูเถอะครับ”
“พวกนายทำงานกันยังไง เรื่องแค่นี้ก็จัดการไม่ได้” กัวเทียนซวี่บ่นอุบ แต่ก็รีบออกไปที่ห้องโถง
เขาเคยเจอยายคนนี้แล้ว เป็นพวกไม่ยอมคนเหมือนกัน ขืนปล่อยให้ตีกัน เรื่องจะเข้าตัวเขาเปล่า ๆ
หานปินเดินตามไปที่ห้องโถง เห็นหญิงชราผมดอกเลากำลังนั่งร้องโวยวายอยู่กับพื้น
“โอยตายแล้ว ลูกแม่ ทำไมเอ็งถึงน่าเวทนาขนาดนี้!”
ข้าง ๆ มีแม่ลูกคู่หนึ่งยืนอยู่ คนแม่สีหน้าบึ้งตึง ถลึงตาใส่ญาติเจ้าของรถ ส่วนเด็กน้อยอายุห้าหกขวบ ในมือถือหุ่นจูจูเซียวอยู่
“พอได้แล้ว เลิกร้อง แล้วมาคุยกับผม” กัวเทียนซวี่ตีหน้าขรึม
“ตำรวจต้องให้ความเป็นธรรมกับฉันนะ ลูกชายฉันเจ็บหนักนอนโรงพยาบาล ยังไม่มีใครมารับผิดชอบเลย” หญิงชราตะโกน
“ถ้าไม่มีใครดูแล แล้วพวกคุณสามคนพ่อแม่ลูกไม่รีบกลับไปเฝ้าไข้ที่โรงพยาบาล จะมาอยู่ที่นี่ทำไม?” กัวเทียนซวี่ย้อนถาม
“บ้านเราไม่มีเงิน จ่ายค่าหมอไม่ไหว ตอนนี้ยังไม่ได้ผ่าตัดเลย ที่ฉันมาโรงพัก ก็เพื่อจะให้คนร้ายจ่ายเงิน เอาเงินไปรักษาลูกชายฉัน” หญิงชราตะโกน
“เรื่องนี้ยังสอบสวนไม่เสร็จ จะให้ใครมาออกเงินให้ อย่าเห็นแก่เงินนักเลย รีบรักษาลูกชายคุณก่อนเถอะ ขืนชักช้า เดี๋ยวจะเสียใจไปตลอดชีวิตนะ” กัวเทียนซวี่เตือน
“ให้พวกมันออกให้สิ” หญิงชราชี้หน้าญาติเจ้าของรถ
“อีแก่ อยากได้เงินจนบ้าแล้วมั้ง ตอนขูดรถพวกเรา แกพูดยังไงนะ? ไหนบอกว่าไม่มีเงิน มีแต่ชีวิตไง แล้วตอนนี้จะมาให้พวกเราออกเงินให้ได้ไง”
“ใช่ ถ้าจะให้ช่วยค่ารักษา ก็จ่ายค่าซ่อมรถมาก่อนสิ”
“ถุย ยิ่งแก่ยิ่งหน้าด้าน”
ญาติเจ้าของรถพากันด่าทอ
หญิงชราโมโหจัด “พวกคนใจดำ มันเรื่องเดียวกันที่ไหน เด็กตัวแค่นี้จะไปรู้เรื่องอะไร พวกแกจะไปถือสาหาความทำไม”
“เด็กไม่รู้เรื่อง ผู้ใหญ่ก็จ่ายเงินมาสิ”
“เรื่องอะไร รถไม่ใช่ผู้ใหญ่ขูดซะหน่อย” หญิงชราเชิดหน้า
“อีนี่ ขูดรถชาวบ้านยังมีหน้ามาพูดดีอีก” ญาติเจ้าของรถคนหนึ่งยิ่งฟังยิ่งของขึ้น
“เมื่อไม่กี่วันก่อน หลานฉันก็ไปขูดรถคันหนึ่ง เจ้าของรถเขารู้ความจะตาย ไม่เห็นจะมาเรียกร้องเงินทอง ดูพวกแกสิ หน้าเงินกันทั้งนั้น มาคิดเล็กคิดน้อยกับเด็ก จิตใจทำไมมันต่างกันราวฟ้ากับเหวแบบนี้ฮะ” หญิงชราถ่มน้ำลาย
หานปินยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ก็ถามแทรกขึ้นว่า “เมื่อกี้คุณว่าไงนะ หลานคุณเคยขูดรถคนอื่นมาก่อนเหรอ?”
“ขูดแล้วจะทำไม เจ้าของรถคนนั้นเขาเป็นผู้ดี นอกจากจะไม่เอาเรื่องแล้ว ยังให้เงินหลานฉันอีกร้อยหยวนด้วย” หญิงชราคุยโว
หานปินรู้สึกสะดุดใจ สมัยนี้ยังมีคน ‘ใจบุญ’ ขนาดนี้อยู่อีกเหรอ แต่ดูจากทรงหญิงชราแล้วคงเชื่อถือไม่ได้มากนัก หานปินเลยย่อตัวลงถามเด็กน้อยข้าง ๆ ว่า “น้องชาย หนูเป็นคนขูดรถพวกนั้นในหมู่บ้านเหรอครับ?”
เด็กชายพยักหน้า
“ทำไมหนูถึงทำแบบนั้นล่ะ?” หานปินถามต่อ
เด็กน้อยก้มมองหุ่นจูจูเซียว “ผมอยากซื้อของเล่นใหม่”
หานปินจับความนัยได้ ขมวดคิ้วถาม “ใครบอกหนูว่าขูดรถแล้วจะได้ซื้อของเล่น?”
“ครั้งที่แล้วผมขูดรถคันนึง ลุงเจ้าของรถให้ลูกอมผม แล้วก็ให้เงินร้อยหยวน ให้ผมเอามาซื้อจูจูเซียวตัวนี้ ผมอยากได้ของเล่นอีกเยอะ ๆ” เด็กน้อยดูเหมือนจะรู้ว่าตัวเองทำผิด เลยดูเกรง ๆ แต่พอพูดถึงของเล่น แววตาก็ฉายแววตื่นเต้น
กัวเทียนซวี่เริ่มรู้สึกทะแม่ง ๆ เลยเรียกหญิงชราไปสอบปากคำที่ห้องสอบสวน ถึงได้รู้ต้นสายปลายเหตุ
หานปินได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมด ก็จดจำชื่อ ‘พี่เลี่ยว’ ไว้ในใจเงียบ ๆ
คนชื่อพี่เลี่ยวคนนี้ ภายนอกดูใจกว้างใจดี แต่ในสายตาหานปิน หมอนี่มันพวกซ่อนดาบในรอยยิ้ม
คนใจกว้างจริง ๆ อาจจะไม่เรียกค่าเสียหายจากเด็ก แต่ไม่มีทางสนับสนุนให้เด็กทำผิด วิธีที่ถูกคือต้องดุสั่งสอน บอกเด็กว่าการขูดรถมันไม่ดี
แต่พี่เลี่ยวกลับใช้วิธีให้ท้าย ทำให้เด็กเข้าใจผิดว่าการขูดรถไม่มีโทษ แถมยังได้เงินได้ของเล่น เป็นการชี้โพรงให้กระรอกชัด ๆ
แน่นอนว่าพี่เลี่ยวไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ต่อให้ตำรวจไปหา เขาจะอ้างว่าทำบุญทำทานก็ได้
ยังไงซะ เขาก็แค่ใช้วิธีผิด ๆ ใครจะไปพิสูจน์ได้ว่าเขาแค่สอนเด็กไม่เป็น หรือมีเจตนาแอบแฝง
ตราบใดที่ไม่ผิดกฎหมาย ตำรวจก็ทำอะไรเขาไม่ได้
พฤติกรรมของพี่เลี่ยวจะเรียกว่ายุยงส่งเสริมก็ยังไม่ได้ เต็มที่ก็แค่ใช้วิธีแนบเนียน ฝังเมล็ดพันธุ์บางอย่างไว้ในใจเด็ก
แต่สิ่งที่ทำให้เมล็ดพันธุ์นี้เติบโตขึ้นมาจริง ๆ คือสภาพแวดล้อมทางครอบครัวของเด็ก
เด็กทำผิด ย่ากับพ่อแม่นอกจากจะไม่ช่วยแก้ไข ไม่บอกว่าผิด ยังปกป้องจนเกินเหตุ มองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย
ดินแบบนี้แหละ เหมาะแก่การเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความชั่วร้ายที่สุด
ดูจากพฤติกรรมของย่าและพ่อเด็ก ครอบครัวนี้ค่อนข้างไร้เหตุผล จ้องแต่จะเอาเปรียบ ไม่ยอมเสียเปรียบ สภาพแวดล้อมแบบนี้ต่างหากที่เป็นต้นเหตุให้เด็กทำผิด
ส่วนพี่เลี่ยวคนนั้น เป็นแค่ตัวจุดชนวน
หานปินคิดว่าคดีนี้ให้บทเรียนได้ดีมาก ถ้าเด็กคนนี้ยังโตมาในครอบครัวแบบนี้ ขาดการปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้อง โตไปมีโอกาสเข้าคุกสูงมาก
ส่วนคดีนี้จะจบลงยังไง ก็ไม่ใช่กงการอะไรของหานปินแล้ว
หานปินกลับคิดว่า พี่เลี่ยวคนนั้นต่างหากที่น่าจับตามอง
หมอนี่ต้องเป็นตัวอันตรายแน่ ๆ
────────── •✧• ──────────
บทที่ 300 คนแปลกหน้าที่คุ้นเคย
เมืองชิงเต่า ใกล้กรมตำรวจสาขาอวี้หัว
ตอนเช้า หลี่ฮุยกับหานปินขับรถไปทำงานด้วยกัน
ใกล้ ๆ โรงพักมีร้านบะหมี่เปิดใหม่ เปิดขายตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า เพื่อนร่วมงานบอกว่ารสชาติใช้ได้ หานปินกับหลี่ฮุยกินข้าวโรงอาหารทุกวันจนเริ่มเบื่อ ครั้งนี้เลยกะจะเปลี่ยนรสชาติไปลองชิมที่ร้านบะหมี่ดูบ้าง
ป้ายหน้าร้านเขียนไว้สี่คำว่า บะหมี่หลานโจว
อากาศหนาว ๆ ได้กินบะหมี่น้ำสักชาม ร่างกายก็อบอุ่น
ทั้งสองคนเดินเข้าไปในร้าน ข้างในมีคนไม่น้อย ล้วนแต่เป็นคนตื่นเช้ามาทำงาน
หลังจากดูเมนู หลี่ฮุยสั่งบะหมี่ชามใหญ่ใส่ไข่ รวมแล้วสิบหยวน
หานปินสั่งบะหมี่เนื้อวัวเกรดพรีเมียม แล้วเดินไปซื้อขนมเปี๊ยะทอดที่ร้านข้าง ๆ มาอีกชิ้น
หานปินชอบกินขนมเปี๊ยะทอดมาตั้งแต่เด็ก เริ่มแรกราคาชิ้นละห้าเหมา ต่อมาก็หนึ่งหยวน จนตอนนี้กลายเป็นสองหยวนแล้ว แต่หานปินก็ยังชอบกิน บางทีนี่อาจจะเป็นความเคยชิน
ไม่นาน บะหมี่ของทั้งสองคนก็มาเสิร์ฟ
หลี่ฮุยมองบะหมี่ชามใหญ่ใส่ไข่ของตัวเอง แล้วหันไปมองบะหมี่เนื้อวัวเกรดพรีเมียมของหานปิน ก่อนจะเบ้ปาก “ฟุ่มเฟือย”
จริง ๆ แล้ว บะหมี่เนื้อวัวเกรดพรีเมียมกับบะหมี่ธรรมดา ต่างกันแค่มีเนื้อวัวเยอะกว่าหน่อย อย่างอื่นก็เหมือนกันหมด
หานปินหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ยุคนี้สมัยนี้ กินเนื้อแค่นี้เรียกฟุ่มเฟือยแล้วเหรอ”
“ลูกพี่ นายไม่ดูเหรอว่าเดี๋ยวนี้ราคาเนื้อแพงแค่ไหน” หลี่ฮุยถอนหายใจ
หานปินพูดไม่ออก ทุกครั้งที่เขากินของดีหน่อย เจ้าหลี่ฮุยเป็นต้องบ่นพึมพำทุกที
เขาไม่ซื้อบ้าน ไม่ซื้อรถ แค่ชอบกินเนื้อ แพงหน่อยก็ช่างมัน คงไม่ถึงกับกินจนล่มจมหรอก
พูดแบบไม่น่าฟัง บางคนประหยัดอดออมมาทั้งชีวิต สุดท้ายเงินก็ไปเข้ากระเป๋าพวกเจ้าของโครงการอสังหาฯ หมด
ชีวิตคนเรามันสั้น จะอะไรนักหนา?
“เพื่อน ๆ ทุกคน พิมพ์ 666 ซาลาเปาหกถ้วย เนื้อหกถ้วย... ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ ทุกคน เข้าสู่ห้องไลฟ์ของหนีจื่อนะคะ...” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นอีกแล้ว
“นี่ นายมีแฟนแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมยังดูไลฟ์สดอยู่อีก” หานปินถาม
“เฮ้อ... อย่าพูดถึงเธอเลย ไม่รู้เรื่องรู้ราว ดูไลฟ์ของหนีจื่อสบายใจกว่าเยอะ...” หลี่ฮุยถอนหายใจ
“หึ ๆ ฟังดูเหมือนความรักมีอุปสรรคนะ” หานปินยิ้ม
“นายก็สมน้ำหน้าไปเถอะ ถึงจะมีอุปสรรค แต่ตอนนี้ฉันก็ถือว่ามีแฟนแล้ว ไม่เหมือนนายหรอก” หลี่ฮุยส่ายหน้าไปมาอย่างผู้ชนะ
“ขอบคุณพี่ ‘เดี๋ยวฉันจะพาคุณไปดูปลาทอง’ ที่เปย์เครื่องบิน! เพื่อน ๆ ทุกคน จัด 666 มาหน่อยค่า...”
หลี่ฮุยหัวเราะแหะ ๆ แล้วกดเลขหกตามไปรัว ๆ
ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็กดส่งอมยิ้มไปสิบอัน
แต่อมยิ้มมันราคาไม่เท่าไหร่ สตรีมเมอร์จะขอบคุณหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์
รอบนี้ สตรีมเมอร์ไม่ได้เอ่ยชื่อ
สีหน้าหลี่ฮุยฉายแววผิดหวัง
หานปินตบไหล่เขาแล้วยิ้ม “เอาเงินนั่นไปซื้อเนื้อกินดีกว่ามั้ง”
“นายจะไปรู้อะไร นี่เรียกว่าความสุขทางใจ เหมือนดูหนังนั่นแหละ มีเงินก็ซื้อความสุขของพี่ไม่ได้หรอกไอ้น้อง” หลี่ฮุยเบ้ปาก
…
พอถึงโรงพัก หานปินก็ได้รับแจ้งว่าผลการจำลองใบหน้าของเฉาเอ้อร์หู่ออกมาแล้ว ความเหมือนกับใบหน้าเฉาเอ้อร์หู่สูงถึง 96.5% บวกกับอายุและส่วนสูงที่ตรงกัน ก็ยืนยันได้แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วว่าผู้ตายคือเฉาเอ้อร์หู่
ทีม 2 เริ่มจัดการเอกสารคดีฆาตกรรมเฉาเอ้อร์หู่
ตอนบ่าย หานปินกำลังฟุบหลับพักเที่ยงอยู่บนโต๊ะ ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออก
หานปินยังงัวเงียอยู่ ตอนที่เสียงประหลาดใจของจ้าวหมิงดังขึ้น “หัวหน้าเจิง กลับมาแล้วเหรอครับ!”
ได้ยินประโยคนั้น ความง่วงของหานปินก็หายเป็นปลิดทิ้ง เงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นร่างที่คุ้นเคยจริง ๆ
หานปินลุกขึ้นยิ้ม “หัวหน้าเจิง พวกเรารอแล้วรอเล่า ในที่สุดคุณก็กลับมาสักที”
“ไหนบอกว่าอบรมเดือนเดียวจบไงครับ? นี่ไปเกินเดือนแล้วนะเนี่ย” หลี่ฮุยทัก
“ไม่เจอกันเดือนกว่า หัวหน้าขาวขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยนะคะ” เถียนลี่ยิ้ม จุดสังเกตของผู้หญิงมักจะต่างจากผู้ชายเสมอ
“สวัสดีครับหัวหน้าเจิง” ซุนเสี่ยวเผิงลุกขึ้นทักทาย
“ฉันก็อยากกลับมาเร็ว ๆ เหมือนกัน แต่ทางเมืองเฉวียนเฉิงมีเรื่องด่วนเข้ามา” เจิงเผิงอธิบาย แล้วกวาดตามองทุกคน “พวกนายนี่ไม่เปลี่ยนเลยนะ ยังเหมือนเดิมเปี๊ยบ”
“ไม่เปลี่ยนตรงไหน พวกเราเหนื่อยจนผอมกันหมดแล้วเนี่ย” หลี่ฮุยตบแก้มตัวเอง
“หน้าด้านกว่าเดิมสิไม่ว่า ยังกล้าบอกว่าผอมอีก” หานปินหัวเราะ
“ฉันซื้อของฝากจากเมืองเฉวียนเฉิงมาให้ เอาไปแบ่งกันนะ” เจิงเผิงวางถุงสองใบไว้บนโต๊ะ
“โอ๊ะ มีขนมเปี๊ยะเส้นด้วย สมัยเรียนผมกินบ่อย พูดแล้วก็คิดถึงรสชาตินี้แฮะ” หลี่ฮุยกลืนน้ำลาย
เถียนลี่มองบน “มีอะไรที่นายไม่อยากกินบ้างฮะ”
“ฉันเพิ่งกลับมา ก็ได้ยินว่าพวกนายปิดคดีใหญ่ได้อีกแล้ว แถมยังได้รางวัลเกียรติยศชั้นสองด้วย เจ๋งจริง ๆ” เจิงเผิงชม
“โชคช่วยครับ ถ้าทางเมืองไม่เวนคืนที่ดิน คดีนี้จะปิดได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลยครับ” หานปินถ่อมตัว
“ปินจื่อ นายทำได้ไม่เลวนี่ ฉันไปไม่เท่าไหร่ นายจากรักษาการหัวหน้าก็ได้บรรจุเป็นตัวจริงซะแล้ว” เจิงเผิงแซว
“ได้บารมีของหัวหน้ากับหัวหน้าเจิ้งช่วยครับ ไม่งั้นคงไม่เร็วขนาดนี้” หานปินยิ้ม
เจิงเผิงตบไหล่หานปิน แล้วยิ้มบอกทุกคน “เอาล่ะ ฉันต้องแวะไปดูทีม 1 หน่อย เย็นนี้ฉันเลี้ยง ห้ามใครโดดนะ”
“พวกเราต่างหากที่ต้องเลี้ยงต้อนรับหัวหน้า” หานปินแย้ง
“คราวนี้ไม่ต้องแย่งกัน ฉันเลี้ยงเอง” เจิงเผิงกลับมาคราวนี้ต้องมารับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยสืบสวน 3 จะให้ขี้เหนียวได้ยังไง
ตกเย็น คนในหน่วยสืบสวน 3 ไปกันหมด รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคและนิติเวช รวมแล้วเกือบยี่สิบคน แบ่งนั่งสองโต๊ะ ถึงเจิ้งข่ายเสวียนจะพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าหน่วยแล้ว แต่ก็ยังมีตำแหน่งรองผู้กำกับการ จึงถือว่าใหญ่ที่สุด และได้นั่งตรงกลาง
อาหารมื้อนี้ ถือเป็นงานเลี้ยงรับส่งหัวหน้าหน่วยสืบสวน 3 คนเก่าและคนใหม่ด้วย
…
วันรุ่งขึ้น พวกหานปินยุ่งกันทั้งช่วงเช้า จัดการปิดคดีฆาตกรรมเฉาเอ้อร์หู่จนเสร็จ
ตอนบ่าย พอทุกคนกินข้าวเสร็จกลับมาถึงห้องทำงาน เจิงเผิงก็เดินเข้ามา
หานปินหาววอดพลางถามว่า “หัวหน้าเจิง เมื่อเที่ยงทำไมไม่เห็นไปกินข้าวล่ะครับ”
“ฉันยังไม่ได้กินเลย พอดีมีคดีเข้ามา” เจิงเผิงตอบ
“งั้นแสดงว่า หัวหน้าจะมามอบหมายงานให้พวกเราสินะครับ” หลี่ฮุยเดา
“ใช่ เป็นคดีงัดแงะย่องเบา ผู้เสียหายอยู่ที่ห้องรับรอง เถียนลี่ เธอไปพาตัวมาหน่อย” เจิงเผิงสั่ง
“หัวหน้าเจิง มีห้องทำงานส่วนตัวแล้วรู้สึกยังไงบ้างครับ?” หานปินถาม
“แรก ๆ ก็เห่ออยู่หรอก แต่อยู่ไปครึ่งวันก็เริ่มเบื่อ สู้มาอยู่กับพวกนายไม่ได้” เจิงเผิงยิ้ม แล้วเหลือบมองไปทางประตู
“แต่ข้อดีคือสูบบุหรี่ได้ตลอดเวลานี่แหละ”
“หัวหน้าเจิง ดื่มชาครับ” จ้าวหมิงรินชา แล้ววางไว้ตรงหน้าเจิงเผิง
“โอ้โห เพิ่งเคยได้รับการปรนนิบัติแบบนี้ครั้งแรกเลยนะเนี่ย” เจิงเผิงแซว
“ตอนนี้หัวหน้าไม่เหมือนเดิมแล้ว เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ก็ต้องประจบสอพลอกันหน่อย” จ้าวหมิงยิ้ม
หลี่ฮุยเบ้ปาก “ไอ้ขี้ประจบ”
เจิงเผิงเป็นหัวหน้าสายตรงของพวกเขาก็จริง แต่ทุกคนก็ไม่ได้มองเป็นคนอื่นคนไกล ล้อเล่นกันนิดหน่อย ไม่มีใครถือสา
“ตึก ตึก ตึก...”
เสียงฝีเท้าดังขึ้น เถียนลี่พาหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องประชุม
หญิงสาวดูอายุราว ๆ ยี่สิบปี ตัวไม่สูง ผมยาวสยายปะบ่า หน้าตาจัดว่าหมดจดงดงาม
หลี่ฮุยมองสำรวจอีกฝ่าย รู้สึกคุ้นหน้าอยู่บ้าง แต่นึกไม่ออกว่าเป็นใคร
“คุณคือผู้แจ้งความคดีลักทรัพย์ใช่ไหมครับ?” หานปินถาม
“ใช่ค่ะ ฉันชื่อเถียนรุ่ยหนี”
“หลี่ฮุย สอบปากคำเขาหน่อย” หานปินสั่ง
หลี่ฮุยเดินเข้ามา มองดูดี ๆ ก็ยังรู้สึกคุ้น แต่ก็นึกไม่ออกอยู่ดีว่าเป็นใคร เลยเปิดกล้องบันทึกภาพการปฏิบัติงานแล้วถามว่า “ชื่อ อายุ อาชีพ...”
“ฉันชื่อเถียนรุ่ยหนี อายุ 21 ปี เป็นสตรีมเมอร์...”
“เป็นสตรีมเมอร์สายไหนครับ?” หลี่ฮุยทำหน้าสงสัย
“สตรีมเมอร์บนแพลตฟอร์มไลฟ์สดค่ะ”
“ชื่อในวงการชื่ออะไร?”
“หนีจื่อ”
หลี่ฮุยตาโต จ้องมองเถียนรุ่ยหนีอย่างพินิจพิเคราะห์ “หนีจื่อ คุณคือหนีจื่อจริง ๆ เหรอ?”
“ใช่ค่ะ คุณเคยดูไลฟ์ฉันเหรอ?” เถียนรุ่ยหนีย้อนถาม
“โห จำไม่ได้เฉยเลย” หลี่ฮุยอ้าปากค้าง ยังไม่อยากจะเชื่อ “ผมเอง พี่ฮุยแห่งชิงเต่าไง!”