เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 289 ข้อสงสัย|290 เบาะแส

บทที่ 289 ข้อสงสัย|290 เบาะแส

บทที่ 289 ข้อสงสัย|290 เบาะแส


บทที่ 289 ข้อสงสัย

เรือนจำที่ 3 ตั้งอยู่ชานเมืองชิงเต่า ฉินผิงซานถูกคุมขังอยู่ที่นี่

ภายใต้การนำทางของผู้คุม หานปินก็ได้พบกับอีกฝ่ายในเรือนจำ

ฉินผิงซานอายุราวห้าสิบปี ผมเริ่มหงอกขาวแล้ว พอเห็นหานปินกับจ้าวหมิง ก็โค้งคำนับเก้าสิบองศา

“สวัสดีครับคุณตำรวจทั้งสอง!”

“ฉินผิงซาน รู้ไหมว่าเรียกคุณมาทำไม?” หานปินถาม

“ไม่ทราบครับ แต่ถ้าคุณตำรวจมีคำสั่งอะไร ผมยินดีทำตามแน่นอน” ฉินผิงซานรีบตอบ

หานปินค่อนข้างพอใจในท่าทีของอีกฝ่าย คิดในใจว่า คนที่ผ่านการอบรมข้างในนี้ รู้ความกว่าพวกข้างนอกจริง ๆ

“หลี่ว์เจียเหว่ย คุณรู้จักไหม?” หานปินถาม

“หลี่ว์เจียเหว่ย” ฉินผิงซานพึมพำ แล้วถามกลับว่า “หลี่ว์เจียเหว่ยหมู่บ้านซีไจ๋อิ๋งเหรอครับ?”

“ใช่”

“รู้จักครับ แต่เขาตายไปนานแล้วนี่” ฉินผิงซานตอบ

“คุณรู้ได้ยังไงว่าเขาตายแล้ว”

“สิบกว่าปีก่อน หลี่ว์เจียเหว่ยอยากเปิดโรงงาน เงินในมือไม่พอ ก็เลยมาขอยืมผม ใครจะไปรู้ว่าไอ้หมอนั่นดันมาตาย เงินที่ผมให้ยืมไปก็เลยสูญเปล่า” ฉินผิงซานถอนหายใจ

“คุณกับเขาเป็นอะไรกัน ทำไมถึงให้เขายืมเงิน?” หานปินถาม

“ตอนนั้นผม... เฮ้อ ผมบอกตามตรงนะ ตอนนั้นผมก็แค่โลภอยากได้ดอกเบี้ย ผมกับเขาไม่ได้สนิทกันหรอก แค่เขาให้ดอกสูง ผมก็เลยปล่อยกู้ให้” ฉินผิงซานตอบ

“ปล่อยกู้นอกระบบก็บอกว่าปล่อยกู้นอกระบบ จะพูดอ้อมค้อมทำไม?” จ้าวหมิงแค่นเสียง

“ได้ข่าวว่าก่อนหลี่ว์เจียเหว่ยตาย คุณตามทวงหนี้เขาตลอดเลยใช่ไหม?” หานปินถามจี้

“ใช่ครับ ชีวิตมันไม่ง่าย เงินทองก็ไม่ได้ลอยมาตามลม ท่านว่าจริงไหมล่ะ?”

“ถ้าหลี่ว์เจียเหว่ยไม่ยอมคืนเงิน คุณกะจะจัดการเขายังไง?”

“ผมก็คงตามทวงไปเรื่อย ๆ แหละครับ ผมเชื่อว่าถ้าเขามีเงิน เขาต้องคืนผมแน่” ฉินผิงซานตอบ

“คุณไม่เคยคิดจะฆ่าล้างครัวระบายแค้นบ้างเหรอ?” จ้าวหมิงลองหยั่งเชิง

“ดูพูดเข้าสิ ผมไม่กล้าหรอกครับ ไม่กล้าทำแน่ ๆ”

“วันที่ 15 กรกฎาคม ปี 2009 ช่วงเที่ยงคืนถึงตีสี่ คุณอยู่ที่ไหน?” หานปินถาม

“จำไม่ได้แล้วครับ”

“จำไม่ได้ ก็ลองนึกดูดี ๆ”

“คดีนี้ไม่เกี่ยวกับผมเลย ไม่เกี่ยวกับผมจริง ๆ นะครับ” ฉินผิงซานรีบปฏิเสธ

“ฉินผิงซาน คุณเองก็คนในวงการนักเลง คนจริงเขาไม่พูดอ้อมค้อมหรอก ถ้าเราไม่มีหลักฐานคงไม่มาหาคุณ คิดจะพูดจาขอไปทีไล่พวกเราไปง่าย ๆ เหรอ?” จ้าวหมิงขู่

“ไม่ ๆ ๆ ผมไม่ได้คิดแบบนั้นครับ”

“พวกเรามีเวลาเยอะแยะ ถ้าคุณนึกเรื่องคดี 715 ไม่ออก จะลองคุยเรื่องปล่อยกู้นอกระบบของคุณดูก็ได้นะ” หานปินบอก

“อย่าเลยครับ ผมจะนึกเดี๋ยวนี้แหละ จะให้ความร่วมมือกับตำรวจเต็มที่เลย” ฉินผิงซานหน้าเปลี่ยนสี รีบกลับคำ

หานปินไม่รีบร้อน เอนหลังพิงเก้าอี้ รอฟังเขาพูดอย่างใจเย็น

“เฮ้อ หลี่ว์เจียเหว่ยตายน่ะ ไม่เกี่ยวกับผมเลยสักนิด พวกเราเป็นคนทวงหนี้ ถ้าลูกหนี้ตาย เราจะไปเอาเงินกับใคร” ฉินผิงซานถอนหายใจ ค่อย ๆ เล่าว่า “จำได้ว่าตอนรู้ข่าวหลี่ว์เจียเหว่ยตาย ผมเสียใจยิ่งกว่าใคร เผลอ ๆ จะพอ ๆ กับพ่อบังเกิดเกล้าเขาด้วยซ้ำ เขาตายไปแล้วใครจะใช้หนี้ผมล่ะ”

“ตอนนั้นผมยังไปที่บ้านหลี่ว์เจียเหว่ยเลย แต่ผู้ใหญ่ในบ้านตายหมด หลี่ว์เจียเหว่ยก็ไม่เหลือเงินสักแดง เหลือแต่บ้านร้างที่ไฟคลอกคนตาย กลายเป็นบ้านผีสิง ใครจะมาซื้อ เงินก้อนนั้นก็เลยสูญ” ฉินผิงซานเล่าพลางกลืนน้ำลาย “คุณตำรวจครับ ขอบุหรี่สูบสักตัวได้ไหมครับ”

หานปินพยักหน้าเบา ๆ จ้าวหมิงที่อยู่ข้าง ๆ จึงจุดบุหรี่จงฮวามวนหนึ่ง ส่งให้ฉินผิงซานที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

ฉินผิงซานรับบุหรี่ไป รีบสูบไปหลายคำ “จงฮวา นี่มันบุหรี่ชั้นดีเลยนะ ตั้งแต่เข้ามาข้างใน ผมไม่ได้สูบบุหรี่ดี ๆ แบบนี้เลย”

“ให้การดี ๆ เดี๋ยวตอนกลับจะทิ้งไว้ให้ซองนึง” หานปินบอก

“ขอบคุณครับคุณตำรวจ ขอบคุณครับ”

ฉินผิงซานสูบไปอีกสองคำ “หนี้สูญ ผมเสียหายหนัก ตอนนั้นผมก็เจ็บใจ เลยลองไปสืบดูในวงการ ว่าใครเป็นคนลงมือ”

“คุณรู้ได้ยังไงว่าคดีนี้เกี่ยวกับคนในวงการนักเลง?” จ้าวหมิงถามสวน

“เดาเอาน่ะสิครับ อีกอย่างผมก็รู้จักแต่พี่น้องในวงการพวกนี้ ข่าวพวกเขาก็ไวจะตาย ส่วนทางตำรวจต่อให้มีข่าว ผมก็ไม่กล้าไปถามหรอก” ฉินผิงซานสูดหายใจลึก สูบบุหรี่จนหมดมวน “คุณตำรวจครับ มีอีกไหม?”

หานปินล้วงซองบุหรี่จากกระเป๋าเสื้อ โยนให้อีกฝ่าย “จงฮวาผมไม่มีหรอก เอาซองนี้ไปสูบแก้ขัดแล้วกัน”

“ขอบคุณครับหัวหน้า” ฉินผิงซานรีบหยิบออกมาจุดสูบ อัดควันเข้าปอด ทำหน้าเคลิบเคลิ้ม “ตอนนั้นผมคิดว่า คดีใหญ่ขนาดนี้ คนธรรมดาไม่น่ากล้าทำ พวกคนในวงการน่าสงสัยกว่า”

“ต่อมาผมลองสืบดู ก็ได้เรื่องจริง ๆ มีไอ้หนุ่มคนหนึ่งชื่อเฉาเอ้อร์หู่ เป็นนักเลงเหมือนกัน หมอนี่ฝีมือดี ใจกล้า มือหนัก มีชื่อเสียงในวงการพอตัว เขาว่ากันว่าก่อนเกิดคดี 715 มันเคยถามหาหลี่ว์เจียเหว่ยกับพี่น้องในวงการ พอเกิดคดี 715 มันก็หนีออกจากชิงเต่าไป แต่เรื่องจริงเท็จแค่ไหน ผมไม่รู้นะ”

“มันถามหาหลี่ว์เจียเหว่ยทำไม?”

“อันนี้ผมก็ไม่ทราบ”

“เฉาเอ้อร์หู่เป็นชื่อจริงเหรอ?”

“ไม่แน่ใจครับ แต่คนในวงการเรียกมันแบบนี้”

“เขามีจุดเด่นอะไรไหม?”

“ไอ้หมอนี่มีแผลเป็นบนหน้า หัวโล้น ผมไม่ค่อยสนิทกับมันหรอก เคยเจอแค่สองสามครั้ง หน้าตาเป๊ะ ๆ ก็จำไม่ค่อยได้แล้ว” ฉินผิงซานพยายามนึก

“คุณรู้จักเหลียงจื้อปั๋วไหม?”

“ไม่รู้จัก”

“แล้วหวังจินเป่าล่ะ?”

“พอคุ้น ๆ อยู่ เหมือนหมอนี่จะเคยอยู่ในวงการเหมือนกัน แต่ผมไม่ค่อยสนิท”

“หวังจินเป่ากับเฉาเอ้อร์หู่ต่างก็เป็นคนในวงการ สองคนนี้รู้จักกันไหม?”

ฉินผิงซานพ่นควันบุหรี่ “ผมไม่รู้ครับ แต่เท่าที่รู้ สองคนนี้คนละแนวกัน”

“คนละแนวตางกันยังไง?”

“วิธีหากินต่างกัน หวังจินเป่าเน้นฉวยโอกาส ต้มตุ๋นหลอกลวงหาเงินใช้ไปวัน ๆ แต่เฉาเอ้อร์หู่คนละชั้น ไอ้หมอนี่กล้าได้กล้าเสีย อาศัยความโหดเข้าแลก ได้ข่าวว่ามันเคยฆ่าคนด้วย”

“รู้อะไรตั้งเยอะแยะ ทำไมไม่รีบบอกตำรวจตั้งแต่แรก?” จ้าวหมิงแค่นเสียง

“ก็แค่ข่าวลือครับ ผมก็แค่ฟังเขามา ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ ไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนให้คุณตำรวจเปล่า ๆ” ฉินผิงซานตอบ

“หลี่ว์เจียเหว่ยกับเฉาเอ้อร์หู่รู้จักกันไหม?” หานปินถาม

“คุณตำรวจ ท่านคิดว่าเฉาเอ้อร์หู่เป็นคนฆ่าหลี่ว์เจียเหว่ยเหรอครับ?” ฉินผิงซานหยั่งเชิง

หานปินจ้องหน้าอีกฝ่ายครู่หนึ่ง “หลี่ว์เจียเหว่ยยังไม่ตาย”

“ฮะ ยังไม่ตาย เป็นไปได้ยังไง!” ฉินผิงซานตกใจ

“ตำรวจมีความจำเป็นต้องหลอกนายหรือไง?” จ้าวหมิงย้อน

“ไอ้หมอนั่นยังไม่ตาย แล้วที่ถูกไฟคลอกตายนั่นใครกัน?” ฉินผิงซานอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสบถออกมา “แม่งเอ๊ย ไอ้หมอนั่นต้องแกล้งตายหนีหนี้แน่ ๆ เลวระยำจริง ๆ...”

หลังจากสอบปากคำเสร็จ จ้าวหมิงก็เก็บลายนิ้วมือและรอยรองเท้าของฉินผิงซาน แล้วทั้งสองคนก็ออกจากเรือนจำ

หลังเกิดคดี 715 ตำรวจพบรอยนิ้วมือเปื้อนเลือดและรอยเท้าจำนวนหนึ่งในลานบ้านของหลี่ว์เจียเหว่ย

สิ่งเหล่านี้สามารถใช้เป็นหลักฐานระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้

เฉาเอ้อร์หู่น่าสงสัย

แต่ฉินผิงซานน่าสงสัยยิ่งกว่า หานปินไม่ได้เชื่อคำพูดของเขาไปซะทั้งหมด

────────── •✧• ──────────

บทที่ 290 เบาะแส

กรมตำรวจสาขาอวี้หัว ห้องทำงานทีม 2

พอกลับถึงโรงพัก จ้าวหมิงก็ส่งลายนิ้วมือของฉินผิงซานไปให้ฝ่ายเทคนิค ส่วนรอยรองเท้าเก็บไว้ที่หานปิน

ไม่นาน หลี่ฮุยกับซุนเสี่ยวเผิงก็กลับมา พวกเขาไปสืบเบาะแสเรื่องหวังจินเป่ามา

หานปินเคี้ยวหมากฝรั่ง “ทางหวังจินเป่าเป็นไงบ้าง?”

“เราเจอภรรยากับลูกสาวหวังจินเป่าแล้ว ภรรยาเขาบอกว่าปี 2009 กำลังจะหย่ากับหวังจินเป่า แต่ยังไม่ทันได้เซ็นใบหย่า ฝ่ายชายก็หนีตามผู้หญิงอื่นไปซะก่อน” หลี่ฮุยรายงาน

“ผู้หญิงคนไหน?”

“ภรรยาเขาก็ไม่รู้ หวังจินเป่าออกจากชิงเต่าไปช่วงเดือนกรกฎาคม หลังจากนั้นก็ส่งข้อความมาบ้าง แต่ปีถัดมาก็เงียบหายไปเลย พวกเขาถึงได้แจ้งความคนหาย” หลี่ฮุยตอบ

“มีเบาะแสอื่นอีกไหม?”

“ภรรยาเขาบอกว่า ตอนหวังจินเป่าหนีไป ขนเงินที่บ้านไปหมดเกลี้ยง อย่างน้อยก็หลายแสน ต่อมาสองแม่ลูกเลยลำบากกันน่าดู”

“หลายแสน? เงินก้อนนี้อาจเป็นแรงจูงใจในการฆ่าได้นะ” หานปินกล่าว

“เราเก็บดีเอ็นเอลูกสาวหวังจินเป่ามาแล้ว ผู้ตายใช่หวังจินเป่าไหม แค่ตรวจเทียบดูก็รู้” หลี่ฮุยบอก

พอรับฟังสถานการณ์เสร็จ หานปินก็แวะไปที่ห้องทำงานของเจิ้งข่ายเสวียน

“หัวหน้าเจิ้ง”

“กลับมาจากการสืบสวนแล้วเหรอ?”

“ครับ กะลังจะมารายงานผลพอดี”

เจิ้งข่ายเสวียนเหลือบมองนาฬิกา “คืนนี้มีนัดที่ไหนหรือเปล่า?”

“ไม่มีครับ”

“รองผู้การติงให้ความสำคัญกับคดีนี้มาก คืนนี้ไปกินข้าวด้วยกัน นายจะได้รายงานท่านโดยตรง” เจิ้งข่ายเสวียนบอก

“ครับ” หานปินรับคำ โอกาสดีขนาดนี้ เขาไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือแน่นอน

...

ตกค่ำ หานปิน ติงซีเฟิง และเจิ้งข่ายเสวียนไปกินข้าวด้วยกัน

กินอะไรไม่สำคัญ สำคัญที่ว่ากินกับใคร

บนโต๊ะอาหาร ทั้งสามคนไม่ได้ดื่มเหล้า หานปินรายงานความคืบหน้าของคดีให้ติงซีเฟิงฟัง

ติงซีเฟิงติดตามคดีนี้อยู่ตลอด ฟังรายงานของหานปินจบก็แนะนำว่า “ถึงความเป็นไปได้ที่หวังจินเป่าจะเป็นผู้ตายจะมีสูงมาก แต่ยังไงก็ต้องว่ากันด้วยหลักฐาน”

เห็นได้ชัดว่า เรื่องระบุตัวตนผู้ตายผิดในตอนนั้น กลายเป็นปมในใจของติงซีเฟิงไปแล้ว

บนโต๊ะอาหาร ติงซีเฟิงกำชับอีกหลายเรื่อง หานปินตั้งใจฟังอย่างดี ติงซีเฟิงไม่ได้เป็นแค่หัวหน้า แต่ยังเป็นตำรวจสืบสวนมากประสบการณ์ เคยทำคดีใหญ่ ๆ มามากมาย ประสบการณ์โชกโชนกว่าหานปินเยอะ

และเพราะจุดนี้เอง คดี 715 ถึงยิ่งทำให้เขาคาใจไม่หาย

...

เช้าวันรุ่งขึ้น

หานปินมาถึงที่ทำงาน ก็เริ่มเปรียบเทียบรอยเท้าของฉินผิงซาน

หานปินเอารอยเท้าที่เก็บได้ในลานบ้านหลี่ว์เจียเหว่ย มาเทียบกับรอยเท้าของฉินผิงซาน แต่รอยเท้าไม่ตรงกันเลย

ไม่นาน ฝ่ายเทคนิคก็แจ้งมาว่า ลายนิ้วมือของฉินผิงซานไม่ตรงกับรอยนิ้วมือเปื้อนเลือดนั่น

เฉาเอ้อร์หู่มีตัวตนจริง เป็นคนชิงเต่า ก่อนเกิดคดี 715 เขาเคยติดคุกมาแล้วสามครั้ง มีประวัติอาชญากรรม แต่ลายนิ้วมือของเขาก็ไม่ตรงกับรอยนิ้วมือเปื้อนเลือด

แต่มีจุดที่น่าสังเกตคือ ตั้งแต่เกิดคดี 715 เฉาเอ้อร์หู่ก็ไม่เคยก่อเรื่องอีกเลย

อาจจะกลับตัวกลับใจ หรืออาจมีเหตุผลอื่น

หานปินเรียกทุกคนมารวมตัวกัน เพื่อแจกแจงงานใหม่

หลี่ฮุยกับซุนเสี่ยวเผิงรับผิดชอบสืบหาเบาะแสเฉาเอ้อร์หู่ ในเมื่ออีกฝ่ายน่าสงสัย ก็จำเป็นต้องสอบปากคำ

หานปินกับจ้าวหมิงเบิกตัวหลี่ว์เจียเหว่ยมาสอบสวน

เถียนลี่รับผิดชอบค้นหาข้อมูลคนหายในช่วงเวลาเกิดเหตุคดี 715 ในระบบตำรวจ

ตามข้อสันนิษฐานของหานปิน ฆาตกรในคดี 715 น่าจะไม่ได้มีคนเดียว...

ยี่สิบนาทีต่อมา

หลี่ว์เจียเหว่ยนั่งบิดตัวไปมาบนเก้าอี้สอบสวน ยิ้มประจบถามว่า “คุณตำรวจหาน ที่ควรพูดผมก็พูดหมดแล้ว คุณยังมีอะไรจะถามอีกเหรอครับ?”

“ผมจำได้ว่าคุณเคยบอกว่า เหลียงจื้อปั๋วเคยไปหาเรื่องที่โรงงานคุณ”

“ใช่ครับ”

“ตอนนั้นนอกจากเขาแล้ว ยังมีคนอื่นอีกไหม?” หานปินถามจี้

“มีครับ ส่วนใหญ่ก็ลูกน้องที่ทำงานกับเขานั่นแหละ ทำงานไม่ได้เรื่องสักคน แต่เวลาทวงเงินนี่กระตือรือร้นกันจัง” หลี่ว์เจียเหว่ยแค่นเสียง

“แล้วในกลุ่มคนทวงหนี้ มีคนชื่อเฉาเอ้อร์หู่ไหม?”

“ผมรู้จักแค่เหลียงจื้อปั๋วที่เป็นหัวหน้า ชื่อคนอื่นผมไม่รู้หรอกครับ”

“มีผู้ชายหัวโล้นที่มีแผลเป็นบนหน้าบ้างไหม?” หานปินถามต่อ

“หัวโล้นมีแผลเป็นบนหน้า” หลี่ว์เจียเหว่ยกำมือ พยายามนึกย้อนความหลัง

ครู่หนึ่ง หลี่ว์เจียเหว่ยก็ตาเป็นประกาย “ผมนึกออกแล้ว มีคนแบบนั้นจริง ๆ ไอ้หมอนั่นท่าทางดุมาก นอกจากเหลียงจื้อปั๋วแล้ว ก็มีมันนี่แหละที่เสียงดังสุด มีครั้งหนึ่งถ้าเหลียงจื้อปั๋วไม่ห้ามไว้ มันเกือบจะลงไม้ลงมือกับผมแล้ว”

“คุณยังจำอะไรเกี่ยวกับคนคนนี้ได้อีกไหม?”

“หมอนี่เสียงดังมาก เอะอะก็พ่นคำหยาบ ฟังจากสำเนียงน่าจะเป็นคนท้องถิ่น อย่างอื่นผมจำไม่ได้แล้วครับ” หลี่ว์เจียเหว่ยบอก

เฉาเอ้อร์หู่มีประวัติอาชญากรรม จ้าวหมิงหยิบรูปถ่ายของเขามาวางตรงหน้าหลี่ว์เจียเหว่ย “ลองดูซิ ใช่คนนี้ไหม?”

หลี่ว์เจียเหว่ยก้มดูอยู่นาน “หน้าตาเป๊ะ ๆ เป็นยังไงผมจำไม่ได้ แต่หัวโล้นกับแผลเป็นน่าจะใช่แน่ ๆ ครับ”

“ลองนึกดูดี ๆ เกี่ยวกับเฉาเอ้อร์หู่คนนี้ ยังมีอะไรที่พอจะนึกออกอีกไหม?”

“ไม่มีแล้วครับ”

หานปินถามต่ออีกสองสามประโยค แต่ไม่ได้เบาะแสเพิ่ม จึงเดินออกจากห้องสอบสวน

พอกลับถึงห้องทำงาน หานปินก็ดูแฟ้มประวัติเฉาเอ้อร์หู่อีกครั้ง จากคำให้การเมื่อครู่ของหลี่ว์เจียเหว่ย ความน่าสงสัยในตัวเฉาเอ้อร์หู่ก็เพิ่มสูงขึ้น

บ้านของเฉาเอ้อร์หู่อยู่ที่หมู่บ้านหลี่หนาน เมืองชิงเต่า พ่อแม่เสียชีวิตหมดแล้ว เหลือแค่พี่ชายคนเดียว

หลี่ฮุยกับซุนเสี่ยวเผิงก็กำลังสืบเรื่องเฉาเอ้อร์หู่อยู่เหมือนกัน แต่สองคนนั้นไปเช็กประวัติการโทรและพิกัดมือถือที่บริษัทเครือข่าย

หานปินรู้สึกว่า จำเป็นต้องไปดูบ้านเฉาเอ้อร์หู่สักหน่อย

จากนั้น หานปินก็เรียกจ้าวหมิงกับเถียนลี่ให้เดินทางไปหมู่บ้านหลี่หนานด้วยกัน

หมู่บ้านหลี่หนานอยู่ห่างจากตัวเมืองชิงเต่าประมาณหนึ่งชั่วโมง

พวกหานปินสามคนแวะไปสถานีตำรวจท้องที่ก่อน เพื่อขอกำลังตำรวจที่คุ้นเคยกับพื้นที่หมู่บ้านหลี่หนาน แล้วขับรถตรงไปที่ที่ทำการหมู่บ้าน

ผู้ใหญ่บ้านเป็นชายวัยห้าสิบกว่า เชิญพวกหานปินเข้าไปในบ้าน แล้วเล่าเรื่องราวของเฉาเอ้อร์หู่ให้ฟัง

ผู้ใหญ่บ้านแซ่หลิน ชื่อหลินชิ่งกั๋ว ภรรยาเขาเป็นญาติห่าง ๆ กับบ้านเฉาเอ้อร์หู่ แต่ก็ห่างมากแล้ว

ตามคำบอกเล่าของเขา เฉาเอ้อร์หู่เกเรมาตั้งแต่เด็ก เรื่องชกต่อยมีเป็นประจำ ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านก็ไม่ค่อยดี ถือเป็นอันธพาลตัวเอ้

สมัยนั้นมีเรื่องแบ่งสมบัติและบ้าน ถึงขั้นถือเคียววิ่งไล่ฟันพี่ชายไปครึ่งหมู่บ้าน พี่น้องเลยมองหน้ากันไม่ติด คนในหมู่บ้านก็ยิ่งไม่มีใครกล้าตอแย

ต่อมาเฉาเอ้อร์หู่เข้าไปทำงานในเมือง แต่ยังมีบ้านอยู่ในหมู่บ้าน ช่วงแรก ๆ ยังกลับมาตอนเทศกาลบ้าง แต่สิบปีมานี้ไม่เห็นหัวเลย

หานปินแสดงสีหน้าครุ่นคิด สิบปีแล้วไม่กลับบ้าน มันต้องมีปัญหาแน่

จากประสบการณ์ของเขา เฉาเอ้อร์หู่ต้องไปก่อคดีไว้แน่ และดูจากเวลาที่จากไป มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นคดี 715!

จบบทที่ บทที่ 289 ข้อสงสัย|290 เบาะแส

คัดลอกลิงก์แล้ว