- หน้าแรก
- ยอดนักสืบพลังอนาคต
- บทที่ 279 ข้อสันนิษฐาน|280 พิสูจน์
บทที่ 279 ข้อสันนิษฐาน|280 พิสูจน์
บทที่ 279 ข้อสันนิษฐาน|280 พิสูจน์
บทที่ 279 ข้อสันนิษฐาน
หานปินกับจ้าวหมิงเดินออกจากบ้านหลี่หย่งหง
จ้าวหมิงยื่นบุหรี่ส่งให้มวนหนึ่ง “ทำไมผมรู้สึกว่าหลี่ว์เสี่ยวเจี๋ยไม่ได้อยากแก้แค้นให้พ่อแม่หรอก แต่เหมือนอยากส่งป้าตัวเองเข้าคุก เพื่อตัวเองจะได้ฮุบมรดกมากกว่า”
“โลกนี้ไม่ได้มีแค่ขาวกับดำหรอก เรื่องเรื่องหนึ่งย่อมมีเหตุผลหลายอย่างซ่อนอยู่” หานปินจุดบุหรี่ ตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
“งั้นตอนนี้เราจะไปไหนต่อครับ?”
“ถึงคดี 715 จะมีผู้เสียหาย 9 คน แต่เป้าหมายที่แท้จริงน่าจะเป็นสองสามีภรรยาหลี่ว์เจียเหว่ย ในเมื่อหลี่ว์เสี่ยวเจี๋ยให้เบาะแสมาแล้ว เราก็ต้องตามสืบดู” หานปินบอก
...
หานปินกับจ้าวหมิงไปที่ที่ทำการหมู่บ้านซีไจ๋อิ๋ง ให้เจ้าหน้าที่หมู่บ้านพาไปที่บ้านหลี่ว์เจียผิง
ระหว่างทาง หานปินสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่หมู่บ้าน ทราบว่าครอบครัวหลี่ว์เจียผิงมีสามคน สามีเป็นครู ลูกสาวกำลังเรียนมหาวิทยาลัย ฐานะทางบ้านถือว่าใช้ได้
พอถึงหน้าบ้านหลี่ว์เจียผิง เจ้าหน้าที่หมู่บ้านก็ขอตัวกลับไป
บ้านหลี่ว์เจียผิงเป็นตึกสองชั้น ประตูรั้วเหล็กสีเขียวบานใหญ่
“ก๊อก ๆ...” จ้าวหมิงเคาะประตู
“ใครคะ?”
“ตำรวจครับ”
“แอ๊ด...” เสียงประตูเปิดออก
หญิงวัยกลางคนโผล่หน้าออกมา ถามว่า “มีธุระอะไรคะ?”
จ้าวหมิงแสดงบัตรตำรวจ “เราเป็นตำรวจสืบสวนครับ”
หญิงวัยกลางคนมองแวบหนึ่ง แล้วเบี่ยงตัวหลบ “เชิญเข้ามาค่ะ”
“คุณชื่ออะไรครับ?” หานปินถาม
“หลี่ว์เจียผิง”
“คุณเป็นพี่สาวของหลี่ว์เจียเหว่ยใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ ทำไมเหรอ?”
“กรมตำรวจสาขาอวี้หัวกำลังรื้อคดีเก่ามาตรวจสอบ ผมรับผิดชอบคดี 715 อยากจะขอสอบถามข้อมูลหน่อยครับ”
“คุณตำรวจแซ่อะไรคะ?”
“ผมแซ่หาน”
หลี่ว์เจียผิงนำทางทั้งสองคนเข้าไปในลานบ้าน “อยากรู้อะไรถามมาได้เลยค่ะ ฉันยินดีให้ความร่วมมือ”
ลานบ้านปูด้วยกระเบื้อง กวาดถูสะอาดสะอ้าน พอเข้าไปในห้องรับแขก หลี่ว์เจียผิงก็เชิญให้หานปินกับจ้าวหมิงนั่งโซฟา เตรียมจะไปรินน้ำชา แต่หานปินเรียกไว้ก่อน
“คุณหลี่ว์ ไม่ต้องลำบากหรอกครับ พวกเราไม่หิว สอบปากคำเสร็จก็จะกลับเลย” หานปินบอก
หลี่ว์เจียผิงนั่งลงที่โซฟาด้านข้าง ถามว่า “คุณตำรวจหาน คดีนี้ผ่านไปตั้งนานแล้ว ทำไมถึงนึกจะรื้อฟื้นขึ้นมาทำใหม่ มีเบาะแสอะไรใหม่เหรอคะ?”
“หลี่ว์เสี่ยวเจี๋ย คุณรู้จักไหม?”
“รู้จักสิคะ หลานชายฉัน จะไม่รู้จักได้ยังไง” หลี่ว์เจียผิงตอบ
“ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับหลี่ว์เสี่ยวเจี๋ยเป็นยังไงบ้างครับ?” หานปินถาม
หลี่ว์เจียผิงลังเลนิดหนึ่ง “ก็พอได้ค่ะ”
“ได้ข่าวว่าเมื่อไม่นานมานี้พวกคุณขึ้นศาลฟ้องร้องกันเหรอครับ?” จ้าวหมิงถาม
“เรื่องนี้เกี่ยวกับคดี 715 ด้วยเหรอคะ?” หลี่ว์เจียผิงย้อนถาม
“หลี่ว์เสี่ยวเจี๋ยบอกว่า ก่อนหลี่ว์เจียเหว่ยตายหนึ่งเดือน เขาเขียนพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้คุณ” หานปินหยั่งเชิง
“ใช่ค่ะ มีเรื่องแบบนั้นจริง ฉันเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของเขา มันไม่ผิดกฎหมายนี่คะ” หลี่ว์เจียผิงยักไหล่
“ขอดูพินัยกรรมตัวจริงหน่อยได้ไหมครับ?”
“คุณตำรวจหาน คงไม่ได้สงสัยว่าฉันฆ่าน้องชายตัวเองหรอกนะคะ?” หลี่ว์เจียผิงขมวดคิ้ว
“เรามาที่นี่เพื่อสืบให้กระจ่าง จะได้คืนความบริสุทธิ์ให้คุณไงครับ”
“เหอะ รู้แล้วล่ะ ต้องเป็นยายของหลี่ว์เสี่ยวเจี๋ยคอยยุอยู่ข้างหลังแน่ ๆ คงไปเป่าหูพวกคุณใส่ร้ายฉันสินะ” หลี่ว์เจียผิงแค่นเสียง
“ตำรวจไม่สนใจความแค้นของพวกคุณสองบ้านหรอกครับ เราแค่อยากสืบคดี 715 ให้กระจ่าง”
“งั้นรอเดี๋ยวนะคะ” หลี่ว์เจียผิงลุกเดินเข้าห้องนอนไป
พอกลับออกมา ในมือถือซองกระดาษสีน้ำตาลสองซอง เธอเปิดซองหนึ่งยื่นให้หานปิน “ดูสิคะ นี่พินัยกรรมที่น้องชายฉันเขียน”
หานปินรับมาตรวจสอบ ก็พบว่าเป็นต้นฉบับของรูปถ่ายที่หลี่ว์เสี่ยวเจี๋ยให้ดูจริง ๆ
หลี่ว์เจียผิงยื่นเอกสารอีกซองให้ “ลองดูอันนี้ด้วยค่ะ นี่เป็นเอกสารที่น้องชายฉันเคยเขียนไว้ มีสำเนาอยู่ที่กรมการค้ากับสรรพากร ลายมือไม่มีทางปลอมแน่นอน”
หานปินมีทักษะการพิสูจน์ลายมือ เขาเปิดพินัยกรรมกับเอกสารที่หลี่ว์เจียเหว่ยเขียนตอนมีชีวิตอยู่ แล้วเทียบตัวอักษรอย่างละเอียด
เวลาผ่านไปทีละวินาที หานปินใช้เวลาดูอยู่นานถึงสิบนาทีเต็ม
“ผมขอถ่ายรูปไว้ได้ไหมครับ?” หานปินถาม
“ได้ค่ะ” หลี่ว์เจียผิงพยักหน้า แล้วถามกลับ “คุณตำรวจหาน คุณดูออกด้วยเหรอคะ?”
“พอรู้บ้างครับ”
“งั้นคุณลองว่ามาสิคะ ว่านี่ใช่พินัยกรรมลายมือน้องชายฉันจริงหรือเปล่า”
“พินัยกรรมกับเอกสารพวกนี้ลายมือคนคนเดียวกันครับ” หานปินตอบแบ่งรับแบ่งสู้ โดยมีเงื่อนไขว่าเอกสารอ้างอิงต้องเป็นลายมือหลี่ว์เจียเหว่ยจริง ๆ
“เห็นไหมคะ ฉันไม่ได้โกหก นี่เป็นพินัยกรรมที่น้องชายฉันเขียนเองจริง ๆ” หลี่ว์เจียผิงยักไหล่
“หลี่ว์เจียเหว่ยกับภรรยาเสียชีวิตปี 2009 ตามกฎหมายสมรสสมัยนั้น ที่ดินก็น่าจะเป็นสินสมรสที่มีส่วนของจางซูเฟิ่งครึ่งหนึ่ง ทำไมศาลถึงตัดสินยกให้คุณล่ะครับ?” หานปินถาม
“พวกเขาก็เป็นผัวเมียกันนั่นแหละ ฉันยอมรับ งานแต่งฉันก็เป็นคนจัดให้ แต่กฎหมายไม่รับรองนี่คะ” หลี่ว์เจียผิงแบมือ
“พวกเขาไม่ได้จดทะเบียนสมรสเหรอครับ?”
หลี่ว์เจียผิงพยักหน้า อธิบายว่า “พวกเขาแต่งงานกันเร็ว อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ ก็เลยแค่จัดงานเลี้ยงในหมู่บ้าน ตามประเพณีแถวนี้ก็ถือว่าแต่งงานกันแล้ว”
“แล้วหลังจากนั้นทำไมไม่ไปจดทะเบียนย้อนหลังล่ะครับ”
“อันนี้ฉันก็ไม่ทราบค่ะ” หลี่ว์เจียผิงตอบ
“หลี่ว์เจียเหว่ยมีลูกชาย ทำไมถึงทำพินัยกรรมยกให้คุณ ไม่ยกให้หลี่ว์เสี่ยวเจี๋ยล่ะ?” จ้าวหมิงถาม
“พี่น้องเรารักกัน เขาอยากยกให้ฉัน มันก็สิทธิ์ของเขา มีปัญหาอะไรเหรอคะ?” หลี่ว์เจียผิงว่า
“เหตุผลฟังไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่นะครับ”
“แต่พินัยกรรมไม่ใช่ของปลอมนี่คะ พวกคุณก็เห็นแล้ว”
“ตอนนั้นเขายังหนุ่มยังแน่น ทำไมต้องรีบทำพินัยกรรมด้วย?”
“เรื่องนี้ฉันไม่รู้หรอกค่ะ”
“พอเขียนพินัยกรรมเสร็จ เดือนกว่า ๆ เขาก็ตาย คุณไม่คิดว่ามันบังเอิญเกินไปหน่อยเหรอ?” จ้าวหมิงถามจี้
“คุณตำรวจ พูดจาแบบนี้ฉันไม่ชอบเลยนะ หรือคุณจะบอกว่าฉันบังคับให้น้องชายเขียนพินัยกรรม แล้วฆ่าเขาซะอย่างงั้นเหรอ?” หลี่ว์เจียผิงแค่นเสียง
“ถ้าคุณให้เหตุผลที่ฟังขึ้นไม่ได้ แรงจูงใจแบบนี้ก็อยู่ในข่ายที่ตำรวจต้องพิจารณาครับ” จ้าวหมิงเริ่มเล่นบทร้าย
“ตัวฉันเองยังไม่รู้เลย จะให้ฉันอธิบายยังไง อีกอย่างโลกนี้มีเรื่องบังเอิญตั้งเยอะแยะ ถ้าฉันอธิบายได้หมด ป่านนี้คงเป็นนักวิทยาศาสตร์ไปแล้ว” หลี่ว์เจียผิงเริ่มโมโห
“คุณตำรวจคะ ถ้าอยากปิดคดีจริง ๆ ก็ไปจับฆาตกรตัวจริงเถอะ อย่ามาเสียเวลากับฉันเลย ฉันไม่เกี่ยวกับคดีนี้ แล้วก็ไม่เคยฆ่าใครด้วย”
“วันที่ 15 กรกฎาคม ปี 2009 ช่วงเที่ยงคืนถึงตีสาม คุณอยู่ที่ไหน?”
“จำไม่ได้แล้วค่ะ”
“งั้นก็ลองนึกดูดี ๆ”
“สิบปีแล้วค่ะ นึกไม่ออกหรอก” หลี่ว์เจียผิงตอบส่ง ๆ
หานปินกับจ้าวหมิงถามต่ออีกสองสามคำถาม หลี่ว์เจียผิงก็ยังตอบแบบขอไปทีเหมือนเดิม
จากนั้นหานปินกับจ้าวหมิงก็ออกจากบ้านหลี่ว์เจียผิง
จ้าวหมิงเบ้ปาก “เฮ้อ ไม่ได้เรื่องอะไรเลย มาเสียเที่ยวเปล่า ๆ”
“จะพูดอย่างนั้นก็ไม่ถูก พินัยกรรมที่หลี่ว์เจียผิงเอาออกมานั่นแหละคือเบาะแส”
“หรือว่า พินัยกรรมฉบับนั้นเป็นของปลอม?” จ้าวหมิงเดา
“จากที่ฉันดู พินัยกรรมน่าจะเป็นของจริง และเพราะมันเป็นของจริงนี่แหละ ปัญหามันถึงได้ใหญ่กว่าเดิม” หานปินกล่าว
ระหว่างทางกลับโรงพัก หานปินวิเคราะห์ข้อมูลจากการลงพื้นที่ทั้งสองครั้ง ในหัวก็ผุดข้อสันนิษฐานที่น่าตกใจขึ้นมาเรื่องหนึ่ง
────────── •✧• ──────────
บทที่ 280 พิสูจน์
หานปินกับจ้าวหมิงกลับมาถึงโรงพัก ก็เป็นเวลาห้าโมงเย็นแล้ว
เถียนลี่ หลี่ฮุย และซุนเสี่ยวเผิง ก็ทยอยกลับมาที่ห้องทำงาน
หานปินเรียกทุกคนมาประชุมรวมกัน
“ว่ามาสิ พวกนายสืบได้ความว่าไงบ้าง?”
“พวกเราไปบ้านเหลียงจื้อปั๋วมา เมียเขาหย่ากับเขาแล้วไปแต่งงานใหม่ ลูกสาวก็อยู่กับเมียเก่าครับ” หลี่ฮุยรายงาน
“แม่เหลียงจื้อปั๋วตายไปเมื่อสองปีก่อน ส่วนพ่ออาศัยอยู่กับครอบครัวพี่ชาย”
“ได้ไปสอบถามญาติคนไหนของเหลียงจื้อปั๋วมาบ้าง?” หานปินถาม
“เราสอบปากคำเมียเก่ากับพ่อของเหลียงจื้อปั๋วแล้ว พวกเขาไม่มีข่าวคราวของเหลียงจื้อปั๋วเลย แล้วเราก็ไปสอบถามเพื่อนบ้านละแวกนั้น ก็ไม่พบว่าเหลียงจื้อปั๋วกลับมาครับ” หลี่ฮุยตอบ
“มีเบาะแสอะไรใหม่ไหม?”
“เมียเก่าเหลียงจื้อปั๋วก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ตอบคำถามเหมือนตอนสอบปากคำครั้งก่อน แต่พ่อเหลียงจื้อปั๋วนี่ยืนยันกระต่ายขาเดียวว่าลูกชายถูกใส่ร้าย บอกว่าเหลียงจื้อปั๋วเป็นลูกกตัญญู เคารพกฎหมาย ไม่มีทางฆ่าคนแน่นอน” หลี่ฮุยเล่า
“เขาได้ให้หลักฐานอะไรไหม?”
“ไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่าง ก็พูดวนไปวนมาอยู่แค่สองประโยคนั้นแหละ” หลี่ฮุยส่ายหน้า
“เถียนลี่ ทางเธอสืบได้ความว่าไงบ้าง?”
“ฉันเช็กประวัติการติดต่อของญาติเหลียงจื้อปั๋วแล้ว ตอนนี้ยังไม่พบเบอร์ติดต่อที่น่าสงสัย ส่วนรอยนิ้วมือเลือดส่งไปตรวจแล้ว หลู่เหวินบอกว่าช่วงนี้งานยุ่ง น่าจะต้องรออีกสักสองวันถึงจะรู้ผล” เถียนลี่ตอบ
“สรุปคือ การสืบสวนเกี่ยวกับเหลียงจื้อปั๋วไม่มีความคืบหน้าอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันเลยสินะ?” หานปินย้อนถาม
หลี่ฮุยหัวเราะแหะ ๆ “ถ้าเหลียงจื้อปั๋วตามตัวง่ายขนาดนั้น ป่านนี้ก็คงโดนจับไปนานแล้ว หัวหน้าเจิ้งคงไม่ต้องรอให้พวกเรามาจัดการหรอก”
“หัวหน้าหาน ทางนายมีเบาะแสอะไรบ้างไหม?” เถียนลี่ถาม
หานปินชี้ไปที่จ้าวหมิง ให้เขาสรุปข้อมูลที่ได้จากการสอบปากคำหลี่ว์เสี่ยวเจี๋ยกับหลี่ว์เจียผิงให้ฟังคร่าว ๆ
หลังจากเล่าจบ หานปินก็กวาดตามองทุกคน “พวกนายคิดว่าหลี่ว์เจียผิงจะเป็นฆาตกรไหม?”
“ปินจื่อ นายหมายความว่า หลี่ว์เจียผิงบังคับให้หลี่ว์เจียเหว่ยเขียนพินัยกรรม แล้วก็ฆ่าปิดปาก เพื่อหวังฮุบที่ดินผืนนั้นงั้นสิ” หลี่ฮุยวิเคราะห์ตามน้ำ
“คงไม่โหดขนาดนั้นมั้ง นั่นน้องชายแท้ ๆ ของเธอนะ ผมดูแล้วสองคนหน้าตาคล้ายกันอยู่” จ้าวหมิงแย้ง
“ทำคดีต้องกล้าตั้งสมมติฐาน แล้วค่อยหาหลักฐานมายืนยันอย่างละเอียด มีความคิดเห็นอะไรก็พูดออกมาได้เลย” หานปินลุกขึ้นไปรินน้ำชา
“นอกจากที่ดินแล้ว หลี่ว์เจียเหว่ยยังมีมรดกอื่นอีกไหมครับ?” ซุนเสี่ยวเผิงถาม
“ไม่มี ได้ยินว่าเขาทำโรงงานแล้วเจ๊ง เป็นหนี้อยู่หลายแสน ที่พอจะมีราคาก็แค่ที่ดินผืนนี้แหละ” จ้าวหมิงตอบ
“ถ้าหลี่ว์เจียผิงฆ่าคนเพื่อแย่งที่ดินจริง ทำไมเธอไม่รีบเอามาเป็นของตัวเองตั้งแต่แรก ทำไมต้องรอจนถึงปีนี้ค่อยมาฟ้องร้อง” ซุนเสี่ยวเผิงถามต่อ
“เพราะปีนี้มีข่าวลือออกมาว่าหมู่บ้านซีไจ๋อิ๋งจะมีการเวนคืนที่ดิน ที่ดินตรงนั้นจะมีมูลค่ากว่าล้านหยวน” จ้าวหมิงอธิบาย
หลี่ฮุยส่ายหน้า “ฉันว่าความคิดที่ฆ่าคนเพื่อแย่งที่ดินมันฟังไม่ขึ้น ที่ดินมีคนตาย ใครเขาจะอยากมาสร้างบ้านต่อ ถือเป็นที่อัปมงคล ขายไม่ออกหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะจะมีการเวนคืน ที่ดินตรงนี้คงมีค่าไม่ถึงไม่กี่แสนด้วยซ้ำ ไม่งั้นพวกเจ้าหนี้คงยึดไปขายใช้หนี้ตั้งนานแล้ว”
“ถ้าแรงจูงใจในการฆ่าของหลี่ว์เจียผิงฟังไม่ขึ้น ก็แสดงว่าพินัยกรรมนี้หลี่ว์เจียเหว่ยเขียนด้วยความสมัครใจ แล้วทำไมเขาต้องเขียนพินัยกรรมฉบับนี้ด้วย?” หานปินถามซ้ำ
“เป็นไปได้ไหมว่าหลี่ว์เจียเหว่ยสนิทกับพี่สาว ส่วนลูกชายก็ยังเล็ก เขาไม่ไว้ใจให้ทรัพย์สินตกถึงมือเมีย เลยยกให้พี่สาวแทน เพื่อให้พี่สาวช่วยดูแลลูกชาย” ซุนเสี่ยวเผิงเสนอ
“ต่อให้เหตุผลนี้ฟังขึ้น ก็พิสูจน์ได้แค่ความชอบธรรมของพินัยกรรม แต่มันก็ยังไม่สมเหตุสมผลอยู่ดี ตอนหลี่ว์เจียเหว่ยตายเขายังหนุ่มยังแน่น น้อยคนนักที่จะเขียนพินัยกรรมตอนอายุแค่นี้ ที่บังเอิญกว่านั้นคือหลังจากนั้นเดือนเดียวเขาก็ตาย” หานปินแย้ง
ทุกคนต่างตกอยู่ในห้วงความคิด
“เป็นไปได้ไหมว่าหลี่ว์เจียผิงเห็นที่ดินมีราคา ก็เลยจ้างคนมาปลอมลายมือหลี่ว์เจียเหว่ยเขียนพินัยกรรมขึ้นมา” จ้าวหมิงว่า
“ฉันดูพินัยกรรมแล้ว ลายมือตรงกับเอกสารที่หลี่ว์เจียเหว่ยเคยเขียน ไม่ใช่ของปลอม” หานปินตอบ
“แล้วเอกสารพวกนั้นจะเป็นของปลอมไหม?” หลี่ฮุยถาม
“เอกสารพวกนั้นมีตราประทับของกรมการค้าและสรรพากร แถมทางราชการต้องมีสำเนาเก็บไว้ ก่อนศาลตัดสินต้องมีการตรวจสอบจากแฟ้มประวัติอยู่แล้ว ความเป็นไปได้น้อยมาก” หานปินตอบ
หลี่ฮุยครุ่นคิด หาความเป็นไปได้หลายทาง แต่ก็หาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลไม่ได้
และพินัยกรรมฉบับนี้ ก็ดันเป็นกุญแจสำคัญและชนวนเหตุของการรื้อคดี
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง หานปินก็พูดต่อ “ฉันยังมีข้อสันนิษฐานอีกอย่างหนึ่ง เพียงแต่ยังไม่มีหลักฐานมายืนยัน”
“งั้นก็ว่ามาสิ ช่วยกันระดมสมอง สามคนหัวหาย สองคนเพื่อนตาย” หลี่ฮุยไม่ชอบให้ใครพูดให้อยากแล้วจากไป
“ฉันวิเคราะห์ดูแล้ว มีสมมติฐานเดียวที่อธิบายที่มาของพินัยกรรมได้ นั่นคือเวลาที่เขียนพินัยกรรมฉบับนี้ ไม่ใช่วันที่ 15 กรกฎาคม 2009 แต่เขียนหลังจากมีข่าวเวนคืนที่ดินหลุดออกมา มันถึงจะมีมูลค่า ไม่งั้นนอกจากจะได้ที่ดินแล้ว ยังต้องรับภาระหนี้สินหลายแสนของหลี่ว์เจียเหว่ยไปด้วย หักลบกลบหนี้แล้วแทบไม่มีค่าอะไรเลย” หานปินอธิบาย
“จะเป็นไปได้ยังไง หลี่ว์เจียเหว่ยตายไปสิบปีแล้ว เขาจะลุกขึ้นมาจากหลุมหรือไง?” ซุนเสี่ยวเผิงหดคอ
“นี่เป็นแค่สมมติฐานที่กล้าบ้าบิ่นของฉัน ถ้าตอนนั้นคนที่ตายไม่ใช่หลี่ว์เจียเหว่ย ปริศนาทุกอย่างก็จะคลี่คลาย จริงไหม” หานปินกล่าว
“แต่ตอนนั้นมีการตรวจดีเอ็นเอแล้วนี่ครับ มันไม่น่าจะปลอมได้นะ” จ้าวหมิงแย้งด้วยความสงสัย
“ถ้าพวกนายเป็นคนทำคดีในตอนนั้น หลี่ว์เจียเหว่ยกับจางซูเฟิ่งตายไปแล้ว จะพิสูจน์ตัวตนของทั้งสองคน พวกนายจะเอาใครมาเป็นตัวอย่างตรวจดีเอ็นเอเปรียบเทียบ?” หานปินถามต่อ
“ก็ต้องเป็นญาติสายตรงสิครับ ของจางซูเฟิ่งก็ใช้หลี่หย่งหงหรือหลี่ว์เสี่ยวเจี๋ยก็ได้ ส่วนของหลี่ว์เจียเหว่ย ก็มีแค่หลี่ว์เสี่ยวเจี๋ยคนเดียวที่ใช้เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบได้” จ้าวหมิงตอบ
“หมายความว่า ผู้ตายในตอนนั้นคือพ่อของหลี่ว์เสี่ยวเจี๋ยแน่นอน แต่ไม่แน่ว่าจะเป็นน้องชายของหลี่ว์เจียผิง” หานปินพูดสรุป
“พี่ปิน พี่หมายความว่า หลี่ว์เสี่ยวเจี๋ยไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของหลี่ว์เจียเหว่ยงั้นเหรอ” จ้าวหมิงตาสว่างวาบ
“จ้าวหมิง นายเคยเจอหลี่ว์เสี่ยวเจี๋ยกับหลี่ว์เจียผิงแล้ว นายคิดว่าสองคนนี้หน้าตาเหมือนกันไหม?” หานปินถาม
จ้าวหมิงนึกย้อนดู “ไม่เหมือนครับ”
หานปินชี้ไปที่รูปหลี่ว์เจียเหว่ยบนกระดานไวท์บอร์ด “นายลองดูรูปนี้อีกที ว่าหน้าตาเหมือนใครมากกว่า”
“หลี่ว์เจียผิงกับหลี่ว์เจียเหว่ยที่เป็นพี่น้องกัน หน้าบาน คิ้วดก จมูกโด่งเหมือนกัน ดูเหมือนคนครอบครัวเดียวกันมากกว่าครับ” จ้าวหมิงเปรียบเทียบ
“จุ๊ ๆ” หลี่ฮุยเดาะลิ้น “คำพูดของปินจื่อ ถึงจะยังไม่มีหลักฐานมายืนยัน แต่ถ้าวิเคราะห์ตามสมมติฐานนี้ ปัญหาทุกอย่างก็มีคำตอบจริง ๆ ด้วยแฮะ”
หลี่ว์เจียเหว่ยกับหลี่ว์เสี่ยวเจี๋ยไม่ใช่พ่อลูกแท้ ๆ กัน ดังนั้นหลี่ว์เจียเหว่ยจึงยังไม่ตาย
และเพราะไม่ใช่พ่อลูกแท้ ๆ หลี่ว์เจียเหว่ยถึงยอมยกมรดกให้พี่สาวตัวเอง
และเพราะหลี่ว์เจียเหว่ยยังไม่ตาย พอมีข่าวเวนคืนที่ดินออกมา เขาถึงสามารถเขียน ‘พินัยกรรมที่มองการณ์ไกล’ ฉบับนั้นออกมาได้
แน่นอนว่า ต่อให้สมมติฐานจะฟังดูสมเหตุสมผลแค่ไหน ก็ยังต้องมีหลักฐานมายืนยันอยู่ดี