- หน้าแรก
- ยอดนักสืบพลังอนาคต
- บทที่ 239 คาดไม่ถึง|240 ถังข้าวสาร
บทที่ 239 คาดไม่ถึง|240 ถังข้าวสาร
บทที่ 239 คาดไม่ถึง|240 ถังข้าวสาร
บทที่ 239 คาดไม่ถึง
หลังจากสุนัขลาบราดอร์ดมกลิ่นเสร็จ
ครูฝึกชี้ไปข้างหน้า “ค้น!”
เจ้าลาบราดอร์เริ่มดมกลิ่นค้นหาไปตามตรอกจิ้งอัน
เพื่อไม่ให้รบกวนสุนัขตำรวจ พวกหานปินจึงเดินตามอยู่ห่าง ๆ
หลี่ฮุยหาวหวอด มองสุนัขนำทางข้างหน้าอย่างกังขา “จิ๊ ๆ หมาตัวนี้จะไหวเหรอเนี่ย?”
“งั้นนายลองไปดมเองไหมล่ะ” หานปินแซว
“ถุย ๆ ปากหมาจริง ๆ นายเนี่ย” หลี่ฮุยบ่น
“โฮ่ง ๆ”
ไม่รู้ว่าเพราะเสียงหลี่ฮุยรบกวนหรือเปล่า เจ้าลาบราดอร์หันกลับมาเห่าสองที
“โห หมานี่เรื่องมากจังวะ” หลี่ฮุยพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
เจิ้งข่ายเสวียนถลึงตาใส่ ดุเสียงเบา “หุบปาก”
หลี่ฮุยยิ้มเจื่อน ไม่กล้าพูดอะไรอีก
เจ้าลาบราดอร์วิ่งไปได้ระยะหนึ่ง แล้วก็หยุด เหมือนจะไม่ได้กลิ่นอะไรชัดเจน
ครูฝึกเอาเสื้อผ้าของหวังจื่อเจียออกมาให้ดมอีกรอบ แล้วเริ่มค้นหาไปทีละตึก
“กริ๊ง ๆ ๆ...”
จังหวะนั้น มือถือของหานปินก็ดังขึ้น เขาเดินเลี่ยงออกมาหน่อย แล้วกดรับสาย “ฮัลโหล”
“หัวหน้า ฉันเช็กมือถือหวังจื่อเจียแล้ว ในแอปช็อปปิ้งมีประวัติการสั่งซื้อเสื้อผ้า หมวก และวิกผมแบบเดียวกับที่คนร้ายใส่เลย” เสียงเถียนลี่ดังมาจากปลายสาย
“ดีมาก” หานปินรับคำ มีหลักฐานการสั่งซื้อแล้ว ขอแค่หาชุดเปื้อนเลือดที่ทิ้งไปให้เจอ ก็พิสูจน์ได้ว่าเขาเคยมาที่ตรอกจิ้งอันจริง ๆ
เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ การค้นหาไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด
ผ่านไปชั่วโมงกว่าแล้ว เจ้าลาบราดอร์ก็ยังไม่เจอวี่แววของกลาง
หลี่ฮุยเริ่มทนไม่ไหวอีกแล้ว กระตุกแขนเสื้อหานปิน “ปินจื่อ หมานี่มันไหวจริงดิ? พวกเราจะยืนรอโง่ ๆ แบบนี้ไม่ได้นะเว้ย”
“แล้วนายมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ไหมล่ะ?” หานปินย้อน
“โอเค ถือว่าฉันไม่ได้พูด” หลี่ฮุยยักไหล่
หานปินเองก็ไม่แน่ใจว่าสุนัขตำรวจจะช่วยได้แค่ไหน แต่ในเมื่อลงมือแล้ว ก็ต้องทำให้ถึงที่สุด จะมาล้มเลิกกลางคันหรือบ่นพึมพำก็ใช่ที่
ผ่านไปอีกยี่สิบนาที พอค้นมาถึงตึกที่ 37 เจ้าลาบราดอร์ก็เห่าขึ้นมา
“โฮ่ง ๆ ๆ”
เจ้าลาบราดอร์วิ่งเข้าไปในโถงทางเดินยูนิต 1
พวกหานปินรีบตามเข้าไป
ตึกนี้มีห้าชั้น เจ้าลาบราดอร์วิ่งขึ้นไปชั้นห้า ตรงไปที่ประตูทางขึ้นดาดฟ้า เห่าสองที แล้วเอาขาหน้าตะกุยประตูเหล็ก
“หัวหน้าเจิ้ง ประตูดาดฟ้าล็อกครับ” ครูฝึกบอก
“พาสุนัขหลบไปก่อน” เจิ้งข่ายเสวียนเดินเข้าไปดูแม่กุญแจ เป็นแม่กุญแจแบบคล้องทั่วไปที่หาซื้อได้ตามท้องตลาด
หานปินชะโงกหน้าไปดู “แม่กุญแจดูใหม่มาก เหมือนเพิ่งติดเลยครับ”
“หลู่เหวิน มาเช็กดูซิว่ามีลายนิ้วมือบนแม่กุญแจไหม”
“หลี่ฮุย ไปหาคีมตัดเหล็กมา”
“ครับ”
หลู่เหวินใช้เครื่องมือเก็บลายนิ้วมือตรวจสอบแม่กุญแจ “หัวหน้าเจิ้ง มีลายนิ้วมือครับ”
“เอาไปเทียบกับลายนิ้วมือหวังจื่อเจีย”
“ครับ”
สักพัก หลี่ฮุยก็ถือคีมตัดเหล็กอันเบ้อเริ่มมา ตัดแม่กุญแจขาดกระเด็น
หานปินขึ้นไปบนดาดฟ้าเป็นคนแรก กวาดตามองรอบ ๆ ไม่เห็นเสื้อเปื้อนเลือดหรืออาวุธสังหาร
จากนั้น ครูฝึกก็พาเจ้าลาบราดอร์ขึ้นมา ให้ดมกลิ่นเสื้อผ้าหวังจื่อเจียอีกรอบ
แล้วเจ้าลาบราดอร์ก็เดินตามกลิ่นไปที่ขอบตึก เห่าใส่ซอกระหว่างดาดฟ้ากับผนังตึก
หานปินเดินไปดู ตรงซอกนั้นมีท่อระบายน้ำอยู่ มีห่อผ้าถูกยัดเข้าไปในท่อ
หานปินสวมถุงมือ ดึงห่อผ้าออกมา พอเปิดดูก็เห็นกระโปรงยาวลายดอกเปื้อนเลือด และมีดพกเปื้อนเลือดอีกเล่ม
ใบมีดโค้งเหมือนใบหลิว เหมือนกับเล่มที่ไช่ซิ่วเหยียนให้มาเปี๊ยบ
หานปินถอดถุงมือ ลูบหัวเจ้าลาบราดอร์ “เก่งมากไอ้หนุม”
ครูฝึกยิ้ม “นี่ตัวเมียครับ”
หานปิน “...”
“ฮ่า ๆ ๆ” ทุกคนระเบิดหัวเราะ
หลังจากขออนุญาตครูฝึกแล้ว หานปินก็ซื้อไส้กรอกให้สุนัขกินเพื่อเป็นการขอบคุณ
เจ้าลาบราดอร์คาบไส้กรอกเดินส่ายตูดดิก ๆ น้ำลายไหลย้อย ก่อนขึ้นรถยังหันมามองหานปิน แล้วกระดิกหางรัว ๆ
…
ครึ่งชั่วโมงต่อมา พวกหานปินกลับถึงกรมตำรวจสาขาอวี้หัว
กระโปรงยาวเปื้อนเลือด มีดใบหลิว และหมวกทรงกลม ถูกส่งไปให้ฝ่ายเทคนิคตรวจสอบ
จ้าวหมิงกับซุนเสี่ยวเผิงก็กลับมาถึงกรมแล้ว
เวลานี้ตรงกับมื้อเที่ยงพอดี ทั้งหมดเลยพากันไปโรงอาหาร นั่งล้อมวงกันโต๊ะใหญ่
ทุกคนกินข้าวไป คุยเรื่องคดีไป
“จ้าวหมิง เสี่ยวเผิง ทางพวกนายเป็นไงบ้าง?” หานปินถาม
จ้าวหมิงซดน้ำแกง เช็ดปาก “เราไปที่นิติบุคคลคอนโดหวังจื่อเจีย ดูกล้องในลิฟต์ พบว่าหมอนี่ออกจากบ้านตั้งแต่สี่โมงเย็นวันที่ 27 ตุลา ลงไปที่จอดรถแล้วขับรถออกไป กลับมาอีกทีก็แปดโมงเช้าวันรุ่งขึ้นครับ”
“ไอ้หมอนี่โกหกจริง ๆ ด้วย” หานปินแค่นเสียง
“หึ ๆ” จ้าวหมิงหัวเราะ “ทุกคนรู้ไหมว่ามันขับรถไปไหน?”
“อย่ามัวลีลา รีบเล่ามา” เถียนลี่เร่ง
“ทายถูกมีรางวัลไหม?” หลี่ฮุยย้อนถาม
“มีสิ จัดไป ถ้าทายถูกผมเลี้ยงเอง เซี่ยงจี๊ย่างสักสิบไม้ รับรองพี่ฮุยได้กินจนจุใจ” จ้าวหมิงขยิบตา
“หมอนี่ยังไม่มีแฟน นายจะแกล้งเขาหรือไง” เจิ้งข่ายเสวียนดุแกมขำ
“ฮ่า ๆ ๆ” ทุกคนหัวเราะครืน
“หยุดขำได้แล้ว รักษาภาพพจน์หน่อย คนมองกันทั้งโรงอาหารแล้ว” หลี่ฮุยหน้ามุ่ย เขาแค่ชอบกินเซี่ยงจี๊ ใครบอกว่าไม่มีแฟนแล้วห้ามกินวะ
หานปินยิ้ม ช่วยเปลี่ยนเรื่องให้หลี่ฮุย “หวังจื่อเจียขับรถไปจอดที่ชุมชนถานกู้ใช่ไหม?”
“ปิ๊งป่อง! สมกับเป็นพี่ปิน เดาถูกเผงเลย” จ้าวหมิงยกนิ้วโป้งให้
“งั้นไทม์ไลน์ของหวังจื่อเจียวันที่ 27 ตุลาก็ชัดเจนแล้ว สี่โมงเย็นขับรถไปชุมชนถานกู้ เปลี่ยนชุดเป็นผู้หญิงในรถ แล้วนั่งแท็กซี่ไปก่อเหตุที่ตรอกจิ้งอัน ฆ่าคนเสร็จก็นั่งแท็กซี่กลับมาที่ชุมชนถานกู้ รอจนเช้าค่อยขับรถกลับบ้าน จะได้ไม่เป็นจุดสังเกต” หานปินวิเคราะห์
เจิ้งข่ายเสวียนวางตะเกียบ ล้วงบุหรี่ออกมา “ตอนนี้ก็รอผลจากฝ่ายเทคนิคอย่างเดียว”
…
บ่ายสามโมง หลู่เหวินส่งผลตรวจมาให้
เลือดบนเสื้อผ้าและมีดตรงกับเลือดของผู้ตายฟ่านเจิ้นเย่
ไม่พบลายนิ้วมือบนมีด
แต่พบลายนิ้วมือของหวังจื่อเจียบนแม่กุญแจที่ดาดฟ้า
ต่อให้วางแผนมาดีแค่ไหน ตอนลงมือทำจริง ก็มักจะมีเรื่องคาดไม่ถึงเกิดขึ้นเสมอ
อาชญากรรมที่สมบูรณ์แบบไม่มีในโลก
────────── •✧• ──────────
บทที่ 240 ถังข้าวสาร
ห้องสอบสวน
หานปินกับจ้าวหมิงรับหน้าที่สอบสวน หวังจื่อเจียนั่งก้มหน้าอยู่บนเก้าอี้
“เงยหน้าขึ้น” หานปินสั่ง
หวังจื่อเจียค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมา มองหานปินแวบหนึ่ง แล้วหันไปมองจ้าวหมิง “คุณตำรวจครับ เมื่อไหร่จะปล่อยผมออกไป?”
“จะรีบไปไหน ที่นี่มีข้าวฟรีที่พักฟรี เข้ามาแล้วก็อยู่ให้สบายใจเถอะ” จ้าวหมิงแค่นเสียง
“พรุ่งนี้วันจันทร์ ผมต้องทำงานนะครับ อีกอย่างผมมีมือมีเท้า ไม่อยากเอาเปรียบรัฐบาลหรอก”
“โห จิตสำนึกดีใช้ได้นี่” จ้าวหมิงขำ
“เฮ้อ ผมรู้ว่าพวกคุณดูถูกผม แต่รสนิยมทางเพศมันเลือกไม่ได้นี่ครับ ผมเกิดมาก็เป็นแบบนี้ ผมก็อยากชอบผู้หญิง แต่งงานสร้างครอบครัว มีลูกมีเต้า อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างมีความสุขเหมือนคนอื่น แต่ผมดันชอบผู้ชาย...” เสียงหวังจื่อเจียเริ่มสั่นเครือ
“เราเข้าใจ ไม่ได้มีเจตนาดูถูกคุณ” หานปินพูดจริงจัง
“ไม่หรอกครับ พวกคุณไม่เข้าใจ อย่างฟ่านเจิ้นเย่ เขาก็ชอบผู้ชาย แต่เขาก็ยังแต่งงานมีเมีย เขาเคยพยายามเปลี่ยนตัวเอง พยายามชอบผู้หญิง แต่... มันไม่ได้ครับ เขาทำไม่ได้ ยิ่งฝืนก็ยิ่งเจ็บปวดทั้งคู่ ความขัดแย้งของสองผัวเมียก็ยิ่งรุนแรงขึ้น” หวังจื่อเจียพูดด้วยความอัดอั้น
“คุณกำลังจะบอกผมว่า ไช่ซิ่วเหยียนเป็นคนฆ่าฟ่านเจิ้นเย่เหรอ?” หานปินย้อนถาม
“ผมไม่รู้ครับ ผมแค่พูดตามเนื้อผ้า” หวังจื่อเจียก้มหน้าลง
“หวังจื่อเจีย คุณเคยไปดาดฟ้าตึก 37 ยูนิต 1 ในตรอกจิ้งอันไหม?” หานปินถาม
หวังจื่อเจียตัวสั่นนิด ๆ ตอบเสียงเบา “ไม่เคยครับ”
หานปินลุกขึ้น หยิบรูปถ่ายสองสามใบจากโต๊ะ เดินไปข้างเก้าอี้สอบสวน วางรูปใบหนึ่งตรงหน้าหวังจื่อเจีย “เราเจออาวุธสังหารกับเสื้อผ้าเปื้อนเลือดบนดาดฟ้าตึก 37 ยูนิต 1 ตรวจสอบแล้วเลือดนั่นเป็นของผู้ตาย”
“แล้วเกี่ยวอะไรกับผม?” หวังจื่อเจียสะบัดหน้าหนี
“เราพบลายนิ้วมือของคุณ”
“เป็นไปไม่ได้” หวังจื่อเจียกวาดตามองรูปแล้วยืนยันเสียงแข็ง “ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด”
“หวังจื่อเจีย เรามีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าคุณคือคนร้ายที่ฆ่าฟ่านเจิ้นเย่” หานปินพูดเสียงเข้ม
“ผมไม่ได้ทำ มีดกับเสื้อนั่นไม่เกี่ยวกับผมเลย” หวังจื่อเจียแก้ตัว
“มีดมาจากไหน คุณรู้ดีกว่าผม ส่วนเสื้อตัวนี้ เราเช็กมือถือคุณแล้ว คุณเคยสั่งซื้อเสื้อและหมวกแบบเดียวกันเป๊ะจากเว็บช็อปปิ้ง”
“แล้วไงครับ เสื้อรุ่นนี้ขายไปเป็นร้อยตัว ผมใช้เงินตัวเองซื้อ ผมพอใจจะซื้อ มันผิดกฎหมายตรงไหน” หวังจื่อเจียเถียง
“ตอนสอบปากคำคราวก่อน ผมถามคุณชัดเจนแล้วว่าเคยเห็นเสื้อชุดนี้ไหม ผมจำได้แม่นเลยว่าคุณตอบว่าไม่เคย ทำไมต้องโกหก?” หานปินต้อน
หวังจื่อเจียเม้มปาก “ผมอาจจะจำผิดก็ได้”
“เพิ่งซื้อมาไม่ถึงสิบวัน คุณคิดว่าผู้พิพากษาจะเชื่อคำแก้ตัวของคุณเหรอ?” หานปินพูดเสียงเย็น
หวังจื่อเจียเงียบกริบ
หานปินเปลี่ยนเรื่อง “คืนวันที่ 27 ตุลา สามทุ่มคุณอยู่ที่ไหน?”
หวังจื่อเจียก้มหน้าตอบ “จำไม่ได้ครับ”
“ผมเดาไว้แล้วว่าคุณต้องพูดแบบนี้ แต่คำให้การครั้งก่อน ๆ เราบันทึกไว้หมดแล้ว ครั้งแรกคุณสร้างพยานที่อยู่เท็จ ครั้งที่สองคุณบอกว่าอยู่บ้าน แต่เราส่งคนไปสืบมาแล้ว คืนวันที่ 27 ตุลา คุณไม่ได้อยู่บ้าน” หานปินวางรูปถ่ายอีกสองใบตรงหน้าหวังจื่อเจีย
“วันที่ 27 ตุลา สี่โมงเย็น คุณออกจากบ้าน ขับรถไปชุมชนถานกู้ จากนั้นเปลี่ยนชุดเป็นผู้หญิง นั่งแท็กซี่ไปตรอกจิ้งอัน ลงมือฆ่าฟ่านเจิ้นเย่ตอนสามทุ่ม ห้าทุ่มกลับมาที่ชุมชนถานกู้ แล้วขับรถกลับบ้านตอนเช้าวันรุ่งขึ้น”
สีหน้าหวังจื่อเจียดูแย่ลงเรื่อย ๆ “คุณเดามั่วไปเองทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องจริงสักหน่อย”
“รูปนี้คือตอนคุณลงลิฟต์ไปลานจอดรถ ส่วนรูปนี้คือรถคุณขับเข้าไปในชุมชนถานกู้ เราตามรอยคุณได้หมดแล้ว เลิกแถได้แล้ว” หานปินเสียงแข็ง
หวังจื่อเจียชำเลืองมองหานปิน ก้มหน้าเงียบไปพักใหญ่ “ขอโทษครับ ผมโกหกจริง วันนั้นผมไม่อยู่บ้าน ผมขับรถไปชุมชนถานกู้จริง แต่แค่นั้นแหละ ผมไม่ได้ไปตรอกจิ้งอัน”
“ไม่เคยไปเลยเหรอ?” หานปินถามย้ำ
“ใช่ครับ ไม่เคยไปเลย” หวังจื่อเจียยืนยัน
หานปินยิ้ม “อย่ามั่นใจนักเลย มั่นใจเกินไปเขาเรียกว่าหลงตัวเองนะ”
“ผมพูดความจริง ผมไม่เคยไป จะให้ผมยอมรับได้ไง” หวังจื่อเจียเงยหน้าสบตาหานปิน
“เราเจอลายนิ้วมือคุณในที่เกิดเหตุจริง ๆ” หานปินพูดจริงจัง
มุมปากหวังจื่อเจียกระตุกยิ้มเล็กน้อย
“ผมไม่ได้หลอกคุณ เราเจอลายนิ้วมือคุณจริง ๆ” หานปินย้ำ
“เป็น ไป ไม่ ได้!” หวังจื่อเจียเน้นทีละคำ
“บนมีดสะอาดเอี่ยม หลังก่อเหตุคุณคงเช็ดลายนิ้วมือออกหมดแล้ว แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคุณไม่ได้จับอย่างอื่นนี่” หานปินบอก
หวังจื่อเจียกลืนน้ำลาย “อะไร?”
“คุณเอาเสื้อเปื้อนเลือดกับมีดไปซ่อนบนดาดฟ้า แล้วใช้แม่กุญแจล็อกประตูไว้ ลายนิ้วมือคุณติดอยู่บนแม่กุญแจ” หานปินวางรูปถ่ายอีกใบลงบนเก้าอี้
“นี่แสดงว่าคุณไม่เพียงแต่ไปตรอกจิ้งอัน แต่ยังเอาของกลางไปล็อกเก็บไว้บนดาดฟ้าด้วย นอกจากคุณแล้ว คนอื่นไม่มีทางแตะต้องมันได้แน่”
เหงื่อผุดเต็มหน้าผากหวังจื่อเจีย เขาพึมพำ “ผมบริสุทธิ์”
“แล้วลายนิ้วมือบนแม่กุญแจจะอธิบายยังไง?”
“ผมไม่รู้ ผมถูกใส่ร้าย”
“ถ้าแค่เจอลายนิ้วมือ คุณบอกว่าบริสุทธิ์ ตำรวจอาจจะเชื่อ แต่คุณโกหกมาตั้งแต่เริ่มให้ปากคำครั้งแรกแล้ว” หานปินทำหน้าขรึม น้ำเสียงดุดันขึ้นเรื่อย ๆ
“คุณสร้างพยานที่อยู่เท็จ ไทม์ไลน์วันที่ 27 ตุลาก็ตรงกับคนร้าย ซื้อเสื้อผ้าที่ใช้ก่อเหตุมาเองแท้ ๆ ยังกล้าบอกว่าไม่เคยเห็น ปากบอกไม่เคยไปที่เกิดเหตุ แต่ที่ซ่อนอาวุธดันมีลายนิ้วมือคุณ หลักฐานพวกนี้มัดรวมกันก็พอจะส่งคุณเข้าคุกได้แล้ว”
หวังจื่อเจียค่อย ๆ หลับตาลง น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินจากหางตา
“สารภาพโทษหนักเป็นเบา ขัดขืนโทษเบาเป็นหนัก” หานปินเตือน
หวังจื่อเจียเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้น “ผมบริสุทธิ์”
“ต่อให้คุณไม่รับสารภาพ ไม่มีคำให้การ แต่ถ้าหลักฐานแน่นหนา ศาลก็ตัดสินว่าผิดอยู่ดี นอกจากจะเสียโอกาสลดโทษแล้ว อาจโดนบวกโทษเพิ่มด้วยซ้ำ” หานปินขู่
หวังจื่อเจียมองหานปิน ยักไหล่ “สำหรับผม มีแค่อิสรภาพกับติดคุก จะติดนานแค่ไหนผมไม่สนหรอก”
จ้าวหมิงกระซิบข้างหูหานปิน “พี่ปิน เขาชอบผู้ชาย ถ้าเข้าคุกไป พี่ก็รู้...”
หานปินขมวดคิ้ว นี่มันเหมือนโยนหนูตกถังข้าวสารชัด ๆ ถึงจะออกไปหาอาหารข้างนอกไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ไม่อดตาย
ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าตัวเองโดนขังในคุกหญิง ก็ดูเหมือนจะไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก...