- หน้าแรก
- ยอดนักสืบพลังอนาคต
- บทที่ 229 หน่วยสืบสวน 1|230 ใช้รถตามหาคน
บทที่ 229 หน่วยสืบสวน 1|230 ใช้รถตามหาคน
บทที่ 229 หน่วยสืบสวน 1|230 ใช้รถตามหาคน
บทที่ 229 หน่วยสืบสวน 1
“เมื่อคืนก่อนตอนสามทุ่มคุณอยู่ที่ไหน?”
หวงเฉียงนึกอยู่ครู่หนึ่ง “เหมาเครื่องค้างคืนที่ร้านเกมครับ”
“โกหก ร้านเกมที่ไหนเริ่มเหมาเครื่องตอนสามทุ่มกัน” หลี่ฮุยสวนกลับ
“ใช่ ๆ คุณพูดถูก ร้านนั้นเริ่มเหมาตอนสี่ทุ่ม ผมกับหวงเวยไปถึงตอนสองทุ่ม เล่นไปสองชั่วโมงก่อน แล้วค่อยเหมาต่อครับ” หวงเฉียงแก้ตัว
“เรื่องที่ว่าคุณมีเวลาลงมือไหม เราจะส่งคนไปตรวจสอบเอง ตอนนี้บอกมาก่อนว่าขายรถให้ใคร?” หานปินถาม
“หลี่เหว่ย”
“หลี่เหว่ยคือใคร?”
“เมื่อก่อนตอนผมทำงานร้านล้างรถ หลี่เหว่ยเป็นหัวหน้างานครับ เขาอยู่วงการนี้นาน เส้นสายเยอะ ผมเคยได้ยินเขาคุยว่ามีลู่ทางพวกนี้อยู่” หวงเฉียงถอนหายใจ สีหน้าดูสำนึกผิด
“พูดตามตรง ผมก็เป็นคนซื่อ ๆ ไม่เคยคิดจะขโมยรถหรอกครับ แต่ใครจะไปรู้ว่าวันนั้นมันจะบังเอิญขนาดนี้ ไปเห็นขอทานนอนตายอยู่กับพื้น ตอนแรกผมก็กลัวมาก แต่พอเห็นในมือขอทานกำกุญแจรถเบนซ์อยู่ ผมก็...”
หวงเฉียงสะอื้นเบา ๆ ปาดน้ำตา “ขอทานสกปรก ๆ ถือกุญแจรถเบนซ์ นั่นมันรถเบนซ์เลยนะ ขอทานจะมีปัญญาได้ไง ตอนนั้นผมเหมือนโดนผีสิง อยากได้กุญแจมาขับรถเล่นสักรอบ อยากรู้ว่าขับรถหรูมันรู้สึกยังไง แล้วก็เลยคิดว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ขโมยไปเลยดีกว่า ยังไงก็ไม่มีใครเห็น”
หานปินไม่สนใจคำแก้ตัวของเขา ถามต่อ “หลี่เหว่ยอยู่ที่ไหน?”
“ตอนนี้ผมก็ไม่รู้ครับ”
“คุณติดต่อเขายังไง?” หานปินถาม
“ผมโทรหาเขาครับ”
“เบอร์มือถือ?”
“133425XXXXX ครับ”
“ในรถมีของอย่างอื่นไหม?” หานปินถาม
หวงเฉียงนึกย้อน “มีเหล้าเหมาไถครึ่งลัง มือถือเครื่องหนึ่ง แล้วก็สูทชุดหนึ่ง บุหรี่จงฮวาอีกซองครึ่ง...”
“มือถืออยู่ไหน?”
“ทิ้งไปแล้วครับ”
“ทิ้งที่ไหน?”
“ทิ้งไว้ในพุ่มไม้แถวชานเมืองทางใต้ครับ”
“คุณเอารถไปส่งให้หลี่เหว่ยยังไง?” หานปินถาม
“ผมขับรถไปจอดที่ที่รกร้างแถวหมู่บ้านจางหม่าทางชานเมืองใต้ หลี่เหว่ยพาคนมาสองคนช่วยกันถอดจีพีเอส แล้วให้เงินผมเจ็ดหมื่น จากนั้นก็ขับรถไป แถมยังเตือนให้ผมรีบหนีออกจากเมืองชิงเต่าด้วย” หวงเฉียงเล่า
หานปินสอบสวนต่ออีกพัก แต่หวงเฉียงก็รู้เท่านี้ ไม่ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพิ่ม
หานปินออกจากห้องสอบสวน เจิ้งข่ายเสวียนก็เดินออกมาจากห้องสังเกตการณ์พอดี
“หัวหน้าเจิ้งครับ ดันพัวพันกับคดีค้าของโจรอีก เบาะแสที่ต้องตามเยอะเกินไป ผมเกรงว่าคนทีมเราจะไม่พอครับ” หานปินบอก
“ตอนนี้ที่สำคัญที่สุดคือคดีฆาตกรรม ฆ่าคนกลางถนนแบบนี้ผลกระทบมันแรง ผู้กำกับไต้บอกว่าผู้ใหญ่ทางนครบาลถามถึงคดีนี้ สั่งให้เรารีบปิดคดีให้ได้ ไม่งั้นอาจจะส่งให้หน่วยสืบสวน 1 มารับช่วงต่อ” เจิ้งข่ายเสวียนสีหน้าเคร่งเครียด
หน่วยสืบสวน 1 ขึ้นตรงต่อกองบังคับการสืบสวนสอบสวนนครบาล รับผิดชอบคดีใหญ่ ๆ ในเมืองชิงเต่าโดยเฉพาะ หรือที่เรียกกันติดปากว่า ‘หน่วยคดีอุกฉกรรจ์’
เมืองชิงเต่ามี 7 เขต 3 อำเภอ กองบังคับการสืบสวนมีหน่วยสืบสวนในสังกัด 11 หน่วย โดย 10 หน่วยกระจายอยู่ตามกรมตำรวจสาขาต่าง ๆ หากมีคดีใหญ่ที่สาขารับมือไม่ไหว ก็จะส่งเรื่องให้นครบาล
ทางนครบาลก็จะส่งหน่วยสืบสวน 1 มาทำคดีแทน หรือส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยกำกับดูแล
“แล้วคดีค้าของโจรจะทำยังไงครับ?” หานปินถาม
“เอาอย่างนี้ ทีม 1 ตอนนี้ว่างงานอยู่พอดี ฉันจะให้ทีม 1 มาทำคดีค้าของโจร ส่วนทีมพวกนายก็ตั้งใจทำคดีฆาตกรรมอย่างเดียวไปเลย” เจิ้งข่ายเสวียนบอก
“ได้ครับ แต่ผมมีเงื่อนไขข้อหนึ่ง”
“ว่ามา”
“พอทีม 1 รับคดีไปแล้ว ต้องส่งคนไปหามือถือผู้ตายกับจีพีเอสรถก่อนนะครับ ผมต้องใช้เป็นหลักฐาน” หานปินต่อรอง
“ไม่มีปัญหา ทุกอย่างต้องให้ความสำคัญกับคดีฆาตกรรมก่อน ฉันจะให้ทีม 1 ช่วยพวกนาย ถ้าคนไม่พอ บอกมาได้เลย เดี๋ยวเกณฑ์คนจากทีม 1 มาช่วย” เจิ้งข่ายเสวียนรับปาก
“เยี่ยมเลยครับ ได้ยินแบบนี้ผมก็หมดห่วง” หานปินยิ้ม
“แต่ฉันขอบอกไว้ก่อนนะ คนในหน่วยสืบสวน 3 นายเรียกใช้ได้เต็มที่ แต่คดีต้องมีความคืบหน้าเร็ว ๆ นะ ฉันไม่อยากให้พวกหน่วย 1 เข้ามายุ่งย่ามกับคดีของทีมเรา” เจิ้งข่ายเสวียนกำชับ
“วางใจเถอะครับ ผมจะทำเต็มที่แน่นอน” หานปินรับปากแข็งขัน
“เอาล่ะ ฉันสั่งข้าวกล่องให้พวกนายแล้ว ไปกินข้าวก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันไปสั่งงานทีม 1 ก่อน” เจิ้งข่ายเสวียนตบไหล่หานปิน แล้วเดินจากไป
หานปินกับหลี่ฮุยเดินกลับมาที่ห้องทำงาน พอเปิดประตูก็ได้กลิ่นหอมฉุย
“กลิ่นหอมใช้ได้เลย มีอะไรกินบ้างเนี่ย” หลี่ฮุยตะโกนถามอย่างอดใจไม่ไหว
“มีแต่ของดี ๆ ทั้งนั้น แผ่นแป้งจี่ แกงเครื่องในแพะ ไก่ตุ๋นเห็ดป่า แล้วก็ขาหมูพะโล้” จ้าวหมิงพูดไปน้ำลายไหลไป
หานปินยังไม่กลับมา ลูกทีมก็เลยเกรงใจไม่กล้ากินก่อน
“หัวหน้า หัวหน้าเจิ้งเลี้ยงดีขนาดนี้ แสดงว่าเบื้องบนให้ความสำคัญกับคดีนี้มากสินะ” เถียนลี่ถาม
หานปินยิ้ม โบกมือบอก “ไม่ต้องเกรงใจ กินตอนร้อน ๆ นี่แหละ กินไปคุยไป”
พอหานปินอนุญาต ทุกคนก็ไม่รอช้า
จ้าวหมิงกัดแผ่นแป้งคำโต
เถียนลี่ซดน้ำแกงเครื่องในแพะ
ซุนเสี่ยวเผิงคีบเนื้อไก่
หลี่ฮุยหยิบขาหมูมาแทะ
หานปินก็หยิบขาหมูมาแทะบ้าง “รสชาติไม่เลวแฮะ ละลายในปาก แต่ก็ยังมีความหนึบ”
“อร่อยจริง บางร้านอยากเพิ่มน้ำหนัก เลยต้มไม่เปื่อย เคี้ยวทีปวดกรามไปหมด” หลี่ฮุยบ่นไปกินไป
“นั่นยังถือว่าดี บางร้านดึงเอ็นออกหมด เหลือแต่หนังกับกระดูก” จ้าวหมิงเสริม
“ไอ้พวกตะกละเอ๊ย” หานปินขำ
พอกินไปได้สักพักเริ่มหายหิว หานปินก็เปิดประเด็น “หัวหน้าเจิ้งบอกว่าคดีค้าของโจรให้ทีม 1 รับไปทำ ส่วนทีม 2 ทุ่มกำลังทำคดีฆาตกรรม”
“สองคดีนี้มันเกี่ยวข้องกัน ถ้าเราไม่ทำคดีค้าของโจร จะพลาดเบาะแสสำคัญไหม?” เถียนลี่สงสัย
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ฉันคุยกับหัวหน้าเจิ้งไว้แล้ว พอทีม 1 รับคดีไป เขาจะช่วยสืบเรื่องฆาตกรรมก่อน ถ้าเจอเบาะแสที่เกี่ยวข้องกัน เขาจะรีบแจ้งเราทันที” หานปินอธิบาย
“เสี่ยวเผิง เรียกคนที่มีรายชื่อติดต่อกับผู้ตายมาสอบปากคำให้หมด”
“คนอื่นไปไล่ดูกล้องวงจรปิด เช็กช่วงเวลาเกิดเหตุให้ละเอียด”
“ครับ/ค่ะ”
หลังกินข้าวเสร็จ ทุกคนก็แยกย้ายกันทำงาน ซุนเสี่ยวเผิงเริ่มโทรตามรายชื่อในมือถือผู้ตายทีละคน เรียกให้มาสอบปากคำที่โรงพัก
สาเหตุที่ไม่ไปตามถึงบ้าน เพราะที่อยู่บางคนไม่ชัดเจน หรือบางคนย้ายบ้านไปแล้ว การตามหาตัวอาจจะยุ่งยาก
การโทรเรียกตัวนั้นเร็วที่สุด คนที่ยอมมาให้ปากคำแต่โดยดี ก็พอจะตัดข้อสงสัยไปได้ระดับหนึ่ง ส่วนใครที่ไม่ยอมมา หรือไม่ให้ความร่วมมือ ก็จะยิ่งน่าสงสัยมากขึ้น
หานปินจะได้เพ่งเล็งเป็นพิเศษ
────────── •✧• ──────────
บทที่ 230 ใช้รถตามหาคน
การตรวจสอบกล้องวงจรปิดเป็นงานที่น่าเบื่อหน่าย แต่ก็เป็นวิธีการสืบสวนที่ตำรวจใช้บ่อยที่สุดและได้ผลที่สุด
มีกล้องวงจรปิดที่ต้องตรวจสอบกว่ายี่สิบตัว หานปินก็เข้าร่วมการตรวจสอบด้วย ความเร็วในการดูกล้องของเขาเร็วกว่าลูกทีมคนอื่นมาก
“กริ๊ง ๆ ๆ...” เสียงมือถือของซุนเสี่ยวเผิงดังขึ้น
หลังจากรับสาย ซุนเสี่ยวเผิงก็หันไปบอกหานปินว่า “หัวหน้าครับ หลี่หรูควนคนที่ผู้ตายติดต่อก่อนเสียชีวิตมาถึงแล้วครับ”
“ลงไปรับเขาหน่อย” ในสายตาหานปิน คนที่เต็มใจให้ความร่วมมือกับตำรวจถือเป็นพลเมืองดี
ซุนเสี่ยวเผิงออกไปไม่นาน ก็พาชายวัยสามสิบกว่าคนหนึ่งกลับเข้ามาในห้องทำงาน
ชายคนนั้นสวมแว่นกรอบทอง หวีผมเรียบแปล้ ใส่สูทสีดำทั้งชุด มือถือกระเป๋าเอกสาร รองเท้าหนังขัดมันวับ ดูท่าทางภูมิฐานเหมือนคนประสบความสำเร็จ
หานปินลุกขึ้นทักทาย “สวัสดีครับ ผมหานปิน หัวหน้าทีมสืบสวน 2 ครับ”
“สวัสดีครับ ผมชื่อหลี่หรูควน เป็นทนายความครับ”
“ทนายหลี่ครับ วันนี้ที่เชิญคุณมา เพราะมีคดีอาญาเข้ามาเกี่ยวข้อง อยากรบกวนทำบันทึกปากคำหน่อยครับ” หานปินบอก
“ไม่มีปัญหาครับ ผมยินดีให้ความร่วมมือกับตำรวจ” หลี่หรูควนยิ้มอย่างมืออาชีพ
“เยี่ยมเลยครับ ถ้าทุกคนคุยง่ายแบบคุณ งานพวกผมคงสบายขึ้นเยอะ” หานปินยิ้ม เชิญหลี่หรูควนนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
จากนั้น หานปินเป็นคนสอบสวน ซุนเสี่ยวเผิงเป็นคนจดบันทึก
หานปินถามตามระเบียบก่อน แล้วเข้าประเด็นทันที “ทนายหลี่ครับ คุณรู้จักฟ่านเจิ้นเย่ไหมครับ?”
“รู้จักครับ เรามีการติดต่องานกันอยู่”
“ช่วงนี้ได้ติดต่อกันบ้างไหมครับ?”
“เพิ่งติดต่อกันเมื่อไม่กี่วันก่อนครับ เดิมทีนัดเจอกันวันนี้ แต่เขาไม่มา โทรหาก็ไม่ติด พอดีตำรวจติดต่อมา ผมเลยแวะมาดูว่าเขาเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า” หลี่หรูควนบอก
“คุณเจอฟ่านเจิ้นเย่ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ครับ?”
“ก็ไม่กี่วันก่อนครับ เขาไปหาผมที่สำนักงานกฎหมาย มีกล้องวงจรปิดตรวจสอบได้ครับ” หลี่หรูควนตอบ
“คุณเป็นทนายด้านไหนครับ เขาไปหาคุณเรื่องอะไร?”
“ทนายคดีหย่าร้างครับ” หลี่หรูควนตอบ
“เขาอยากหย่ากับภรรยาเหรอครับ?” หานปินซัก
“เรื่องส่วนตัวของลูกความ ผมไม่สะดวกเปิดเผยครับ แต่เขามาปรึกษาผมจริง ๆ และอยากให้ผมช่วยว่าความให้ด้วย” หลี่หรูควนตอบเลี่ยง ๆ
ถึงหลี่หรูควนจะไม่พูดตรง ๆ แต่ก็เท่ากับยอมรับกลาย ๆ แล้ว
“ฟ่านเจิ้นเย่เกิดเรื่องอะไรขึ้นครับ?” หลี่หรูควนสงสัย
“เขาเสียชีวิตแล้วครับ”
“อะไรนะ เขาตายแล้ว!” หลี่หรูควนหน้าตื่น “ตายได้ยังไง เมื่อไหร่ครับ?”
“ตายเมื่อสองวันก่อนครับ” หานปินบอก
“นี่... นี่มันกะทันหันเกินไป เดิมทีวันนี้เขานัดเจอผม ใครจะไปคิดว่าจะกะทันหันแบบนี้...” หลี่หรูควนถอนหายใจ
“ทำไมเขาถึงอยากหย่าครับ?”
หลี่หรูควนลังเล “เรื่องส่วนตัวของลูกความ ผมไม่สะดวกเปิดเผยครับ”
“ฟ่านเจิ้นเย่ตายแล้วครับ ศพนอนอยู่ในห้องดับจิต ตอนนี้เรื่องส่วนตัวไม่สำคัญสำหรับเขาแล้ว ที่สำคัญคือต้องหาตัวคนร้าย ล้างแค้นให้เขาครับ” หานปินบอก
“เฮ้อ... เรื่องกลายเป็นแบบนี้ได้ยังไง ชีวิตคนเราไม่แน่นอนจริง ๆ” หลี่หรูควนรำพึง
“ทนายหลี่ครับ สาเหตุการหย่าของฟ่านเจิ้นเย่ อาจเกี่ยวข้องกับสาเหตุการตายของเขา ผมหวังว่าคุณจะให้ความร่วมมือกับตำรวจ เพื่อจับตัวคนร้ายได้เร็ววันนะครับ” หานปินเกลี้ยกล่อม
หลี่หรูควนนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปาก “ฟ่านเจิ้นเย่มาหาผม เพราะอยากหย่ากับภรรยา อยากให้ผมเป็นทนายตัวแทนให้ครับ”
“ทำไมถึงอยากหย่าครับ?”
“ตอนแรกเขาบอกว่าเข้ากันไม่ได้ มาปรึกษาเรื่องแบ่งทรัพย์สิน ผมถามว่าตัดสินใจแน่วแน่หรือยัง เขาก็บอกขอคิดดูก่อน ไป ๆ มา ๆ หลายรอบ แต่ก็ยังตัดสินใจไม่ได้ จนครั้งล่าสุดที่มา เขาถึงตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะหย่า แถมยังบอกผมว่าภรรยาเขาจะฆ่าเขา” หลี่หรูควนเล่า
“คุณแน่ใจนะ ว่าเขาพูดว่าภรรยาจะฆ่าเขา?” หานปินถามย้ำ
“แน่ใจครับ”
“ได้บอกไหมว่าจะฆ่ายังไง?”
“ไม่ได้บอกครับ” หลี่หรูควนส่ายหน้า
“สามีภรรยามีเรื่องขัดแย้งอะไรกันไหมครับ?”
“เขาบอกว่าหมดรักกันนานแล้ว เขาสงสัยว่าเมียแอบเลี้ยงผู้ชายไว้ข้างนอก ยังถามผมด้วยว่าถ้าจับได้คาหนังคาเขา จะได้ส่วนแบ่งทรัพย์สินเพิ่มไหม” หลี่หรูควนนึกย้อน
“เขาได้เอ่ยชื่อผู้ชายคนนั้นไหมครับ?”
“อันนี้ผมไม่ได้ถาม และไม่จำเป็นต้องรู้ด้วยครับ” หลี่หรูควนยักไหล่
“คุณเชื่อคำพูดของฟ่านเจิ้นเย่ไหมครับ?”
“เชื่อครับ” หลี่หรูควนตอบอย่างมั่นใจ
“เมื่อก่อนถึงเขาจะมีความคิดอยากหย่า แต่ก็ลังเลไม่เด็ดขาด ครั้งสุดท้ายที่เจอกันเขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะหย่า แสดงว่าภรรยาเขาต้องทำอะไรกระตุ้นเขาแน่ ๆ”
สอบถามต่ออีกสองสามประโยค ไม่ได้เบาะแสเพิ่มเติม หานปินจึงให้หลี่หรูควนกลับไปก่อน
หลี่ฮุยกับจ้าวหมิงเดินเข้ามาสมทบ
“ปินจื่อ นี่มันลาภลอยชัด ๆ” หลี่ฮุยบอก
“พี่ปิน ถ้าทนายหลี่พูดจริง ไช่ซิ่วเหยียนก็น่าสงสัยมาก เราควรเรียกตัวมาสอบปากคำอีกรอบไหมครับ” จ้าวหมิงเสนอ
หานปินลูบคาง ไม่ได้ตอบทันที
จากคำพูดของหลี่หรูควน เห็นได้ชัดว่าความขัดแย้งของสองสามีภรรยาลึกซึ้งมาก ต่างฝ่ายต่างปันใจ และการตายกะทันหันก่อนหย่าของฟ่านเจิ้นเย่ คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดก็คือไช่ซิ่วเหยียน
แรงจูงใจของไช่ซิ่วเหยียนมีน้ำหนักมากขึ้น
“หัวหน้า ฉันเจออะไรบางอย่างในกล้องวงจรปิด” เถียนลี่ตะโกนบอก
“เจออะไร”
“เมื่อวานซืน มีผู้หญิงสวมหมวกคนหนึ่งปรากฏตัวแถวที่เกิดเหตุค่ะ”
หานปินเดินเข้าไป ก้มดูหน้าจอ ในวิดีโอเป็นภาพแคปเจอร์ของผู้หญิงคนหนึ่ง แสงตอนกลางคืนค่อนข้างมืด ถ่ายได้ไม่ค่อยชัด
ผู้หญิงคนนั้นสวมหมวกทรงกลม ใส่กระโปรงยาวลายดอก หุ่นสูงโปร่ง ก้มหน้ามองไม่เห็นหน้าตา
“ผู้หญิงคนนี้โผล่มาที่เกิดเหตุตอนไหน?” หานปินซัก
“ทุ่มตรงเดินจากจิ้งอันเป่ยหลี่เข้าตรอกจิ้งอัน จนถึงห้าทุ่มถึงเดินกลับออกมาทางเดิม เพราะเวลาห่างจากช่วงก่อเหตุตั้งสองชั่วโมง ตอนแรกฉันเกือบมองข้ามไปแล้ว พอหัวหน้าบอกให้เน้นดูผู้หญิง ฉันเลยกลับมาดูอีกที คิดว่าน่าสงสัยค่ะ” เถียนลี่อธิบาย
“ในตรอกจิ้งอันไม่มีกล้อง เราคงรู้ยากว่าช่วงเวลานั้นผู้หญิงคนนี้ทำอะไรบ้าง” จ้าวหมิงวิเคราะห์
“เธอใช้ยานพาหนะอะไรไหม?” หานปินถาม
“เธอเรียกแท็กซี่มาตอนทุ่มนึง แล้วก็นั่งแท็กซี่กลับตอนห้าทุ่ม เธอก้มหน้าตลอด แถมใส่หมวกทรงกลม กล้องเลยจับหน้าตรงไม่ได้เลย” เถียนลี่บอก
หานปินจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ “รูปร่างผู้หญิงสวมหมวกคนนี้ดูไม่เหมือนไช่ซิ่วเหยียนเลย”
“จะเป็นเมียน้อยฟ่านเจิ้นเย่หรือเปล่า?” หลี่ฮุยเดา
หานปินลังเลนิดหนึ่ง แล้วหันไปถามเถียนลี่ “ถ่ายติดทะเบียนรถแท็กซี่ไหม?”
เถียนลี่ย้อนดูวิดีโอ แล้วอ่านว่า “กล้องจับได้ค่ะ ทะเบียน หลู่ BU3H55”
“เช็กเลย ใช้รถตามหาคน!”