- หน้าแรก
- ยอดนักสืบพลังอนาคต
- บทที่ 219 ทักษะใหม่|220 สถานที่เกิดเหตุ
บทที่ 219 ทักษะใหม่|220 สถานที่เกิดเหตุ
บทที่ 219 ทักษะใหม่|220 สถานที่เกิดเหตุ
บทที่ 219 ทักษะใหม่
ยี่สิบนาทีต่อมา หลี่ฮุยกับตำรวจนายหนึ่งก็พาตัวเถียนเหวินเฉิงกลับมาที่โรงพัก
เถียนเหวินเฉิงอายุราวสี่สิบกว่า ผิวค่อนข้างคล้ำ ท่าทางดูกังวล
หลี่ฮุยผลักประตูห้องทำงานเข้ามา “ปินจื่อ พาคนมาให้แล้ว”
หานปินมองสำรวจชายคนนั้น “คุณคือเถียนเหวินเฉิงสินะ”
“ครับ คุณตำรวจ พวกคุณพาผมมาโรงพักมีเรื่องอะไรเหรอครับ?” เถียนเหวินเฉิงถามเสียงสั่น
หานปินยิ้ม “ไม่ต้องกลัว นั่งลงก่อน”
เถียนลี่ถือแก้วน้ำเดินเข้ามา วางตรงหน้าเถียนเหวินเฉิง “ดื่มน้ำหน่อยค่ะ”
หานปินก้มมองรองเท้าของอีกฝ่าย “รองเท้านี่ซื้อมาจากไหน?”
“ซื้อจากตลาดนัดในหมู่บ้านครับ คู่ละ 35 หยวน ถ้าคุณชอบ เดี๋ยวผมให้เมียซื้อมาฝากคู่นึงครับ” เถียนเหวินเฉิงประจบ
“พูดจาเหลวไหล ถามอะไรก็ตอบอันนั้นสิ!” หลี่ฮุยขมวดคิ้ว
“ครับ ๆ” เถียนเหวินเฉิงรีบพยักหน้า
หานปินนวดขมับ มิน่าล่ะถึงหารุ่นรองเท้าในเน็ตไม่เจอ ที่แท้ก็รองเท้าแบรนด์โนเนม ในเน็ตหรือในเมืองคงหาซื้อยาก แต่เพราะราคาถูก เลยขายดีในหมู่บ้าน
“ถอดรองเท้าให้ผมดูหน่อย” หานปินสั่ง
“ฮะ!”
ถึงจะสงสัยในรสนิยมแปลก ๆ ของหานปิน แต่เถียนเหวินเฉิงก็ยอมทำตาม
หานปินวางรองเท้าบนโต๊ะ พิจารณาอย่างละเอียด “เหมือนเคยเห็นรองเท้ารุ่นนี้มาก่อน”
หลี่ฮุยชะโงกหน้าดู “ทำไมฉันจำไม่ได้แฮะ”
จ้าวหมิงเข้ามาดูบ้าง แล้วส่ายหน้า
ทักษะการสังเกตของหานปินเหนือกว่าคนทั่วไป สิ่งที่เขาเคยเห็นจะถูกบันทึกไว้ในสมองและจดจำได้แม่นยำกว่าคนอื่น
“นึกออกแล้ว วันที่เฉียนก่วงเยวี่ยโดนจับ เขาใส่รองเท้ารุ่นนี้!”
“นายหมายความว่าเฉียนก่วงเยวี่ยอาจเป็นคนวางยาวัวเหรอ?” หลี่ฮุยแปลกใจ
“เฉียนก่วงเยวี่ยก็คนหมู่บ้านเป่ยซีจาง เป็นไปได้ว่าเขาอาจซื้อรองเท้าจากตลาดนัดเหมือนกัน” หานปินสันนิษฐาน
“จ้าวหมิง ส่งลายนิ้วมือคนร้ายคดีวางยาวัวไปให้หลู่เหวิน ให้เขาเทียบกับลายนิ้วมือของเฉียนก่วงเยวี่ยดู”
“ครับ” จ้าวหมิงรับคำ แล้วเกาหัว “พี่ปิน ผมมีเรื่องสงสัย”
“ว่ามา”
“คดีอาหารเป็นพิษ เราจับเฉียนก่วงเยวี่ยไปแล้ว ลายนิ้วมือกับ DNA ของเขาก็น่าจะอยู่ในฐานข้อมูลแล้ว แต่สารวัตรจ้าวบอกว่าเอาลายนิ้วมือคนวางยาวัวไปเทียบกับฐานข้อมูลแล้วไม่เจอ ก็แปลว่าตัดเฉียนก่วงเยวี่ยออกไปได้แล้วไม่ใช่เหรอครับ?” จ้าวหมิงวิเคราะห์
“เออ ก็จริงแฮะ” หลี่ฮุยขมวดคิ้ว
“นี่แหละจุดบอด จากการวิเคราะห์รอยเท้า ลักษณะคนร้าย ทั้งอายุและส่วนสูงตรงกับเฉียนก่วงเยวี่ย แต่ไม่มีใครนึกถึงเขาเลย เพราะคิดว่าเขาโดนจับไปแล้ว ลายนิ้วมือต้องอยู่ในระบบแล้ว”
หานปินหยุดนิดหนึ่ง หยิบกระดาษปากกามาเขียนวันที่ “คดีวางยาวัวเกิดวันที่ 14 ตุลาคม วันที่ 16 เนื้อวัวถูกขายให้ร้านเวลส์ วันที่ 17 เราจับเฉียนก่วงเยวี่ย มันมีช่วงเวลาที่คลาดเคลื่อนกันอยู่ ตอนที่เอาลายนิ้วมือคนวางยาไปเทียบกับฐานข้อมูล ลายนิ้วมือของเฉียนก่วงเยวี่ยอาจจะยังไม่ได้เข้าระบบก็ได้”
“เชี่ย น่าจะจริงอย่างที่นายว่า” หลี่ฮุยเพิ่งนึกได้
“ถ้าคนร้ายทั้งสองคดีคือเฉียนก่วงเยวี่ยจริง เขาทำไปทำไมคะ?” เถียนลี่ถามขึ้น
“แก้แค้นสังคมหรือเปล่า?” หลี่ฮุยจินตนาการบรรเจิด
“ดูหนังตำรวจฝรั่งเยอะไปแล้วมั้ง” หานปินแซว เขาไม่คิดว่าแรงจูงใจของเฉียนก่วงเยวี่ยจะซับซ้อนขนาดนั้น จึงวิเคราะห์ว่า
“พวกแก้แค้นสังคม ถ้าไม่ใช่พวกมีความแค้นฝังลึก ก็พวกว่างจัด เฉียนก่วงเยวี่ยไม่เข้าข่ายทั้งสองแบบ”
“แล้วนายว่าเพราะอะไร?” หลี่ฮุยเบะปาก
“เฉียนก่วงเยวี่ยเป็นพ่อค้าขายเนื้อ วัน ๆ ก็คิดแต่เรื่องหาเงิน ช่วงนี้เนื้อแพง เขาคงอยากลดต้นทุน เงินหมื่นเดียวซื้อวัวตายได้ห้าตัว ได้เนื้อตั้งกี่พันชั่ง เอาไปขายชั่งละ 20 หยวน คิดดูสิว่ากำไรเท่าไหร่?” หานปินย้อนถาม
“แม่งเอ๊ย อย่างน้อยก็หลายหมื่น” หลี่ฮุยเดาะลิ้น
“ไอ้เฉียนก่วงเยวี่ยนี่ใจดำชะมัด เพื่อจะได้ซื้อเนื้อถูก ๆ ถึงกับต้องวางยาวัวชาวบ้าน” จ้าวหมิงบ่น
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ข้อสันนิษฐานของหานปินก็เป็นจริง
ผลการเทียบของหลู่เหวินยืนยันว่า ลายนิ้วมือของเฉียนก่วงเยวี่ยตรงกับลายนิ้วมือคนร้ายคดีวางยาวัวเป๊ะ
…
ช่วงบ่ายพอกลับถึงกรมตำรวจ หานปินก็เบิกตัวเฉียนก่วงเยวี่ยมาสอบสวนทันที พอจนมุมด้วยหลักฐานทั้งลายนิ้วมือ รอยเท้า และยาเบื่อหนู เฉียนก่วงเยวี่ยก็ยอมรับสารภาพหมดเปลือก
เป็นไปตามที่หานปินคาดไว้ เฉียนก่วงเยวี่ยวางยาวัวเพื่อจะได้กดราคาซื้อ เขาอ้างว่าราคาเนื้อแพงเกินไป คนซื้อน้อยลง ค้าขายลำบากขึ้นทุกวัน
แต่เขาเพิ่งเคยวางยาครั้งแรก ประสบการณ์น้อย ไม่คิดว่าพิษยาเบื่อหนูจะแรงขนาดนี้ คนกินเนื้อเข้าไปก็พลอยโดนพิษไปด้วย
วันรุ่งขึ้น หานปินและทีมงานคุมตัวเฉียนก่วงเยวี่ยไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ท่ามกลางชาวบ้านหมู่บ้านเป่ยซีจางที่มามุงดูกันล้นหลาม จ้าวอวี้เซิงต้องนำกำลังตำรวจมาคอยกันพื้นที่
พอรู้ว่าเฉียนก่วงเยวี่ยเป็นคนวางยา ชาวบ้านก็ทั้งโกรธทั้งอับอาย โกรธที่ทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้ และอายที่คนร้ายดันเป็นคนในหมู่บ้านตัวเอง
ทำแผนเสร็จก็เที่ยงพอดี จ้าวอวี้เซิงชวนหานปินและทีม 2 ไปกินข้าว
แต่หานปินปฏิเสธอย่างนุ่มนวล เพราะต้องคุมตัวผู้ต้องหากลับ อาหารดีแค่ไหนก็กินไม่ลงหรอก
บอกลาจ้าวอวี้เซิงเสร็จ หานปินก็คุมตัวเฉียนก่วงเยวี่ยออกจากตำบลซีจาง กลับถึงกรมตำรวจสาขาอวี้หัวก็บ่ายโมงกว่า กินข้าวรองท้องนิดหน่อย แล้วเริ่มเตรียมเอกสารปิดคดี
…
ตอนนี้หานปินเป็นรักษาการหัวหน้าทีมแล้ว ไม่ต้องลงมือทำเองทุกอย่าง แบ่งงานให้ลูกทีมไปทำ แล้วชงชามานั่งจิบเหม่อลอยบนเก้าอี้
นี่เป็นครั้งแรกที่หานปินนำทีมทำคดีเอง เริ่มจากคดีอาหารเป็นพิษ ต่อด้วยคดีวางยาวัว แม้จะไม่ถึงกับเสี่ยงตาย แต่ก็ให้บทเรียนกับหานปินมากมาย
คดีอาหารเป็นพิษเดิมพันด้วยชีวิตคน หานปินต้องแข่งกับเวลาเพื่อยึดเนื้อพิษ ช้าแค่นาทีเดียวอาจมีเหยื่อเพิ่ม เขาต้องตึงเครียดตลอดเวลา
เพิ่งรับตำแหน่งก็เจอคดีหิน ถือเป็นบททดสอบชั้นดี การปิดคดีได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ทั้งไต้หมิงหานและเจิ้งข่ายเสวียนพอใจมาก
“ยินดีด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ 57733 ไขคดีวางยาต่อเนื่องสำเร็จ”
“ทักษะการสังเกต: ค่าความชำนาญ +5”
“รางวัลค่าคุณงามความดี 14 แต้ม”
“ยินดีด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ 577533 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรักษาการหัวหน้าทีมสืบสวน”
“รางวัลค่าคุณงามความดี 50 แต้ม”
“ได้รับแพ็กเกจของขวัญพิเศษหนึ่งชุด”
ทักษะ: การพิสูจน์ลายมือ
ระดับทักษะ: สูง
ความสามารถ: วิเคราะห์ลักษณะนิสัยและเอกลักษณ์การเขียน เพื่อระบุตัวตนเจ้าของลายมือและภาพวาด
หานปินตกใจนิดหน่อย รางวัลรอบนี้เยอะจุใจ ได้ค่าคุณงามความดีตั้ง 64 แต้ม แถมได้สกิลใหม่ด้วย
หานปินอารมณ์ดีขึ้นมาทันตา
หกโมงเย็น หานปินก็ได้เลิกงาน นาน ๆ ทีจะมีโอกาสแบบนี้
อากาศเริ่มเย็น ฟ้าก็มืดเร็วขึ้น ระหว่างทางกลับบ้าน ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
ในรถคิวคิวสีแดง
“ฮุยจื่อ เย็นนี้ไปกินข้าวบ้านฉันไหม?” หานปินชวน
“ไม่เอาอะ ยุ่งมาหลายวัน อยากรีบกลับไปนอน” หลี่ฮุยปฏิเสธ
“ตามใจ”
หลี่ฮุยขยิบตา “นายกับแม่ดาวโรงเรียนถานเป็นไงบ้างแล้ว?”
“ขับรถไปเหอะน่า”
“เล่ามาหน่อยน่า ไหน ๆ ก็ว่างอยู่”
“ก็ไม่ยังไง สองวันนี้ไม่ได้ติดต่อเขาเลย” หานปินยักไหล่
“ทำไมวะ ไม่ใช่นิสัยนายเลยนะ” หลี่ฮุยเริ่มสนใจ
“ไม่รู้สิ ช่วงนี้งานยุ่งมั้ง เลยไม่ค่อยอยากออกเดตเหมือนเมื่อก่อน ยิ่งช่วงเพิ่งรู้จักต้องปรับตัวเข้าหากัน รู้สึกเหนื่อย ๆ” หานปินส่ายหน้า
“ก็นายชอบหาคนที่ตัวเองชอบไง ลองหาคนที่ชอบนายสิ จะได้ไม่เหนื่อย” หลี่ฮุยแนะนำ
“แหม ศึกษามาดีนี่หว่า” หานปินยิ้ม
“คนนอกย่อมมองเห็นชัดกว่า”
ทั้งสองคุยสัพเพเหระกันไปตลอดทาง ไม่นานก็ถึงชุมชนหัวหยวน
แยกกับหลี่ฮุยแล้ว หานปินก็ตรงไปบ้านพ่อแม่
เปิดประตูเข้าไป หานปินรู้สึกผิดปกติ ในบ้านมืดสนิท เงียบกริบ
หานปินเดินเข้าโถงทางเดิน กำลังจะเอ่ยเรียกคน
ไฟในห้องรับแขกก็สว่างพรึ่บ
หวังชิ่งเซิงกระโดดออกมา ตะโกนภาษาอังกฤษสำเนียงจีนจ๋าว่า “เซอร์ไพรส์!”
หานเว่ยตงกับหวังฮุ่ยฟางเดินออกมา ในห้องกินข้าวมีอาหารวางเต็มโต๊ะ
“ยินดีด้วยหัวหน้าหาน ปิดคดีสำเร็จแล้ว!”
────────── •✧• ──────────
บทที่ 220 สถานที่เกิดเหตุ
วันรุ่งขึ้น
เจ็ดโมงเช้า หานปินตื่นนอนล้างหน้าแปรงฟัน แล้วลงไปที่บ้านพ่อแม่ ชวนน้าชายออกไปออกกำลังกายด้วยกัน
เมื่อก่อนหานปินมีนิสัยตื่นเช้าออกกำลังกายอยู่แล้ว แต่พอย้ายมาอยู่กรมตำรวจต้องเข้าเวรดึกบ่อย ๆ พักผ่อนไม่เป็นเวลา เรื่องออกกำลังกายตอนเช้าเลยถูกพักไว้
หลังจากปรับตัวมาหลายเดือน หานปินเริ่มชินกับงานที่กรมตำรวจแล้ว จึงเตรียมจะกลับมาออกกำลังกายตอนเช้าอีกครั้ง การเป็นตำรวจสืบสวน ร่างกายที่แข็งแรงเป็นเรื่องสำคัญมาก
ถ้าขาไม่มีแรง ก็วิ่งตามคนร้ายไม่ทัน ถ้าแขนไม่มีแรง ก็จับคนร้ายไม่อยู่
ส่วนหวังชิ่งเซิงจะวิ่งไหวไหม มีแรงไหมนั้นเป็นเรื่องรอง เขาอ้วนเกินไป อายุอานามก็ปาเข้าไปสี่สิบแล้ว ขืนไม่ลดน้ำหนักจะเสียสุขภาพเอาได้
เรื่องนี้หวังชิ่งเซิงเองก็รู้ตัวดี เมื่อคืนพอดื่มไปหน่อย ก็สาบานกับหวังฮุ่ยฟางเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะลดน้ำหนัก จะตื่นมาออกกำลังกายตอนเช้า
นั่นไง เมื่อเช้าเลยโดนหวังฮุ่ยฟางลากตัวขึ้นมา ให้ไปวิ่งกับหานปิน
หวังชิ่งเซิงตัวสั่นงันงก “เช้าขนาดนี้หนาวชะมัด”
“น้าครับ ขยับตัวหน่อยเดี๋ยวก็หายหนาวเอง” หานปินเริ่มวอร์มร่างกาย
หวังชิ่งเซิงหาวหวอด “แม่แกนี่ก็จริง ๆ เลย เมื่อวานฉันดื่มไปตั้งเยอะ เลื่อนไปออกพรุ่งนี้หน่อยก็ไม่ได้ ต้องเอาวันนี้ให้ได้”
“ผลัดวันประกันพรุ่ง ต้องมีพรุ่งนี้สักกี่วันกันครับ” หานปินยิ้ม
“ฉันน่ะพูดคำไหนคำนั้น” หวังชิ่งเซิงฮึดฮัด
“ถ้าน้าพูดคำไหนคำนั้นจริง ก็คงไม่อ้วนมาจนถึงทุกวันนี้หรอกครับ” หานปินยักไหล่
“ไอ้เด็กนี่วอนโดนตีนซะแล้ว” หวังชิ่งเซิงตาเขียว
“ถ้าน้าวิ่งทันผม ก็เชิญตีได้เลย”
หวังชิ่งเซิงหมดแรงเถียงทันที โบกมือไล่ “ไป ๆ ๆ”
หานปินมองสำรวจหวังชิ่งเซิง “น้าครับ น้าไม่เคยออกกำลังกายเลยใช่ไหม?”
“ฉันยุ่งจะตายชัก จะเอาเวลาที่ไหนไปออกกำลังกาย” หวังชิ่งเซิงทำท่าทางวอร์มร่างกายตามหานปินอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
“งั้นวันนี้น้าอย่าเพิ่งวิ่งเลย เดินรอบลานบ้านไปก่อน ปรับตัวสักวันสองวันค่อยเริ่มวิ่งเหยาะ ๆ ค่อยเป็นค่อยไป ออกกำลังกายใจร้อนไม่ได้นะครับ” หานปินแนะนำ
“รู้แล้วน่า” หวังชิ่งเซิงพยักหน้า
“งั้นผมวิ่งก่อนนะ เดี๋ยวต้องไปทำงาน” หานปินพูดทิ้งท้าย แล้วเริ่มวิ่งรอบหมู่บ้าน
หวังชิ่งเซิงใส่หูฟัง เดินต้วมเตี้ยมตามหลัง ร่างท้วม ๆ เดินส่ายไปส่ายมา กินที่ทางเดินไปตั้งสองคน
หานปินวิ่งรอบหมู่บ้านได้สองรอบ ร่างกายก็เริ่มอุ่นขึ้น การได้ออกกำลังกายตอนเช้าจะทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าไปทั้งวัน
“ติ๊ด ๆ ๆ...” เสียงนาฬิกาข้อมือหานปินดังขึ้น
เมื่อวาน เพื่อฉลองที่ลูกชายได้เลื่อนตำแหน่ง หวังฮุ่ยฟางเลยซื้อนาฬิกาสมาร์ตวอทช์รุ่น GT2 สีดำออบซิเดียนให้เขาเรือนหนึ่ง
เห็นหวังฮุ่ยฟางบอกว่าเป็นรุ่นล่าสุด แต่หานปินไม่ค่อยได้ตามข่าวไอทีเท่าไหร่ แม่ว่าไงก็ว่าตามกัน อีกอย่างก็ไม่ใช่เงินเขาด้วย
นาฬิกาเรือนนี้รับสายได้ ฟังเพลงได้ วัดชีพจรได้ ที่สำคัญคือแบตอึด เห็นว่าอยู่ได้นานถึงสองอาทิตย์ หานปินชอบตรงนี้แหละ
ตำรวจสืบสวนงานยุ่งไม่รู้วันรู้คืน เรื่องชาร์จมือถือเป็นปัญหาใหญ่ หลายคนเลยพกมือถือสองเครื่อง เครื่องหนึ่งแบตหมดก็ใช้อีกเครื่องแทน
แต่มือถือเครื่องใหญ่ พกไปทำงานก็ไม่สะดวก สมาร์ตวอทช์ตอบโจทย์กว่าเยอะ
หานปินมองนาฬิกา เป็นเบอร์ของเจิ้งข่ายเสวียน เขากดรับสาย “หัวหน้าเจิ้ง มีอะไรหรือเปล่าครับ?”
“มีคดีเข้า เรียกทีม 2 รวมพลออกตรวจที่เกิดเหตุ”
“คดีอะไรครับ?”
“คดีฆาตกรรม รายละเอียดยังไม่ชัดเจน เดี๋ยวค่อยคุยที่หน้างาน”
“ที่ไหนครับ?”
“แถวทางออกรถไฟใต้ดินอันผิงหลี่ พาทีมไปรวมพลที่นั่น”
“รับทราบครับ” หานปินตอบ
…
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
บริเวณทางออกรถไฟใต้ดินอันผิงหลี่
หานปินกับหลี่ฮุยขับรถมาถึง ซุนเสี่ยวเผิงก็นั่งรถไฟใต้ดินมาถึงพอดี
แถวนี้หาที่จอดรถยาก หานปินเลยให้หลี่ฮุยไปหาที่จอดก่อน
หานปินซื้ออาหารเช้ามาเผื่อ ตอนนี้เพิ่งแปดโมงเช้า ยังไม่ถึงเวลาเข้างาน ลูกทีมน่าจะยังไม่ได้กินข้าว กองทัพต้องเดินด้วยท้อง จะให้ทำงานท้องกิ่วได้ยังไง
น้ำเต้าหู้คนละแก้ว ขนมแป้งจี่หินร้อนไส้เนื้อ ใส่ไข่พริกหยวก ใส่ฟองเต้าหู้แบบจัดเต็ม ยังไงก็งบทีม หานปินใช้ได้ไม่อั้นอยู่แล้ว
พอหานปินกับซุนเสี่ยวเผิงซื้อข้าวเช้าเสร็จ หลี่ฮุยก็จอดรถเรียบร้อย พอดีเห็นรถบีเอ็มดับเบิลยูที่คุ้นตาแล่นเข้ามา จากนั้นจ้าวหมิงกับเถียนลี่ก็ลงมาจากรถ
หลี่ฮุยอ้าปากค้าง ชี้หน้าทั้งคู่ถามคาดคั้น “ยังไง ๆ สารภาพมาซะดี ๆ”
“พี่ฮุย อย่าคิดลึกสิ ผมแค่แวะรับเจ๊เถียนมาด้วยกันเฉย ๆ” จ้าวหมิงหัวเราะแหะ ๆ
เถียนลี่ถลึงตาใส่หลี่ฮุย “จะพูดอะไร?”
สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิต หลี่ฮุยหดคอ “เปล่า ๆ กินแป้งจี่กันเถอะ”
“รีบกิน เลิกเล่นได้แล้ว กินเสร็จจะได้ไปดูที่เกิดเหตุ” หานปินตัดบท
“พี่ปินนี่ดีจริง ๆ เมื่อก่อนออกตรวจที่เกิดเหตุไม่เคยมีสวัสดิการแบบนี้เลย” จ้าวหมิงชม
คนเราสไตล์ใครสไตล์มัน หานปินเองก็เป็นนักกิน สำหรับเขาแล้วการเตรียมตัวให้พร้อมไม่เสียเวลาเปล่าหรอก ทำงานท้องอิ่มย่อมดีกว่าท้องกิ่วอยู่แล้ว
พวกนี้ฝึกสกิลการกินมาอย่างโชกโชน ไม่ถึงห้านาที แป้งจี่กับน้ำเต้าหู้ก็ลงท้องเกลี้ยง
จ้าวหมิงไปจอดรถ ส่วนหานปินกับอีกสามคนมุ่งหน้าไปยังที่เกิดเหตุ
เจิ้งข่ายเสวียนส่งพิกัดมาให้แล้ว อยู่ห่างจากสถานีรถไฟใต้ดินแค่ไม่กี่ร้อยเมตร
เดินจากสถานีรถไฟไปไม่กี่สิบเมตรก็เจอห้างสรรพสินค้า ด้านหลังห้างเป็นชุมชนเปิด เดินทะลุไปก็เจอถนนสายรอง เดินเลียบถนนไปอีกหน่อยก็เป็นตรอกเล็ก ๆ ทำเลค่อนข้างเปลี่ยว
ถึงจะอยู่ใกล้ใจกลางเมือง แต่รอบ ๆ เป็นชุมชนเก่าที่ยังไม่ถูกรื้อถอน สภาพแวดล้อมไม่ค่อยดีนัก ปากตรอกถูกกั้นด้วยแถบเหลือง มีจีนมุงยืนดูอยู่เพียบ
พอถึงที่เกิดเหตุ หานปินแสดงบัตรตำรวจ ตำรวจหนุ่มคนหนึ่งรีบเปิดทางให้พวกหานปินเข้าไป
ตอนนั้น เจิ้งข่ายเสวียนกำลังคุยกับชายวัยกลางคนอยู่
หานปินรีบเดินเข้าไปทัก “หัวหน้าเจิ้ง”
เจิ้งข่ายเสวียนเหลือบมองพวกหานปิน ชี้ไปที่ชายวัยกลางคนข้าง ๆ แนะนำว่า “นี่สารวัตรเว่ย จากสถานีตำรวจอันผิงหลี่”
“คนนี้คือหานปิน หัวหน้าทีม 2 หน่วยสืบสวน 3 ของเรา”
“สวัสดีครับสารวัตรเว่ย” หานปินทักทายอย่างสุภาพ
สารวัตรเว่ยมองหานปินอยู่นาน พยักหน้าชม “พ่อหนุ่มดูหน่วยก้านดีนะ”
ไม่ไกลจากทั้งสามคน มีชายสวมเสื้อผ้าเก่าขาดรุ่งริ่ง เลือดท่วมตัว นอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น อยู่ในท่าคลาน มือขวายื่นไปข้างหน้า
“สารวัตรเว่ย รบกวนช่วยเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยครับ” เจิ้งข่ายเสวียนกล่าว
“เมื่อเช้าหกโมงกว่าได้รับแจ้งเหตุว่ามีคนตายในตรอกจิ้งอัน ตำรวจเราก็รีบมาดู เจอผู้ชายนอนจมกองเลือด ตัวเย็นชืดแล้ว ก็เลยรีบรายงานกรมตำรวจสาขาครับ” สารวัตรเว่ยเล่า
“คนแจ้งเหตุล่ะครับ?”
“ตอนตำรวจมาถึง คนแจ้งก็ไปแล้วครับ” สารวัตรเว่ยตอบ
หานปินสวมถุงมือ ตรวจสอบความแข็งของศพ “น่าจะตายตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับ”
สารวัตรเว่ยแบมือ “งั้นฝากที่เหลือด้วยนะ มีอะไรก็เรียกผมได้”
“เชิญตามสบายครับ” เจิ้งข่ายเสวียนบอก
พอสารวัตรเว่ยเดินไปแล้ว หลี่ฮุยก็เดาะลิ้น “จิ๊ ๆ หัวหน้าโรงพักมาเองเลย ไม่ค่อยเห็นนะเนี่ย”
“คดีฆาตกรรมนี่นา หัวหน้าโรงพักจะนั่งเฉยได้ไง” เจิ้งข่ายเสวียนตอบ
จ้าวหมิงเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ “โห สภาพศพดูไม่ได้เลย เสื้อปะชุน กางเกงขาดเป็นรูเบ้อเริ่ม เป้ากางเกงเปื่อยยุ่ย รองเท้าก็กาวหลุด สีไม่เหมือนกันอีกต่างหาก”
“ไม่เจอเอกสารระบุตัวตน แล้วก็ไม่มีทรัพย์สินด้วย” หานปินค้นตัวศพ “แต่ผมว่าเขาน่าจะเป็นขอทาน”
“จริงด้วย ตรงนั้นมีขันเซรามิกสีขาวสีถลอกวางอยู่ อุปกรณ์หากินเลยนะนั่น” จ้าวหมิงชี้ไปที่พื้นห่างจากศพเมตรกว่า ๆ
“พูดจาอะไรหัดมีความเห็นอกเห็นใจบ้างสิ” เถียนลี่ตำหนิ
“หลังผู้ตายมีแผลถูกแทงชัดเจน ดูจากปริมาณเลือด ตรงนี้น่าจะเป็นที่เกิดเหตุจุดแรก” เจิ้งข่ายเสวียนวิเคราะห์
“ทำไมคนร้ายต้องฆ่าขอทานด้วย แรงจูงใจคืออะไร?” หลี่ฮุยสงสัย
“ชิงทรัพย์หรือเปล่า?” จ้าวหมิงเดา
หลี่ฮุยกลอกตา “นายบ้าหรือเปล่า ใครจะไปปล้นขอทาน”
“พี่ฮุย พี่อาจจะมีเงินสดติดตัวน้อยกว่าขอทานก็ได้นะ” จ้าวหมิงชี้ไปที่ขันใบนั้น
“ไอ้นั่นไม่ได้มีไว้โชว์นะ ถ้าคนตายตายเมื่อคืน ตรงนี้ใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน เขาอาจจะเพิ่งกลับจากขอทาน ต้องมีเงินติดตัวแน่ แล้วเงินหายไปไหน?”
“ตึก ตึก ตึก...” ทันใดนั้น หมออู๋กับทีมงานก็มาถึง
พวกหานปินทักทายเสร็จ ก็ถอยออกมา ให้หมออู๋จัดการกับศพ
หานปินมองไปทางศพ “มือขวาผู้ตายยื่นไปข้างหน้า มือกำกึ่งแบ เหมือนพยายามจะคว้าอะไรบางอย่าง”
“ผมว่านะ อาจจะโดนชิงทรัพย์ แล้วผู้ตายพยายามจะแย่งคืน” จ้าวหมิงสันนิษฐาน
หานปินสังเกตดูแล้วส่ายหน้า “ท่าทางไม่เหมือนนะ”
“ฉันว่าโอกาสชิงทรัพย์น้อยมาก ขอทานวันหนึ่งจะหาได้สักเท่าไหร่ เต็มที่ก็ไม่กี่ร้อย ใครจะฆ่าคนเพื่อเงินแค่นั้น” หลี่ฮุยวิเคราะห์
“แล้วนายคิดว่าแรงจูงใจคืออะไร?”
“ล้างแค้นหรือเปล่า” หลี่ฮุยเสนอ
“ตอนนี้เบาะแสน้อยเกินไป รอผลตรวจศพก่อนดีกว่า” เจิ้งข่ายเสวียนโบกมือ
ทุกคนช่วยกันตรวจสอบที่เกิดเหตุอีกรอบ
สักพัก อู๋เสียก็ลุกขึ้น ถอดถุงมือ “หัวหน้าเจิ้ง ชันสูตรเบื้องต้นเสร็จแล้วค่ะ”
ได้ยินดังนั้น ทีม 2 ก็พากันเข้ามารุมล้อม
“สาเหตุการตายคืออะไร?” เจิ้งข่ายเสวียนถาม
“ถูกแทงค่ะ แทงจากด้านหลังทะลุอวัยวะภายใน ทั้งหัวใจ ตับ ปอดเสียหายหลายแห่ง เสียเลือดมากจนตาย” อู๋เสียอธิบาย
“เวลาตายล่ะ?”
“ระหว่างสองทุ่มครึ่งถึงสี่ทุ่มครึ่งเมื่อคืน”
“อายุประมาณเท่าไหร่?”
“ราว ๆ สามสิบห้า”
“บนตัวมีตำหนิพิเศษ หรืออะไรที่ระบุตัวตนได้ไหม?”
“ไม่มีตำหนิชัดเจนค่ะ แต่กางเกงในเขาพิเศษหน่อย” อู๋เสียบอก
“ยังไง?”
“กางเกงในยี่ห้อวินเซนต์คาเบล แพงไม่ใช่เล่นเลยนะ” อู๋เสียบอก
“แพงแค่ไหนเชียว” เจิ้งข่ายเสวียนเพิ่งเคยได้ยินชื่อยี่ห้อนี้
“ผมรู้ครับ เคยซื้อตัวนึง ตั้งร้อยกว่าหยวน ทำเอาผมกระเป๋าฉีกเลย” จ้าวหมิงบอก
“ล้อเล่นน่า ขอทานใส่กางเกงในตัวละร้อยกว่าเนี่ยนะ?” หลี่ฮุยไม่อยากจะเชื่อ
“ถ้าไม่เชื่อ ลองไปดูทรงกับเนื้อผ้าที่ศพใส่สิ” อู๋เสียผายมือเชิญ
หลี่ฮุยลังเลนิดหนึ่ง แต่ก็รวบรวมความกล้าเดินเข้าไป ดึงกางเกงขาด ๆ ของศพดู เห็นกางเกงในสีเทาดำ ทรงสวย เนื้อผ้าดูดี
หลี่ฮุยอึ้งไป พึมพำว่า “เชี่ย ทรงสวยกว่าของฉันอีก”
……….……….……….……….……….
[ผู้แปล]: น่าจะแบรนด์สมมติค่ะ หาข้อมูลไม่เจอเลย