- หน้าแรก
- ยอดนักสืบพลังอนาคต
- บทที่ 189 ขวัญผวา|190 ท้าทาย
บทที่ 189 ขวัญผวา|190 ท้าทาย
บทที่ 189 ขวัญผวา|190 ท้าทาย
บทที่ 189 ขวัญผวา
มหาวิทยาลัยชิงเต่า
มหาวิทยาลัยชิงเต่าเป็นมหาวิทยาลัยแบบครบวงจรระดับแนวหน้าภายใต้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง เป็นมหาวิทยาลัยในโครงการ “985” และ “211” ที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนา
วันนี้เป็นวันหยุดสุดท้ายของเทศกาลวันชาติ นักศึกษาทยอยกลับเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว
หลินหยางเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยชิงเต่า เขาเป็นคนต่างจังหวัด เมื่อคืนนั่งรถไฟกลับมาถึงเมืองชิงเต่า และเพิ่งมาถึงมหาวิทยาลัยตอนแปดโมงเช้า
แฟนสาวของเขาชื่อเฝิงเสี่ยวลี่ เป็นนักศึกษาที่นี่เหมือนกัน แต่อยู่ปี 3 เป็นคนท้องถิ่น ทั้งสองนัดเจอกันที่ป่าหลังสระน้ำ
ทั้งคู่ยังเป็นนักศึกษา เบี้ยน้อยหอยน้อย เลยมักจะนัดเจอกันที่นี่ ตอนเช้าบรรยากาศดี อากาศสดชื่น คนน้อย ถือเป็นสถานที่เดตชั้นดี
พอถึงแถวสระน้ำ หลินหยางก็หยิบยากันยุงน้ำมาทาแขนและคอ แถวนี้ยุงเยอะ แถมตัวใหญ่เป้ง ตอนเช้ายังพอทน แต่ถ้าเป็นตอนกลางคืนยุงกัดทีแทบจะหามส่งโรงพยาบาล
และเพราะมาบ่อย หลินหยางเลยเตรียมตัวมาดี
เนื่องจากยังไม่เปิดเทอมอย่างเป็นทางการ นักศึกษาเลยยังบางตา ตอนเช้า ๆ แบบนี้ยิ่งไม่ค่อยมีคนมาแถวนี้ หลินหยางเลยยืนเล่นมือถือรออยู่ริมสระ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา หญิงสาวตัวเล็กเจ้าเนื้อก็เดินเข้ามาแต่ไกลพร้อมโบกมือเรียก
“หลินหยาง”
“เสี่ยวลี่” หลินหยางขานรับ แล้วรีบวิ่งไปหา
“ชิงเต่าอากาศเย็นลงแล้ว ทำไมยังใส่แขนสั้นอีกล่ะ?” เฝิงเสี่ยวลี่ถามด้วยความเป็นห่วง
“ก็รีบมาหาเธอนี่นา ไม่เจอกันตั้งหลายวัน คิดถึ้งคิดถึง” หลินหยางพูดพลางหอมแก้มแฟนสาวฟอดใหญ่
“บ้า ไม่กลัวคนเห็นหรือไง” เฝิงเสี่ยวลี่กระทืบเท้าเขินอาย
“ฮ่า ๆ” หลินหยางหัวเราะ จูงมือเฝิงเสี่ยวลี่เดินเข้าไปในป่า
“อย่าเข้าไปลึกเลย ข้างในยุงเยอะจะตาย” เฝิงเสี่ยวลี่ท้วง
“ไม่เป็นไร ฉันพกยากันยุงมา เดี๋ยวทาให้”
ทั้งสองจูงมือเดินเล่นในป่า เดินไปเดินมาก็เริ่มกอดกันกลม
“คนบ้า” เฝิงเสี่ยวลี่ทำท่าเขิน แล้ววิ่งหนีไปข้างหน้า
“เสี่ยวลี่ รอด้วยสิ”
“ไม่รอหรอก แน่จริงก็จับให้ได้สิ” เฝิงเสี่ยวลี่หัวเราะร่า วิ่งไปทางสระน้ำ
“ฮ่าฮ่า เสี่ยวลี่ เธอหนีไม่พ้นหรอก” หลินหยางตะโกนไล่หลัง วิ่งตามไป
ทันใดนั้น เฝิงเสี่ยวลี่ก็หยุดกึก สีหน้าเปลี่ยนเป็นหวาดกลัว ชี้ไปที่ต้นไม้ข้างหน้าแล้วกรีดร้อง
“กรี๊ด!!”
…
หานปินกินข้าวเช้าเสร็จ ก็เดินเอื่อย ๆ ไปที่ห้องทำงานทีม 2
ในห้องมีแค่เถียนลี่กับซุนเสี่ยวเผิง คนแรกกำลังทำความสะอาด คนหลังกำลังแทะซาลาเปา
หานปินทักทายทั้งสองคน ชงกาแฟซอง แล้วกลับมานั่งที่โต๊ะ จิบกาแฟไปพลางเล่นมือถือไปพลาง
เมื่อคืนพอกลับถึงบ้าน หานปินหาหนังฝรั่งดูเพลินไปหน่อย กว่าจะได้นอนก็ตีหนึ่งกว่า ตอนนี้เลยยังง่วง ๆ อยู่
หานปินขยี้ตาพลางคิดในใจว่า ถ้าวันนี้ไม่มีคดี จะหาโอกาสงีบสักหน่อย
สักพัก หลี่ฮุยกับจ้าวหมิงก็มาถึง
“หัวหน้าเจิงล่ะ ทำไมวันนี้ยังไม่มา?” จ้าวหมิงหาวหวอดถาม
“หัวหน้าเจิงวันนี้หยุดชดเชย” เถียนลี่บอก
“ดูความจำผมสิ ลืมเรื่องนี้ไปซะสนิท” จ้าวหมิงตบหัวตัวเอง
“พรุ่งนี้ฉันก็หยุดชดเชย ยังไม่รู้จะไปทำอะไรดี” หลี่ฮุยโยนหมากฝรั่งเข้าปาก
“ไปยิงปืนบีบีกันไหม มันส์หยดเลยนะ” จ้าวหมิงเสนอ
“นาน ๆ จะได้หยุดที จะไปหาเรื่องเหนื่อยทำไม ที่สำคัญคือเปลืองตังค์” หลี่ฮุยแย้ง
“ถ้ากลัวเปลือง ก็นอนอยู่บ้านไปเถอะ” เถียนลี่แขวะ
“นอนเฉย ๆ น่าเบื่อจะตาย”
หลี่ฮุยส่ายหน้า เปลี่ยนเรื่องคุย “ได้ข่าวว่าช่วงนี้มีหนังใหม่เข้าหลายเรื่อง กะว่าจะไปดูสักหน่อย”
“My People, My Country, The Captain, The Climbers เห็นว่าดีทั้งนั้นเลยครับ” ซุนเสี่ยวเผิงเสริม
“พวกนายว่าเรื่องไหนสนุกสุด?” หลี่ฮุยถามความเห็น
“ผมจะไปรู้ได้ไง ผมยังไม่ได้ดู” จ้าวหมิงแบมือ
“ฉันก็ไม่มีเวลาดูเหมือนกัน” เถียนลี่แบมือตาม
“ปินจื่อ นายว่าไง?” หลี่ฮุยหันมาถาม
“ไม่รู้”
หานปินปรายตามองหลี่ฮุย คิดในใจว่า ‘ไอ้แสบ อ้อมค้อมตั้งนาน ที่แท้จะหลอกถามกู’
“ปินจื่อ เมื่อวานนายหยุด ไม่ได้ไปดูหนังเหรอ?” หลี่ฮุยซักไซ้
“นายอยากรู้ว่าเมื่อวานฉันได้ไปเดตกับถานจิ้งหย่าหรือเปล่ามากกว่ามั้ง?” หานปินดักคอ
หลี่ฮุยหัวเราะแห้ง ๆ “คิดมากไปได้ ฉันแค่อยากรู้ว่าเรื่องไหนสนุก จะได้ไปดูเรื่องนั้นต่างหาก”
“ข้อแรก เดตไม่จำเป็นต้องดูหนังเสมอไป ข้อสอง ดูหนังก็ดูแค่เรื่องเดียว ไม่รู้หรอกว่าอีกสองเรื่องดีไหม ข้อสาม บางคนอาจจะต้องไปดูหนังคนเดียว อย่างเช่นนาย” หานปินยิ้มเยาะ
หลี่ฮุยทำหน้าเหมือนท้องผูก เขารู้สึกเหมือนถูกหานปินมองทะลุปรุโปร่ง ราวกับแก้ผ้าเดินกลางถนน
จ้าวหมิงหัวเราะคิกคัก ทำหน้าอยากรู้อยากเห็น “พี่ปิน ตกลงพี่ชวนดาวโรงเรียนถานออกมาได้ไหม?”
หานปินส่ายหน้าขำ ๆ “พวกนายสองคนห่วงใยฉันขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?”
เถียนลี่พูดหน้าตาย “ขอแก้ข่าวนะ สองคนนี้ไม่ได้ห่วงนายหรอก”
“เจ๊เถียน เข้าใจผิดแล้วครับ ผมไม่ได้คิดอะไรกับดาวโรงเรียนถานสักหน่อย พูดตรง ๆ นะ ผมชอบสไตล์เจ๊มากกว่า” จ้าวหมิงหยอด
“ทำไม?” เถียนลี่แปลกใจ ทั้งหน้าตาและหุ่น ถานจิ้งหย่ากินขาดเห็น ๆ
จ้าวหมิงลุกขึ้นยืน “แม่ผมบอกว่า อย่าหาเมียสวยเกินไป”
“อ้อ” เถียนลี่พยักหน้า วางผ้าขี้ริ้ว แล้วค่อย ๆ ถลกแขนเสื้อขึ้น
จ้าวหมิงเห็นท่าไม่ดี ใส่เกียร์หมาวิ่งหนีทันที
แต่ช้าไปก้าวหนึ่ง โดนเถียนลี่คว้าตัวไว้ แล้วจับทุ่มด้วยท่าล็อคคอ กดลงกับโต๊ะ ทันใดนั้น เสียงโหยหวนก็ดังลั่นห้อง...
“สม” หลี่ฮุยส่ายหน้า “สมควรโดน”
หานปินเอื้อมมือไปตบไหล่หลี่ฮุย “เหมือนนายสมัยก่อนไม่มีผิด”
หลี่ฮุย “...”
เถียนลี่ลงมืออย่างรู้จังหวะ เน้นจุดที่เจ็บจี๊ดแต่ไม่บาดเจ็บ
จ้าวหมิงพยายามขัดขืน แต่สู้ไม่ได้จริง ๆ ส่วนสูงพอ ๆ กัน แต่จ้าวหมิงตัวบางกว่า เถียนลี่ทั้งเร็ว แม่น และหนักหน่วง โดนไปทีเจ็บไปครึ่งวัน
นี่ยังแค่ออมมือนะ ถ้าเอาจริง ป่านนี้คงลงไปนอนกองกับพื้นแล้ว
หานปินคิดว่าถ้าสู้กันแบบเอาเป็นเอาตาย อาศัยความได้เปรียบทางร่างกาย เขาอาจจะเป็นคนเดียวในกลุ่มที่มีโอกาสชนะเถียนลี่ แต่ทักษะการต่อสู้ของเถียนลี่เหนือชั้นกว่า โอกาสชนะของเธอก็ยังสูงกว่าอยู่ดี
“เฮ้ย ๆ ทำอะไรกันน่ะ?” เจิ้งข่ายเสวียนเดินเข้ามา เห็นจ้าวหมิงโดนเถียนลี่กดอยู่กับโต๊ะ
“หัวหน้าเจิ้ง ช่วยด้วยครับ” จ้าวหมิงหน้าเบี้ยว มือซ้ายโดนเถียนลี่บิดล็อคไว้ ขยับทีก็เจ็บแปลบ ออกแรงไม่ได้เลย ได้แต่เป็นกระสอบทราย เริ่มนึกเสียใจที่ไปแหย่เสือหลับ
หานปินกลับคิดว่า ไอ้นี่มันร้าย เทคนิคจีบสาวแพรวพราว เล่นกันไปเล่นกันมา ได้ใกล้ชิดแถมถึงเนื้อถึงตัว วันหลังลองเอาไปใช้กับถานจิ้งหย่าบ้างดีไหมนะ
แต่ดูจากหุ่นบางร่างน้อยของถานจิ้งหย่าแล้ว สงสัยจะเป็นฝ่ายโดนหานปินกดลงกับโต๊ะซะมากกว่า
“เถียนลี่ พอได้แล้ว มีคดี” เจิ้งข่ายเสวียนทำเสียงเข้ม
“หัวหน้าเจิ้ง คดีอะไรครับ?” ซุนเสี่ยวเผิงถาม
“คดีฆาตกรรม ทีม 1 เพิ่งรับไป แต่ดูแล้วน่าจะยุ่งยาก ฉันอยากให้ทีม 2 เข้าไปช่วยด้วย” เจิ้งข่ายเสวียนบอก
“หัวหน้าเจิ้ง มันยุ่งยากยังไงครับ?” หลี่ฮุยสงสัย
เจิ้งข่ายเสวียนหยิบมือถือ เปิดแชตจ้าวอิงให้ดูรูป “ดูเอาเอง”
หานปินรับมาดู ฉากหลังเป็นป่า ชายคนหนึ่งเปลือยล่อนจ้อนถูกมัดติดกับต้นไม้ ปากถูกอุด คอพับ ตัวบวมเป่งเป็นหย่อม ๆ ดูน่ากลัวพิลึก
หานปินเลื่อนดูรูปอื่น “ผู้ชายคนนี้ตายยังไงครับ?”
“ไม่พบบาดแผลฉกรรจ์ ต้องรอผลชันสูตร” เจิ้งข่ายเสวียนตอบ
“ทำไมศพถึงบวมขนาดนั้นล่ะครับ” หลี่ฮุยแปลกใจ
“นั่นสิครับ ผมก็งง ไม่ได้แช่น้ำสักหน่อย ทำไมตัวบวมได้” จ้าวหมิงเกาหัว
“โดนยุงกัด” เจิ้งข่ายเสวียนเฉลย
หานปินเพ่งดูรูปอีกครั้ง ในหัวผุดคำคำหนึ่งขึ้นมา “ทัณฑ์ยุง”
────────── •✧• ──────────
บทที่ 190 ท้าทาย
“อะไรคือทัณฑ์ยุง?” หลี่ฮุยถามอย่างงง ๆ
หานปินหยิบปากกากับสมุดบันทึกออกมา เขียนคำว่า “蚊刑” (ทัณฑ์ยุง) ลงไป
อักษรจีนนั้นลึกซึ้งกว้างขวาง แม้จะมีแค่สองคำ แต่ทุกคนที่เห็นก็พอจะเข้าใจความหมายได้ราง ๆ
“พี่ปิน พี่หมายความว่าใช้ยุงฆ่าคนเหรอ?” จ้าวหมิงเดา
“ถูกต้อง” หานปินพยักหน้า อธิบายว่า “เล่ากันว่าฉีหวนกงเป็นคนคิดค้นทัณฑ์ยุงนี้ขึ้นมา เพื่อใช้ลงโทษขุนนางกังฉิน”
“ยุงเนี่ยนะฆ่าคนได้?” ซุนเสี่ยวเผิงทำท่าไม่เชื่อ ฤดูร้อนปีนี้เขาตบยุงตายไปเป็นร้อยแล้วมั้ง
“ยุงตัวนิดเดียว ถึงจะดูดเลือดได้ ก็คงไม่ถึงกับดูดจนเลือดหมดตัวตายหรอกมั้ง” เถียนลี่เสริม
“เวลายุงกัดคน ขั้นแรกมันจะฉีดสารเคมีชนิดหนึ่งเข้าสู่ร่างกาย สารนี้มีส่วนประกอบซับซ้อนมาก หลัก ๆ คือโปรตีนชนิดต่าง ๆ หน้าที่หลักคือป้องกันเลือดแข็งตัวและเป็นยาชาเฉพาะที่ ซึ่งสารตัวนี้จะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง หรือพูดง่าย ๆ ก็คืออาการแพ้นั่นเอง” หานปินเว้นจังหวะ แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงแบบผู้เชี่ยวชาญ
“เมื่อคนเราถูกยุงจำนวนมากรุมกัด สาเหตุที่ทำให้ตายจริง ๆ คืออาการแพ้รุนแรง ในทางการแพทย์ สาเหตุการตายคือภาวะเลือดแข็งตัวในหลอดเลือดแบบแพร่กระจาย ซึ่งตรงกับหลักการตายจากภาวะช็อกเนื่องจากอาการแพ้”
ความรอบรู้ของหานปินเป็นเรื่องที่ทุกคนชินชาเสียแล้ว จึงไม่มีใครคัดค้าน
“ในเมื่อจับแก้ผ้า มัดติดกับต้นไม้ได้ขนาดนี้ จะฆ่าด้วยวิธีง่ายกว่านี้ก็ได้นี่นา ทำไมต้องลำบากขนาดนั้นด้วย?” หลี่ฮุยสงสัย
“การลงทัณฑ์แบบนี้ดูเหมือนนุ่มนวล ฆ่าคนโดยไร้ร่องรอย แต่คนโบราณไม่เข้าใจเรื่องช็อกจากอาการแพ้ คิดว่านักโทษถูกยุงดูดเลือดจนตาย ขุนนางกังฉินหลายคนยอมติดคุกหรือโดนตัดหัวดีกว่าต้องมาทรมานช้า ๆ แบบนี้ ความหมายในเชิงข่มขวัญน่าจะมีมากกว่า” หานปินอธิบาย
เจิ้งข่ายเสวียนเคยได้ยินเรื่องทัณฑ์ยุงมาบ้าง แต่ไม่รู้รายละเอียด แวบแรกเลยนึกไม่ถึง พอได้ฟังหานปินวิเคราะห์ ก็พยักหน้าอย่างพอใจ มีลูกน้องที่ช่วยอุดรอยรั่วทางความคิดแบบนี้ เขาเบาใจไปได้เยอะ
“พี่ปิน พี่นี่สุดยอดจริง ๆ รู้ไปหมดทุกเรื่องเลย” ซุนเสี่ยวเผิงมองด้วยความเลื่อมใส
หานปินปรายตามองหลี่ฮุยกับจ้าวหมิง ยิ้มแล้วบอกว่า “ดูหนังให้น้อยลง อ่านหนังสือวิชาการให้มากขึ้น เดี๋ยวก็รู้เองแหละ”
หน้าเหมือนท้องผูกของหลี่ฮุยโผล่มาอีกแล้ว
ส่วนจ้าวหมิงไม่ถือสา “พี่ปินพูดถูกครับ ต่อไปผมจะตั้งใจเรียน ขยันขันแข็ง”
เจิ้งข่ายเสวียนหันไปมองนาฬิกาบนผนัง “เลิกโม้ได้แล้ว ไปที่เกิดเหตุ”
…
มหาวิทยาลัยชิงเต่า
ตอนที่พวกหานปินไปถึงที่เกิดเหตุ รอบสระน้ำถูกกั้นด้วยแถบเหลือง มีวัยรุ่นจำนวนมากมุงดูอยู่รอบ ๆ ล้วนเป็นนักศึกษาที่ทยอยกลับมาเรียน
“ไม่ได้มามหาลัยนาน คิดถึงเหมือนกันนะเนี่ย” หลี่ฮุยรำพึง
“ตอนนายเรียน เห็นบ่นทุกวันว่าน่าเบื่อ อยากรีบไปฝึกงานเป็นตำรวจไม่ใช่เหรอ” หานปินแซว
“ตอนนั้นยังเด็ก ไม่รู้หรอกว่าชีวิตมหาลัยมันดียังไง” หลี่ฮุยทำหน้าซึ้ง
“เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว ไว้รอพวกนายอายุเท่าฉัน มีพ่อแม่ต้องเลี้ยง มีลูกต้องดูแล แล้วจะคิดถึงชีวิตตอนนี้” เจิ้งข่ายเสวียนแค่นเสียง แล้วนำทีมเข้าไปในที่เกิดเหตุ
“หัวหน้าเจิ้ง มาแล้วเหรอคะ” จ้าวอิงเดินเข้ามาต้อนรับ
“สถานการณ์เป็นไงบ้าง?”
“เว่ยจื่อโม่กับตู้ฉีกำลังสอบปากคำคนแจ้งเหตุ ฝ่ายพิสูจน์หลักฐานกำลังตรวจที่เกิดเหตุ หมออู๋กำลังชันสูตรศพค่ะ” จ้าวอิงรายงานคร่าว ๆ
เจิ้งข่ายเสวียนมองนาฬิกา บ่นอย่างไม่พอใจ “เกิดเหตุตั้งนานแล้ว ยังสอบปากคำคนแจ้งเหตุไม่เสร็จอีกเหรอ”
“คนแจ้งเหตุเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยชิงเต่าทั้งคู่ค่ะ น่าจะมาเดตกันในป่า แล้วจู่ ๆ ก็มาเจอศพ ตกใจขวัญเสียกันใหญ่ เราต้องปลอบอยู่นานกว่าจะสงบ” จ้าวอิงตอบอย่างจนใจ
“พี่ฮุย มหาลัยตั้งกว้าง ทำไมต้องไปเดตกันในป่าด้วยนะ” จ้าวหมิงขยิบตา
“ถามหานปินสิ สมัยก่อนหมอนี่ทำบ่อย” หลี่ฮุยบุ้ยปาก
หานปินขี้เกียจจะเถียง อิจฉากันชัด ๆ
หานปินใส่ถุงหุ้มรองเท้า เดินไปดูต้นไม้ที่ผูกศพไว้
จุดนี้อยู่ห่างจากสระน้ำแค่สิบกว่าเมตร หันหลังให้สระน้ำ รอบศพมีรอยเท้าเต็มไปหมด ลึกบ้างตื้นบ้าง ชายบ้างหญิงบ้าง บางรอยก็ถูกเหยียบทับไปแล้ว
หานปินนั่งลง สังเกตอย่างละเอียด
ตอนนี้ศพถูกปลดลงมาแล้ว สภาพเปลือยเปล่า ผิวหนังบวมเป่ง มือสองข้างไพล่หลังเป็นรูปครึ่งวงกลม ที่หน้าผาก คอ เอว และขามีรอยรัดชัดเจน น่าจะผ่านการดิ้นรนอย่างรุนแรง
หลู่เหวินเก็บเชือกใส่ถุงพลาสติก เตรียมนำไปตรวจพิสูจน์ที่ห้องแล็บ
“เพี๊ยะ!” หลี่ฮุยตบต้นคอ “ยุงแถวนี้ทำไมตัวใหญ่ขนาดนี้เนี่ย กลางวันแสก ๆ ยังเยอะขนาดนี้ กลางคืนไม่กัดคนตายเลยเหรอ”
“ยุงวางไข่ในน้ำ ชอบที่มืด ๆ ชื้น ๆ แถมขยายพันธุ์เร็วมาก” หานปินลุกขึ้น ชี้ไปที่สระน้ำเล็ก ๆ ไม่ไกล
“ตรงนั้นเรียกได้ว่าเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีเลยล่ะ”
เว่ยจื่อโม่เดินเข้ามาพร้อมสมุดบันทึก รายงานว่า “หัวหน้าเจิ้ง สอบปากคำเสร็จแล้วครับ”
“เล่าให้ทุกคนฟังหน่อย”
เว่ยจื่อโม่เปิดสมุดบันทึก “คนแจ้งเหตุชื่อหลินหยาง นักศึกษาปี 4 มหาวิทยาลัยชิงเต่า มาเดตกับแฟนชื่อเฝิงเสี่ยวลี่ นักศึกษาปี 3 ในป่าครับ เฝิงเสี่ยวลี่เป็นคนแรกที่เจอศพ เวลาที่พบศพแน่ชัดคือประมาณ 8 โมง 50 นาที”
“แล้วทำไมเวลาแจ้งเหตุเป็น 9 โมง 4 นาที ช่วงสิบกว่านาทีนั้นพวกเขาทำอะไรอยู่?” หลี่ฮุยถาม
“ทั้งคู่ตกใจจนลืมแจ้งตำรวจน่ะสิครับ วิ่งหนีออกไปนอกมหาลัยแล้วถึงนึกขึ้นได้ว่าต้องโทรแจ้ง” เว่ยจื่อโม่ตอบขำ ๆ
“พวกเขาเข้าไปใกล้ศพไหม?” เจิ้งข่ายเสวียนถาม
“เฝิงเสี่ยวลี่บังเอิญไปเจอศพ เธอบอกว่าอยู่ห่างจากศพประมาณห้าหกเมตร ก็ตกใจวิ่งหนีไปเลย ไม่กล้าเข้าไปใกล้ครับ” เว่ยจื่อโม่ตอบ
“ตอนนั้นนอกจากพวกเขาสองคน มีคนอื่นอยู่แถวนั้นอีกไหม?” หานปินถามต่อ
“ไม่มีครับ”
เจิ้งข่ายเสวียนชี้ไปที่รอยเท้าบนพื้น “หานปิน แถวนี้มีรอยเท้าเพียบ นายว่าไง?”
“นักศึกษาชอบมาเดตกันที่นี่ รอยเท้าเลยปนเปกันไปหมด มีทั้งรอยทับรอยซ้อน ต้องเอาไปเทียบและวิเคราะห์อย่างละเอียด น่าจะตรวจยากพอสมควรครับ” หานปินตอบ
เจิ้งข่ายเสวียนขมวดคิ้ว “มีเบาะแสผู้ตายบ้างไหม?”
“ผู้ตายเปลือยกาย ไม่มีเสื้อผ้า ไม่มีเอกสารระบุตัวตน มีแค่เชือกมัดกับผ้าอุดปาก เบาะแสที่เราหาได้มีน้อยมากครับ” จ้าวอิงตอบ
“รอบ ๆ มีนักศึกษามุงดูอยู่เยอะ เอารูปผู้ตายไปให้พวกเขาดูไหมครับ เผื่อมีใครจำได้” ซุนเสี่ยวเผิงเสนอ
“หน้าเขาโดนยุงกัดจนบวมเป่งขนาดนั้น อย่าว่าแต่จะจำได้ไหมเลย เอารูปศพไปให้นักศึกษาดูเดี๋ยวจะตกใจกันเปล่า ๆ ขืนเกิดความตื่นตระหนกในมหาลัย เรื่องจะบานปลาย” เจิ้งข่ายเสวียนมองการณ์ไกล
“หัวหน้าเจิ้งพูดถูกครับ ผมเสนอให้ครูอาจารย์ช่วยดูดีกว่า อาจารย์ดูแลจัดการง่ายกว่า เป็นระบบกว่า จะได้ไม่แตกตื่นกันโดยใช่เหตุ” หานปินเสริม
หมออู๋หิ้วกระเป๋าเดินเข้ามา “ชันสูตรเบื้องต้นในที่เกิดเหตุเสร็จแล้วค่ะ”
“สาเหตุการตายคืออะไร?”
“เบื้องต้นวินิจฉัยว่าตายเพราะช็อกจากอาการแพ้ค่ะ” หมออู๋ตอบ
เจิ้งข่ายเสวียนพยักหน้า ตรงกับที่หานปินวิเคราะห์ไว้เป๊ะ ดูท่าผู้ตายน่าจะโดนทัณฑ์ยุงจริง ๆ
“เวลาตายล่ะ?”
“ดูจากความแข็งของศพ น่าจะตายมาประมาณสิบชั่วโมงแล้วค่ะ ก็คือราว ๆ ตีหนึ่งเมื่อคืน” หมออู๋พูดพลางทำมือบอกผู้ช่วยเฉียวจื่อหมิงให้เอาศพใส่ถุง
ศพชายคนนี้สูงราวร้อยแปดสิบ รูปร่างกำยำ เฉียวจื่อหมิงคนเดียวแบกไม่ไหวแน่ เลยตะโกนเรียก “พี่ ๆ ช่วยหน่อยครับ”
จังหวะนี้แหละที่จะวัดใจว่าใครกล้าใครกลัว เห็นซุนเสี่ยวเผิงตัวสูงโย่งแบบนั้น แต่กลับไม่กล้าออกหน้า เอามือกุมแผลที่แขน
จ้าวหมิงถลกแขนเสื้อ เดินเข้าไปเป็นคนแรก เว่ยจื่อโม่พวกกล้าเงียบก็ตามไปเป็นคนที่สอง สามคนช่วยกันเอาศพใส่ถุง ยกขึ้นรถขนศพ
เจิ้งข่ายเสวียนไม่ได้สนใจเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ ถามต่อว่า “บนศพมีร่องรอยการต่อสู้ไหม?”
“นี่แหละที่ฉันจะบอก บนตัวผู้ต้องสงสัยมีรอยฟกช้ำกระจายอยู่ที่หน้าอก แขน เอว และขา ถึงจะไม่ถึงตาย แต่น่าจะโดนซ้อมมาค่ะ” หมออู๋ตอบ
จ้าวอิงนึกย้อนดู “ฉันดูศพละเอียดแล้วนะ ไม่เห็นรอยแผลชัดเจนเลย”
“รอยพวกนี้เกิน 48 ชั่วโมงแล้ว อาการเลยทุเลาลงไปเยอะ แถมยุงดูดเลือดไป ช่วยลดอาการเลือดคั่งได้อีก บวกกับศพเริ่มบวม รอยเลยไม่ชัดค่ะ” หมออู๋อธิบาย
“เวลาบาดเจ็บกับเวลาตายไม่ตรงกันนี่นา” ตู้ฉีแย้ง
“ทัณฑ์ยุงไม่ใช่แป๊บเดียวตาย เวลาที่ถูกมัดกับเวลาตายไม่ได้สัมพันธ์กันเป๊ะ ๆ เวลาลงมือของคนร้ายเลยเดายาก”
หานปินลูบคาง วิเคราะห์ต่อ “ผมติดใจอยู่อย่าง คนร้ายเข้ามาในป่านี้ได้ยังไง?”
“เป็นไปได้ไหมว่าจะโดนพวกที่ขู่บังคับพาตัวเข้ามาในป่า แล้วจับมัด” หลี่ฮุยเดา
“ที่นี่เป็นมหาลัยนะ ถึงจะปิดเทอมก็ยังมีนักศึกษาอยู่หอ มีรปภ. ถ้าทำแบบนั้น คนร้ายไม่กลัวโดนเห็นเหรอ?” หานปินแย้ง
จ้าวอิงพูดขึ้นมาว่า “คนร้ายน่าจะทำเป็นขบวนการ เวลาลงมือน่าจะเป็นตอนกลางคืน แบบนี้ทั้งคุมตัวผู้ตายได้ แถมโอกาสโดนเห็นก็น้อย”
“ที่พวกนายพูดมาก็มีเหตุผล แต่ทำไปเพื่ออะไรล่ะ?” เจิ้งข่ายเสวียนคาบบุหรี่ไว้ในปากแต่ไม่ได้จุด
“คนร้ายคุมตัวผู้ตายได้แล้ว จะฆ่าทิ้งง่าย ๆ ก็ได้ ทำไมต้องเสี่ยงพามาในป่า ใช้ทัณฑ์ยุงที่ทั้งเสียเวลาทั้งเสี่ยงแบบนี้”
“ปินจื่อเคยบอกว่า วิธีฆ่าแบบนี้เน้นข่มขวัญมากกว่า แถมคนร้ายก็ไม่ฝังศพ เป็นไปได้ไหมว่ากำลังท้าทายตำรวจ” หลี่ฮุยจินตนาการบรรเจิด