- หน้าแรก
- ยอดนักสืบพลังอนาคต
- บทที่ 149 มาเยี่ยม|150 ถูกจับ
บทที่ 149 มาเยี่ยม|150 ถูกจับ
บทที่ 149 มาเยี่ยม|150 ถูกจับ
บทที่ 149 มาเยี่ยม
บริเวณใกล้เคียงถนนค้าของเก่า
หลี่เหว่ยลี่ขับรถซ่อมบำรุงมาจอดที่หน้าประตูสถานีฐาน
เขาเงยหน้ามองกล้องวงจรปิดด้านบน รู้สึกไม่ค่อยชินเหมือนกำลังถูกจับตามอง
ยังดีที่กล้องส่องได้ไม่กว้างนัก นอกรัศมีกล้องเขาก็ยังเป็นอิสระ
แถบซีลหน้าห้องเครื่องถูกแกะออกแล้ว แต่ห้องเครื่องยังไม่ได้ซ่อมแซม วันนี้บริษัทส่งเขามาเพื่อตรวจสอบความเสียหายและชิ้นส่วนที่ต้องเปลี่ยน พรุ่งนี้ถึงจะส่งคนมาติดตั้งซ่อมแซม
หลี่เหว่ยลี่พอจะรู้อยู่แล้วว่าห้องเครื่องเสียหายอะไรบ้าง เดินดูรอบหนึ่ง จดบันทึกคร่าว ๆ ลงสมุด แล้วก็ออกจากห้องเครื่องไป
ก่อนไป หลี่เหว่ยลี่ขนทรายกันน้ำมาวางหน้าประตูห้องเครื่องสองสามถุง ช่วงนี้ฝนอาจจะตก กันน้ำไว้ก่อนสำคัญมาก ไม่งั้นถ้าห้องเครื่องน้ำท่วม ก็จะเป็นภาระเขาอีก
พูดถึงกันน้ำ หลี่เหว่ยลี่มองไปที่ภูเขาไกล ๆ ถ้าแบตเตอรี่ชื้น อายุการใช้งานจะสั้นลง ราคารับซื้อก็จะตก ซึ่งเขาไม่อยากให้เป็นแบบนั้น
ตำรวจจับขโมยได้หรือยัง หลี่เหว่ยลี่ไม่รู้แน่ชัด เขาต้องข่มใจไม่ให้สอดรู้สอดเห็น ไม่ไปเที่ยวถามใคร เพื่อไม่ให้ตำรวจสงสัย
จะบอกว่าไม่กังวลเลยก็คงโกหก แต่น่าเสียดายที่มาถึงขั้นนี้แล้ว เขาไม่มีทางเลือก ได้แต่ต้องเดินหน้าต่อ
ต่อให้รู้ว่าผิด ก็ถอยหลังกลับไม่ได้แล้ว
หลี่เหว่ยลี่ยืนพิงรถ สูบบุหรี่มวนหนึ่ง เหลือบมองกล้องวงจรปิดอีกครั้ง แล้วตัดสินใจเด็ดขาด ขยี้บุหรี่ดับ ขับรถซ่อมบำรุงออกจากสถานีฐาน
แต่รถซ่อมบำรุงไม่ได้วิ่งลงเขา กลับขับตามถนนขึ้นเขาไป ขับไปไม่นานก็เจอลานโล่งข้างหน้า หลี่เหว่ยลี่ขับรถเข้าไปจอด
ผ่านไปพักใหญ่ เขาถึงลงจากรถ สังเกตสถานการณ์รอบ ๆ ไม่พบความผิดปกติ ไม่เห็นเงาคน ถึงได้วางใจ
จากนั้น เขาหยิบพลั่วลงมาจากรถ เริ่มขุดดิน ไม่นานก็ขุดเป็นหลุมใหญ่ เปิดผ้าพลาสติกและผ้าสักหลาดออก เผยให้เห็นแบตเตอรี่เรียงรายอยู่
หลี่เหว่ยลี่ยิ้ม ยกแบตเตอรี่ขึ้นจากหลุม เอาไปวางไว้ที่เบาะหลังรถกระบะ หนึ่งก้อน สองก้อน สามก้อน... รวมทั้งหมด 48 ก้อน
เบาะหลังวางไม่พอ ก็เอาไปวางที่กระบะท้าย เอาผ้าสักหลาดคลุมทับ ไม่มีใครรู้ว่าข้างในคืออะไร
หลี่เหว่ยลี่ง่วนอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ขนแบตเตอรี่ขึ้นรถจนหมด สีหน้าดูโล่งอก แบตเตอรี่พวกนี้ขายได้ราคาดีทีเดียว
หลี่เหว่ยลี่ถือพลั่ว เตรียมจะกลบดิน เพื่อไม่ให้เหลือร่องรอยให้ตำรวจตามเจอ
ทันใดนั้น เสียงดังกึกก้องก็สะท้อนไปทั่วป่า
“ตำรวจ อย่าขยับ!”
หลี่เหว่ยลี่มือสั่น พลั่วหลุดมือตกพื้น หันมองรอบตัว เห็นเงาคนหลายคนโผล่ออกมาจากป่า ล้อมหน้าล้อมหลังเขาไว้หมด
หลี่เหว่ยลี่เข่าอ่อน ทรุดลงไปนั่งกองกับพื้น...
…
กรมตำรวจสาขาอวี้หัว ห้องสอบสวน
พอกลับถึงสถานี หานปินกับหลี่ฮุยก็เบิกตัวหลี่เหว่ยลี่มาสอบสวนทันที
หลังสอบถามตามระเบียบ หานปินก็หาววอด “หลี่เหว่ยลี่ หลายวันมานี้เพื่อจะจับนาย พวกเราอดหลับอดนอนกันไม่น้อยเลยนะ”
หลี่เหว่ยลี่ตาแดงก่ำ ก้มหน้า ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาคาดไม่ถึงเลยว่าตัวเองจะถูกตำรวจหมายหัวไว้แล้ว
“ยังมีหน้ามาถอนหายใจอีก เป็นคนในแต่ขโมยของซะเอง ยักยอกทรัพย์สินบริษัท โกหกตำรวจ มีเรื่องไหนที่นายไม่ผิดบ้าง?” หลี่ฮุยซักไซ้
“ผม... ผมรู้ผิดแล้วครับ ผมจะกลับตัวกลับใจ ขอให้ตำรวจเมตตาด้วยครับ” หลี่เหว่ยลี่ทำหน้าสำนึกผิด
“ก่อนหน้านี้ทำไมไม่คิด” หลี่ฮุยแค่นเสียง
“ผม... ผมก็ไม่อยากทำแบบนี้ มันจำเป็นจริง ๆ ครับ” หลี่เหว่ยลี่ทำหน้าจนใจ
“นายมีผู้สมรู้ร่วมคิดไหม?” หานปินถาม
“ไม่มีครับ”
หานปินจดบันทึก แล้วถามต่อ “ขโมยแบตเตอรี่ออกมาจากสถานีฐานตอนไหน?”
“วันที่ 8 กันยายน ช่วงประมาณเก้าโมงเช้าครับ”
“จากการตรวจสอบของเรา สถานีฐานสัญญาณตัดไปตอนเช้ามืดวันที่ 8 กันยายน ตอนนั้นนายเข้าเวรอยู่ที่บริษัท ทำได้ยังไง?” หานปินคาดคั้น
“นั่นเป็นอุบัติเหตุครับ แบตเตอรี่ลัดวงจร ไม่เกี่ยวกับผม ผมได้รับแจ้งจากบริษัทตอนเช้า ถึงรีบไปซ่อมที่สถานีฐาน” หลี่เหว่ยลี่อธิบาย
“หมายความว่า นายเพิ่งคิดจะขโมยแบตเตอรี่ตอนเช้าวันที่ 8 กันยายนนี่เองสินะ”
หลี่เหว่ยลี่ส่ายหน้า “ผมไม่ได้ตั้งใจจะขโมยจริง ๆ แต่มันไม่มีทางเลือก ผมจำใจต้องทำครับ”
“ขโมยของยังมีหน้ามาแก้ตัวอีกเหรอ?” หลี่ฮุยดุ
“ผม... ผมพูดไปพวกคุณอาจจะไม่เชื่อ แต่ที่ผมทำไป เป็นเพราะเรื่องเข้าใจผิดจริง ๆ ครับ” หลี่เหว่ยลี่เสียงสั่นเครือ
“นายขุดแบตเตอรี่ออกมาแค่สองชุด อีกชุดหนึ่งไปไหน?” หานปินหมุนปากกาในมือ
“ขายไปแล้วครับ”
“ขายไปตอนไหน?” หลี่ฮุยแปลกใจ
ตามที่เขาคาดการณ์ หลี่เหว่ยลี่น่าจะไม่มีเวลาขนแบตเตอรี่ไป แล้วถ้าจะขนไป ทำไมไม่ขนไปให้หมด
“อีกชุดเป็นแบตสำรอง ผมขายไปตั้งแต่เดือนก่อนแล้วครับ ตอนนั้นผมร้อนเงิน กะว่าขายเอาเงินมาหมุนก่อน พอมีเงินค่อยซื้อแบตมือสองมาคืน คนซ่อมบำรุงบริษัทไม่พอ การจัดการก็หละหลวม นาน ๆ ทีจะส่งคนอื่นมาที่สถานีฐาน คงไม่มีใครจับได้” หลี่เหว่ยลี่ทำหน้าเสียใจ ทุบพนักเก้าอี้สอบสวน แล้วพูดต่อ
“ใครจะไปรู้ว่าเช้ามืดวันที่ 8 กันยายน แบตเตอรี่หลักดันเสีย บริษัทส่งผมไปซ่อม ปกติแค่สลับเอาแบตสำรองมาใช้ก็จบ แต่แบตสำรองผมขายไปแล้ว ผมทำอะไรไม่ถูก ถ้าซ่อมไม่ทันต้องรายงานเหตุผล บริษัทอาจจะส่งคนอื่นมาช่วย ผมไม่อยากตกงาน...”
หลี่เหว่ยลี่ก้มหน้าลงอีกครั้ง ร้องไห้สะอื้นเบา ๆ
…
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ที่ห้องทำงานทีม 2
เมื่อกี้ เจิงเผิงและคนอื่นนั่งฟังอยู่ในห้องสังเกตการณ์ ได้ยินทุกอย่างชัดเจน
จ้าวหมิงอดบ่นไม่ได้ “นึกไม่ถึงว่าสืบมาตั้งนาน ที่แท้ก็เพราะเหตุผลแค่นี้”
“ถึงบอกว่าคนเราอย่าประเมินตัวเองสูงเกินไป มีเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น ชอบคิดว่าใช้ไปก่อนเดี๋ยวก็หาใหม่ได้ สุดท้ายก็หาเรื่องใส่ตัว” เถียนลี่บ่น
“ผู้ต้องหาที่ไหนจะยอมรับว่าตัวเองเลวบริสุทธิ์ ก็พูดความจริงครึ่งหนึ่ง โกหกครึ่งหนึ่งทั้งนั้นแหละ” เจิงเผิงหัวเราะเยาะ
“หลี่เหว่ยลี่คิดยังไงตอนขายแบตสำรองฉันไม่รู้ แต่สิ่งที่เขาทำเมื่อวันที่ 8 กันยายน ไม่ใช่แค่หน้ามืดตามัวแน่ ๆ เขาต้องรู้เรื่องคดีขโมยสถานีฐานก่อนหน้านี้ และจงใจโยนความผิดให้พวกเมิ่งเฉิงหย่ง”
“ผมเห็นด้วยกับหัวหน้าเจิงครับ คดีขโมยสถานีฐานก่อนหน้านี้คงลือกันให้แซ่ดในบริษัท รวมถึงรายละเอียดการลงมือ ไม่ว่าจริงหรือเท็จ คนพูดไม่คิดคนฟังคิด หลี่เหว่ยลี่พยายามเลียนแบบพฤติกรรมคนร้าย ดูได้จากรอยงัดแงะที่ประตู” หานปินกล่าว
“ก็สมควรโดนแล้วล่ะ” หลี่ฮุยโอดครวญ
“ยังไงคดีก็จบแล้ว สัญญาณโทรศัพท์ก็กลับมาใช้ได้ คืนนี้ฉันเลี้ยงข้าวพวกนายมื้อใหญ่ ถือว่าเลี้ยงรับน้องเสี่ยวเผิงด้วยเลย” เจิงเผิงเสนอ
“เกรงใจแย่เลยครับ ผมควรจะเป็นคนเลี้ยงทุกคนมากกว่า” ซุนเสี่ยวเผิงเกรงใจ
“หัวหน้าเลี้ยง ไม่กินก็โง่สิ” หลี่ฮุยยิ้ม
“ใช่ครับ กินข้าวฟรีของหัวหน้า อร่อยที่สุดแล้ว” จ้าวหมิงแซว
“หัวหน้าเจิง... ฉันมีข้อเสนอเล็กน้อย ไม่รู้ควรพูดไหม?” เถียนลี่ลังเล
“ว่ามาสิ”
“ถึงเมิ่งจิ้งตงจะถูกปล่อยตัวแล้ว แต่ฉันยังรู้สึกไม่สบายใจ โดยเฉพาะพอนึกถึงลูกสาวเขา ทั้งดำทั้งผอมตัวเล็กนิดเดียว ห่างไกลคำว่าน่ารัก ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสาร” เถียนลี่ถอนหายใจแล้วพูดต่อ
“ฉันเลยคิดว่า เราเรี่ยไรเงินกันซื้อของใช้ไปเยี่ยมแกหน่อยดีไหมคะ ถือว่าเป็นน้ำใจ”
“ตอนวันไหว้พระจันทร์ฉันก็คิดเหมือนกัน แต่ไม่มีเวลา” เจิงเผิงสีหน้าเคร่งขรึม ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “เอาอย่างนี้ ใครมีเท่าไหร่ก็ช่วยเท่านั้น ตามกำลังศรัทธา”
“ฉันเห็นด้วย ถึงเราจะทำตามหน้าที่ แต่ก็จับผิดตัว สร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวเขาไม่น้อย” หลี่ฮุยคิดต่างไปนิดหน่อย
ในภาพจำของคนส่วนใหญ่ คนชนบทซื่อสัตย์และจิตใจดี ซึ่งก็ไม่ผิด
แต่คนว่างงานในชนบทก็เยอะ ชอบนินทาว่าร้าย เรื่องบ้านโน้นบ้านนี้ ลูกสาวใครบ้า ลูกชายใครเกเร เรื่องเมิ่งจิ้งตงโดนตำรวจจับ คงรู้กันไปครึ่งหมู่บ้าน ต่อให้ปล่อยตัวออกมา ก็คงไม่วายโดนชาวบ้านนินทา
ตำรวจเอาของขวัญไปเยี่ยม ก็ถือเป็นการกู้ชื่อเสียงให้ครอบครัวเขาด้วย
“ฉันให้สองร้อย” เจิงเผิงเปิดยอด แล้วกำชับ “ตามกำลังนะ ใครช็อตก็ไม่ต้อง ไม่ใช่คนอื่นคนไกล ไม่ต้องหน้าใหญ่ใจโต”
“ฉันหนึ่งร้อยค่ะ” เถียนลี่บอก
“ผมก็หนึ่งร้อย” หลี่ฮุยจัดอยู่ในกลุ่มเงินขาดมือ ในทีมมีกันแค่นี้ รู้ไส้รู้พุงกันหมด ไม่ต้องอาย
“ผมหนึ่งร้อยครับ” ซุนเสี่ยวเผิงบอก
เห็นไม่มีใครให้มากกว่าตัวเอง เจิงเผิงก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “บริจาคเงินไม่ใช่เรื่องอวดรวย ไม่ต้องกลัวเกินหน้าเกินตาฉัน ใครไหวก็ใส่เพิ่มได้ ไม่ต้องกลัวฉันเสียหน้า”
“งั้น ผมเพิ่มเป็นสองร้อยครับ” ซุนเสี่ยวเผิงเป็นเด็กใหม่ กลัวทำตัวไม่ถูก
“เสี่ยวเผิง นายไม่ต้องหรอก” เจิงเผิงโบกมือ ซุนเสี่ยวเผิงเพิ่งมา ยังไม่รู้อะไร
เจิงเผิงชี้ไปที่หานปิน “ปินจื่อ นายจ่ายเยอะหน่อย”
“ผมสามร้อยครับ”
บ้านหานปินฐานะดี แถมไม่มีแฟน ไม่ค่อยได้ใช้เงิน ถือว่ากระเป๋าหนักกว่าคนอื่นจริง ๆ
“ผมก็สามร้อย” จ้าวหมิงไม่ต้องพูดถึง รายนี้ยิ่งไม่ขาดเงิน
ทีม 2 รวมเงินได้พันสองร้อยหยวน ซื้อของใช้จำเป็น เลิกงานแล้วก็ขับรถตำรวจมุ่งหน้าไปหมู่บ้านต้าซี...
รถตำรวจเข้าหมู่บ้านก็เรียกความสนใจจากชาวบ้านได้ทันที เรื่องเมิ่งจิ้งตงกับเมิ่งเฉิงหย่งโดนจับยังเป็นขี้ปากชาวบ้านอยู่ ตำรวจมาอีกรอบ ชาวบ้านยิ่งจับตามอง
รถตำรวจจอดหน้าบ้านเมิ่งจิ้งตง ชาวบ้านพากันมามุงดู ชี้ไม้ชี้มือวิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา
“รถตำรวจจอดหน้าบ้านตาเมิ่ง มีเรื่องอะไรอีกแล้ว?” ชาวบ้านคนหนึ่งสงสัย
“เมิ่งจิ้งตงเพิ่งโดนจับไปเมื่อวันก่อน แล้วก็ปล่อยกลับมา ฉันว่าสงสัยจะมาจับอีกรอบมั้ง”
“นั่นสิ คราวที่แล้วแม่มันบอกว่าจับผิดตัว ดูท่ารอบนี้คงไปก่อเรื่องอะไรมาแน่ ๆ”
“จุ๊ ๆ เมิ่งจิ้งตงดูซื่อ ๆ แถมพิการด้วย รู้หน้าไม่รู้ใจจริง ๆ”
ได้ยินเสียงข้างนอก เมิ่งจิ้งตงกับแม่ก็เดินออกมา
เมิ่งจิ้งตงใจคอไม่ดี มือสั่นระริก เขาได้รับโทรศัพท์จากเถียนลี่บอกว่าจะมาเยี่ยมก่อนหน้านี้แล้ว
จะมาเยี่ยมแบบไหน เมิ่งจิ้งตงก็ไม่รู้ อดกลัวไม่ได้ว่าจะโดนจับไปอีก
ประตูรถตู้ตำรวจเปิดออก เจิงเผิงก้าวลงมา
“สวัสดีครับคุณตำรวจเจิง” เมิ่งจิ้งตงรีบทักทาย
“คุณตำรวจคะ ลูกชายฉันถูกใส่ร้ายจริง ๆ นะคะ” แม่เมิ่งจิ้งตงเสียงสั่น เกาะแขนลูกชายแน่น
ร่างผอมเล็กวิ่งออกมา กอดขาเมิ่งจิ้งตง ร้องไห้จ้า “คุณตำรวจขา หนูขอร้องล่ะ อย่าจับพ่อหนูไปนะ”
เจิงเผิงทำหน้าเหวอ หันไปมองเถียนลี่
“หัวหน้าเจิง ฉันแจ้งพวกเขาแล้วนะว่าเรามาเยี่ยม” เถียนลี่แบมือ
“คุณป้าครับ อย่าเข้าใจผิด เราไม่ได้มาจับเมิ่งจิ้งตง นี่ช่วงเทศกาล เราตั้งใจมาเยี่ยมครับ แค่สองสามวันก่อนยุ่งมาก ผ่านวันไหว้พระจันทร์มาซะแล้ว” เจิงเผิงรีบอธิบาย
ระหว่างพูด หานปินก็หิ้วไข่ไก่กับนมกล่องลงจากรถ
หลี่ฮุยหิ้วน้ำมันพืชกับขนมไหว้พระจันทร์
ซุนเสี่ยวเผิงแบกข้าวสาร
เถียนลี่หยิบเสื้อผ้าเด็ก ของเล่น และขนมออกมา
เห็นของพวกนี้ เมิ่งจิ้งตงอึ้งไป ตัวสั่นหนักกว่าเดิม “คุณตำรวจเจิง คุณตำรวจหาน พวกคุณทำอะไรกันครับเนี่ย?”
เจิงเผิงมองไปรอบ ๆ แล้วพูดเสียงดัง “จิ้งตง เรื่องคราวที่แล้ว ตำรวจตรวจสอบชัดเจนแล้ว มีคนจงใจใส่ร้ายคุณ คุณบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวข้องกับคดีขโมยนั้นเลย”
“ขอบคุณครับ ขอบคุณหัวหน้าเจิง ขอบคุณคุณตำรวจทุกคน” เมิ่งจิ้งตงหันหน้าหนี ปาดน้ำตาร้องไห้โฮ
“คุณป้าครับ นี่เป็นน้ำใจเล็กน้อยจากพวกเราหน่วยสืบสวน อย่าถือว่าน้อยเลยนะครับ” หานปินวางไข่กับนมไว้ที่หน้าประตู
“ขอบใจจ้ะ” แม่เมิ่งจิ้งตงขอบคุณไม่หยุด น้ำตาคลอเบ้า จับมือเจิงเผิงแน่นไม่ยอมปล่อย
“หนูจ๊ะมานี่เร็ว น้าซื้อเสื้อใหม่มาฝาก ดูซิว่าชอบไหม” เถียนลี่นั่งยอง ๆ กวักมือเรียกเด็กน้อย
เด็กหญิงอยากเข้าไป แต่ก็กล้า ๆ กลัว ๆ
“ฉีฉี ขอบคุณคุณน้าเร็วลูก” เมิ่งจิ้งตงเช็ดหน้า บอกลูกสาว
เด็กหญิงวิ่งเข้าไปกอดเสื้อใหม่แน่น หน้าตาท่าทางดีใจสุด ๆ “ขอบคุณค่ะคุณน้า ขอบคุณค่ะคุณตำรวจ พวกคุณเป็นคนดีจังเลย”
ได้ยินแบบนั้น ทุกคนในทีม 2 ก็ยิ้มออกมา
พวกหานปินอยู่คุยไม่นาน ก่อนกลับก็มอบเงินที่เหลือให้ครอบครัวเมิ่ง
ครอบครัวเมิ่งซึ้งใจมาก เมิ่งจิ้งตงกับแม่ร้องไห้ ข้าวของเงินทองเป็นเรื่องรอง ที่สำคัญคือท่าทีของตำรวจ ทำให้ครอบครัวเขากลับมารู้สึกอบอุ่นใจอีกครั้ง ซึ่งสำคัญมากต่อการเติบโตของเด็กน้อย...
────────── •✧• ──────────
บทที่ 150 ถูกจับ
หลังจากกลับจากบ้านตระกูลเมิ่ง เจิงเผิงก็เลี้ยงบาร์บีคิว
คดีปิดลงแล้ว ทุกคนก็โล่งใจ สั่งบาร์บีคิวมาเต็มโต๊ะ พร้อมเบียร์สดอีกหนึ่งถัง
ทุกคนคุยเรื่องคดี คุยสัพเพเหระกันอย่างสนุกสนาน
พอมีซุนเสี่ยวเผิงเพิ่มมาอีกคน บรรยากาศก็เปลี่ยนไปหน่อย ทุกคนมีความประทับใจที่ดีต่อเพื่อนร่วมงานใหม่คนนี้
แต่ซุนเสี่ยวเผิงก็มีพฤติกรรมที่คาดไม่ถึงอยู่บ้าง
ซุนเสี่ยวเผิงไม่สูบบุหรี่ ซึ่งได้รับคำชมอย่างมากจากเถียนลี่
เห็นซุนเสี่ยวเผิงตัวโตแบบนั้น แต่แค่ดื่มเบียร์สดไปแก้วเดียวหน้าก็แดงก่ำแล้ว บอกยังไงก็ไม่ยอมดื่มต่อ
พวกหานปินไม่รู้ว่าเขาคอแข็งแค่ไหน เลยไม่กล้าคะยั้นคะยอ ไม่งั้นตัวโตขนาดนี้ ถ้าเมาคอพับไปจริง ๆ คนอื่นคงแบกไม่ไหว
โดยรวมแล้ว มื้อนี้ทุกคนกินกันอย่างมีความสุขและสนุกสนาน หลังจากผ่านงานคดีนี้ร่วมกัน ซุนเสี่ยวเผิงก็นับว่าได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวทีม 2 อย่างสมบูรณ์
วันต่อมา หานปินได้หยุดเวร
หานปินดื่มไปไม่น้อย หลับยาวตื่นมาเองตามธรรมชาติ
เก้าโมงกว่า หานปินเพิ่งจะตื่น วันนี้ถือว่าได้นอนเต็มอิ่มแล้ว
หานปิน หลี่ฮุย และจ้าวหมิง เข้าเวรดึกมาตลอด เวลาชีวิตรวนไปหมด การดื่มเหล้าหน่อยก็ช่วยให้หลับสบาย ช่วยปรับเวลานอนได้
หลังตื่นนอน หานปินล้างหน้าแปรงฟันง่าย ๆ แล้วกินขนมไหว้พระจันทร์ไส้พุทราจีนไปชิ้นหนึ่ง
“ติ๊ง ยินดีด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ 577533 ปิดคดีลักทรัพย์ต่อเนื่องสำเร็จ”
“การวิเคราะห์การแสดงออกทางสีหน้า: ค่าความชำนาญ +3”
“รางวัลค่าคุณงามความดี 7 แต้ม”
ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย หานปินรู้สึกตัวเบาขึ้นมาหน่อย
คนอื่นติดหนี้เงิน แต่เขาติดหนี้ค่าคุณงามความดีกองโต อยากจะหมดหนี้เร็ว ๆ ก็ต้องขยันทำคดี
ขนมไหว้พระจันทร์ชิ้นเดียวไม่อยู่ท้อง หานปินยังรู้สึกหิว ไม่รู้ว่าเที่ยงนี้แม่จะทำอะไรอร่อย ๆ ให้กิน
พอนึกถึงแม่และของกิน หานปินก็รู้สึกว่าต้องติดต่อถานจิ้งหยาอีกสักรอบ ไม่งั้นมื้อเที่ยงคงไม่ได้กินอย่างสงบสุขแน่
หานปินเตรียมคำพูดไว้แล้ว หยิบมือถือโทรหาถานจิ้งหยา
“ยืนอยู่หน้าไดมารู มองดูเส้นทางของฉันอย่างตั้งใจ สถานีหน้า ถึงเทียนโฮ่วได้ก็คงดี...” เสียงเพลงรอสายสุดคลาสสิกดังขึ้น หานปินฟังจนจบเพลง
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง หานปินโทรหาถานจิ้งหยาอีกครั้ง
“...แต่เส้นทางดวงดาวที่สวยงาม ระหว่างทาง หากกลัวความสูง...”
หานปินฟังจนจบอีกรอบ ก็ยังไม่มีคนรับสาย
“ฮ่า ๆ ใช้ได้เลยนี่ น้องสาวคนนี้มีเอกลักษณ์จริง ๆ” หานปินหัวเราะ
จะรับหรือไม่รับก็เรื่องหนึ่ง แต่หานปินโทรหาแล้ว ถือว่ามีคำตอบให้แม่แล้ว เที่ยงนี้ก็น่าจะได้กินข้าวอย่างสงบสุข
แต่ว่า น้องคนนี้หน้าตาสวยใช้ได้ ถ้าขาดการติดต่อกันไปเลยก็น่าเสียดายอยู่...
“ตืด...”
วีแชตของหานปินแจ้งเตือน พอกดเข้าไปดู ก็เห็นข้อความขอเพิ่มเพื่อน
ชื่อวีแชต: ยิ้มพิมพ์ใจ
ข้อความขอเพิ่มเพื่อน: เวลางานห้ามรบกวน
หานปินยิ้ม “บอกแล้วว่าพี่น่ะมีเสน่ห์”
หานปินกดยอมรับคำขอ แล้วส่งสติ๊กเกอร์ยิ้มไป
แล้วก็... ไม่มีอะไรต่อจากนั้น
ถานจิ้งหยาไม่ได้ตอบกลับเช่นกัน
…
ตอนเที่ยง หานปินไปกินข้าวที่บ้านพ่อแม่
วันนี้หานเว่ยตงไปทำงาน มีแค่เขากับหวังฮุ่ยฟางกินข้าวด้วยกัน
พอรู้ว่าหานปินได้วีแชตของถานจิ้งหยาแล้ว หวังฮุ่ยฟางก็ดีใจยกใหญ่ ชมลูกชายไม่หยุด แถมยังถามว่าเย็นนี้อยากกินอะไร
แค่ได้วีแชตมา หานปินไม่ได้รู้สึกว่าเป็นผลงานใหญ่อะไร เลยไม่กล้าสั่งเมนู
หวังฮุ่ยฟางตัดสินใจเองเลยว่า ตอนบ่ายจะไปตลาดซื้อกับข้าวมาเยอะ ๆ ตอนเย็นจะได้ฉลองกัน
หานปินพูดไม่ออก เขาใช่ว่าจะไม่เคยมีแฟน หรือหาเมียไม่ได้ แม่ต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ?
ในเมื่อหวังฮุ่ยฟางตัดสินใจแล้ว หานปินก็ขี้เกียจพูดมาก ผู้หญิงวัยทองอย่าไปแหยม อีกอย่าง ได้กินของดีก็ไม่ใช่เรื่องแย่ จะหาเรื่องใส่ตัวทำไม
…
ตอนบ่าย หานปินนัดเฉินซานดื่มชา
เฉินซานยังคงแต่งตัวตามสไตล์ เสื้อยืดรัดรูป กางเกงยีน สร้อยทองเส้นโตที่คอ คาบไม้จิ้มฟัน และสวมแว่นกันแดด
ทั้งสองนัดเจอกันที่ร้านชาจิ่วหลง พนักงานหญิงสวมกี่เพ้า หุ่นสูงโปร่ง ดูเจริญหูเจริญตา
“พี่ปิน ทำไมนัดผมมาที่นี่ล่ะ?” เฉินซานนั่งลงบนเก้าอี้ แต่สายตาจ้องมองน้องสาวพนักงานที่กำลังล้างชา
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมจัดการเองครับ” หานปินบอกพนักงานหญิงที่ล้างชาอยู่
พนักงานหญิงโค้งคำนับเล็กน้อย แล้วเดินออกจากห้องส่วนตัวไป
เฉินซานมองตามพนักงานหญิงจนลับตา แล้วหัวเราะฮะ ๆ “พี่ปิน พี่นัดผมมามีธุระอะไรครับ?”
“ถ้านายเหงาก็หาแฟนสักคน อย่าเอาแต่จ้องผู้หญิงเขาแบบนั้น” หานปินเตือน
“ผมก็อยากหาครับ แต่สาว ๆ เดี๋ยวนี้สเปกสูง คงไม่มองผมหรอก” เฉินซานยักไหล่ “อีกอย่าง เขาแต่งตัวสวยขนาดนั้น ก็เพื่อให้คนมองไม่ใช่เหรอครับ”
หานปินยิ้ม ไม่ได้ติดใจเอาความ เรื่องกินเรื่องกามเป็นสัญชาตญาณมนุษย์
ผู้ชายส่วนใหญ่ เจอผู้หญิงสวยก็ต้องมองเหลียวหลังทั้งนั้น
รวมถึงเขาด้วย
“พี่ปิน มีภารกิจอีกแล้วเหรอครับ?” เฉินซานถูมือเตรียมพร้อม
“วันนี้ไม่มี แค่ชวนมาดื่มชาคุยกันเฉย ๆ” หานปินยกกาน้ำชา รินใส่ถ้วยให้เฉินซาน
“วันนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือไง ปกติพี่ยุ่งจะตาย ทำไมนึกครึ้มมาชวนผมดื่มชาคุยเล่นได้เนี่ย” เฉินซานแปลกใจ
หานปินไม่ตอบ จิบชาคำหนึ่ง “ลองชิมดู ใบชาดีใช้ได้”
เฉินซานจิบชาบ้าง เดาะลิ้น แล้วก็เริ่มพ่นน้ำลาย
ตั้งแต่คดีศพหญิงสาวไปจนถึงคดีขโมยสถานีฐาน เขาเล่าเหตุการณ์ที่ตัวเองมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจนจบ
แน่นอนว่าต้องใส่สีตีไข่ โม้ว่าตัวเองกล้าหาญชาญฉลาดแค่ไหน สถานการณ์ตอนนั้นอันตรายเพียงใด และเขาเอาตัวรอดมาได้อย่างไร
หานปินจิบชาไป ฟังอย่างอดทน และคอยถามแทรกบ้างเป็นระยะ
คุยกันยาวเหยียดกว่าหนึ่งชั่วโมง
จุดประสงค์ที่หานปินมาวันนี้ ไม่ใช่เรื่องงานหรือภารกิจ แต่มาเพื่อฟังเฉินซาน ‘โม้’ โดยเฉพาะ
เหตุผลที่เฉินซานยอมเป็นสายข่าว ก็เพราะอยากหาความตื่นเต้น คดีที่เข้าไปพัวพันย่อมมีอันตรายอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ได้คือความระทึกใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาต้องการ
นิสัยอย่างเฉินซาน รักหน้าตา ชอบอวด ชอบคุยโว ต้องอยากเล่าความตื่นเต้นในคดีให้คนอื่นฟังแน่ ขืนปล่อยไว้นาน ๆ ต้องเก็บไม่อยู่
หานปินชวนเขามาดื่มชาคุยเล่น ฟังเขาระบายเรื่องคดี ให้เขามีที่ระบายความโม้ จะได้ไม่ไปเมาแล้วพล่ามให้คนอื่นฟัง
พลบค่ำ หานปินเดินทอดน่องกลับถึงบ้าน ยังไม่ทันเปิดประตู ก็ได้ยินเสียงครึกครื้นดังออกมา
ไม่ต้องเดาก็รู้ น้าของเขาต้องแวะมาแน่ ๆ
ตามคาด พอหานปินเปิดประตู ก็เห็นหานเว่ยตงกับหวังชิ่งเซิงนั่งจิบชาอยู่ในห้องรับแขก ส่วนหวังฮุ่ยฟางง่วนอยู่ในครัว
กลิ่นหอมโชยมาจากครัว หานปินอดถามไม่ได้ “แม่ ทำอะไรกินครับ หอมจัง?”
“เดี๋ยวก็รู้จ้ะ” หวังฮุ่ยฟางยิ้มตอบ
“ปินจื่อกลับมาแล้ว มานี่เร็ว มานั่งตรงนี้” หวังชิ่งเซิงโบกมืออวบอ้วนเรียก
“น้า มีเรื่องอะไรดีใจขนาดนั้นครับ” หานปินถาม
หวังชิ่งเซิงยกกาน้ำชา รินให้หานปินแก้วหนึ่ง “วันนี้ น้าต้องขอบใจเอ็งมาก ๆ เลยนะ”
“ขอบใจผมเรื่องอะไรครับ?” หานปินงง
หวังชิ่งเซิงสีหน้าซับซ้อน “เถ้าแก่โจวร้านอวี้เป่าถังโดนตำรวจจับแล้ว!”