- หน้าแรก
- ยอดนักสืบพลังอนาคต
- บทที่ 139 ซุนเสี่ยวเผิง|140 พิรุธ
บทที่ 139 ซุนเสี่ยวเผิง|140 พิรุธ
บทที่ 139 ซุนเสี่ยวเผิง|140 พิรุธ
บทที่ 139 ซุนเสี่ยวเผิง
“ทีมเราจะมีสมาชิกใหม่เหรอคะ?” เถียนลี่แปลกใจ
“ใช่ ทีมเราตั้งทีหลัง คนเลยน้อยกว่า หัวหน้าเจิ้งก็เป็นห่วงอยู่ตลอด พอดีรอบนี้มีคนเหมาะ ๆ เลยส่งมาให้ทีมเราก่อน” เจิงเผิงบอก
“ผู้ชายหรือผู้หญิงครับ?” หลี่ฮุยถามต่อ
“สวยไหมครับ?” จ้าวหมิงทำหน้าลุ้น
“วัน ๆ ในหัวนายคิดแต่เรื่องอะไรเนี่ย มาสถานีตำรวจให้มาทำงาน ไม่ใช่ให้มาจีบสาว” เถียนลี่ดุ
“เจ๊เถียน ผมแค่ล้อเล่นน่า อีกอย่าง เจ๊ก็เป็นคนสวยอยู่แล้วนี่ครับ” จ้าวหมิงแก้ตัว
เถียนลี่ไม่ได้สวยจัด แต่หน้าตาเกลี้ยงเกลา หุ่นสูงเพรียว ผมสั้นทะมัดทะแมง จัดว่าเป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่ง
“แหม มิน่าล่ะนายถึงชอบอวดรวย ที่แท้ก็เล็งเจ๊เถียนอยู่นี่เอง” หลี่ฮุยขยิบตา
“พี่ฮุย อย่ามั่วสิครับ ผมก็แค่พูดไปงั้น...” จ้าวหมิงพูดยังไม่ทันจบ ก็ร้องจ๊าก
“โอ๊ย”
ที่แท้เถียนลี่เหยียบเท้าเขาเข้าเต็มแรง
“หุบปาก”
เถียนลี่ตวาดแว้ด แล้วหันไปชูกำปั้นใส่หลี่ฮุย “นายด้วย พูดมั่วซั่วอีกคำ เดี๋ยวโดนดีแน่”
“เจ๊เถียนใจเย็นครับ ล้อเล่นน่า” หลี่ฮุยรีบขอโทษ ดูท่าจะกลัวโดนเถียนลี่ซัดจริง ๆ
หานปินมองทั้งสามคนหยอกล้อกัน ไม่ได้พูดแทรก
เขารู้นิสัยปากเสียของหลี่ฮุยดี หมอนี่กล้าแหย่ทุกคน แต่เท่าที่ดู หลี่ฮุยเหมือนจะเกรงใจเถียนลี่อยู่บ้าง
ส่วนสาเหตุ หานปินก็ไม่รู้เหมือนกัน
“อะแฮ่ม...”
เจิงเผิงกระแอมเบา ๆ แล้วดุ “เลิกเล่นกันได้แล้ว ดูเวล่ำเวลาบ้าง คดียังไม่ปิด ยังมีอารมณ์มาเล่นกันอีก”
“หัวหน้าเจิง ผมแค่สร้างบรรยากาศ ให้ทุกคนได้ผ่อนคลาย เปลี่ยนโหมดบ้าง ทำงานหนักก็ต้องพักบ้างสิครับ” หลี่ฮุยยิ้มแหย
“รู้จักพูดดีนี่ เมื่อกี้พักแล้ว คราวนี้ก็ทำงานซะ ไหนลองว่ามาซิ ได้เบาะแสอะไรบ้าง” เจิงเผิงแค่นเสียง
หลี่ฮุยเรียบเรียงคำพูด “เราไปสอบถามชาวบ้านแถวนั้นมา เวลาที่สัญญาณมือถือหายไป น่าจะเป็นเที่ยงคืนยี่สิบห้าครับ คาดว่าคนร้ายลงมือช่วงเที่ยงคืนถึงตีหนึ่ง”
เจิงเผิงเคาะขี้บุหรี่ “ช่วงเวลานั้นมีใครเห็นรถหรือคนต้องสงสัยบ้างไหม?”
“แถวนั้นค่อนข้างเปลี่ยวครับ เป็นป่าเป็นเขา พอค่ำมืดทุกคนก็เข้าบ้านกันหมด แทบไม่มีใครออกมาเดิน ตอนนี้เลยยังไม่เจอพยานครับ” หานปินตอบ
“อืม การระบุเวลาเกิดเหตุได้ก็ถือว่าสำคัญมาก” เจิงเผิงชม แล้วหันไปถามเถียนลี่ “ทางเธอเจออะไรบ้าง?”
“เราติดต่อศูนย์จราจร ขอไฟล์กล้องวงจรปิดแถวนั้นมาแล้วค่ะ ส่วนกล้องของชาวบ้าน เจอสองตัวที่ส่องไปทางถนน แต่จุดนั้นอยู่ไกลจากสถานีฐานพอสมควร ไม่ใช่เส้นทางบังคับผ่านค่ะ” เถียนลี่รายงาน
“ไม่เป็นไรครับ ถ้าเป็นคดีต่อเนื่อง เราเอาวิดีโอมาเทียบกันได้ ต่อให้ไม่เห็นรถในที่เกิดเหตุ แต่ถ้าเห็นรถคันเดิมโผล่ไปแถวที่เกิดเหตุทุกครั้ง ก็น่าสงสัยมากแล้ว” หานปินวิเคราะห์
“หานปินพูดถูก พยายามรวบรวมกล้องวงจรปิดแถวนั้นมาให้ได้มากที่สุด ไกลหน่อยก็เอา” เจิงเผิงพยักหน้า ที่เรียกว่าคดีต่อเนื่อง ก็เพราะมันมีจุดร่วมกันเยอะ
แค่เอาจุดร่วมพวกนี้มาเทียบกัน ก็ใช้เป็นเบาะแสกำหนดทิศทางการสืบสวนได้
“เถียนลี่ หลี่เหว่ยลี่มีโอกาสก่อเหตุไหม?” หานปินถาม
เถียนลี่นึกทบทวน “ไม่มีค่ะ เขาบอกว่าเมื่อคืนเข้าเวรอยู่ที่บริษัท เพื่อนร่วมงานเป็นพยานได้”
“งั้นก็ตัดเขาออกจากผู้ต้องสงสัยได้ชั่วคราวสินะครับ” จ้าวหมิงแบมือ
“ในเมื่อทางนี้เรียบร้อยแล้ว เราไปดูที่เกิดเหตุตรงหาดทรายทองกันต่อ” เจิงเผิงสั่ง “จ้าวหมิง ไปขับรถ”
“หัวหน้าเจิง หาดทรายทองมีสองจุด ไปดูจุดไหนครับ?”
“ไปดูจุดวันที่ 3 กันยา นั่นเป็นคดีแรก คนร้ายอาจจะทิ้งหลักฐานไว้ก็ได้” เจิงเผิงบอก
โดยทั่วไป คดีต่อเนื่องจะแบ่งเป็นสามระยะ คือ ระยะเริ่มต้น ระยะพัฒนา และระยะบ้าคลั่ง ช่วงเริ่มต้นคนร้ายยังไม่ชำนาญ ประสบการณ์น้อย มีโอกาสพลาดสูงที่สุด
…
กว่าจะถึงสถานีฐานหาดทรายทอง ก็ปาเข้าไปสี่โมงเย็น
เจิงเผิงและทีมงานได้รับความร่วมมือจากตำรวจท้องที่หาดทรายทอง เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอีกครั้ง
พอเข้าห้องเครื่อง เจิงเผิงก็ขมวดคิ้ว “ที่เกิดเหตุโดนรบกวนเหรอ?”
ตำรวจท้องที่ที่นำทางอธิบาย “พอเราตรวจที่เกิดเหตุ ถ่ายรูปเก็บหลักฐานเสร็จ ทางบริษัทก็ขอซ่อมแซมทันที เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ใหญ่เลยอนุมัติครับ”
“ในเมื่อซ่อมเสร็จใช้งานได้แล้ว สภาพที่เกิดเหตุก็คงเปลี่ยนไปหมด เรามาดูก็ไม่มีความหมายแล้วสิครับ” หลี่ฮุยคาบบุหรี่ไว้ในปาก
“ในสำนวนที่เราส่งไป มีรูปถ่ายห้องเครื่องแนบไปด้วยนะครับ ถ่ายไว้ครบทุกมุมเลย” ตำรวจท้องที่บอก
“คนละเรื่องกัน” เจิงเผิงพูดทิ้งท้าย แล้วเดินออกจากห้องเครื่องไป
ดูออกว่าเจิงเผิงไม่พอใจ หานปินพูดแก้สถานการณ์สองสามคำ ยื่นบุหรี่ให้ตำรวจนายนั้น แล้วบอกให้เขากลับไปก่อน
“หัวหน้าเจิง เอาไงต่อดีคะ?” เถียนลี่ถาม
“เดินสอบถาม เช็กกล้องวงจรปิด”
พวกหานปินแบ่งเป็นสองทีม แยกย้ายกันสืบสวน
…
การลงพื้นที่ลากยาวไปจนหกโมงกว่า เจิงเผิงเรียกทุกคนมารวมพล สรุปคดี แล้วจบภารกิจวันนี้
หานปินกลับถึงบ้าน หวังฮุ่ยฟางทำกับข้าวเสร็จพอดี
เดิมทีวันนี้หานปินหยุด หวังฮุ่ยฟางเลยซื้อของสดมาตุนเพียบ ทำกับข้าวสี่อย่าง ซุปหนึ่งอย่าง ครบทั้งเนื้อทั้งผัก อุดมสมบูรณ์สุด ๆ
“ลูกแม่ ไหนว่าไปดูร้านไง ไหงตอนบ่ายไปทำคดีซะงั้น” หวังฮุ่ยฟางตักข้าวสามถ้วยวางบนโต๊ะ
“ถามแปลก ๆ ก็ต้องมีคดีด่วนเข้ามาน่ะสิ” หานเว่ยตงถือขวดเหล้าเดินเข้ามา
“ดื่มอีกแล้ว เพลา ๆ หน่อยไม่ได้หรือไง” หวังฮุ่ยฟางบ่น
“เป๊กเดียว แค่เป๊กเดียว” หานเว่ยตงรับคำ แล้วหันไปถามหานปิน “เรื่องร้านเป็นไงบ้าง?”
“ทำเลดีครับ ราคาลุงก็รับได้ ติดตรงที่ผมรู้สึกว่าเจ้าของร้านมีปัญหาน่ะครับ” หานปินถือตะเกียบเดินมานั่งที่โต๊ะ
หานเว่ยตงรินเหล้า ถามต่อ “ปัญหาอะไร?”
หานปินกินกุ้งอบน้ำมัน “บอกไม่ถูกเหมือนกันครับ แต่พอเจ้าของร้านรู้ว่าผมเป็นตำรวจ ก็กลัวจนตัวสั่นเลย”
“งั้นก็คงไม่ใช่คนดีแล้วล่ะ”
หวังฮุ่ยฟางขมวดคิ้ว วางตะเกียบลง “แล้วน้าเขาว่าไง ยังจะเซ้งอยู่ไหม?”
“น้าก็ยังชอบร้านนั้นอยู่นะครับ แต่ผมห้ามไว้แล้ว ไม่ให้เซ้งต่อ”
“เขาจะฟังลูกเหรอ? เดี๋ยวก็โดนหลอกอีก” หวังฮุ่ยฟางถอนหายใจ สีหน้าเป็นกังวล
“น้าเขาโตป่านนี้แล้ว อยู่วงการนี้มาตั้งนาน ไม่โดนหลอกง่าย ๆ หรอกครับแม่”
“ไม่ได้การละ”
หวังฮุ่ยฟางยังไม่วางใจ ลุกขึ้นยืน “แม่ต้องโทรไปคุยหน่อย รายนี้ต้องให้ด่าถึงจะสำนึก”
เห็นแม่เดินออกจากห้องกินข้าว หานปินก็พยักพเยิดหน้า “พ่อครับ ไม่ห้ามหน่อยเหรอ”
“ห้ามอะไร แม่แกวัยทอง อารมณ์แปรปรวนจะตาย อย่าไปถือสาเลย ทน ๆ ไปเดี๋ยวก็ดีเอง” หานเว่ยตงกระซิบยิ้ม ๆ
“มีน้าแกช่วยรับตีน เราสองพ่อลูกก็สบายหูไปหน่อย โดนด่าน้อยลง”
หานปินยกนิ้วโป้งให้ พ่อหานนี่เก๋าเกมจริง ๆ
…
เช้าวันรุ่งขึ้น
หานปินนั่งรถคิวคิวสีแดงของหลี่ฮุยมาถึงกรมตำรวจสาขาอวี้หัว
หานปินกับหลี่ฮุยติดรถกันมาทำงาน ปกติหลี่ฮุยเป็นคนขับตลอด หานปินเคยเสนอจะสลับกันขับ แต่หลี่ฮุยไม่ยอม
นี่คือสมบัติล้ำค่าที่สุดของเขา หวงยิ่งกว่าจงอางหวงไข่ ไม่ยอมให้ใครแตะ
หานปินก็สบายไป
มาถึงห้องทำงาน หานปินเห็นกล่องหมากฝรั่งวางอยู่บนโต๊ะ ต้องบอกว่าบนโต๊ะทุกคนมีคนละกล่อง
“นี่มันอะไรกัน?” หลี่ฮุยหยิบกล่องหมากฝรั่งขึ้นมา ซึ่งเป็นของใหม่เอี่ยมยังไม่ได้แกะ
“หัวหน้าเจิ้งแจก ไม่ใช่แค่กลุ่มเรานะ กลุ่มหนึ่งก็ได้เหมือนกัน” เถียนลี่ยิ้ม
“สงสัยต่อไปจะสูบบุหรี่ในห้องทำงานไม่ได้แล้วมั้งครับ” จ้าวหมิงยิ้มแห้ง
“ของฟรีผู้ใหญ่ให้มา จะเกรงใจทำไม” หานปินแกะกล่อง เทใส่ปากสองเม็ด
เจิงเผิงเดินเข้ามา สั่งทุกคน “ช่วยกันทำความสะอาดห้องหน่อย เดี๋ยวเด็กใหม่จะมาแล้ว”
“แปะ ๆ” หลี่ฮุยตบมือ “ทายซิ หญิงหรือชาย ทายถูกมีรางวัลนะ”
“ชาย” หานปินตอบทันที
“พี่ปิน มั่นใจขนาดนี้ มีสายในเหรอครับ?” จ้าวหมิงสงสัย
“เดาน่ะ” หานปินตอบ
สัดส่วนตำรวจชายเยอะกว่าหญิงมาก เดาว่าชายโอกาสถูกสูงกว่าเยอะ
“จุ๊ ๆ ฉันว่าเป็นผู้หญิงว่ะ” หลี่ฮุยสวน
“ทำไม?”
“เดี๋ยวนี้เขาเน้นความเท่าเทียม ตำรวจหญิงก็เยอะขึ้น อาจจะส่งมาให้เราสักคนก็ได้” หลี่ฮุยแบมือ
“พอ ๆ ว่างเป็นไม่ได้ ฝอยตลอด รีบเก็บกวาดเข้า เดี๋ยวหัวหน้าเจิ้งจะมาแล้ว” เจิงเผิงโบกมือไล่
ห้องก็แค่นี้ ไม่มีอะไรให้ทำมาก เถียนลี่กวาดพื้น หลี่ฮุยเช็ดโต๊ะ จ้าวหมิงเก็บขยะ แป๊บเดียวก็เสร็จ
พอทำความสะอาดเสร็จได้ไม่นาน เสียงประตูก็ดังขึ้น
“แอ๊ด...”
ประตูเปิดออก เจิ้งข่ายเสวียนเดินเข้ามา ข้างหลังมีคนเดินตามมาอีกคน
“หัวหน้าเจิ้ง”
ทุกคนลุกขึ้นทักทาย แต่สายตาจ้องมองไปข้างหลังเจิ้งข่ายเสวียน
ข้างหลังเจิ้งข่ายเสวียนมีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ ตัวสูงใหญ่ ล่ำบึ้ก ใหญ่กว่าเจิ้งข่ายเสวียนที่สูง 177 ซม. ไปตั้งรอบ เหมือนยักษ์ปักหลั่นเฝ้าประตูไม่มีผิด
“บ่นกันนักไม่ใช่เหรอว่าคนน้อย ฉันพาคนมาให้แล้วนี่ไง” เจิ้งข่ายเสวียนตบแขนชายคนนั้น
“เสี่ยวซุน แนะนำตัวหน่อยซิ”
“สวัสดีครับหัวหน้าเจิง สวัสดีครับพี่ ๆ ทุกคน ผมชื่อซุนเสี่ยวเผิงครับ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ” ชายร่างยักษ์โค้งคำนับนิดหนึ่ง แต่ก็ยังสูงกว่าทุกคนในห้องอยู่ดี
จ้าวหมิงเงยหน้ามองเด็กใหม่ที่สูงกว่าตัวเองเกือบช่วงหัว คิดในใจว่า ‘เชี่ย ตัวยังกะยักษ์ยังจะชื่อซุนเสี่ยวเผิง (เผิงน้อย) แล้วฉันไม่ต้องชื่อจ้าวเสี่ยวเสี่ยวเสี่ยวหมิง (หมิงน้อยน้อยน้อย) เลยเหรอวะเนี่ย”
────────── •✧• ──────────
บทที่ 140 พิรุธ
เจิ้งข่ายเสวียนกำชับอีกสองสามคำ บอกให้ทุกคนตั้งใจทำงาน รีบปิดคดีขโมยสถานีฐานให้ได้ แล้วก็ออกจากห้องไป
จ้าวหมิงยังคงทำหน้าอึ้ง ๆ “ซุน...เสี่ยวเผิง คุณสูงเท่าไหร่เนี่ย?”
“ฉันเดาว่าน่าจะสักร้อยเก้าสิบแปด” หลี่ฮุยถาม
“ไม่ถึงร้อยเก้าสิบแปดหรอกครับ แค่ร้อยเก้าสิบสอง” ซุนเสี่ยวเผิงเกาหัว ท่าทางเขิน ๆ
ถึงตัวจะใหญ่ยักษ์ แต่อายุน่าจะยังไม่เท่าไหร่
จ้าวหมิงตบหน้าผาก ตัวเขาสูงแค่ 169.5 ซม. พี่บิ๊กนี่สูงกว่าเขาตั้งยี่สิบกว่าเซน
หานปินสูงร้อยแปดสิบ เมื่อก่อนสูงที่สุดในทีม 2 ตอนนี้เจอ 192 เข้าไป รัศมีดับวูบ
แต่หานปินไม่ได้ใส่ใจ เรื่องพวกนี้มันไร้สาระเกิน
“เสี่ยวเผิง นายนั่งข้างหานปินนะ มีอะไรไม่เข้าใจก็ถามเขา” เจิงเผิงสั่ง
“ครับ หัวหน้าเจิง” ซุนเสี่ยวเผิงรับคำ
จ้าวหมิงโล่งอก ถ้าให้มานั่งข้างเขา เขาคงไม่อยากนั่งทำงานอีกต่อไป
เห็นได้ชัดว่า เจิงเผิงคิดมาดีแล้ว
“เสี่ยวเผิงเพิ่งมาใหม่ ทุกคนช่วยดูแลหน่อยนะ ให้เขาปรับตัวให้เข้ากับทีมได้เร็ว ๆ” เจิงเผิงมองซุนเสี่ยวเผิงอย่างพึงพอใจ ได้แรงงานชั้นดีมาแบบนี้เขาชอบนัก ดูท่าจะสู้งานน่าดู
“เดี๋ยวจะแจกแจงงานวันนี้เลยนะ”
“หานปินคู่กับหลี่ฮุย ไปดูสถานีฐานที่โดนขโมยเมื่อวันที่ 4 กันยา สองแห่งนั้นอยู่ใกล้กัน จะได้ลงพื้นที่สะดวก”
“ฉันจะไปกับเสี่ยวเผิง ไปดูจุดที่โดนวันที่ 5 กันยา ส่วนอีกสองจุดที่เหลือ บ่ายค่อยแยกย้ายกันไปดู”
“หัวหน้าเจิง แล้วผมกับเจ๊เถียนล่ะครับ?” จ้าวหมิงอดถามไม่ได้
“พวกนายอยู่ที่กรม เช็กกล้องวงจรปิด เอาภาพจากรอบ ๆ สถานีฐานมาเทียบกัน ดูว่ามีรถหรือคนต้องสงสัยไหม”
จ้าวหมิงถอนหายใจ เช็กกล้องนี่งานน่าเบื่อที่สุด
เขาเหลือบมองซุนเสี่ยวเผิงแวบหนึ่ง ยังดีที่ได้อยู่กับเจ๊เถียน ขืนต้องอยู่กับพี่ยักษ์นี่...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
หานปินกับหลี่ฮุยขับรถมาถึงเขตสถานีตำรวจถงอัน ตรวจสอบสถานีฐานสองแห่งที่โดนขโมย
ในคดีขโมยสถานีฐานต่อเนื่องนี้ เขตถงอันโดนไปถึงสี่แห่ง ถือว่าหนักสุดในบรรดาสามท้องที่ และให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากที่สุด
นอกจากตำรวจเจ้าของคดีที่มากับหานปินและหลี่ฮุยแล้ว ยังมีช่างซ่อมบำรุงที่เป็นคนแจ้งความมาด้วย
ตำรวจชื่อจางเถี่ยจู้ ช่างชื่อเฝิงซินหัว
เพราะโดนไปสี่แห่ง สัญญาณแถวนั้นเลยดับสนิท เพื่อไม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อน พอเก็บหลักฐานเสร็จ เขาก็รีบซ่อมแซมกู้สัญญาณคืนทันที
สภาพที่เกิดเหตุเปลี่ยนไปหมดแล้ว มาดูซ้ำก็ไม่ค่อยได้อะไร หานปินกับหลี่ฮุยเลยดูผ่าน ๆ แม่กุญแจที่โดนงัดถูกเปลี่ยนใหม่ แถวห้องเครื่องก็ติดกล้องวงจรปิดเพิ่ม
หลี่ฮุยชี้ไปที่กล้องแล้วบอกเฝิงซินหัว “ถ้าบริษัทคุณทำแบบนี้แต่แรก ก็ไม่ต้องวุ่นวายแล้ว”
“เราก็อยากทำครับ จะได้สบายใจ ไม่ต้องวิ่งมาดูตลอด” เฝิงซินหัวยักไหล่
หานปินสำรวจรอบ ๆ “สองจุดนี้โดนขโมยไปตอนกี่โมงครับ?”
“น่าจะคืนวันที่ 3 หรือเช้ามืดวันที่ 4 ครับ” เฝิงซินหัวตอบ
“ทางโรงพักระบุเวลาที่แน่นอนได้ไหมครับ?” หานปินหันไปถามจางเถี่ยจู้
“จากการสืบสวน น่าจะช่วงห้าทุ่มวันที่ 3 ถึงหกโมงเช้าวันที่ 4 ครับ” จางเถี่ยจู้นึกทบทวน
“ช่วงเวลาตั้งเจ็ดชั่วโมง ไม่กว้างไปหน่อยเหรอครับ” หลี่ฮุยแย้ง
“เราสอบถามชาวบ้านแล้ว แต่ไม่ค่อยมีใครสังเกต เลยได้แต่คาดคะเนจากคำให้การครับ” จางเถี่ยจู้บอก
หานปินไม่ซักไซ้ต่อ ถ้าตอนนั้นยังถามไม่ได้ความ ผ่านมาหลายวันขนาดนี้ ยิ่งหาคนจำได้ยากเข้าไปใหญ่
“อะไรหายไปบ้างครับ?” หานปินถาม
“ชุดแบตเตอรี่สำรองครับ” เฝิงซินหัวตอบ
“กี่ชุด?”
“สามชุดครับ”
“มีชุดหนึ่งเป็นตัวสำรองใช่ไหมครับ?” หานปินเดา
“ใช่ครับ”
“สายไฟกับสายเคเบิลหายไหมครับ?”
เฝิงซินหัวนึกอยู่แป๊บหนึ่ง “ไม่หายครับ”
หานปินทำท่าครุ่นคิด เมื่อวานไปดูจุดแรกนอกจากแบตเตอรี่แล้ว สายไฟสายเคเบิลก็หายไปด้วย ทั้งที่ราคาเทียบกับแบตเตอรี่ไม่ได้เลย
แต่คดีวันที่ 4 คนร้ายไม่เอาสายไฟไปแล้ว แสดงว่าเริ่มชำนาญขึ้น เป้าหมายชัดเจนขึ้น ใช้เวลาลงมือน้อยลง
“แบตเตอรี่เชื่อมติดหรือใช้น็อตยึดครับ?”
“ใช้น็อตยึดครับ ถอดง่ายกว่า”
“สถานีฐานของบริษัทคุณใช้น็อตยึดทุกที่เลยเหรอครับ?” หานปินถามต่อ
“พูดยากครับ เมื่อก่อนเชื่อมติด เดี๋ยวนี้ใช้น็อตเยอะขึ้น แต่ละที่ไม่เหมือนกันครับ” เฝิงซินหัวบอก
หานปินกับหลี่ฮุยไปดูอีกจุด สถานการณ์คล้ายกัน ไม่ได้เบาะแสอะไรเพิ่ม
หลังจากให้จางเถี่ยจู้กับเฝิงซินหัวกลับไป หานปินกับหลี่ฮุยก็เดินสอบถามชาวบ้านแถวนั้น แต่ผ่านมาห้าวันแล้ว คนส่วนใหญ่จำไม่ได้ ไม่ได้ข้อมูลอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เลยไล่เก็บภาพจากกล้องวงจรปิดตามร้านค้า ส่งไปให้เถียนลี่ช่วยเทียบข้อมูล
ใกล้เที่ยงแล้ว ทั้งสองคนเลยหาอะไรกินแถวนั้น บ่ายค่อยไปดูอีกที่
หานปินสั่งไก่อบหม้อดิน หลี่ฮุยสั่งบะหมี่
หลี่ฮุยสูดเส้นซู้ดซ้าด ร้อนจนปากพอง แต่ก็ดูมีความสุขกับการกิน
หานปินกินไปเรื่อย ๆ ดูใจลอยชอบกล
“คิดไรอยู่ ผิดหวังที่ไม่ได้สาวสวยมาเข้าทีมเหรอ?” หลี่ฮุยแซว
“นึกว่าฉันเป็นนายหรือไง เจอสาวแล้วขาตายไปไหนไม่รอด” หานปินสวน
“นายเจอสาวสวยก็ตาค้างเหมือนกันแหละน่า” หลี่ฮุยใช้ตะเกียบคีบไก่จากหม้อหานปินหน้าตาเฉย
“ของฉันเรียกชื่นชม ของนายมันหื่นกาม คนละเรื่องกัน โอเค๊?” หานปินแบมือ
“อืม ไก่รสชาติดีแฮะ” หลี่ฮุยชม
หานปิน “...”
หานปินรู้สึกเหมือนสีซอให้ควายฟัง คุยกันคนละเรื่องชัด ๆ
“ฉันคิดเรื่องคดีอยู่ จะมาคุยเรื่องไร้สาระกับนายทำไม” หานปินเซ็ง
คุยกับหลี่ฮุยทีไร พาออกนอกเรื่องตลอด
“นายยังสงสัยช่างหลี่เหว่ยลี่คนเมื่อวานอยู่เหรอ?” หลี่ฮุยเดา
“ใช้ได้นี่หว่า ไม่เสียแรงที่แย่งไก่ฉันกิน” หานปินยิ้ม
“คิดว่าฉันดูโคนันมาเสียเปล่าหรือไง” หลี่ฮุยยืดอก
“ยอมแพ้เลยครับ” หานปินหัวเราะ ก้มหน้ากินข้าวต่อ
หลี่ฮุยซดน้ำซุป “หลี่เหว่ยลี่ก็ตัดออกจากผู้ต้องสงสัยแล้วนี่ ตกลงนายสงสัยอะไรเขา?”
“ฉันแค่รู้สึกว่ามันมีพิรุธ” หานปินบอก
“นายนี่คิดมาก บางทีมันก็ดีกับคดีอยู่หรอก แต่บางทีก็ตื่นตูมเกินเหตุ” หลี่ฮุยชี้หน้าหานปิน
“หลี่เหว่ยลี่ตัวคนเดียว แบตเตอรี่หนักตั้ง 50 โล เขาจะยกไหวได้ไง?”
“แบตเตอรี่มีสองแบบ แบบเชื่อมกับแบบน็อต ถ้าเชื่อมติดก็ยกคนเดียวไม่ไหว แต่ถ้าเป็นแบบน็อตล่ะ?”
“นายจะบอกว่าหลี่เหว่ยลี่โกหกเหรอ?” หลี่ฮุยทำหน้าจริงจัง
“เฝิงซินหัวบอกว่าคดีวันที่ 4 แบตเตอรี่ใช้น็อตยึด ขอแค่เป็นช่างมืออาชีพ คนเดียวก็ถอดแยกชิ้นขนย้ายได้” หานปินทวนความจำ
หลี่ฮุยขมวดคิ้วคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วส่ายหน้า “ก็ไม่น่าใช่อยู่ดี หลี่เหว่ยลี่เข้าเวรดึกวันที่ 3, 5, 7 เถียนลี่เช็กกับบริษัทแล้ว เข้าเวรสองทุ่มถึงแปดโมงเช้า เขาไม่มีเวลาไปก่อเหตุหรอก”
หานปินขมวดคิ้ว หรือว่าเขาจะคิดมากไปเองจริง ๆ?