- หน้าแรก
- ยอดนักสืบพลังอนาคต
- บทที่ 31 การสอบสวน
บทที่ 31 การสอบสวน
บทที่ 31 การสอบสวน
ในขณะนั้นเอง เจิ้งข่ายเสวียนก็ได้พาลูกทีมจากทีม 1 สองคนมาถึงที่เกิดเหตุด้วย
เจิงเผิงรีบเดินเข้าไปหา “หัวหน้าเจิ้งครับ หมายค้นออกหรือยังครับ?”
“ทั้งหมายค้นและหมายเรียกตัวเอามาหมดแล้ว กลัวว่าพวกนายจะคนไม่พอ ก็เลยเรียกคนจากทีม 1 มาด้วยอีกสองคน”
“หัวหน้าเจิ้งรอบคอบที่สุดเลยครับ”
เจิ้งข่ายเสวียนพยักหน้า เดินไปอยู่ข้าง ๆ หลิวจื้อซิน “นายคือหลิวจื้อซิน?”
“ใช่ครับ”
“รู้ไหมว่าทำไมถึงจับนาย?” เจิ้งข่ายเสวียนมองสำรวจอีกฝ่ายแวบหนึ่ง
“ไม่รู้ครับ”
“ปากแข็งดีนี่”
หลิวจื้อซินถลึงตา “คุณจับคนผิดแล้ว ผมก็แค่พ่อครัวคนหนึ่ง”
“คุณตำรวจคะ พวกคุณต้องจับคนผิดแน่ ๆ สามีฉันเป็นคนซื่อสัตย์ขยันทำมาหากิน จะไปฆ่าคนได้ยังไงคะ” ภรรยาของหลิวจื้อซินยื่นมือไปจับแขนของเจิ้งข่ายเสวียน
เจิงเผิงเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ “หัวหน้าเจิ้งครับ ไม่ควรชักช้าแล้ว ค้นเลยเถอะครับ”
“ปกติหลิวจื้อซินพักอยู่ที่ไหน?”
“ก็พักอยู่ที่ร้านเลยครับ” หานปินกล่าว
หลังจากเข้าใจสถานการณ์คร่าว ๆ แล้ว เจิ้งข่ายเสวียนก็เริ่มแบ่งหน้าที่ “หานปิน นายกับหลี่ฮุยพาผู้ต้องสงสัยกลับไปสอบสวน”
“เถียนลี่ เธอพาภรรยาของหลิวจื้อซินกลับไปที่กรมตำรวจเพื่อช่วยเหลือในการสืบสวน”
“คนอื่น ๆ ค้นให้หมด!”
“ครับ/ค่ะ” ทุกคนขานรับ แล้วแยกย้ายกันไปทำงาน
…
กลับมาถึงกรมตำรวจสาขา
หานปินก็เก็บดีเอ็นเอของหลิวจื้อซิน แล้วส่งไปเปรียบเทียบ
หลังจากนั้น หลิวจื้อซินก็ถูกพาตัวไปที่ห้องสอบสวน
หานปินเป็นคนสอบสวนหลัก หลี่ฮุยทำหน้าที่จดบันทึก
“ชื่อ เพศ อายุ ภูมิลำเนา...”
“หลิวจื้อซิน เพศชาย อายุ 36 ปี...”
“หลิวจื้อซิน วันที่ 22 กรกฎาคม ตอนห้าทุ่ม นายอยู่ที่ไหน?” หานปินกล่าว
“อยู่ที่ร้านครับ” หลิวจื้อซินขยี้จมูก
“มีใครพิสูจน์ได้บ้าง?”
“ภรรยาผมครับ”
“มีคนอื่นอีกไหม?”
“ไม่มีครับ”
“วันที่ 23 กรกฎาคม ทำไมร้านบะหมี่ถึงไม่เปิดทำการ?”
“วันนั้นผมไม่ค่อยสบาย ก็เลยหยุดพักวันหนึ่งครับ”
“นายรู้จักซุนฉีเฟิงไหม?” หานปินถาม
“รู้จักครับ”
“พวกนายเป็นอะไรกัน?”
“คนบ้านเดียวกันครับ”
“นายรู้ไหมว่าเขาตายแล้ว?” หานปินซักต่อ
“ไม่รู้เลยครับ เรื่องเกิดขึ้นเมื่อไหร่กัน?!” บนใบหน้าของหลิวจื้อซินเผยสีหน้าประหลาดใจ
อารมณ์ประหลาดใจมักจะเกิดขึ้นแค่ชั่วครู่ เพียงแวบเดียวก็หายไป
ระยะเวลาต่อเนื่องจะไม่นานมากนัก นอกจากจะมีเรื่องน่าประหลาดใจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มิฉะนั้น หลังจากที่แสดงสีหน้าประหลาดใจแล้ว ก็จะกลับมาเป็นสีหน้าเดิม หรือเปลี่ยนเป็นสีหน้าอื่นทันที จะไม่คงสีหน้าประหลาดใจไว้ตลอดเวลา
แต่สีหน้าประหลาดใจของหลิวจื้อซิน กลับค้างอยู่บนใบหน้าตลอด
หานปินใช้วิธีการวิเคราะห์การแสดงออกทางสีหน้าดูก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังเสแสร้ง
“หลิวจื้อซิน ในเมื่อพวกเราจับนายมา ก็ย่อมมีหลักฐานเพียงพอ หวังว่านายจะให้ความร่วมมือดี ๆ” หานปินตักเตือน
“คุณตำรวจครับ คุณถามคำ ผมตอบคำ นี่ยังไม่เรียกว่าให้ความร่วมมืออีกเหรอครับ?” หลิวจื้อซินพ่นลมหายใจ
“ตั้งแต่เริ่มการสอบสวน นายก็เอาแต่โกหก นี่เรียกว่าให้ความร่วมมือเหรอ?” หานปินพูดเสียงเย็นชา
“บอกว่าผมโกหก คุณมีหลักฐานเหรอครับ?” หลิวจื้อซินถลึงตา ดูไม่ค่อยยอมรับ
“ก๊อก ๆ” ด้านนอกห้องสอบสวนมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
จากนั้น ประตูก็เปิดออก เจิงเผิงยืนอยู่ที่หน้าประตู ส่งสัญญาณให้หานปินออกไป
“เฝ้าเขาไว้” หานปินพูดทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง แล้วเดินออกจากห้องสอบสวน
“หัวหน้าเจิงครับ ที่ร้านบะหมี่เจออะไรบ้างไหมครับ?” หานปินรีบถาม ถ้าหากเจอของกลางและเครื่องมือที่ใช้ก่อเหตุ หลิวจื้อซินก็คงดิ้นไม่หลุดแล้ว
“ไม่เจอเลย” เจิงเผิงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ชี้ไปที่ห้องสอบสวน “แล้วทางฝั่งพวกนายเป็นยังไงบ้าง?”
“เขายังไม่ยอมรับสารภาพ ปากแข็งมากครับ”
“ภรรยาของหลิวจื้อซินก็เหมือนกัน ไม่ยอมพูดอะไรเลย” เจิงเผิงกล่าว
“ตอนนี้พวกเราคงได้แต่หวังว่า เศษผิวหนังที่เก็บได้จากซอกเล็บของซุนฉีเฟิงจะตรงกับดีเอ็นเอของหลิวจื้อซินนะครับ”
ตามกฎระเบียบแล้ว การพิสูจน์รอยเท้าใช้ได้เพียงเป็นแนวทางในการสืบสวนเท่านั้น ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในการตัดสินคดีได้
“ก่อนที่ผลจะออก อย่าเพิ่งเปิดเผยเรื่องนี้” เจิงเผิงกำชับ
“ครับ”
พูดจบ หานปินก็กลับเข้าไปในห้องสอบสวนอีกครั้ง...
การสอบสวนดำเนินต่อไปอีกหลายชั่วโมง ไม่ว่าหานปินกับหลี่ฮุยจะพูดอย่างไร หลิวจื้อซินก็ยังคงไม่ยอมรับสารภาพ
การสอบสวนสิ้นสุดลงตอนห้าทุ่มกว่า
หานปินและหลี่ฮุยกลับบ้านไปพักผ่อน
…
เช้าวันรุ่งขึ้น
ภายในห้องทำงานหน่วยสืบสวนอาชญากรรม 3 ทีม 2
เจิงเผิงเรียกทุกคนมาประชุมช่วงเช้า
“หานปิน การสอบสวนเมื่อคืนมีความคืบหน้าบ้างไหม?”
“ไม่มีเลยครับ เขายืนกรานปฏิเสธ ไม่ยอมรับสารภาพ”
เจิงเผิงหยิบปากกาด้ามหนึ่งขึ้นมาควงเล่น “หลิวจื้อซินมีความสามารถในการต่อต้านการสืบสวนสูงมาก เขาคิดว่าตัวเองวางแผนมาอย่างแนบเนียน ถ้าเขายอมรับสารภาพง่าย ๆ นั่นสิถึงจะแปลก”
“งั้นก็พักไว้ก่อน รอผลตรวจดีเอ็นเอออกแล้วค่อยสอบสวนใหม่ครับ” หานปินเสนอ
“แล้วทางภรรยาของหลิวจื้อซินล่ะ?”
“เหมือนกันเลยค่ะ ยืนกรานไม่ยอมพูดอะไรเลย” เถียนลี่พูดอย่างจนปัญญา
“ภรรยาของหลิวจื้อซินต้องรู้เห็นแน่นอน อย่างน้อยก็มีความผิดฐานให้ที่พักพิงผู้กระทำผิด หรือไม่ก็ให้การเท็จ” หลี่ฮุยวิเคราะห์
เจิงเผิงลุกขึ้นยืน “ฉันจะไปรายงานสถานการณ์กับหัวหน้าเจิ้ง ผู้บังคับบัญชาระดับสูงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ถึงแม้จะจับคนได้แล้ว พวกนายก็ห้ามประมาทเด็ดขาด”
“ครับ/ค่ะ”
…
บ่ายสามโมง ทีมเทคนิคก็นำผลตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอมาส่ง
ดีเอ็นเอของหลิวจื้อซินตรงกับเศษผิวหนังในซอกเล็บของซุนฉีเฟิงทุกประการ
หานปินและหลี่ฮุยจึงเรียกตัวหลิวจื้อซินมาสอบสวนอีกครั้ง
“หลิวจื้อซิน เมื่อคืนพักผ่อนเป็นยังไงบ้าง?”
“ก็ดีครับ”
“หวังว่าคืนนี้ นายก็จะยังนอนหลับได้นะ” หลี่ฮุยพ่นลมหายใจเย็นชา
“คุณตำรวจครับ คุณจับผมมาตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น นี่ก็จะครบ 24 ชั่วโมงแล้ว น่าจะปล่อยผมออกไปได้แล้วนะครับ” หลิวจื้อซินยิ้ม แล้วพูดต่อ “จะว่าไป ถึงร้านบะหมี่ของผมจะไม่ได้ดีอะไรมาก แต่พอไม่ได้เจอกันแค่วันเดียว ก็ชักจะคิดถึงขึ้นมาเหมือนกัน”
“หลิวจื้อซิน นายกับซุนฉีเฟิงเป็นอะไรกัน?”
“เมื่อวานผมก็บอกไปแล้วไงครับ ว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน”
“ความสัมพันธ์เป็นยังไง?”
“ก็พอใช้ได้ครับ เขามาที่ร้านบะหมี่ของผมบ้างเป็นครั้งคราว ก็คนบ้านเดียวกันทั้งนั้น ผมเลยคิดราคาถูกหน่อย”
“คืนวันที่ 23 กรกฎาคม นายได้เจอเขาไหม?” หานปินกล่าว
“ไม่ครับ”
“พวกนายสองคนมีความขัดแย้งอะไรกันหรือเปล่า”
“ไม่ครับ”
“เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันไหม?”
“ไม่ครับ”
“เคยต่อสู้กันไหม?”
“ไม่ครับ”
หานปินชี้ไปที่กล้องวิดีโอที่อยู่ข้าง ๆ “นี่กำลังบันทึกวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน นายคิดให้ดี ๆ ก่อนค่อยพูดนะ”
“ผมกับเขาไม่มีเรื่องทะเลาะกันครับ” หลิวจื้อซินยังคงปากแข็ง
หานปินลุกขึ้น เดินไปอยู่ข้าง ๆ หลิวจื้อซิน แล้วจับแขนของเขาขึ้นมา “รอยข่วนบนข้อมือขวาของนาย มาจากไหน?”
“อ๋อ นี่ภรรยาผมข่วนน่ะครับ” หลิวจื้อซินใช้มือซ้ายทำทีเป็นปัด ๆ ปิดบังไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ
“พวกเราพบศพของซุนฉีเฟิงแล้ว และได้สกัดเศษผิวหนังของผู้ต้องสงสัยจากในซอกเล็บของเขา จากการเปรียบเทียบทางเทคนิค มันตรงกับดีเอ็นเอของนายทุกประการ นายจะอธิบายว่ายังไง?” หานปินกล่าว
หลิวจื้อซินเผยสีหน้าตกใจออกมาก่อน จากนั้นก็รีบเก็บอาการอย่างรวดเร็ว “คุณไม่ต้องมาหลอกผมหรอก”
“หลอกนาย?” หานปินหัวเราะเย็นชา หยิบเอกสารฉบับหนึ่งจากบนโต๊ะ วางลงตรงหน้าหลิวจื้อซิน “นายดูเองสิ”
มือทั้งสองข้างของหลิวจื้อซินสั่นเล็กน้อย เขาหยิบเอกสารขึ้นมาอ่านรอบหนึ่ง “เขาเป็นลูกค้าที่ร้านบะหมี่ผม มาทานข้าวบ่อย ๆ อาจจะเผลอข่วนผมโดยไม่ได้ตั้งใจก็ได้ครับ”
“เศษผิวหนังในซอกเล็บน่ะ มันไม่ใช่แค่การข่วนธรรมดา ๆ แต่เกิดจากการต่อสู้กัน ผิวหนังถูกข่วนจนถลอก เหมือนกับรอยแผลบนข้อมือขวาของนายนั่นแหละ”
“อาจจะ... ผม...” หน้าผากของหลิวจื้อซิน เต็มไปด้วยเหงื่อ
หานปินทุบโต๊ะ พูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “เมื่อกี้นี้ฉันถามนายแล้ว นายบอกว่าระหว่างนายกับซุนฉีเฟิงไม่มีเรื่องขัดแย้ง ไม่มีเรื่องทะเลาะวิวาท ไม่มีการต่อสู้ แต่ผลตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์แล้วว่า นายกำลังโกหก”