- หน้าแรก
- ยอดนักสืบพลังอนาคต
- บทที่ 16 ร่องรอย
บทที่ 16 ร่องรอย
บทที่ 16 ร่องรอย
ในเวลานี้ ก็ปาเข้าไปสามทุ่มแล้ว
หลี่ฮุยอดไม่ได้ที่จะเปิดปากหาว “ง่วงจะตายอยู่แล้ว”
“นายบอกเองไม่ใช่เหรอว่าตัวเองเป็นพวกนกฮูกน่ะ? แค่นี้ก็ง่วงแล้วเหรอ?” หานปินยิ้ม ๆ
“พี่ปิน นายไม่รู้เหรอไงว่าตอนนี้ฉันเป็นคนป่วย คนป่วยก็ต้องการการพักผ่อนไม่ใช่หรือไง?” หลี่ฮุยพ่นลมหายใจ
“หลี่ฮุย คุณเป็นอะไรเหรอ เป็นอะไรร้ายแรงหรือเปล่า?” เถียนลี่ถามด้วยความห่วงใย
หลี่ฮุยเกาหัว “ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อย”
“แอ๊ด...” เสียงหนึ่งดังขึ้น ประตูห้องควบคุมกล้องวงจรปิดเปิดออก
เจิงเผิงเดินเข้ามาจากข้างนอก “ลำบากทุกคนกันแล้ว ดูสิว่าฉันซื้ออะไรมาให้พวกนาย”
“กาแฟ เฟรนช์ฟรายส์ แฮมเบอร์เกอร์” เถียนลี่เผยรอยยิ้มขมขื่น “หัวหน้าเจิง คืนนี้คุณกะจะไม่ให้พวกเรานอนเลยใช่ไหมคะ?”
“โธ่ถัง นี่ก็ช่วยไม่ได้เหมือนกัน คนร้ายในคดีนี้ไม่ได้ทิ้งเบาะแสไว้มากนัก ถ้าปล่อยเวลาให้ยืดเยื้อนานเกินไป ให้เขาเอาของกลางกับเครื่องมือที่ใช้ก่อเหตุไปทำลายทิ้ง ก็ยากที่จะปิดคดีได้ เพราะงั้นต้องรีบทำเวลาหน่อย”
“เฮ้อ กินของว่างมื้อดึกของหัวหน้าเจิงแล้ว คืนนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้หลับตาอีกเลย” หลี่ฮุยถอนหายใจ
“เลิกโอดครวญได้แล้ว คืนนี้ฉันจะตรวจสอบกับพวกนาย ถ้าพวกนายไม่นอน ฉันก็ไม่นอน”
“หัวหน้าเจิงครับ คุณไม่กลับบ้านแบบนี้ เดี๋ยวพี่สะใภ้ก็ต่อว่าเอาหรอก” หลี่ฮุยขยิบตา
“ไปเลยน่า ก็มีแต่นายนี่แหละที่พูดมาก” เจิงเผิงยิ้มพลางด่าประโยคหนึ่ง เดินไปที่ข้างจอภาพ
“เป็นยังไงบ้าง? เจอเบาะแสอะไรบ้างไหม?”
“ไม่ครับ/ไม่ค่ะ” หลี่ฮุยกับเถียนลี่ส่ายหน้า
“หานปิน แล้วนายล่ะ?”
หานปินกำลังครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา “ผมว่า ทิศทางการตรวจสอบของพวกเรา อาจจะมีอะไรตกหล่นไปครับ”
“ตกหล่นอะไร?”
“พวกเราตรวจสอบแค่กล้องวงจรปิดในเส้นทางหลบหนีของคนร้าย ถ้าคนร้ายยังไม่ได้หนีไป ยังอยู่ในโรงพยาบาลล่ะครับ?”
“ไม่หรอกมั้ง ตำรวจก็มากันหมดแล้ว เรื่องใหญ่โตขนาดนี้ เขาจะไม่หนีได้ยังไงกัน” เถียนลี่อุทานอย่างประหลาดใจ
“ฉันก็ว่าไม่น่าเป็นไปได้เหมือนกัน เขาไม่รีบหนี จะโง่อยู่ในโรงพยาบาลให้โดนจับหรือไง” หลี่ฮุยกินแฮมเบอร์เกอร์ไปคำหนึ่ง พูดจาอู้อี้เล็กน้อย
“สถานที่ที่อันตรายที่สุด ก็คือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด และตอนนี้ พวกเราก็ดันไม่ได้ตรวจสอบภายในโรงพยาบาลพอดี” หานปินวิเคราะห์
เจิงเผิงล้วงบุหรี่ออกจากกระเป๋า เอามาไว้ใต้จมูกแล้วสูดกลิ่น “ตำรวจท้องที่คอยตรวจสอบอยู่ในลานของโรงพยาบาลตลอด ไม่พบคนน่าสงสัยเลย”
หานปินถือแผนผังโรงพยาบาล ตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง “คนร้ายจะออกมาจากทางบันได แล้วเข้าไปในตึกของโรงพยาบาลหรือเปล่าครับ”
“ในตึกของโรงพยาบาลมีกล้องวงจรปิดเต็มไปหมด การเข้าไปในตึกก็เท่ากับทิ้งหลักฐานไว้ ถึงตอนนี้จะยังไม่ตรวจสอบ ต่อไปในอนาคตถ้าตรวจสอบเจอ คนร้ายก็หนีไม่พ้นความสงสัยอยู่ดีค่ะ” เถียนลี่กล่าว
“ถ้าคนร้ายใช้เหตุผลที่ฟังดูดีในการเข้าไปในตึกล่ะครับ?” หานปินย้อนถาม
“หานปินพูดมีเหตุผล ถ้าคนร้ายก่อเหตุเสร็จ แล้วใช้เหตุผลที่ฟังดูดีเข้าไปในตึกผู้ป่วยนอก รอจนการตรวจสอบหละหลวมลง แล้วค่อยออกจากโรงพยาบาลไปทำลายเครื่องมือที่ใช้ก่อเหตุ จัดการของกลาง ต่อให้พวกเราตรวจสอบเจอในกล้องวงจรปิด ก็ไม่มีหลักฐานเอาผิดได้อยู่ดี” เจิงผิงกล่าว
“ถ้าความคิดของหานปินถูกต้อง จะเป็นไปได้ไหมว่าเป็นหมอที่ก่อเหตุ?” หลี่ฮุยคาดเดาอย่างกล้า ๆ
เจิงเผิงขมวดคิ้ว “ตรวจสอบกล้องวงจรปิดทางเข้าตึกของโรงพยาบาล”
“ตึกโรงพยาบาลมีทางเข้าทั้งหมดสามทาง คือประตูหน้า ประตูหลัง แล้วก็ทางบันได ประตูหน้ากับประตูหลังมีกล้องวงจรปิด ทางบันไดไม่มีกล้อง แต่บันไดที่เชื่อมกับทางเดินทุกชั้นมีกล้องวงจรปิด ตรวจสอบไปแล้วครับ” หลี่ฮุยกล่าว
“งั้นก็ตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่ประตูหน้ากับประตูหลังของตึกผู้ป่วยนอก”
สี่คนแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม เริ่มตรวจสอบบุคคลที่เข้าไปในตึกผู้ป่วยนอก ในช่วงเวลาที่สอดคล้องกับการก่อเหตุ
ขอแค่ในช่วงเวลานี้ มีคนสะพายกระเป๋าหรือลากกระเป๋าเดินทางเข้าไปในตึกโรงพยาบาล ก็จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มเป้าหมายที่ต้องตรวจสอบ ถ้าอีกฝ่ายเพิ่งจะเข้ามาจากประตูใหญ่ของโรงพยาบาล ถูกกล้องวงจรปิดที่ประตูใหญ่ถ่ายไว้ได้ ไม่มีเวลาพอให้วิ่งไปที่ก่อเหตุ ก็จะไม่มีความน่าสงสัย
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เถียนลี่ก็ลุกขึ้นกล่าว “หัวหน้าเจิงคะ พบคนน่าสงสัยคนหนึ่งค่ะ”
“ไหน?”
เถียนลี่ชี้ไปที่จอภาพ “คุณดูผู้ชายคนนี้สิคะ สี่โมงยี่สิบนาที ถือถุงผ้าสานใบหนึ่งเข้าไปในตึกของโรงพยาบาล”
หานปินชำเลืองมอง “รูปร่างของผู้ชายคนนี้ คล้ายกับคนร้ายอยู่เหมือนกันนะครับ”
“คนคนนี้มาจากไหน?”
เถียนลี่กรอวิดีโอกลับ “ฉันพบว่าตอนบ่ายสามโมงครึ่ง เขาเดินออกมาจากตึกโรงพยาบาล ในมือก็ถือถุงผ้าสานใบหนึ่งเหมือนกัน จากนั้น ก็ไม่ปรากฏในกล้องอีกเลยค่ะ”
“พูดอีกอย่างก็คือ ช่วงบ่ายสามโมงครึ่งถึงสี่โมงยี่สิบนาที เขาไม่ได้อยู่ในระยะของกล้องวงจรปิดงั้นเหรอ?” เจิงผิงกล่าว
“ถูกต้องค่ะ”
“เถียนลี่ ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?” หานปินถาม
“เขาใช้ลิฟต์ขึ้นไปชั้นแปด เข้าไปในห้องพัก 805 แล้วก็ไม่ออกมาอีกเลยค่ะ”
เจิงผิงลุกขึ้น “ยังรออะไรอยู่ ปฏิบัติการ”
...
ภายในห้องพักผู้ป่วย 805
นี่เป็นห้องพักผู้ป่วยที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก วางเตียงไว้หกเตียง ตำแหน่งริมหน้าต่างมีหญิงชราคนหนึ่งนอนอยู่ ข้างเตียงมีผู้ชายหนึ่งคนและผู้หญิงหนึ่งคนนั่งอยู่
หญิงชรามองดูนาฬิกาบนผนัง “หวังเจี๋ย นี่ก็ดึกแล้ว ลูกกลับบ้านไปเถอะ”
“คุณกลับไปเถอะ ให้ฉันอยู่เฝ้าแม่เอง” ผู้หญิงที่อยู่ข้าง ๆ พูดขึ้น
หวังเจี๋ยเดินไปที่ข้างหน้าต่าง มองออกไปที่ลานด้านนอกแวบหนึ่ง แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เสี่ยวฟาง เสื้อผ้าที่ใส่แล้วของแม่กับของเธออยู่ไหน เดี๋ยวฉันเอากลับไปซักให้ พรุ่งนี้ค่อยเอามาให้”
ผู้หญิงที่ถูกเรียกว่าเสี่ยวฟางหยิบเสื้อผ้าสองสามชิ้นที่เก็บจากในตู้ แล้วส่งให้หวังเจี๋ย
หวังเจี๋ยรับมา ใส่ลงไปในถุงผ้าสานที่อยู่ข้าง ๆ
เสี่ยวฟางชำเลืองมอง “คุณเอาถุงใหญ่ขนาดนี้มาทำไม?”
“ฉันยังมีงานต้องทำอีกหน่อย ตอนกลางคืนจะเอากลับไปทำ”
“เดี๋ยวฉันไปส่งคุณนะ” เสี่ยวฟางก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
“แม่ครับ แม่พักผ่อนเถอะครับ ผมไปก่อนนะ” หวังเจี๋ยพูดทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง แล้วก็เดินออกจากห้องพักผู้ป่วยไป
พอถึงหน้าประตูห้องพักผู้ป่วย เสี่ยวฟางก็ดึงหวังเจี๋ยไว้ “มะรืนนี้ แม่ฉันก็จะผ่าตัดแล้ว คุณหาเงินได้เท่าไหร่?”
“ฉันเอามาหนึ่งแสน พอไหม” หวังเจี๋ยพูดอย่างมั่นใจ
“อย่ามาล้อเล่นน่า คุณจะไปเอาเงินเยอะขนาดนั้นมาจากไหน ฉันพูดจริงจังนะ” เสี่ยวฟางถอนหายใจ
“เสี่ยวฟาง เรื่องเงินเธอไม่ต้องห่วง ต่อให้ฉันต้องไปยืม ก็จะช่วยแม่รักษาเหมือนกัน”
“หวังเจี๋ย ขอบคุณนะ” เสี่ยวฟางรู้สึกซาบซึ้งเล็กน้อย
“พูดอะไรแบบนั้น แม่เธอก็เหมือนแม่ฉันนั่นแหละ” หวังเจี๋ยยื่นมือไป ลูบหน้าของเสี่ยวฟางเบา ๆ
“คุณรีบกลับไปเถอะ ทำงานให้น้อยลงหน่อย อย่าหักโหมเกินไปนะ” เสี่ยวฟางกำชับ
“อื้ม พรุ่งนี้เช้าฉันจะต้มข้าวต้มลูกเดือย พร้อมเอาซาลาเปากับไข่ต้มชามาให้พวกเธอ” หวังเจี๋ยรับคำ “เธอเข้าไปเถอะ มีเตียงพับอยู่ ตอนกลางคืนเธอก็นอนพักบ้าง อย่าฝืนโต้รุ่งตลอด”
“อื้ม” เสี่ยวฟางพยักหน้า
หวังเจี๋ยหันหลัง กำลังจะเดินไปที่ลิฟต์ ก็พบว่ามีผู้ชายสองคนเดินเรียงแถวเข้ามา สายตาดูเหมือนกำลังจ้องมองมาที่เขา
หวังเจี๋ยหันกลับไปด้านหลัง พบว่าด้านหลังก็มีผู้ชายหนึ่งคนและผู้หญิงหนึ่งคนเดินมา ขวางทางด้านหลังไว้เหมือนกัน
หวังเจี๋ยกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง ฝืนเค้นรอยยิ้มออกมา “เสี่ยวฟาง เข้าไปเถอะ”
“ฉันขอมองคุณไปก่อน แล้วค่อยเข้าไป”
หวังเจี๋ยผลักเบา ๆ “เข้าไปเถอะน่า เชื่อฟังหน่อย”
พอเห็นสีหน้าสามีดูไม่ค่อยดี เสี่ยวฟางก็ถามต่อ “เป็นอะไรไปเหรอ?”
“ไม่มีอะไรหรอก แม่ต้องมีคนคอยอยู่ดูแลตลอด เข้าไปเถอะ” หวังเจี๋ยเร่งเร้าอีกครั้ง
“อ้อ” เสี่ยวฟางรับคำ แล้วก็เดินเข้าไปในห้องพักผู้ป่วย
และในจังหวะนั้นเอง คนทั้งสี่ของหานปินก็ยืนขวางทางหวังเจี๋ยไว้ ทั้งด้านหน้าสองคนและด้านหลังสองคน