- หน้าแรก
- ยอดนักสืบพลังอนาคต
- บทที่ 5 การวิเคราะห์การแสดงออกทางสีหน้า
บทที่ 5 การวิเคราะห์การแสดงออกทางสีหน้า
บทที่ 5 การวิเคราะห์การแสดงออกทางสีหน้า
สวนสาธารณะใจกลางเมือง
ตอนที่หานปินมาถึงที่เกิดเหตุ รอบ ๆ ก็ถูกกั้นด้วยเทปเหลืองแล้ว
ข้างนอกมีคนที่มาออกกำลังกายตอนเช้าจำนวนไม่น้อยกำลังยืนมุงดูอยู่
เจิงผิง หลี่ฮุย และจ้าวหมิง มาถึงที่เกิดเหตุแล้ว
หานปินสังเกตการณ์รอบ ๆ พลางพูดว่า “หัวหน้าเจิง สถานการณ์ที่เกิดเหตุเป็นยังไงบ้างครับ?”
“เหยื่อชื่อเจิ้งเหวิน อายุ 31 ปี อาชีพครู เมื่อคืนนี้ประมาณสองทุ่มครึ่ง ตอนที่กำลังวิ่งออกกำลังกายตอนกลางคืนในสวนสาธารณะ ก็ถูกคนร้ายทำให้สลบจากด้านหลังแล้วก็ล่วงละเมิด”
“คือตรงจุดนี้เลยเหรอครับ?” หานปินชี้ไปที่ตำแหน่งที่ทำเครื่องหมายไว้
เจิงผิงพยักหน้า “เธอถูกลากไปที่ทางเดินเล็ก ๆ ข้างพุ่มไม้ หลังจากนั้นก็ถูกล่วงละเมิด ฟื้นได้สติตอนตีสี่กว่า ๆ ก็เลยโทรแจ้งตำรวจ”
“อาการของเหยื่อเป็นยังไงบ้างครับ?”
“ไม่เป็นอะไรมาก ฉันให้เถียนลี่พาเธอกลับไปที่กรมแล้ว”
“เธอเห็นหน้าผู้ต้องสงสัยไหมครับ?”
“ตอนนั้นผู้ต้องสงสัยน่าจะซ่อนตัวอยู่ข้างพุ่มไม้ รอจนเธอวิ่งผ่านไป แล้วค่อยเข้ามาควบคุมตัวจากด้านหลังพร้อมทำให้สลบ เธอไม่เห็นหน้าตาของผู้ต้องสงสัย”
หานปินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง: “ไม่ได้ยินเสียงอะไรผิดปกติเลยเหรอครับ?”
“ตอนที่เธอวิ่ง เธอใส่หูฟังฟังเพลงไปด้วย”
“ผู้ต้องสงสัยทิ้งหลักฐานอะไรไว้บ้างไหมครับ?”
“ที่ต้นขาของเหยื่อ พบสารพันธุกรรมสีขาวกับเส้นขนปริศนาสองเส้น ถูกส่งไปตรวจพิสูจน์แล้ว” เจิงผิงกล่าว
“งี้ก็ครบแล้วสิ” หลี่ฮุยผายมือ
“ถ้าเทียบเจอในฐานข้อมูล DNA ได้ก็ดีที่สุด ถ้าเทียบไม่เจอก็ยังต้องหาเบาะแสอื่นอยู่ดี” เจิงผิงสั่ง “หลี่ฮุย นายไปสอบถามพนักงานของสวนสาธารณะกับชาวบ้านที่มาออกกำลังกายตอนเช้า”
“จ้าวหมิง นายไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดแถว ๆ นี้ ดูว่ามีบุคคลน่าสงสัยบ้างไหม”
“หานปิน นายตรวจสอบที่เกิดเหตุ ดูว่ามีเบาะแสใหม่อะไรหรือเปล่า”
“ครับ” ทุกคนขานรับ
...
ทุกคนแยกย้ายกันปฏิบัติหน้าที่ ยุ่งกันอยู่ครึ่งเช้า
บ่ายสองโมง กลับมาประชุมที่สำนักงานในกรมตำรวจ
เจิงผิงนั่งบนโต๊ะ “ว่ามาเลย ได้อะไรกันมาบ้าง”
“ทางฝั่งเหยื่อ สิ่งที่ควรถามก็ถามหมดแล้วค่ะ แต่อารมณ์ยังไม่ค่อยคงที่เท่าไหร่ ฉันเลยให้เธอพักผ่อนอยู่ที่ห้องรับรอง” เถียนลี่กล่าว
“ที่เกิดเหตุไม่พบรอยเท้าที่ชัดเจน รอบ ๆ สวนสาธารณะก็ไม่พบร่องรอยการปีนป่ายที่ชัดเจนครับ” หานปินไม่พบเบาะแสอะไร
“แล้วด้านกล้องวงจรปิดล่ะ?”
“ประตูหน้ากับประตูหลังของสวนสาธารณะมีกล้องวงจรปิดหมดครับ แต่คนเข้าออกมีไม่น้อย การจะตรวจสอบทีละคนเป็นเรื่องยากมาก ผมคัดลอกไฟล์กล้องวงจรปิดมาแล้ว เปิดดูได้ตลอดเวลาครับ” จ้าวหมิงโบกฮาร์ดดิสก์ในมือไปมา
“หลี่ฮุย ทางนายเป็นไงบ้าง?”
“หัวหน้าเจิง พนักงานของสวนสาธารณะพอตกกลางคืน ส่วนใหญ่ก็เลิกงานกันหมดแล้ว เหลือแค่คนเฝ้าประตูสองคน พวกเขาไม่พบอะไรผิดปกติเลยครับ” หลี่ฮุยกล่าว
“แล้วชาวบ้านที่มาออกกำลังกายตอนเช้าล่ะ มีเบาะแสอะไรไหม?”
“คนที่มาออกกำลังกายตอนเช้ากับคนที่มาวิ่งตอนกลางคืน เป็นคนละกลุ่มกันเลยครับ” หลี่ฮุยยิ้มเจื่อน ๆ
“งั้นก็หมายความว่า คดีนี้ไม่มีเบาะแสใหม่อะไรเลยน่ะสิ” เจิงผิงขมวดคิ้ว หยิบบุหรี่ยี่ห้ออวี้ซีออกมาซองหนึ่ง แจกจ่ายให้ทุกคน
หานปินจุดบุหรี่และสูดเข้าไป “ทางฝ่ายตรวจพิสูจน์หลักฐานมีข่าวอะไรไหมครับ? ถ้าผลตรวจเทียบ DNA ออกมาแล้ว ก็จะได้ไม่ต้องเสียเวลาวุ่นวายกัน”
“เถียนลี่ เธอไปถามที่ห้องตรวจพิสูจน์หลักฐานหน่อย”
...
ไม่นาน เถียนลี่ก็กลับมา ด้านหลังเธอมีชายสวมแว่นในชุดกาวน์สีขาวเดินตามมาด้วย
“โห นายแว่น หายากนะเนี่ย ในที่สุดก็ยอมออกมาจากห้องแล็บแล้วเหรอ” เจิงผิงหัวเราะ
ชายคนนั้นใช้นิ้วดันแว่น “หัวหน้าเจิง ผมอุตส่าห์ตั้งใจจะมารายงานความคืบหน้าคดีให้คุณฟังนะ ถ้าคุณยังพูดแบบนี้ ผมกลับแล้วนะ”
“กลับมาก่อนน่า แค่ล้อเล่นน่ะ”
ชายที่ถูกเรียกว่านายแว่น มีชื่อว่าหลู่เหวิน เป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคของห้องตรวจพิสูจน์หลักฐาน และยังเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในกรมตำรวจที่สายตาสั้น
“หลักฐานที่ผู้ต้องสงสัยทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุมีไม่มาก เก็บได้แค่สารพันธุกรรมสีขาวกับเส้นขนสองเส้น ตอนนี้สกัดตัวอย่างสารพันธุกรรมส่งไปเทียบในฐานข้อมูล DNA แล้ว”
หานปินเคาะขี้บุหรี่ “เหยื่อถูกทำให้สลบได้ยังไงครับ?”
“อีเทอร์(1)”
เจิงผิงขมวดคิ้ว “อีเทอร์เป็นสารควบคุม เขาไปหามาจากไหน?”
“นั่นมันก็เป็นงานของพวกคุณแล้วล่ะ” หลู่เหวินยักไหล่
แสดงท่าทีเหมือนไม่เกี่ยวกับตัวเอง
“เก็บลายนิ้วมือที่ใช้การได้ของผู้ต้องสงสัยไม่ได้เลยเหรอครับ?” หานปินถาม
“ไม่ได้เลย”
“ฉันถามเหยื่อแล้วค่ะ เธอบอกว่าตอนที่ถูกทำให้สลบ รู้สึกเหมือนผู้ต้องสงสัยจะสวมถุงมืออยู่ ส่วนเรื่องหลังจากนั้น เธอก็ไม่รู้เรื่องแล้ว” เถียนลี่กล่าว
เจิงผิงยื่นบุหรี่ให้หลู่เหวินมวนหนึ่ง “ผลตรวจเทียบ DNA คาดว่าจะออกเมื่อไหร่?”
“อันนี้บอกยาก ต้องดูดวงด้วยเหมือนกัน เผลอ ๆ อาจจะเทียบไม่สำเร็จเลยก็ได้” หลู่เหวินปฏิเสธบุหรี่ “ขอบคุณครับ แต่ผมเลิกแล้ว”
“ถ้ามีข่าวอะไรคืบหน้า รีบแจ้งฉันทันทีนะ” เจิงผิงกล่าว
“ได้ครับ” หลู่เหวินรับคำ แล้วก็เดินออกจากสำนักงานทีม 2 ไป
เจิงผิงขยี้ก้นบุหรี่ “ความคืบหน้ากับเบาะแสของคดี ทุกคนก็รู้กันหมดแล้ว ใครมีความคิดอะไรก็พูดออกมาได้เลย”
“อีเทอร์เป็นของต้องห้าม ร้านยาทั่วไปหาซื้อไม่ได้ เราสามารถใช้แหล่งที่มาของอีเทอร์เป็นแนวทางในการสืบสวนได้ค่ะ” เถียนลี่เสนอ
จ้าวหมิงพูดต่อ “เราสามารถตรวจสอบกล้องวงจรปิดต่อไปได้ คนที่ปรากฏตัวในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ หรือคนที่มีเงื่อนไขตรงกับการก่อเหตุ ก็ถือว่าน่าสงสัยทั้งหมดครับ”
“ไปสอบถามชาวบ้านที่มาออกกำลังกายตอนกลางคืน ดูว่ามีคนเห็นเหตุการณ์หรือมีเบาะแสใหม่อะไรไหม” หลี่ฮุยเสริม
เจิงผิงพยักหน้า “สรุปได้ดี แนวทางการสืบสวนในตอนนี้ก็เริ่มจากสามจุดนี้แหละ ถ้าไม่มีปัญหาอะไร พวกเราก็มาแบ่งงานกัน”
“ให้มันได้อย่างนี้สิ ที่แท้ก็รอพวกเราอยู่ตรงนี้นี่เอง” หลี่ฮุยยิ้มเจื่อน ๆ
“เส้นสายเรื่องแหล่งที่มาของอีเทอร์ ฉันจะไปสืบด้วยตัวเอง” เจิงผิงกวาดตามองทุกคน “ส่วนพวกเธอสี่คน ตอนกลางวันให้ดูกล้องวงจรปิด ตอนกลางคืนไปสำรวจที่สวนสาธารณะ แล้วก็สอบถามชาวบ้าน”
หลี่ฮุยขมวดคิ้ว “ปริมาณงานแบบนี้มันเยอะมากเลยนะครับ จะให้ตรวจสอบยังไงล่ะ?”
“เวลาเกิดเหตุคือเมื่อคืนประมาณสองทุ่มครึ่ง ผู้ชายทุกคนที่ออกจากสวนสาธารณะหลังจากเวลานั้น ถือว่ามีแรงจูงใจในการก่อเหตุทั้งสิ้น ต้องจัดเป็นเป้าหมายในการตรวจสอบทั้งหมด” เจิงผิงกล่าว
“หัวหน้าเจิง ผมอยากคุยกับเหยื่อดูหน่อย เผื่อว่าจะมีเบาะแสอะไรเพิ่มเติมครับ” หานปินกล่าว
“ได้สิ”
เจิงผิงกำชับหนึ่งประโยค “อารมณ์ของเหยื่อยังไม่คงที่ ให้เถียนลี่เข้าไปด้วย”
“ครับ”
...
ห้องรับรองของกรมตำรวจสาขาชิงเต่า
“แอ๊ด...” เสียงประตูเปิดออก
เถียนลี่และหานปินเดินเข้าไปในห้องรับรอง
บนโซฟามีผู้หญิงท่าทางมีความรู้คนหนึ่งนั่งอยู่ หน้าตาสะสวย รูปร่างสมส่วน บนใบหน้ายังมีคราบน้ำตาหลงเหลืออยู่
“คุณครูเจิ้งคะ”
เจิ้งเหวินเงยหน้าขึ้น มองเถียนลี่และหานปิน พยักหน้าเล็กน้อย
“คุณครูเจิ้งคะ นี่คือตำรวจหานจากทีมสืบสวนอาชญากรรม เขาอยากจะถามคำถามคุณสักหน่อยค่ะ” เถียนลี่ช่วยแนะนำ
“คำถามอะไรเหรอคะ?”
หานปินนั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้าม “คุณครูเจิ้ง คุณไปออกกำลังกายที่สวนสาธารณะกลางเมืองเป็นประจำหรือเปล่าครับ?”
“ค่ะ”
“ปกติคุณไปคนเดียว หรือว่าไปกับเพื่อนครับ?”
“ไม่แน่นอนค่ะ”
“ตอนที่คุณไปวิ่งตอนกลางคืนเมื่อก่อนหน้านี้ เคยรู้สึกว่ามีคนสะกดรอยตามหรือแอบมองบ้างไหมครับ?”
“ไม่ค่ะ”
หานปินถามต่อ “คุณลองนึกดูดี ๆ อีกทีสิครับ ว่ายังมีเบาะแสอื่นอีกไหม?”
“ไม่มีค่ะ ไม่มีเบาะแสอื่นแล้ว” เจิ้งเหวินส่ายหน้า
จากการวิเคราะห์การแสดงออกทางสีหน้า การตอบคำถามซ้ำ ๆ อย่างแข็งทื่อ เป็นลักษณะของการโกหกที่เห็นได้ชัด
หานปินขมวดคิ้ว ถ้าเหยื่อปิดบังเบาะแส มันจะเป็นผลเสียต่อการสืบสวนมาก
“คุณครูเจิ้ง คุณยังมีเบาะแสใหม่ที่ยังไม่ได้บอกตำรวจอีกใช่ไหมครับ?”
“ฉันบอกตำรวจไปหมดแล้วเท่าที่ฉันรู้” เจิ้งเหวินเอนตัวไปข้างหลังเล็กน้อย สองมือยกขึ้นกอดอก
นี่เป็นท่าทีการป้องกันตัวและต่อต้านตามแบบฉบับ หานปินยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าเจิ้งเหวินกำลังปิดบังเบาะแสอยู่
“ผมรู้ว่าเรื่องนี้มันทำร้ายจิตใจคุณมาก คุณอาจจะไม่อยากนึกถึงมันอีก แต่ถ้าคุณปิดบังเบาะแส เราก็จะจับผู้ต้องสงสัยไม่ได้ แล้วเขาก็จะไปทำร้ายคนอื่นอีก”
เจิ้งเหวินหลับตาลง สีหน้าเปลี่ยนไปมา “เขาขโมยชุดชั้นในของฉันไปค่ะ”
……….……….……….……….
(1)อีเทอร์ (Ether) สารเคมีระเหยง่ายชนิดหนึ่ง ในอดีตนิยมใช้เป็นยาสลบ ปัจจุบันถูกจัดเป็นสารควบคุมอันตราย