- หน้าแรก
- ย้อนเวลามาครั้งนี้ ผมมีระบบสร้างไอเทมจากของเก่า
- บทที่ 220 - JF-12
บทที่ 220 - JF-12
บทที่ 220 - JF-12
บทที่ 220 - JF-12
☆☆☆☆☆
โครงการตั้งอยู่ในเขตชางผิง ถือเป็นชานเมืองของจิงเป่ย แต่อยู่ฝั่งที่ใกล้ตัวเมือง ไม่ไกลจากเขตไห่เตี้ยนที่บ้านลู่ซือเหวินอยู่นัก
สุดท้ายไจ๋ต๋าก็ยอมรับข้อเสนอของลู่ซือเหวิน เพราะครั้งนี้อยู่นาน พักโรงแรมตลอดคงไม่สะดวก ต่อให้เขาจะออกเงินไปนอนโรงแรมดีๆ เองก็เถอะ
จริงๆ นะ ก็เพราะเหตุผลนี้นั่นแหละ!
แต่ตอนนี้พวกเขาต้องไปกินข้าวก่อน
หวงข่ายขับรถโฟล์คสวาเกน ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือขับรถเงียบๆ ส่วนไจ๋ต๋ากับลู่ซือเหวินนั่งเบาะหลัง
ทางด่วนสนามบินทิวทัศน์ไม่ค่อยมีอะไร แต่ไจ๋ต๋าก็ยังมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง
เมืองนี้ชาติที่แล้วเขาเคยมาแค่ครั้งเดียว ตอนอายุประมาณยี่สิบสาม เพิ่งทำงานได้ไม่นาน ดิ้นรนอยู่ในบริษัทโฆษณา ผู้จัดการรับงานมางานหนึ่ง เป็นซัพพลายเออร์ช่วงของบริษัทโฆษณา 4A ที่รับงานจากบริษัทประกันยักษ์ใหญ่... เป็นช่วงของช่วงของช่วงอีกที
ตอนนั้นมาถึงชั้นพวกเขา งบเหลือแค่ 1 ล้าน กำไร 15% ผู้จัดการเห็นว่างานหิน เลยจะมาจิงเป่ยเพื่อแย่งงานจากต้นน้ำ
ผลคือมารู้ทีหลังว่า งบทั้งโครงการคือ 15 ล้าน ผ่านการกินหัวคิวมาสี่ชั้นถึงตกมาถึงพวกเขา แถมต้องทำงาน 80% ของทั้งหมด
สุดท้ายแย่งงานไม่ได้ แถมยังทำลายกฎวงการ ผู้จัดการโดนบีบให้ออกในเดือนถัดมา
จริงๆ ผู้จัดการคนนั้นนิสัยดีมาก สอนไจ๋ต๋าหลายอย่าง
หลังจากนั้นไจ๋ต๋าก็ไม่เคยมาจิงเป่ยอีกเลย
จู่ๆ เขาก็คิดได้ว่า ในฐานะผู้เกิดใหม่ วันหนึ่งเขาคงจะทับรอยเท้าเดิมทั้งหมด มาเยือนที่เก่าซ้ำๆ แต่ผู้คนเปลี่ยนไป
ระหว่างรำลึกความหลัง นิ้วมือของไจ๋ต๋ากระดิกเบาๆ ถ้าเป็นลู่เวยอยู่ข้างๆ น้องขอนไม้จะจับสังเกตอารมณ์เขาได้ทันที แล้วยื่นมือน้อยๆ มาถามไถ่ว่าสบายดีไหม
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ ไจ๋ต๋าเพิ่งนึกได้ว่าคนข้างๆ คือลู่ซือเหวิน พอมองไป หญิงสาวกำลังนั่งเกร็ง สองมือหนีบไว้ระหว่างขาเรียวยาว
เธอหนาว
รถคันนี้แอร์ไม่เย็น หรือไม่ก็มีลมรั่ว
เพราะมีคนนอกอยู่ด้วย ตลอดทางไจ๋ต๋ากับลู่ซือเหวินเลยไม่ค่อยได้คุยกัน รวมถึงตอนกินข้าวด้วย
หลังอาหารหวงข่ายไปส่งไจ๋ต๋าที่คอนโด "บ้าน" ของลู่ซือเหวินตามที่อยู่ ตั้งอยู่ในทำเลทองเขตไห่เตี้ยน ห่างจาก ม.ปักกิ่ง แค่สองแยก ชั้นสูงมองเห็นพระราชวังฤดูร้อนอี๋เหอหยวนได้
ตอนรถขับเข้าหมู่บ้าน หวงข่ายอุทานในใจ "โห"
เพื่อนมัธยมคนนี้รวยจัด?!
ปี 08 ราคาบ้านเฉลี่ยในจิงเป่ยประมาณหมื่นสาม ในยุคหลังถือว่าถูกเหมือนผักกาด แต่ตอนนี้คนก็เริ่มบ่นว่า "ฟองสบู่ อสังหาฯ ร้อนแรงเกินไป" แล้ว ราคาของคอนโดตรงหน้านี้ต้องแพงกว่าค่าเฉลี่ยหลายเท่าตัวแน่
ไจ๋ต๋ามองไปรอบๆ นึกถึงเรื่องที่เคยพูดว่าจะซื้อบ้านที่จิงเป่ยหรือฮู่ซ่าง
ไม่ต้องคิดว่าจะมาอยู่ไหม คนธรรมดาหลายคนพลาด "โอกาสเปลี่ยนชีวิต" รอบนี้ไป เพราะติดกับดักความคิดว่าบ้านต้องเอาไว้ "อยู่" เป็นอันดับแรก
อสังหาริมทรัพย์ คำว่าทรัพย์สินมาก่อนอาศัย รถไฟความเร็วสูงแห่งยุคสมัยวิ่งผ่านหน้า ถามว่าจะขึ้นไหม ดันไปถามว่าข้าวกล่องราคา 25 หรือ 40
ขึ้นไปก่อนค่อยว่ากัน!
ตอนนี้ราคาขึ้นทุกปี แถมเมืองใหญ่จะเริ่มจำกัดการซื้อ
ตอนเปิดเทอมเขาเอาเงินไปฮาร์บิน 2.08 ล้าน นอกจากลงทุน "เยว่ต๋า แคเทอริ่ง" 5 แสน ซื้อ [รถเก้าวิญญาณหวนคืน] + ค่าดำเนินการ 1 แสน ก็แทบไม่มีรายจ่ายก้อนใหญ่อื่นๆ ในทางกลับกันได้ค่าลิขสิทธิ์มาสองก้อน ส่วนแบ่งจากซิงลั่งอีกสามก้อน ตอนนี้มีเงินสดในมือประมาณ 2.8 ล้านกว่า
ตีซะว่า 3 ล้าน
ถ้าดาวน์ไม่ซื้อสด ก็จองได้สักที่สองที่ในจิงเป่ยหรือฮู่ซ่างแล้ว การกู้เงินยิ่งเร็วยิ่งคุ้ม...
ครั้งนี้มาจิงเป่ยนาน ต้องลองดูสักหน่อย...
หวงข่ายส่งคนเสร็จยังไม่กลับ แสดงบทบาทเครื่องมือจนนาทีสุดท้าย ขับรถลงไปจอดในชั้นใต้ดิน จอดข้างรถของลู่ซือเหวิน
รถแลนด์โรเวอร์ เรนจ์โรเวอร์ (Range Rover)
ไจ๋ต๋ามองรถออฟโรดหรูที่ฝุ่นจับเขรอะ พูดไม่ออก "เธอขับคันนี้? พ่อเธอคิดอะไรอยู่เนี่ย?"
ลู่ซือเหวินยิ้มเขิน "จริงๆ ไม่เคยขับเลย... พ่อแค่ทิ้งรถไว้คันหนึ่งที่จิงเป่ย เผื่อแกมาจะขับเอง"
โอเค สมเหตุสมผล
เขานึกว่าลู่เจ๋อเทากลัวลูกสาวขับรถชน เลยเลือกรถถังมาให้
ไจ๋ต๋าเปิดฝากระโปรงหน้า ใช้รถโฟล์คของหวงข่ายจัมพ์แบต ให้เรนจ์โรเวอร์ที่นอนตายกลับมาสตาร์ทติด เรื่องเครื่องยนต์กลไกเขาเชี่ยวชาญอยู่แล้ว ยิ่งช่วงนี้อ่านหนังสือแต่งรถมาด้วย
จากนั้นหวงข่ายก็ขอตัวกลับ นัดแนะกำหนดการวันพรุ่งนี้กับไจ๋ต๋า ไจ๋ต๋าจะขับรถไปรายงานตัวที่ฐานเอง
ในลานจอดรถเหลือแค่ไจ๋ต๋ากับลู่ซือเหวินสองคน
ไจ๋ต๋ากำลังลังเลว่าจะพูดอะไร สาวน้อยแสนฉลาดก็พูดขึ้นก่อน "ฉันไม่ขึ้นไปนะ นี่กุญแจรถกับกุญแจห้อง"
วางของสองอย่างลงบนมือไจ๋ต๋า แล้วลู่ซือเหวินก็ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
เธอไม่มีความคิดแปลกๆ อย่าง "พาขึ้นไปดูห้องแล้วแกล้งไม่ยอมกลับ" หรือ "รอจนหอพักปิดแล้วแกล้งไม่ยอมกลับ"
ม.ปักกิ่งเทอมเดียว ยังไม่ทำให้สาวน้อยผู้บริสุทธิ์คนนี้เปลี่ยนไป
เธอให้ไจ๋ต๋าพักที่บ้านด้วยใจจริงเพื่อให้เขา "สะดวก" และ "สบาย" ดังนั้นก็ไม่ควรทำให้ไจ๋ต๋ารู้สึก "ไม่สะดวก"
ทำเอาไจ๋ต๋าเกรงใจไปเลย
"เธอไปเลยเหรอ? เหมือนฉันมาหลอกกินหลอกอยู่ฟรีเลยนะ"
ลู่ซือเหวินเอียงคอ ผมสั้นเคลียไหล่ ดวงตากลมโตฉายแววจริงจัง "ฉันเป็นคนเชิญเธอมาเองนะ พูดแบบนี้ได้ไง! อีกอย่างเราเป็นพาร์ทเนอร์กันลืมแล้วเหรอ? ไปเถอะๆ เดี๋ยวหอพักปิด! รีบขึ้นไปพักผ่อนเถอะ! แค่สองแยกเอง!"
ลู่ซือเหวินดันหลังไจ๋ต๋าไปที่ลิฟต์ แรงไม่เยอะแต่หนักแน่น
ส่งไจ๋ต๋าเข้าลิฟต์ แล้วกดปุ่มให้ด้วย
ยืนอยู่หน้าลิฟต์ ล้วงสมุดเล่มหนาออกมาจากกระเป๋า ยังคงเป็นสมุดสี "ทิฟฟานี่บลู" ที่คุ้นเคย แต่ไม่ใช่เล่มที่ตงหยางแน่นอน
ยื่นให้ด้วยสองมือ แถมยังโค้งคำนับให้อย่างน่ารัก
"วันนี้อาจารย์ไจ๋เดินทางเหนื่อยแล้ว ผู้น้อยไม่รบกวน ขอแค่ร้องขอให้อาจารย์ไจ๋เจียดเวลาอันมีค่า ช่วยชี้แนะผลงานอันต่ำต้อยของผู้น้อยด้วย..."
ไจ๋ต๋ายิ้ม รับมาอย่างจริงจัง "ฉันจะตั้งใจอ่าน ไม่สิ กอดนอนเลย!"
ก่อนประตูลิฟต์ปิด ลู่ซือเหวินโบกมือ "ไม่กวนงานสำคัญนะ พรุ่งนี้ฉันมีเรียน เธอก็ยุ่ง ไว้คุยกันตอนเย็นนะ~"
..........
เช้าวันรุ่งขึ้น ไจ๋ต๋าตื่นขึ้นบนเตียงแปลกตา
ห้องชุดนี้ 200 กว่าตารางเมตร 4 ห้องนอน 2 ห้องนั่งเล่น 3 ห้องน้ำ การตกแต่งหรูหราไม่ต้องพูดถึง ปูพื้นหินอ่อนทั้งหลัง แต่ดูจากเวลาแล้วไม่น่าใช่บ้านที่ตระกูลลู่ตกแต่งเอง
เพราะจากตอนที่ลู่ซือเหวินตัดสินใจไม่ไปเมืองนอกเปลี่ยนมาเรียนในประเทศ ก็เพิ่งผ่านไปแค่ 5 เดือน
กลิ่นฟอร์มาลดีไฮด์มันจางไป
เมื่อคืนหลับสบาย เขาสำรวจห้องนิดหน่อย ส่งข่าวบอกน้องขอนไม้ว่าถึงแล้ว จากนั้นก็ทบทวนบทเรียน การมาจิงเป่ยทำให้กดดันเรื่องสอบปลายภาค ต้องใช้เวลาทุกเศษเสี้ยวให้คุ้มค่า แม้แต่บนเครื่องบินก็ไม่เว้น
แปรงฟันในห้องน้ำที่ไม่คุ้นเคย สวม "เสื้อกั๊กมายากล" เก็บ [อุปกรณ์] เข้าที่เข้าทาง ไจ๋ต๋าก็ลงลิฟต์ไป เขาต้องไปถึงก่อนเก้าโมง
ขับเรนจ์โรเวอร์ของบ้านลู่ในลานจอดรถ ไจ๋ต๋าขับตามจีพีเอสรถมุ่งหน้าสู่เขตชางผิง ได้ลิ้มรสรถติดช่วงเช้าของจิงเป่ยพอหอมปากหอมคอ ใช้เวลา 40 นาทีถึงที่หมาย
ถ้ารถไม่ติดจริงๆ 25 นาทีก็ถึง
ที่นี่คือฐานของสถาบันกลศาสตร์ สังกัด "สภาวิทยาศาสตร์" มองจากข้างนอกดูธรรมดามาก เหมือนโรงงานชานเมืองทั่วไป ไม่สะดุดตา จนไจ๋ต๋าคิดว่าธรรมดาเกินไปหน่อย นึกว่าจะมีทหารยืนยามซะอีก
รปภ. ดูใบผ่านทาง ยืนยันทะเบียนรถที่ลงทะเบียนไว้ (หวงข่ายจัดการให้) ก็ปล่อยผ่าน
ข้างในกว้างมาก เลี้ยวไปเลี้ยวมาผ่านโรงงานหลายหลัง แต่ละหลังแขวนป้ายหน่วยงานต่างกัน "โครงการอุโมงค์ลมช็อกเวฟ" อยู่ที่ตึก 4
หน้าประตูมีคนยืนรออยู่สามคน ด้านข้างแขวนป้ายโลหะสีทอง:
"ฐานทดลองวิทยาศาสตร์วิศวกรรมเฉียนเสวียเซิน"
ขณะที่ไจ๋ต๋ามองสำรวจสถานที่จากในรถ คนที่รออยู่ก็สำรวจเขาเช่นกัน
ชายร่างกำยำวัยสี่สิบกว่าพูดเสียงเบา "นี่เหรออาจารย์ช่างที่เชิญมา? ลูกชายเขาหรือเปล่า? อาจารย์ช่างนั่งอยู่เบาะหลังมั้ง?"
หัวหน้าโครงการวัยห้าสิบ ผมบางตามวัย ตอบกลับ "ไม่ น่าจะเป็นคนนี้แหละ... นอกจากเขา คนอายุแค่นี้คงเข้ามาในฐานไม่ได้"
เว้นแต่จะเป็นนักศึกษาปริญญาตรีมาดูงาน... แต่แบบนั้นต้องมีอาจารย์พามา ถือธงนำด้วย
ชายร่างกำยำ "อายุน้อยขนาดนี้ขับรถแบบนี้ ดูยังไงก็ลูกคนรวยผลาญเงินพ่อแม่..."
หวงข่ายคนเดียวที่เจอเมื่อวานส่ายหน้า "รถไม่ใช่ของเขา น่าจะเป็นของแฟนเขามั้ง?"
หาคำที่เหมาะสมกว่านี้ไม่เจอ
ชายร่างกำยำคิดในใจ งั้นแย่กว่าลูกคนรวยอีก!
นี่มันลดเกรดลงไปเป็นแมงดาเลยไม่ใช่เรอะ?
"ฉันเพิ่งหมดวันลา กลับมาทำงานวันแรก พวกนายรวมหัวกันแกงฉันป่ะเนี่ย?"
ไม่มีเวลาคุยต่อ ไจ๋ต๋าลงจากรถแล้ว หวงข่ายรีบเดินยิ้มเข้าไปหา "ช่างไจ๋! ลำบากหน่อยนะครับ ท่านนี้คือหัวหน้าเยว่ ท่านนี้คือช่างกง..."
"สวัสดีครับ สวัสดีครับ..."
ไม่ว่าในใจจะตุ๊มๆ ต่อมๆ แค่ไหน แต่ทุกคนเป็นผู้ใหญ่ ต่อหน้าก็ต้องเก็บอาการ การพบกันครั้งแรกถือว่า "ชื่นมื่น"
หัวหน้าเยว่ชื่อ เยว่จื้อเฟิง เป็นผู้รับผิดชอบหน้างานส่วนก่อสร้าง ดูแลทีมก่อสร้างยี่สิบคน
ส่วนช่างกงชื่อแปลกหน่อย กงฉางจาง ไจ๋ต๋าเดาว่าพ่อคงแซ่กง แม่แซ่จาง
เป็นแกนนำเทคนิคของสถาบันกลศาสตร์ "อาจารย์ช่าง" เพียงหนึ่งเดียวของโครงการอุโมงค์ลมช็อกเวฟ มือยังพันเฝือกอยู่ เป็นคนแรกที่ยอมรับฝีมือไจ๋ต๋า แต่ตอนนี้เป็นคนที่ใจแป้วที่สุด
ดังนั้นเดิมทีเขาควรจะเป็นคนคุยหลัก แต่ตอนนี้กลับพูดไม่ออก
หัวหน้าเยว่รับหน้าที่เจรจา พาไจ๋ต๋าเดินเข้าไปข้างใน
โครงสร้างที่นี่ค่อนข้างพิเศษ เป็นโรงงานขนาดใหญ่ มี "เรือนปีกไม้" เล็กๆ ติดอยู่ด้านข้าง เป็นอาคารประกอบ พวกห้องทำงานอะไรก็อยู่ที่นี่
เดินเข้าไปก็เหมือนตึกเก่าทั่วไป ทางเดินยาว สองข้างเป็นประตูห้อง
หัวหน้าเยว่พูด "ได้ยินดร.หว่านบอกว่า ช่างไจ๋เรียนรู้ด้วยตัวเอง?"
เขายังค่อนข้างเชื่อใจไจ๋ต๋า เพราะรู้ว่ามีอัจฉริยะสายช่างหลายคนที่อายุน้อย
เช่นที่หรงเฟยกับเสิ่นเฟย สองยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมการบิน ก็มีช่างอัจฉริยะที่เริ่มขันน็อตตั้งแต่อายุสิบห้าสิบหก พอ 20 ก็รับงานใหญ่ได้แล้ว
แต่พวกนั้นเดินสาย "อาชีวะ" มาแต่แรก จบม.ต้นก็ต่อสายช่าง ไต่เต้าขึ้นมาเรื่อยๆ คนละเส้นทางกับ "สอบเข้ามหาลัย"
ไจ๋ต๋าตอบ "ประมาณนั้นครับ ก่อนเข้ามหาลัยก็เรียนมาบ้าง ไม่รู้ว่าใบพัดก่อนหน้านี้ใช้ได้ดีไหม"
"รุ่นแรกทดสอบแล้ว มีปัญหานิดหน่อย แน่นอนไม่ได้บอกว่าทำไม่ดี แต่เป็นการออกแบบที่บกพร่อง รุ่นที่สองยังไม่ได้ลอง"
ไจ๋ต๋าถามด้วยความสงสัย "แม้จะรู้มาก่อนว่าเป็นอุโมงค์ลม แต่ใช้ใบพัดเป่าลม มันจะเป่าให้ถึงความเร็วเหนือเสียงได้เหรอครับ?"
ไม่ต้องพูดถึง "ไฮเปอร์โซนิก" (ความเร็วเหนือเสียงขั้นสูง) เลย
หัวหน้าเยว่หัวเราะ "แน่นอนว่าไม่ได้... ถ้าใบพัดหมุนแล้วแก้ปัญหาอุโมงค์ลมได้ เราคงไม่ต้องวิจัยแล้ว เอาเครื่องยนต์เครื่องบินมาใช้ก็จบ"
พูดพลางเดินมาถึงจุดที่เตรียมไว้สำหรับ "เยี่ยมชม" ผนังกลายเป็นกระจกบานใหญ่
และไจ๋ต๋าก็ได้เห็นโฉมหน้าอันน่าตื่นตะลึงของ "อุโมงค์ลมช็อกเวฟไฮเปอร์โซนิก" เต็มตา...
นอกหน้าต่าง ท่อโครงสร้างขนาดมหึมา ทอดยาวจากเท้าของเขาไปไกลหลายร้อยเมตร
เห็นคนเดินอยู่ในโรงงานไกลๆ ลิบๆ แต่ดูเหมือนหยุดนิ่ง สิ่งก่อสร้างเหล็กกล้าขนาดหลายเมตร ทำให้มันดูเหมือนหอยคอยยักษ์ที่ล้มลง
ไม่สิ ไม่ใช่แค่เหมือน ของสิ่งนี้ยาว 247 เมตร เท่ากับตึก 83 ชั้นนอนราบอยู่กับพื้น
ความรู้สึกนี้สั่นสะเทือนอารมณ์มาก ไจ๋ต๋าดูจนเคลิ้มไปชั่วขณะ
หัวหน้าเยว่พูด "นี่คือตัวโครงการหลัก แน่นอนว่ายังห่างไกลจากความสำเร็จ ยังอยู่ในช่วงทดสอบ"
ไจ๋ต๋าพึมพำ "นี่คืออุโมงค์ลม... ที่เอาไว้เป่าเครื่องบินรบ... มันคือท่ออันหนึ่งจริงๆ ด้วย"
ยาวและใหญ่มาก!
หัวหน้าเยว่ส่ายหน้า "พูดแบบนั้นไม่ได้... อุโมงค์ลมคืองานวิจัยวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ไม่ใช่แค่อาวุธ เครื่องบินโดยสาร จรวด ก็ต้องใช้อุโมงค์ลม ถ้าเป็นอุโมงค์ลมความเร็วต่ำ ยังรวมถึงรถยนต์ รถไฟ และสถาปัตยกรรมด้วย"
"มนุษย์ยังไขความลับของกลศาสตร์ของไหลได้ไม่หมด แต่เราสามารถใช้พลังทางวิศวกรรม จำลอง 'ผลลัพธ์' ของกลศาสตร์ของไหลได้ นี่คือความหมายของอุโมงค์ลม"
พูดจบ หัวหน้าเยว่ก็เสริมด้วยความภูมิใจ
"แต่... ของเราอันนี้ล้ำหน้าเป็นพิเศษ! ถ้าสำเร็จ จะนำหน้าอเมริกาอย่างน้อยสิบปี!"
ประโยคหลังพูดได้เต็มปากเต็มคำ เน้นเสียงหนักแน่น พูดจบก็มองหน้าไจ๋ต๋าอย่างคาดหวัง
อยากเห็นความตกตะลึง... แต่ไม่มี
ไม่ได้ยินเหรอ? นำหน้าอเมริกาเลยนะ~
หน่วยงานไหน โครงการไหน นักวิชาการคนไหนในประเทศ กล้าพูดคำนี้ ไม่ว่าจะวงการไหนก็ตาม
ไม่ควรจะตกใจแล้วไม่อยากเชื่อเหรอ?
ไจ๋ต๋าแค่มองไปรอบๆ เรียบเฉยจนเขารู้สึกเหมือนชกหมอนนุ่น
"ว่าแต่ รหัสโครงการนี้คืออะไรครับ?"
หัวหน้าเยว่กระแอมเบาๆ เรียบเรียงความคิดใหม่
"ไหนๆ ก็มาถึงแล้วเห็นแล้ว ก็ไม่อุบแล้วนะ เราเริ่มโครงการเมื่อเดือนมกราปีนี้ รหัสโครงการชั่วคราวคือ JF-12"
"เป้าหมายคือ: สร้างอุโมงค์ลมไฮเปอร์โซนิกที่จำลองสภาวะการบินความเร็ว 5 ถึง 9 เท่าของความเร็วเสียง"
[จบแล้ว]