เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 - เค้าไม่เคยถ่ายหนังแบบนั้นซะหน่อย!

บทที่ 2 - เค้าไม่เคยถ่ายหนังแบบนั้นซะหน่อย!

บทที่ 2 - เค้าไม่เคยถ่ายหนังแบบนั้นซะหน่อย!


บทที่ 2 - เค้าไม่เคยถ่ายหนังแบบนั้นซะหน่อย!

☆☆☆☆☆

ไจ๋ต๋ามองข้อความระบบที่มีแค่เขาคนเดียวที่เห็น แล้วก็ตกอยู่ในภวังค์

อาการนี้ยิ่งทำให้อวี๋เสี่ยวลี่กลัวหนักกว่าเดิม

เมื่อก่อนเคยได้ยินว่าเด็ก ม.6 เครียดจัดจนเป็นบ้าไปหลายคน นี่ลูกชายเธอจะเป็นกับเขาด้วยเหรอ?

แต่ว่า... ปกติผลการเรียนไจ๋ต๋าก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรนี่นา...

อวี๋เสี่ยวลี่หันขวับเตรียมจะเรียกหมออีกรอบ แต่ไจ๋ต๋าคว้ามือไว้ทัน

"แม่ ผมไม่เป็นไรจริงๆ... ไปทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลเถอะ..."

"ลูกนอนดูอาการอีกสักสองวันเถอะนะ..."

ไจ๋ต๋า: "ถ้าผมจะเป็นอะไร ก็คงเป็นโรคทางจิตนั่นแหละ แม่จะส่งผมเข้าโรงพยาบาลบ้าหรือไง? จะอยู่ต่อทำไม?"

อวี๋เสี่ยวลี่: "ก็ใช่ว่าจะไม่ได้... แม่ยอมทุบหม้อขายข้าวรักษาลูกเลยนะ!"

ไจ๋ต๋า: ...

โชคดีที่คนสุดท้ายที่ปล่อยไจ๋ต๋าไปไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นหมอเอง หมอแก่ในชุดกาวน์ขาวพลิกเปลือกตาไจ๋ต๋าดู ถามนู่นถามนี่อีกนิดหน่อย ก็อนุญาตให้กลับบ้านได้

ความเครียดทางจิตใจจนทำให้สติหลุดชั่วคราว กับอาการป่วยทางจิตในทางการแพทย์มันคนละเรื่องกัน ในมุมมองหมอ กลับไปพักผ่อนหน่อยเดี๋ยวก็หาย

ยุคนี้ยังไม่ใช่ยุคที่ใครๆ ก็เป็น "โรคซึมเศร้า" กันเกลื่อนเมือง ปัญหาทางจิตหรือความเครียดยังไม่ได้รับความสนใจขนาดนั้น ที่นี่ก็แค่โรงพยาบาลระดับสองในอำเภอเล็กๆ

เงินเดือนแค่สองพัน จะเอาปัญญาที่ไหนมารักษาโรคจิต!

อวี๋เสี่ยวลี่ถึงยอมให้ลูกออกจากโรงพยาบาล แล้วเดินตามหมอไปทำเรื่อง ในห้องผู้ป่วยเลยเหลือแค่ไจ๋ต๋ากับลุงอ่านหนังสือพิมพ์คนเดิม

ไจ๋ต๋าเลยมีเวลามานั่งวิเคราะห์ "ข้อความระบบ" ที่เพิ่งโผล่มาเมื่อกี้อย่างจริงจังเสียที

หลับตาจับความรู้สึกอยู่นาน ไจ๋ต๋าก็พอจะเข้าใจการทำงานของ "ระบบผสานไอเทมชีวิต" คร่าวๆ

อารมณ์ ความยึดติด หรือความรู้สึกที่รุนแรงของสิ่งมีชีวิต จะก่อตัวเป็น "เจตจำนง" สถิตอยู่ในสิ่งของ เช่น เครื่องรางที่พกติดตัวมานาน ปืนนวดคลายกล้ามเนื้อในลิ้นชักหัวเตียง หรือปลอกคอที่เจ้านายโปรดปราน

และด้วยความช่วยเหลือของระบบ ไจ๋ต๋าสามารถระบุ "สิ่งของพิเศษ" เหล่านี้ และเปิดใช้งานให้กลายเป็น [ไอเทม] เหมือนในเกม ที่จะเพิ่มความสามารถต่างๆ ให้ผู้สวมใส่

ไม่ใช่ว่าของพวกนี้วิเศษมาแต่เดิม แต่ระบบเป็นตัวมอบความสามารถให้ ก่อนหน้านี้พวกมันก็แค่ของธรรมดา

[ไอเทมระดับต่ำ] สามารถใช้งานได้เลย ส่วน [ไอเทมระดับสูง] ต้องทำภารกิจปลดผนึกก่อน

ที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าเส้นทางเข้ากันได้ ไอเทมยังสามารถนำมาผสมกัน กลายเป็นไอเทมที่หายากยิ่งขึ้นไปอีก

[จดหมายรักตัวตลก] ที่ได้จากกล่องของขวัญมือใหม่ คือระดับความหายากสีขาวซึ่งต่ำสุด ระบบเปลี่ยนของใช้ส่วนตัวของเขาชิ้นหนึ่งให้กลายเป็น [ไอเทม] โดยตรง

เอฟเฟกต์คือเพิ่มอารมณ์ขัน... ขันพ่อง...

เดี๋ยวนะ... แล้วไอ้ของที่ว่ามันอยู่ไหน?

ตามหลักแล้ว เขาเป็นลมในห้องสอบม็อกครั้งที่สอง ไม่น่าจะพก "กระดาษ" อะไรติดตัวเข้าไปได้นี่นา

เขาจำได้ว่าสอบม็อกครั้งที่สองเป็นการสอบรวมทั้งเมือง กฎระเบียบเข้มงวดเทียบเท่าสอบเอ็นทรานซ์ ปิดโรงเรียน ม.4 ม.5 หยุดเรียน ห้ามนำของใช้ส่วนตัวเข้าห้องสอบ ห้ามใส่ชุดนักเรียนด้วยซ้ำเพื่อป้องกันการทุจริต

แถมยังร่วมมือกับตำรวจและหน่วยงานในเมือง ถือเป็นการซ้อมใหญ่ไปในตัว

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงถูกหามจากโรงเรียนมาส่งโรงพยาบาลได้เร็วขนาดนี้ รถตำรวจนำขบวนเลยนะเว้ย!

ถ้าเป็นเวลาปกติคงแค่บีบนวดร่องจมูกจนกว่าจะฟื้น และด้วยความที่เป็นเด็กมัธยมมือหนัก ดีไม่ดีอาจจะบุ๋มลงไปจริงๆ ก็ได้

ไจ๋ต๋าลูบซ้ายลูบขวา แม้แต่แผ่นรองรองเท้าก็ยังรื้อออกมาดู ก็ยังไม่เจอ "จดหมายรัก" ที่ว่า ถึง [ไอเทม] ชิ้นแรกจะดูง่อยเปลี้ยเสียขา แต่เขาก็อยากเห็นกับตา จะหายไปเฉยๆ ได้ไง

ทันใดนั้น หน้าห้องผู้ป่วยก็มีเสียงดังขึ้น ไจ๋ต๋าหันไปมอง เห็นใบหน้าละอ่อนที่คุ้นเคยแต่ก็แปลกตาอยู่สี่ห้าคน

และครูประจำชั้น ม.ปลาย ติงหรง

ทุกคนมองมาที่ไจ๋ต๋าด้วยสายตาเวทนาสงสาร พร้อมเพรียงกัน

ท่ามกลางสายตาของทุกคน ไจ๋ต๋าค่อยๆ ยัดแผ่นรองรองเท้าสีดำคล้ำกลับเข้าไปในรองเท้าผ้าใบสีเหลืองอ๋อย แล้วยิ้มแห้งๆ "เอ่อ... คือว่า... มาแล้วก็... อ้อ ไม่ได้เอาของมาเยี่ยม งั้นเชิญนั่งครับ"

นอกจากติงหรงที่เป็นครูประจำชั้นวัยสามสิบต้นๆ คนอื่นเขาจำไม่ค่อยได้แล้ว แค่คุ้นๆ หน้าน่าจะเป็นเพื่อนร่วมห้องสมัยม.ปลาย

เป็นลมในห้องสอบ ครูพาเพื่อนมาเยี่ยมก็เป็นเรื่องปกติ...

ติงหรงถอนหายใจแล้วเดินเข้ามา ตอนแรกกะจะจับมือไจ๋ต๋า แต่พอนึกขึ้นได้ว่าเมื่อกี้เขาเพิ่งล้วงแผ่นรองรองเท้า เลยเปลี่ยนไปตบไหล่แทน

"ไจ๋ต๋า ร่างกายคือต้นทุนของการปฏิวัติ เพื่อนๆ ต่างก็หวังให้เธอหายไวๆ นะ..."

แล้วไม่หิ้วนมถั่วเหลืองมาสักลังเรอะ?

ไจ๋ต๋า: "...เอ่อ... จริงๆ ผมกำลังจะออกจากโรงพยาบาลแล้วครับ ครูพาทุกคนกลับไปเถอะ ผมไม่เป็นไรจริงๆ..."

เด็กหนุ่มผอมสูงสวมแว่นตาที่ยืนอยู่ข้างหลังพูดขึ้น "ไจ๋ต๋า นายไม่ควรวอกแวกเลย เสียการเรียนไม่พอ ยังไปกระทบหลินซูเหยาอีก"

ไจ๋ต๋าทำเสียงงงๆ "ฉันไม่เข้าใจว่านายพูดเรื่องอะไร..."

เด็กผู้หญิงอีกคนเสริม "พวกเราออกจากห้องสอบได้ยินว่านายเข้าโรงพยาบาล ครูร้อนใจจะหาของใช้ส่วนตัวให้นาย อู๋เยว่บอกว่ากระเป๋านายฝากไว้ที่ร้านค้า พอพวกเราเปิดดูข้างในมีแค่จดหมายฉบับเดียว ตอนนั้นนึกว่าเป็นจดหมายสั่งเสีย ตกใจแทบแย่..."

ไจ๋ต๋ามองไปที่เด็กหนุ่มร่างใหญ่ท้ายสุด อู๋เยว่ เพื่อนซี้สมัยม.ปลาย แน่นอนว่าเป็นมิตรภาพที่จบแค่ตอนม.ปลาย หลังจากนั้นก็แทบไม่ได้ติดต่อกันอีก

เพราะบ้านมันโดนเวนคืนที่

จนกระทั่งปี 2022 อู๋เยว่ที่ได้ข่าวว่าไจ๋ต๋าถูกหวยถึงติดต่อมา

บอกว่าเพิ่งออกจากคุกข้อหาพนัน บ้านช่องก็ผลาญหมดแล้ว อยากขอยืมเงินสักก้อนหนีไปล้างจานเมืองนอก แถมยังโม้ว่าที่นั่นหาเงินง่าย สามเดือนก็ซื้อร้านอาหารที่ตัวเองล้างจานอยู่ได้แล้ว เดือนที่สี่จะเริ่มผ่อนคืนให้

อู๋เยว่หดคอ เหมือนทำความผิดมา ไจ๋ต๋าสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างแรง "พวกนายก็เลย?"

"ก็เลยเวียนกันอ่าน..."

ไจ๋ต๋า: ...

สรุปใจความสำคัญมาให้ด้วยเลยไหม?

ครูติงหรงยื่นกระดาษจดหมายกลิ่นหอมฉุยมาให้ ปลอบใจว่า "ไจ๋ต๋า การมีความรักในวัยเรียนมันไม่ถูกต้อง แต่เหลืออีกไม่กี่เดือนก็จะจบแล้ว ไว้เธอไปทำงานเมื่อไหร่ครูก็ไม่ยุ่งแล้วล่ะ"

ไจ๋ต๋ามือสั่นระริกขณะเปิดมันออก บนนั้นมีลายมือที่ตั้งใจเขียนแต่ก็ยังดูขี้เหร่

"เหยาเหยา ชื่อของเธอไม่ได้พิเศษอะไร แต่พอฉันเรียกบ่อยๆ ก็เผลอยิ้มออกมา เขียนไปเขียนมาก็รู้สึกว่ามันไพเราะเหลือเกิน..."

"คำตอบอาจจะยาวเหยียด ฉันอยากใช้เวลาทั้งชีวิตในการตอบ เธอพร้อมจะฟังหรือยัง?"

"เหยาเหยา ฉันอยากมองพระจันทร์จากหน้าต่างห้องเธอ... แล้วกลายเป็นดวงอาทิตย์ของเธอ"

อายจนนิ้วเท้าจิกพื้นแทบเป็นเล็บขบ!

นี่มันระดับที่ทำให้ผู้ใหญ่คนหนึ่งสะดุ้งตื่นกลางดึกมาตบหน้าตัวเองชัดๆ!

เขานึกออกแล้ว!

ชาติที่แล้วตอน ม.6 เขาแอบชอบผู้หญิงคนหนึ่ง... แต่พออายุสามสิบกว่า แม้แต่ชื่อก็ลืมไปแล้ว

จำได้แค่ว่าขาสวย

ไม่ได้รักลึกซึ้งอะไรขนาดนั้น แค่ความชอบทางกายภาพล้วนๆ หลงรูปหลงร่าง

ไม่งั้นคุณคิดว่าความชอบของเด็กวัยรุ่นคืออะไร ใครจะมีกะจิตกะใจข้ามหน้าตาไปศึกษานิสัยใจคอกันล่ะ!

เหมือนว่าวันหนึ่งสมองเขาจะลัดวงจร เลยเขียนจดหมายรักฉบับนี้ขึ้นมา แต่จดหมายนี้ไม่เคยถูกส่งออกไปนี่นา กลายเป็นแค่เรื่องงี่เง่าเล็กๆ น้อยๆ เรื่องหนึ่งในชีวิตวัยรุ่น

ตอนนี้มาคิดดู ป่วยจริงว่ะ! คนอื่นเขาคบกันจนจะเลิกตอนเรียนจบ ไอ้นี่เพิ่งจะไปสารภาพรักตอนใกล้จบ

ทันใดนั้น เด็กสาวรูปร่างสูงโปร่งที่หลบอยู่หลังเพื่อนๆ ก็เดินออกมา สูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างน่ารัก เหมือนตัดสินใจอะไรบางอย่างได้

เพราะสอบม็อกเลยใส่ชุดไปรเวท เด็กคนนี้สวยใสสมวัย ใบหน้ารูปไข่ที่เป็นของแท้แม่ให้มา ผมยาวสลวย ที่หายากกว่าคือรูปร่างที่โดดเด่น กินขาดเพื่อนรุ่นเดียวกันที่รูปร่างยังกะตัวการ์ตูน

ใช่แล้ว เธอคือ หลินซูเหยา... คนที่ไจ๋ต๋าจำได้แต่ขา

ไจ๋ต๋าสแกนอย่างรวดเร็ว ขาเก้า หน้าเจ็ด คัพบี สมกับเป็นรักแรกในอุดมคติของเด็กผู้ชายมัธยมจริงๆ

แค่ด้วยยุคสมัยและอายุ ทรงผมเลยขัดตาไจ๋ต๋าไปหน่อย

ดูออกว่าเธอพยายามแต่งตัวเต็มที่ภายใต้กฎระเบียบแล้ว เพียงแต่ทิศทางความพยายามอาจจะเพี้ยนไปนิด

ไปทางสก๊อยหน่อยๆ

เด็กสาวเดินมาที่เตียง แล้วโค้งคำนับทันที เหมือนกำลังไว้อาลัยศพ

แต่จริงๆ แล้วใบหน้าที่ก้มต่ำซ่อนความภูมิใจและความถือตัวเอาไว้เล็กน้อย

มีสาวน้อยที่ไหนไม่ดีใจที่ได้รับจดหมายรักบ้าง? ต่อให้ที่บ้านจะมีกองเป็นภูเขาแล้วก็เถอะ

"ไจ๋ต๋า ขอโทษนะที่ต้องบอกในสถานการณ์แบบนี้ แต่ฉันยังไม่อยากมีความรัก ใกล้สอบเอ็นแล้วควรให้ความสำคัญกับการเรียนก่อน"

ไจ๋ต๋า: "เธอพูดมีเหตุผลมาก ฉันก็คิดงั้นเหมือนกัน"

สอบม็อกจบแล้ว ขืนไม่เรียนต่อให้แต่มหาลัยเปิดก็ยังสอบไม่ติด!

ใช่ เขาเคยเป็นคนรวยที่โชคดี ชาตินี้โอกาสเกิดใหม่มีมากกว่าเดิม

แต่ทำไมฉัน... จะเป็นคนรวยที่มีการศึกษาและโชคดีด้วยไม่ได้?

ไม่มีเวลามาเล่นบทรักใสๆ กับเด็กน้อยหรอกนะ

หลินซูเหยา: ?

ทำไมไม่เหมือนที่คิดไว้?

ไม่ใช่ว่าต้องหมดอาลัยตายอยาก ปากสั่นระริก ขอร้องให้เธอพิจารณาอีกครั้งเหรอ แล้วเธอก็จะทำท่าลำบากใจ ยอมรักษาสถานะเพื่อนติดต่อกันไว้ คุยกันบ้างนานๆ ที จนกว่าเธอจะเจอคนที่ใช่แล้วค่อยลบเพื่อน พอคนคนนั้นเทเธอค่อยแอดกลับมาใหม่ไม่ใช่เหรอ?

ไจ๋ต๋าพูดต่อ "ฉันเข้าใจว่าพวกเธอเป็นห่วงจนลนลาน รื้อจดหมายส่วนตัวฉันดู แต่พวกเธอเข้าใจผิดแล้ว นี่ไม่ใช่จดหมายรักที่เขียนให้หลินซูเหยา"

หลินซูเหยาชะงัก รู้สึกเหมือนมีอะไรจุกอยู่ที่คอ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

เธอปฏิเสธคำสารภาพรักของไจ๋ต๋าได้ แต่ยอมรับไม่ได้ที่ไจ๋ต๋าจะมาปฏิเสธการปฏิเสธของเธอแบบส่งๆ!

ใบหน้าเชิดขึ้นด้วยความถือดีที่แทบสังเกตไม่เห็น พูดว่า

"ไจ๋ต๋า บนจดหมายมีชื่อฉันอยู่... เหยาเหยา"

ไจ๋ต๋านึกถึงบทสนทนาของพยาบาลสองคนก่อนหน้านี้ แล้วตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

"งั้นก็เข้าใจผิดแล้ว ฉันเขียนให้ อายาเสะ ฮารุกะ ต่างหาก"

"อายาเสะ ฮารุกะ... คนญี่ปุ่นเหรอ?"

"ใช่ ฉันดูแผ่นหนังแล้วรู้จัก นี่จดหมายแฟนคลับเขียนถึงเธอ"

หลินซูเหยา: ...

หลายคนยังตามไม่ทัน แต่ครูประจำชั้นกลับทำหน้าเครียด

"ไจ๋ต๋า เธอคิดว่าตัวเองตลกมากใช่ไหม?"

หน้าแดงระเรื่อนิดๆ ด้วย

"เค้าไม่เคยถ่าย... หนังแบบนั้นซะหน่อย!"

ไจ๋ต๋า: ...?

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 2 - เค้าไม่เคยถ่ายหนังแบบนั้นซะหน่อย!

คัดลอกลิงก์แล้ว