- หน้าแรก
- นอนเฉยๆ ก็เทพได้ ระบบขี้เกียจเปลี่ยนโลก
- บทที่ 22 เปิดฉากศึกชิงจ้าวสังเวียน
บทที่ 22 เปิดฉากศึกชิงจ้าวสังเวียน
บทที่ 22 เปิดฉากศึกชิงจ้าวสังเวียน
ภายในหอพัก
จางเฟิงนอนแผ่หลากายอยู่บนโซฟาด้วยความเกียจคร้านถึงขีดสุด เพียงแค่เขาอ้าปากเล็กน้อย ขนมขบเคี้ยวนับสิบถุงและน้ำอัดลมห้าขวดที่ลอยอยู่กลางอากาศก็พร้อมใจกันป้อนเข้าปากเขาโดยอัตโนมัติ
“อ่า... สดชื่น!”
จางเฟิงทำหน้าฟินสุดๆ พลางใช้พลังจิตเปิดคอมพิวเตอร์
ช่วงนี้มีนักแสดงสาวคนดังเพิ่งมีผลงานใหม่ เขาต้องขอเสพความบันเทิงให้ฉ่ำปอดสักหน่อย
...
ห่างออกไปสามร้อยกิโลเมตร
ภายในถ้ำลึกลับ
“พวกมันหายไปนานขนาดนี้แล้ว ทำไมยังไม่กลับมาอีก?”
“แค่ฆ่านักยุทธ์ระดับสองไม่กี่คน มันยากเย็นขนาดนั้นเลยรึไง?”
ชายร่างใหญ่ในชุดดำทะมึน นั่งอยู่บนบัลลังก์ประธาน ดวงตาสีม่วงฉายแววขุ่นเคืองอย่างชัดเจน
ราชันย์แมงป่องแห่งเผ่าแมงป่อง!
เผ่าต่างพันธุ์ระดับห้า!
“ท่านราชันย์ ข้าน้อยได้รับข่าวลือมาว่า คนที่ท่านส่งออกไป... น่าจะเจอปัญหาเข้าแล้วขอรับ”
ผู้คุมกฎเผ่าแมงป่องเพิ่งกลับมาจากภายนอก พร้อมกับนำข่าวสารมารายงาน
“เจอปัญหา?”
“พวกมันออกทำภารกิจลอบสังหารมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่เคยพลาดสักครั้ง แล้วทำไมครั้งนี้ถึงมีปัญหาได้?”
ราชันย์แมงป่องจ้องมองผู้คุมกฎ หวังว่าจะได้รับคำอธิบายที่สมเหตุสมผล
“ท่านราชันย์ เป้าหมายลอบสังหารในครั้งนี้ไม่ธรรมดา ท่านน่าจะพอคุ้นหูอยู่บ้าง เขาชื่อ... จางเฟิง” ผู้คุมกฎเผ่าแมงป่องกล่าว
“ไอ้สวะนั่นน่ะเหรอ?”
“มันอยู่ที่สถาบันตู๋ปี้ด้วยรึ?”
“นับเป็นข่าวดีนี่”
ใบหน้าของราชันย์แมงป่องปรากฏรอยยิ้มยินดี ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ถึงแม้ฐานะของมันจะไม่ธรรมดา แต่ก็ปลุกพลังไม่ได้สักอย่าง ขอแค่คนของข้าเข้าประชิดตัวมันได้ การฆ่ามัน... ก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือไม่ใช่รึ?”
“ท่านราชันย์ ความแปลกประหลาดมันอยู่ตรงนี้แหละขอรับ ความจริงแล้วไม่ใช่แค่คนของเผ่าเราที่เจอจางเฟิง แต่พวกเผ่าหนูก็เจอเขาเหมือนกัน ทว่า... นายน้อยสามตระกูลจางกลับยังอยู่ดีมีสุข”
“ดังนั้น ข้าน้อยจึงสันนิษฐานว่า... นายน้อยสามตระกูลจางเป็นคนกำจัดเผ่าพันธุ์ของเราจนสิ้นซาก”
ราชันย์แมงป่องครุ่นคิดตาม
“เป็นไปได้หรือที่ไอ้สวะนั่นจะปลุกพลังได้แล้วจริงๆ?” ราชันย์แมงป่องหรี่ตาลงเล็กน้อย “ถ้าคนของเราถูกมันฆ่าจริง ก็น่าจะมีกล้องวงจรปิดแถวนั้นบันทึกภาพไว้ได้ ทำไมไม่ไปหามาดู?”
ผู้คุมกฎส่ายหน้า “กล้องวงจรปิดทั้งหมดถูกทำลายไปหมดแล้ว แม้แต่คนของสำนักหลิงกวนก็หาหลักฐานไม่เจอเลยขอรับ”
ได้ยินดังนั้น ราชันย์แมงป่องก็แสดงท่าทีครุ่นคิด “นายน้อยสามตระกูลจางผู้นี้ดูท่าจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว เห็นทีข้า... คงต้องไปพบมันด้วยตัวเอง”
...
วันรุ่งขึ้น
ยามเช้าตรู่
จางเฟิงตื่นนอนตรงเวลาเป๊ะ
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการสอบจำลองเสมือนจริง
แต่สำหรับเขาแล้ว มันไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรเลย
ก็แค่ไม่ต้องทำอะไรมาก
อย่างมากก็แค่กระดิกนิ้วนิดหน่อย
และเพราะวันนี้จะเป็นวันตัดสินหาผู้ชนะอันดับหนึ่งของนักเรียนชั้นปีสาม บรรยากาศในโรงเรียนจึงคึกคักเป็นพิเศษ
นักเรียนทั้งสถาบันตู๋ปี้ต่างหลั่งไหลไปยังลานวรยุทธ์ เพื่อเป็นสักขีพยานว่าใครกันแน่ที่จะได้เป็นสุดยอดฝีมือ!
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป
ลานวรยุทธ์เนืองแน่นไปด้วยผู้คน
นักยุทธ์ทั้ง 20 คนที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายก็มากันครบแล้ว
ส่วนจางเฟิง... แน่นอนว่าเขากำลังนอนเอกเขนกอยู่บนม้านั่งตัวโปรด
ในเมื่อการประลองยังไม่เริ่ม ก็นอนต่ออีกสักหน่อยแล้วกัน...
[ติ๊ง!]
[โฮสต์แอบงีบหลับ พลังเคลื่อนย้ายพริบตา +150]
...
“นักเรียนทุกคน วันนี้คือวันตัดสินชะตา ใครจะได้เป็นอันดับหนึ่ง... เรามารอดูกัน”
“บัดนี้... ขอเชิญนักยุทธ์ทั้ง 20 คน ขึ้นสู่เวที!”
ซือถูอ้าวเทียนยืนตระหง่านอยู่กลางเวทีฮ่าวเทียน ถือไมโครโฟนประกาศก้อง
สิ้นเสียงประกาศ นักยุทธ์ 19 คนทยอยเดินขึ้นเวทีทีละคน ส่วนคนสุดท้าย... ยังคงนอนหลับปุ๋ยอยู่
...
“เพื่อนจาง ตื่นเร็วเข้า ได้เวลาขึ้นเวทีฮ่าวเทียนแล้ว”
ชางหานเหยาเห็นจางเฟิงยังนอนนิ่งอยู่บนม้านั่ง จึงรีบวิ่งมาปลุก
“หือ?”
“เริ่มสู้แล้วเหรอ?”
จางเฟิงปรือตาขึ้นถามอย่างงัวเงีย
“ตอนนี้ต้องแนะนำตัวก่อน วันนี้คนทั้งสถาบันมารวมตัวกัน เธอต้องให้ทุกคนได้รู้จักนะ” ชางหานเหยาอธิบาย
“เฮ้อ ยุ่งยากชะมัด”
จางเฟิงลุกขึ้นอย่างเสียไม่ได้ แล้วค่อยๆ เดินทอดน่องไปยังเวทีฮ่าวเทียน
และฝีเท้าของเขาก็ช้า... ช้ามากจริงๆ
หลายคนเริ่มทนไม่ไหว
“เดินช้าเป็นเต่าเลย ทำไมอืดอาดขนาดนี้วะ?”
“ไม่รู้จักเขาเหรอ? นั่นนายน้อยสามตระกูลจาง จอมขี้เกียจชื่อดังไง”
“เชรดดด ที่แท้ข่าวลือเรื่องนายน้อยสามในสถาบันก็คือหมอนี่เองเหรอ! ไหนบอกว่าปลุกพลังไม่ได้ไง? แล้วผ่านเข้ารอบสุดท้ายมาได้ไงฟะ?”
“ดวงดีไง นอนชนะมาทุกรอบ”
“…”
จางเฟิงใช้เวลาถึง 20 นาทีเต็ม กว่าจะเดินผ่านระยะทางสองร้อยเมตรมาได้
ถ้าไม่ใช่เพราะเกรงใจสถานะของเขา ซือถูอ้าวเทียนคงปาไมโครโฟนใส่หน้าไปนานแล้ว
“เอาล่ะ เชิญทุกคนบนเวทีแนะนำตัวได้”
เมื่อเห็นว่าทุกคนมาครบ ซือถูอ้าวเทียนจึงเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป
เหล่านักยุทธ์เริ่มแนะนำตัวทีละคน
“*** นักยุทธ์ระดับสอง”
“*** นักยุทธ์ระดับสอง”
“*** นักยุทธ์ระดับสอง”
“ซูมู่เอ๋อร์ นักยุทธ์ระดับสอง”
“*** นักยุทธ์ระดับสอง”
“สวี่ฉี นักยุทธ์ระดับสาม!”
ทันทีที่สวี่ฉีแนะนำตัวจบ ลานวรยุทธ์ที่เงียบสงบก็พลันส่งเสียงฮือฮา
“นักยุทธ์ระดับสาม? ก่อนหน้านี้สวี่ฉียังเป็นระดับสองอยู่ไม่ใช่เหรอ?”
“เชรดดด มีคนซ่อนคมไว้อีกคนแล้ว!”
“การแข่งครั้งนี้สนุกขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ”
“…”
ซือถูอ้าวเทียนมองสวี่ฉีด้วยสายตาชื่นชม อืม... เด็กคนนี้อนาคตไกล
การแนะนำตัวดำเนินต่อไป
“*** นักยุทธ์ระดับสอง”
“*** นักยุทธ์ระดับสอง”
“..., นักยุทธ์ระดับสอง”
“เย่ลั่ว นักยุทธ์ระดับห้า”
“ว้าว!”
สิ้นเสียงเย่ลั่ว ทั่วทั้งสนามแทบแตกตื่น!
เดิมทีทุกคนคิดว่าเย่ลั่วที่เป็นระดับสี่ก็เก่งเทพแล้ว ไม่นึกว่า... เขาจะซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ลึกขนาดนี้!
แม้แต่ซือถูอ้าวเทียนที่เป็นผู้อำนวยการยังตกตะลึง นักยุทธ์ระดับห้า... ฝีมือเทียบเท่าตัวเขาเองได้เลยนะนั่น
การแนะนำตัวยังไม่จบ ยังเหลืออีกหนึ่งคน
แต่ทว่าตาของเขาดูเหมือนจะปิดสนิทไปแล้ว...
ใช่แล้ว จางเฟิงยืนหลับกลางอากาศอีกแล้ว
“อะแฮ่ม...”
เห็นดังนั้น ซือถูอ้าวเทียนจึงแกล้งกระแอมไอเสียงดัง
มาหลับในเวลาสำคัญแบบนี้... ใช้ได้ที่ไหนกัน!
ชางหานเหยาที่อยู่ข้างล่างเวทีถึงกับกุมขมับพูดไม่ออก
เจ้าจางเฟิงจอมขี้เกียจเอ๊ย...
“หือ?”
จางเฟิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น เห็นสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ตน ก็รู้สึกเขินนิดหน่อย
“ผมชื่อจางเฟิง”
การแนะนำตัวของจางเฟิงสั้นกระชับได้ใจความ
“...แค่นี้?”
ซือถูอ้าวเทียนถามย้ำ
“แค่นี้แหละครับ”
จางเฟิงส่ายหน้า เขาขี้เกียจพูดเยอะ
“เอาล่ะ การแนะนำตัวเสร็จสิ้น”
“ต่อไป การต่อสู้ที่แท้จริงกำลังจะเริ่มขึ้น!”
“กติกาคือ ทุกๆ ห้าคนจะทำการต่อสู้แบบตะลุมบอน หาผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว จากนั้นผู้ชนะทั้งสี่จะมาประลองตัดสินกันในรอบสุดท้าย!”
“ส่วนรอบชิงชนะเลิศ... จะเป็นการดวลตัวต่อตัว ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดจะได้ครองตำแหน่งอันดับหนึ่งในการสอบจำลองครั้งนี้!”
เสียงของซือถูอ้าวเทียนดังก้องกังวานไปทั่วสถาบันตู๋ปี้
เมื่อได้ยินกติกา แววตาของทุกคนก็ฉายแววตื่นเต้นยิ่งขึ้น
มีทั้งตะลุมบอนและดวลเดี่ยว... งานนี้มันหยดแน่!