เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 180 Do most also three lines shine?

Chapter 180 Do most also three lines shine?

Chapter 180 Do most also three lines shine?


最多也就三行发亮?(三更)

“เป็นพวกเขา!”ซุนเซียวเฟยเผยความประหลาดใจออกมา.

เฉินฉงเถาเห็นท่าทางของซุนเซียวเฟยแล้ว,จึงเอ่ยถาม“เจ้ารู้จักพวกเขาอย่างงั้นรึ?”

“พวกเขาคือศิษย์ตระกูลกู่โรงเตี้ยมอู๋ซ่วง.”ซุนเซียวเฟยเอ่ย.

“อะไรนะ,ศิษย์ตระกูลกู่โรงเตี้ยมอู๋ซ่วง!”เฉินฉงเถาตกใจ.

“ถูกต้อง.”จากนั้นซุนเซียวเฟยได้เล่าเรื่องที่พบเมื่อวานนี้.

“ตราทองม่วงตระกูลกู่.”เฉินฉงเถาที่ตกใจ,จ้องมองจูหลางข้าง ๆ,พบว่าอีกฝ่ายนั้นเผยใบหน้าหวาดกลัวอย่างหนัก,ท่าทางขลาดเขลานั่น,ทำให้เขาประหลาดใจ“สหายจูหลาง,เจ้ารู้อยู่แล้วว่าพวกเขาคือ ศิษย์ตระกูลกู่ โรงเตี้ยมอู๋ซ่วงอย่างงั้นรึ?”

จู่หลางที่เผยความขมขื่นในใจ.

ศิษย์ตระกูลกู่อย่างงั้นรึ?

ศิษย์ตระกูลกู่ บ้าบออะไรกัน,เป็นซือจู่ บรรพชนชราตระกูลกู่ต่างหาก.

อย่างไรก็ตาม,เขาไม่อาจบอกต่อซุนเซียวเฟยและเฉินฉงเถาได้,จึงเอ่ยได้แค่ว่า“พวกเขาเป็นคนโรงเตี้ยมอู๋ซ่วง.”

ซือจู่บรรพชนชราตระกูลกู่,ก็ถือเป็นคนของโรงเตี้ยมอู๋ซ่วงไม่ใช่รึ?

เฉินฉงเถาที่ใบหน้ากลายเป็นมืดครึ้ม.

หลังจากที่ลู่อี้ผิงและวังกระทิงมังกรเขาทองคำก้าวตามหลินหยิงชิวเข้ามา,กวาดตามองไปรอบ ๆ,พบว่ามีคนอยู่ราว ๆ 70-80 คน,กล่าวได้ว่าคนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้เยาว์รุ่นหลัง,ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าไหร่นัก,ส่วนมากอยู่ในระดับเทพสวรรค์ขั้นต้นและมีเทพแท้จริง.

ลู่อี้ผิงจ้องมองจูหลางที่ซ่อนอยู่ในฝูงชน.

“เจ้ามานี่.”ลู่อี้ผิงเอ่ยกับจูหลางที่ซ่อนอยู่ในฝูงชน.

จูหลางที่สั่นสะท้าน,ก่อนที่จะก้าวออกมา,เอ่ยด้วยรอยยิ้ม“ต้าเหริน,ข้ามาแล้ว.”

“เห่าเหลียนยวีล่ะ?”ลู่อี้ผิงเอ่ยสอบถาม.

จูหลางที่กวาดตามองไปยังฝูงชน,พร้อมกับฝืนยิ้มออกมา“เขายังไม่มา.”จากนั้นก็เร่งรีบเอ่ยออกมาว่า“ต้าเหรินวางใจได้,เขามาแน่นอน,เขาต้องมาแน่นอน.”

เฉินฉงเถาและซุนเซียวเฟยที่เห็นท่าทางของจูหลางที่นอบน้อมต่อลู่อี้ผิงเป็นอย่างมาก,ก็ประหลาดใจ.

หลาย ๆ คนที่รู้จักจู่หลางต่างก็เอ่ยเสียงเบาเช่นกัน.

“คนผู้นี้เป็นใครกัน? แม้แต่จูหลางสำนักยวีฟ่านยังสุภาพขนาดนั้น.”

เหล่าผู้เยาว์รอบ ๆ ต่างก็สงสัย,ศิษย์สตรีมากมาย,จ้องมองลู่อี้ผิง,ใบหน้าเป็นประกาย,ต้องการสอบถามถึงสถานะของลู่อี้ผิง,ทว่าเมื่อรู้ว่าอีกผิงเป็นคนของตระกูลกู่ โรงเตี้ยมอู๋ซ่วงก็หวั่นไหว.

ลู่อี้ผิงที่สวมชุดสีน้ำเงินอ่อน,ทว่าชุดของเขานั้นไม่อาจบอกได้ว่าทอขึ้นจากวัสดุใด,มันดูเปล่งประกายระยิบระยับ,ผมของลู่อี้ผิงที่โบกสะบัด,สีดำเงาเหมือนหยก,สะท้อนแสงเข้ามาในดวงตาราวกับ ทะเลดวงดาว,กล่าวได้ว่าตั้งแต่เท้าจรดศีรษะสมบูรณ์แบบเกินจะกล่าว.

นอกจากนี้ ใบหน้าของอีกฝ่ายยังสว่างงามราวกับหยกสลักเทพสร้าง,ยิ่งมองยิ่งหลงใหล.

เหล่าผู้ฝึกตนสตรีต่างก็จ้องมองด้วยความตื่นเต้น.

ลู่อี้ผิงเอ่ยต่อจูหลาง“ไปได้.”

จูหลางที่กล่าวขอโทษ,โค้งคำนับอย่างสุภาพ,และไปซ่อนในฝูงชน.

ตำหนักส่วนใน,ธิดาศักดิ์สิทธิ์เผ่ามนุษย์,เฉินหานเสวี๋ยและฉีหวยและอีกคนเป็นผู้เยาว์ที่ถือพัดหยกกำลังพูดคุยกันเรื่องวิถีปรุงยา.

ผู้เยาว์พัดหยกคนนี้,ก็คือหลานราชันย์หมาป่ายวีเมียน,เห่าเหลียนยวีนั่นเอง.

ขณะที่พวกเขากำลังปรึกษาหารือกันอยู่นั้น,ด้านนอกก็มีเสียงดังอื้ออึงขึ้น,จึงหยุดลง.

เฉินหานเสวี๋ยที่รู้สึกประหลาดใจ,จึงเรียกสาวใช้ เข้ามาถาม,ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น.

“มีคนของตระกูลกู่โรงเตี้ยมอู๋ซ่วงมา ได้ยินมาว่ามีสถานะไม่ธรรมดา,ถือตราม่วงทองของนักบุญอู๋ซ่วงด้วย.”

นางที่ดูลังเลเอ่ยออกมาอีกว่า“นอกจากนี้ฝ่ายตรงข้ามยังหล่อเหลาสง่างามมาก ๆ ด้วย!”

สง่างามมาก ๆ อย่างงั้นรึ?

เฉินหานเสวี๋ยที่ดวงตาเบิกกว้าง,จากนั้นก็เผยยิ้ม,นางที่จ้องมองไปยังฉีหวยและเห่าเหลียนยวี.

“คุณชายทั้งสอง,พวกเราะออกไปดูหน่อยเป็นอย่างไร?”

ฉีหวย,เหล่าเหลียนยวีที่พยักหน้ารับ.

ทั้งสองเองก็สงสัยคนของโรงเตี้ยมอู๋ซ่วงที่ถือตราทองม่วงเช่นกัน.

ดังนั้น,คนทั้งสามจึงลุกขึ้นก้าวออกจากตำหนักส่วนใน,มุ่งตรงไปยังส่วนด้านหน้า.

ภายในลานที่พัก,ลู่อี้ผิงที่จ้องมองไปยังเสาศิลาที่ตั้งอยู่มุมของลาน.

วัวกระทิงมังกรเขาทองคำเองก็จ้องมองไปยังเสาศิลาด้วยเช่นกัน.

“นี่คือวัตถุสมบัติศาลสวรรค์ยุคปรัมปราอย่างงั้นรึ?”วัวกระทิงมังกรเขาทองคำเผยความประหลาดใจออกมา.

วัตถุสมบัติเสาศิลา,ดูเหมือนกับวัตถุที่สร้างศิลาจารึกสวรรค์,เป็นอย่างมาก.

ลู่อี้ผิงไม่ได้สนใจเหล่าสตรีที่จ้องมองมายังเขาเป็นประกายแม้แต่น้อย,เขาก้าวตรงไปยังเสาศิลาดังกล่าวทันที.

เสาศิลาดังกล่าว ทำให้ลู่อี้ผิงประหลาดเป็นอย่างมาก,เสาศิลาแห่งนี้บันทึกวิถีกู่ฉินเอาไว้อย่างคาดไม่ถึง.

นอกจากนี้ยังเป็นของกองพิธีการศาลสวรรค์ยุคปรัมปราในอดีต,แม้นว่าจะไม่ได้ล้ำค่าอะไร,ทว่ากับหายากมากๆ ,ไม่คิดเลยว่าเฉินหานเสวี๋ยจะนำมาวางเอาไว้ด้านนอกเช่นนี้.

“วิถีกู่ฉิน?”วัวกระทิงมังกรเขาทองคำเอ่ย.

ลู่อี้ผิงพยักหน้ารับ,ขณะจดจ้องมอง.

ลู่อี้ผิงที่จ้องมองเพ่งพิศ,ทันใดนั้นเสาศิลาก็เป็นประกาย,นอกจากนี้ยังมีอักขระมากมายที่ส่องแสงขึ้น.

เสาศิลา,เป็นวัตถุจากศาลสวรรค์ยุคปรัมปรา,มีเชาว์ปัญญาเป็นของตัวเอง,หากใครสามารถตระหนักรู้วิถีกู่ฉิน,จะทำให้มันส่องสว่างเปล่งประกายส่องแสงออกมา.

ยิ่งเข้าใจได้มาก,ก็ยิ่งสว่างมาก.

เฉินฉงเถา,ซุนเห่าเฟยและคนอื่น ๆ ที่ก้าวออกมาเห็นเสาศิลาส่องแสงออกมาเอง อย่างคาดไม่ถึง,ก็เผยความประหลาดใจออกมา.

“เกิดอะไรขึ้น?”ซุนเสี่ยวเฟยที่เอ่ยด้วยความสงสัย.

เฉินฉงเถาที่ส่ายหน้าไปมา“ไม่รู้เหมือนกัน,เสาศิลานั่น,เป็นของญาติผู้น้องของข้านำมาวางไว้ด้วยตัวเอง,ไม่เห็นมีอะไรพิเศษ,หลายคนเห็นเป็นเพียงเสาศิลาจารึกธรรมดาทั่วไปเท่านั้น ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ,แต่ว่า คาดไม่ถึงเลยว่า คนผู้นี้จะทำให้เสาศิลาเสานี้เปล่งแสง?”

เฉินหานเสวี๋ยและฉีหวย,เห่าเหลียนยวีที่ก้าวออกมา,เห็นเสาศิลาเปล่งแสง,นอกจากนี้ยังมีอักขระส่องสว่างขึ้นด้วย,แววตาคู่งามของเฉินหานเสวี๋ยสะดุ้งตกใจอย่างสมบูรณ์.

คนอื่น ๆ ไม่รู้จักเสาศิลาต้นนี้,ทว่านางนั้นเข้าใจดี,นี่คือวัตถุสมบัติศาลสวรรค์ยุคปรัมปรา,บันทึกวิถีกู่ฉินเอาไว้,นางที่ตระหนักรู้มาหลายปี,ยังทำให้เสาศิลาปรากฏอักษรขึ้นมาได้แค่สี่แถว,ยังเหลืออีกหลายบรรทัดที่ยังไม่อาจตระหนักรู้ได้.

เหล่าผู้เยาว์ที่เข้าร่วมงานชุมนุมวิถียาผู้นี้เพียงแค่มา,กับตระหนักรู้ได้ถึงสามบันทัดเลยอย่างงั้นรึ?!

“เขาเป็นใคร?”เฉินหานเสวี๋ยที่เอ่ยสอบถามสาวใช้.

สาวใช้เอ่ยตอบ“เขาคือคนของตระกูลกู่โรงเตี้ยมอู๋ซ่วง.”

“เป็นเขา!”เฉินหายเสวี๋ยที่เผยความประหลาดใจ.

ฉีหวยจ้องมองเฉินหานเสวี๋ยด้วยความประหลาดใจ,อดไม่ได้ ต้องเอ่ยถามออกมา“แม่นางหานเสวี๋ย,เสาศิลานั้นมีอะไรพิเศษอย่างงั้นรึ?”

เฉินหานเสวี๋ยที่ดูลังเล,เอ่ยออกมาว่า“เสาศิลา,บันทึกวิถีกู่ฉินเอาไว้,เป็นอักขระที่ยากจะเข้าใจ,ยิ่งตระหนักรู้ได้มากเท่าไหร่,เสาศิลาก็ยิ่งเรืองแสง,ข้าใช้เวลามาหลายร้อยปี,ตระหนักรู้ได้เพียงสี่บันทัด,คนของตระกูลนั่นไม่คาดคิดเลยว่าเพียงแค่ตระหนักรู้,ก็ทำให้อักขระสามบันทัดส่องแสงออกมาแล้ว!”

ฉีหวย,เห่าเหลียนยวีทั้งสองที่ลอบตกใจ,เฉินหานเสวี๋ยที่ใช้เวลาตระหนักรู้หลายร้อยปี,ทำให้ส่องแสงได้สี่บันทึก,คนของตระกูลกู่ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง,ก็ตระหนักรู้ได้สามบรรทัดแล้วอย่างงั้นรึ?

เห่าเหลียนยวีเอ่ย“แม่นางหานเสวี๋ย ไม่ควรประเมินตัวเองต่ำไป,เจ้าไร้เทียมทานทั้งวิถีปรุงยาและวิถีกู่ฉิน,นอกจากนี้ เจ้ายังตระหนักรู้ได้ถึงสี่บรรทัดแล้ว,แต่ผู้เยาว์ตระกูลกู่นั่นตระหนักรู้ได้แค่สามบันทัดเองไม่ใช่รึ?”

อย่างไรก็ตามสิ้นเสียง,บรรทัดที่สี่ของเสาศิลาก็ส่องแสงออกมาโดยสมบูรณ์.

จบบทที่ Chapter 180 Do most also three lines shine?

คัดลอกลิงก์แล้ว