- หน้าแรก
- ระบบไลฟ์สดพารวย: ภารกิจปั้นสามีทหารให้เป็นท่านนายพล
- บทที่ 110 - ทำไมต้องเป็นเธอ
บทที่ 110 - ทำไมต้องเป็นเธอ
บทที่ 110 - ทำไมต้องเป็นเธอ
บทที่ 110 - ทำไมต้องเป็นเธอ
กวนเล่ยสุดจะทนไหว เธอกระแทกแก้วน้ำลงแล้วโพล่งออกมา "โรงงานนั่นก็แค่เพิ่งจะเริ่มตั้งไข่ อนาคตจะรอดหรือจะร่วงใครจะไปรู้ ฉันว่าเธออย่าเพิ่งไปฝากความหวังทั้งหมดไว้กับมันเลยดีกว่า จริงสิ... เธออยากไปทำงานต่างถิ่นไม่ใช่เหรอ กะว่าจะไปเมื่อไหร่ล่ะ"
จ้าวเหม่ยชะงักกึก
ก่อนหน้านี้เธอเคยมีความคิดจะทิ้งลูกไว้ให้แม่เลี้ยงแล้วหนีไปหางานทำต่างจังหวัดจริงๆ แต่ความคิดนี้เธอไม่เคยปริปากบอกใคร แม้แต่สามีอย่างเจิงจ้วงจื้อก็ไม่รู้
เธอไม่เข้าใจว่ากวนเล่ยรู้เรื่องนี้ได้ยังไง
กวนเล่ยเองก็รู้ตัวว่าหลุดปากพูดเรื่องในชาติก่อนออกไปเสียแล้ว
เธอรีบแก้ตัวพัลวัน "อุ๊ยดูฉันสิ ยัยฉินฉินเพื่อนฉันเคยเล่าให้ฟัง สงสัยฉันคงจำสลับกันว่าเป็นเธอพูดมั้ง"
จ้าวเหม่ยยิ้มบางๆ "เมื่อก่อนฉันก็เคยคิดแบบนั้นจริงๆ นั่นแหละ เฮ้อ... มันจนตรอกน่ะ ตอนนั้นพ่อของเหอเหอเอาแต่เที่ยวเตร่ไม่กลับบ้าน ฉันอยู่บ้านเฉยๆ ก็ทนไม่ไหว แต่ตอนนี้พี่สะใภ้ก็เห็นแล้ว เขาเริ่มกลับใจมาดูแลครอบครัว ฉันเลยไม่คิดจะไปไหนแล้วล่ะจ้ะ"
"งั้นก็ดีแล้ว" กวนเล่ยฝืนยิ้มแห้งแล้ง
"งั้นพี่สะใภ้พักผ่อนเถอะจ้ะ ฉันไปช่วยแม่ทำกับข้าวก่อนนะ" พูดจบจ้าวเหม่ยก็เดินออกจากห้องไป
กวนเล่ยทิ้งตัวลงนอนหงายจ้องมองเพดานแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
ขนาดกุ๊ยข้างถนนอย่างเจิงจ้วงจื้อยังกลับตัวเป็นคนดีได้ แล้วทำไมจ้าวหยาง...
จะว่าไป เรื่องที่จ้าวหยางแอบมีบ้านเล็กบ้านน้อยในเมืองก็ยังเป็นหนามยอกอกเธออยู่
คราวนี้เธอกะว่าจะคาดคั้นถามให้รู้เรื่อง แต่พอเห็นจ้าวหยางทำหน้าบอกบุญไม่รับ เธอก็ไม่กล้าเปิดปากถาม
เฮ้อ...
ณ สำนักงานชลประทานและพลังงานน้ำอำเภอ
หลังจากส่งกวนโย่วซวงขึ้นรถของหยางเหยียนแล้ว กู้เอ๋อร์หรงก็แวะกินมื้อเช้าก่อนจะเข้ามาทำงาน
เมื่อเขาเดินเข้าห้องทำงานก็พบว่าเซี่ยหย่วนหางมาถึงก่อนแล้ว วันนี้เพื่อนตัวดีสวมเชิ้ตขาวกางเกงสแล็คสีดำดูภูมิฐานผิดหูผิดตา
เพราะรู้ข่าวว่าวันนี้จะมีสาวเจ้ามาประจำการที่แผนก เมื่อคืนเขาถึงกับขุดรองเท้าหนังคู่เก่งที่ซื้อตั้งแต่เริ่มทำงานปีแรกออกมาขัดจนมันวับ
"เป็นไง?" เซี่ยหย่วนหางถามพร้อมเก็กท่า "หล่อระเบิดเลยใช่ไหมล่ะ"
กู้เอ๋อร์หรงยิ้มพยักหน้าบอกว่าใช่
เซี่ยหย่วนหางพินิจพิจารณาเพื่อนรักอยู่อึดใจหนึ่งแล้วพยักหน้าหงึกหงัก "ไม่เลวๆ ขอบตานายคล้ำไปหน่อย ดูท่าทางวันนี้ราศีฉันจะจับกว่านายนะเนี่ย"
กู้เอ๋อร์หรงยิ้มเจื่อนๆ เมื่อคืนเขาจัดหนักกับกวนโย่วซวงจนเกือบเช้า แทบจะไม่ได้หลับได้นอน
เขานั่งลงเตรียมร่างบทสุนทรพจน์ผู้บริหารเรื่องโครงการไฟฟ้าพลังงานลมที่จะต้องใช้ในวันศุกร์ ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้ง
หลิวเนียนชิ่งเดินยิ้มร่าเข้ามา ด้านหลังมีหญิงสาวหน้าตาดีเดินตามมาติดๆ
เซี่ยหย่วนหางมองจนตาค้าง
หญิงสาวผู้นั้นอายุราวๆ ยี่สิบห้าปี รูปร่างสูงโปร่ง ผิวสีแทนดูสุขภาพดี เครื่องหน้าคมเข้มมีเสน่ห์แบบสาวลูกครึ่ง
ดวงตากลมโตสุกใสมีประกายสีอำพันดูลึกลับ หางตาชี้ขึ้นเล็กน้อยเพิ่มความโฉบเฉี่ยว
จมูกโด่งเป็นสัน ปลายจมูกเชิดรั้น ริมฝีปากอวบอิ่มชวนมอง
คิ้วทรงธรรมชาติไม่ได้กันจนโก่งเรียว ดูสวยดุเซ็กซี่ไปอีกแบบ
เธอรวบผมดัดลอนมัดไว้สูงกลางกระหม่อม ประดับด้วยโบว์ผูกผมอันใหญ่สีชมพู
สวมเสื้อแจ็คเก็ตทรงค้างคาวสีขาวทับเสื้อตัวใน จับคู่กับกางเกงแอโรบิกสีดำรัดรูปโชว์ท่อนขาเรียวยาว สวมรองเท้าหนังคัทชูหัวตัดสีดำขัดมัน
หลิวเนียนชิ่งแนะนำด้วยรอยยิ้ม "เอ๋อร์หรง เสี่ยวเซี่ย ขอแนะนำให้รู้จัก นี่สมาชิกใหม่ของแผนกพวกคุณ ชื่อเจียงย่าน เป็นคนต่างมณฑล เพิ่งย้ายมาใหม่อาจจะยังไม่คุ้นเคย ฝากพวกคุณสองคนช่วยดูแลเธอด้วยนะ"
กู้เอ๋อร์หรงพยักหน้ารับ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยคำถาม... ทำไมจู่ๆ เธอถึงมาโผล่ที่นี่?
ปกติเด็กใหม่จะมีฝ่ายบุคคลพามาแนะนำตัวไม่ใช่เหรอ ทำไมท่านผอ.ถึงลงทุนพามาส่งด้วยตัวเอง?
พวกเขามีความสัมพันธ์อะไรกัน?
ภาพความทรงจำสมัยเป็นทหารผุดขึ้นมาในหัว
เขาเคยไปประจำการที่เมืองซานเชิงต่างมณฑล และเจียงย่านก็เป็นคนท้องถิ่นที่นั่น เข้ากรมพร้อมรุ่นเดียวกันกับเขา
เจียงย่านเป็นทหารฝ่ายศิลปวัฒนธรรม ทั้งสวยทั้งเก่งเรื่องร้องรำทำเพลง พอเข้ากองร้อยก็กลายเป็นดาวเด่นที่มีหนุ่มๆ ตามจีบหัวกระไดไม่แห้ง แต่เธอกลับปักใจรักแค่เขาคนเดียว หาโอกาสมาดักเจอเขาตลอด
ทุกครั้งที่มา เธอมักจะมีของติดไม้ติดมือมาฝาก ไม่ถุงมือถักเองก็กลอนรักที่แต่งเอง ไม่ก็เพลงที่เธอแต่งทำนองหรือเนื้อร้องเอง
พูดตามตรง เธอเป็นผู้หญิงเก่งและมีพรสวรรค์ แต่ตอนนั้นเขาบ้างาน สนใจแต่อนากตตัวเอง แถมเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ก็ตายด้าน จึงไม่เคยตอบรับไมตรี ปฏิเสธเธออย่างเย็นชาทุกครั้ง
แต่เธอก็ไม่ยอมตัดใจ ยังคงตามตื๊ออย่างเร่าร้อน ถึงขั้นเอ่ยปากว่าถ้าเขาปลดประจำการ เธอจะยอมทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนตามเขากลับมาที่บ้านเกิด
แน่นอนว่าเขาไม่เปิดช่องว่างให้เธอแม้แต่นิดเดียว
หลังจากเขาปลดประจำการ เธอก็ยังอุตส่าห์สืบจนรู้ว่าเขาทำงานที่สำนักชลประทานอำเภอถง และส่งจดหมายรักมาให้ตั้งหลายฉบับ
เขาไม่เคยตอบกลับเลยสักฉบับ จนจดหมายเหล่านั้นเงียบหายไปเองตามกาลเวลา
ผ่านไปตั้งหลายปี ทำไมจู่ๆ วันนี้เธอถึงมายืนอยู่ตรงนี้ได้?
กู้เอ๋อร์หรงเก็บความสงสัยทั้งหมดลงกล่องแล้วพยักหน้าตอบรับเรียบๆ
เซี่ยหย่วนหางรีบขยับเสื้อเชิ้ตให้เข้าที่แล้วเสนอหน้าทันที "ยินดีต้อนรับครับยินดีต้อนรับ ต่อไปมีอะไรไม่เข้าใจถามผมได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ"
เจียงย่านยิ้มขอบคุณ พลางปรายตามองกู้เอ๋อร์หรงที่ยังคงทำหน้านิ่งไร้อารมณ์
หลิวเนียนชิ่งเอ่ยขึ้น "จะว่าไป ประวัติของเจียงย่านคล้ายกับเอ๋อร์หรงอยู่นะ เธอเล่าว่าเคยเป็นทหารที่เมืองซานเชิงมาก่อน เอ๋อร์หรงเองก็ไปประจำการที่ซานเชิงเหมือนกันใช่ไหม"
หัวใจเซี่ยหย่วนหางร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
กู้เอ๋อร์หรงพยักหน้า
เจียงย่านแสร้งทำท่าตกใจ "บังเอิญจังเลยค่ะ คุณรุ่นไหนคะเนี่ย"
กู้เอ๋อร์หรงเงียบกริบ
หลิวเนียนชิ่งเห็นท่าไม่ดีจึงตัดบท "เอ๋อร์หรงเขาเป็นคนพูดน้อย เอาเป็นว่าพวกคุณค่อยๆ ทำความรู้จักกันไปนะ วันนี้ช่วยพาเธอเดินดูรอบๆ สำนักงานหน่อยละกัน"
"ได้ครับ ขอบคุณผอ.หลิวมากครับ"
เซี่ยหย่วนหางกุลีกุจอชี้ไปที่โต๊ะว่างข้างๆ ตัวเอง "โต๊ะตัวนี้ผมเพิ่งเคลียร์ให้เมื่อเช้า คุณนั่งตรงนี้เลยนะ เดี๋ยวผมไปเบิกพวกสมุดปากกาให้ มีอะไรสงสัยถามได้ตลอด ห้ามเกรงใจเด็ดขาด"
เจียงย่านพยักหน้า วางกระเป๋าลงบนโต๊ะ
แต่กู้เอ๋อร์หรงกลับก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ เหมือนไม่รับรู้การมีตัวตนของสมาชิกใหม่แม้แต่น้อย เจียงย่านขบเม้มริมฝีปากด้วยความน้อยใจ
เซี่ยหย่วนหางยังคงทำคะแนนต่อ "เอางี้ไหม เดี๋ยวผมพาคุณเดินทัวร์รอบๆ สำนักงาน จะได้คุ้นเคยกับสถานที่"
"ฉันอยากให้เขาพาไปค่ะ" เจียงย่านชี้ไปที่กู้เอ๋อร์หรงแล้วยิ้มหวาน "เขาเคยเป็นทหารเหมือนกัน น่าจะคุยกันถูกคอมากกว่า"
เซี่ยหย่วนหางเจ็บจี๊ดไปถึงขั้วหัวใจ
แม่คุณเอ๋ย พูดตรงไปไหม... แปลว่าคุยกับผมแล้วมันจูนกันไม่ติดสินะ?
กู้เอ๋อร์หรงเงยหน้าขึ้นมาพูดเสียงเรียบ "ผมปลดประจำการมาหลายปีแล้ว เรื่องในค่ายทหารลืมไปเกือบหมด เสี่ยวเซี่ยเขาเป็นลูกหม้อเก่าแก่ของที่นี่ รู้จักซอกมุมดีกว่าผม ให้เขาพาไปน่าจะเหมาะกว่า"
"ใช่ครับๆ ผมเชี่ยวชาญพื้นที่นี้มาก ไปกันเถอะครับ ผมพาไปเอง"
เจียงย่านตวัดสายตาตัดพ้อใส่กู้เอ๋อร์หรงแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดประชด "งั้นไปกันเถอะค่ะ"
[จบแล้ว]