เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 139 My main tablet finally came into being

Chapter 139 My main tablet finally came into being

Chapter 139 My main tablet finally came into being


我的主碑终于出世(二更)

จีเทียน,เหยียนเมิ่ง,เจิ้งซ่างชิง ทั้งสามเห็นฉินโม่จิวที่ไม่ทักทาย,ภายในใจที่รู้สึกไม่พอใจ,แต่ก็ไม่ได้เผยมันออกมาทางสีหน้า.

เฉิงซ่วงหลงที่ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก,ยกมือผสานเอ่ยต่อฉินโม่จิว“แท้จริงแล้วเป็นน้องโม่จิวนี่เอง,หลายปีไม่ได้เห็น,ดูน้องโม่จิวน่าเกรงขามยิ่งกว่าในอดีต.”

ฉินโม่จิวที่เผยยิ้ม“พี่อู๋ซ่วงชื่นชมเกินไปแล้ว.”จากนั้นเขาก็ผายมือเชิญ“พี่อู๋ซ่วง,เชิญ!”

“เชิญ!”เซิ่งซ่วงหลงที่เผยยิ้ม,ก่อนที่จะเอ่ยต่อจีเทียน,เหยียนเมิ่งและเจิ้งซ่างชิง,“สหายทั้งสาม,เชิญ!”

“เชิญ!”

จีเทียน,เหยียนเมิ่ง,เจิ้งซ่างชิง ทั้งสามที่เร่งรีบกล่าวออกมาทันที.

คนอื่น ๆ,กู่กั้วหยวน,หัวหรูเซิ่ง,จู่อวิ๋น,เจ้านิกายเสวียนเทียนเฉินซีหมิงไม่กล้าหยุด ก้าวตามไปทันที.

ในเวลานั้น,คนของโรงเตี้ยมอู๋ซ่วง,นิกายฉินหัว,นิกายเสวียนเทียน,สำนักกระบี่ไท่ชิง,และตระกูลเหยียน,ห้าสุดยอดกลุ่มอิทธิพลที่ก้าวเข้าไปในเมือง ตรงไปยังลานตรงกลาง.

ผ่านไปไม่นาน,ฉินโม่จิว,เฉิงซ่วงหลง,จีเทียน,เหยียนเมิ่ง,เจิ้งซ่างชิงและคนอื่น ๆ ก็มาถึงลานตรงกลาง.

หลังจากที่พวกเขามาถึง,บนพื้นที่ของนิกายฉินหัวปรากฏชายหนุ่มชุดน้ำเงินนั่งอยู่,กำลังนั่งดื่มกินอย่างไม่แยแสผู้ใด,ก็ตะลึงงัน.

หมายความว่าอย่างไร?

ชายหนุ่มผู้นี้ไม่รู้ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของนิกายฉินหัวอย่างงั้นรึ?

เฉิงซ่วงหลงเห็นร่างของลู่อี้ผิง,ก็รู้สึกราวกับว่าเคยเห็นมาก่อน.

ในเวลาต่อมา,ใบหน้าของเขาที่สั่นไปมา,ราวกับว่าในจิตสำนักนั้นปรากฏร่าง ๆ หนึ่งขึ้น.

ดวงตาที่เบิกกว้างแทบถลนออกมา.

ในอดีต,เขาโชคดีได้ตามนักบุญปิศาจ,เห็นบุคคลลึกลับผู้หนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ.

ทว่า,เห็นเพียงแผ่นหลังเท่านั้น,ไม่ได้เห็นด้านหน้า.

ดังนั้น,เมื่อเห็นลู่อี้ผิง,จึงประหลาดใจเป็นอย่างมาก.

เป็นต้าเหรินหรือไม่?!

อย่างไรก็ตาม,เขาไม่อาจยืนยันได้.

“โยนมันออกไป.”ฉินโม่จิวเอ่ย.

ในเวลานั้น,บรรพชนชรานิกายฉินหัวก้าวออกมาด้านหน้า“ท่านโม่จิว,นี่คือลู่อี้ผิง.”

“ลู่อี้ผิง!”ฉินโม่จิว,เจิ้งซ่างชิง,จีเทียน,เหยียนเมิ่งและคนอื่น ๆ ต่างก็ประหลาดใจไปตาม ๆ กัน.

“แท้จริง เป็นมันนี่เอง!”ฉินโม่จิวที่ใบหน้ากลายเป็นเคร่งขรึม.

หลายวันมานี้,พวกเขาตามสืบเสาะหาความจริง,ว่าเทพกู่ฉินฟู่เฉาที่ถูกฝ่ามีอรหันต์กำราบเป็นใคร,ทว่าเมื่อรู้ว่าลู่อี้ผิง เวลานั้นอยู่ในดินแดนเฟิงเหล่ย,ดังนั้นจึงมั่นใจว่าคนลึกลับนั่นไม่ใช่ลู่อี้ผิงอย่างแน่นอน.

ทว่ากู่กั๋วหยวนได้ที่ยินว่าลู่อี้ผิง,แววตาก็เผยความโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที,จิตสังหารที่มากล้นแผ่ออกมา.

เขาที่ตามหาอีกฝ่ายจนทั่ว,เจ้าหนุ่มคนนี้ก็คือคนที่สังหารบุตรของเขานั่นเอง.

กู่กั๋วหยวนก้าวไปด้านหน้า,เอ่ยด้วยควาเมคารพต่อเฉิงซ่วงหลง,“ต้าเหริน,เจ้าคนผู้นี้สังหารบุตรชายของข้า,ปิดโรงเตี้ยมอู๋ซวงเมืองเสวียนกู่,ขอให้ต้าเหรินอนุญาตให้ข้าลงมือ,สังหารมันผู้นี้ด้วย!”

เฉิงซ่วงหลงที่ดูลังเล.

ในเวลานั้น,เจิ้งซ่างชิงสำนักกระบี่ไท่ชิง,ก้าวมาด้านหน้า,จ้องมองลู่อี้ผิงด้วยความเย็นชา“ลู่อี้ผิง,ไม่คาดคิดเลยว่าเจ้าจะมายังเมืองเทียนเป่ย!”

ลู่อี้ผิงที่ไม่สนใจมองเจิ้งซ่างชิงด้วยซ้ำเอ่ยออกมาว่า“ทำไมข้าจะไม่กล้า?”

เจิ้งซ่างชิงแค่นเสียง,“ฉินหวยนำคนของสำนักกระบี่ไท่ชิง 100 กว่าคนไปนิกายกระบี่กุยหยวน ถูกพวกฉู่ถงสังหารหมด,ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า.”

“เจ้าพูดผิดแล้ว.”วัวกระทิงมังกรเขาทองคำเอ่ยขัดทันที“คนของสำนักกระบี่ไท่ชิงกว่าร้อยคนนั่น,ข้าสังหารทั้งหมด.”

เจิ้งซ่างชิงและคนอื่น ๆ ต่างก็ประหลาดใจ.

จนกระทั่งถึงตอนนี้,พวกเขาคิดว่าฉินหวยและคนอื่น ๆถูก ฉู่ถง,เฟิงเหวินและคนอื่น ๆ ร่วมมือกันสังหาร.

“เป็นเจ้าอย่างงั้นรึ?!”เจิ้งซ่างชิงและคนของสำนักกระบี่ไท่ชิงจ้องมองวัวกระทิงมังกรเขาทองคำด้วยความประหลาดใจ.

วัวกระทิงมังกรเขาทองคำที่ผิวปาก,เอ่ยออกมาว่า“ใช่แล้ว,อยากเอาคืนก็เข้ามา?”จากนั้นเขาก็กวาดตาจ้องมองกู่กั้วหยวน,ฉินโม่จิว,หัวหรูเซิ่งและคนอื่น ๆ“ขี้เกียจพูดมาก,พวกเจ้าเข้ามาพร้อมกันเลย,ข้าจะได้จัดการไปทีเดียว.”

กู่กั๋วหยวน,หัวหรูเซิ่งและคนอื่น ๆ ที่ใบหน้ากลายเป็นอัปลักษณ์ไปในทันที.

ฉินโม่จิวที่เผยแววตาเย็นชา.

อย่างไรก็ตาม ในเวลาเดียวกันนั้น,ลานใจกลางเมืองเทียนเป่ยกับสั่นไปมาทันที.

ริ้วแสงที่พุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า.

ลำแสงที่แผ่รัศมีอำนาจสวรรค์กดทับลงมาอย่างรุนแรง.

อำนาจสวรรค์ที่ราวกับน้ำตาที่ไหลลงโถมทับสู่พื้นด้านล่าง,เหล่าผู้อ่อนแอต่างก็สั่นสะท้าน.

ทั่วทั้งเมืองเทียนเป่ย,เวลานี้ถูกปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายของอำนาจสวรรค์.

ผู้คนทั้งหมดต่างก็จดจ้องมองไปยังลานตรงกลาง.

“เกิดอะไรขึ้น? ศิลาจารึกสวรรค์กำลังปรากฏขึ้นอย่างงั้นรึ?”

“ปรากฏก่อนเวลาอย่างงั้นรึ?”

ผู้คนต่างก็เผยความอัศจรรย์ใจออกมา.

ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน,ศิลาจารึกสวรรค์ปรากฏขึ้นมาหลายครั้งแล้ว,แต่ไม่เคยได้ยินมาว่ามันปรากฏก่อนเวลาเลยสักครั้ง.

มีเหตุผลอันใด,ที่ทำศิลาจารึกสวรรค์ปรากฏก่อนเวลา?

ที่จริงผู้คนไม่เห็นว่า บริเวณสถานที่ลู่อี้ผิงนั่งอยู่,ปรากฏพลังที่มองไม่เห็นกำลังแผ่พุ่งลงไปใต้พื้นดินกวาดไปทั่วบนพื้นที่มิติรอบ ๆ อย่างไม่หยุดหย่อน.

เหล่ยยวีที่นั่งดื่มสุราอยู่เห็นว่าศิลาจารึกสวรรค์กำลังปรากฏ,แม้นว่าจะประหลาดใจ,ทว่าก็หัวเราะอย่างมีความสุข“ยอดเยี่ยม,ศิลาจารึกสวรรค์กำลังปรากฏ!”

สำหรับเขา,ศิลาจารึกสวรรค์ปรากฏออกมาเร็วเท่าไหร่นับเป็นเรื่องดี,จะได้ไม่ต้องเสียเวลารอนาน.

ในเวลานั้น,แทบจะทั้งเมืองเทียนเป่ย,ผู้คนต่างตื่นเต้นดีใจ.

เหล่าคนที่นั่งอยู่,ต่างก็ยืนขึ้น,ก้าวเข้าไปใกล้ลานตรงกลาง.

เหล่ยยวีที่ลุกขึ้นทันที,ก้าวตรงไปที่มุมใจกลาง.

เขาที่กวาดตามองไปรอบ ๆ,เอ่ยปากออกมาเสียงดัง“ศิลาจารึกเหมาะกับผู้เหมาะสมเท่านั้น,ศิลาจารึกตรงกลางและศิลาจารึกรองอีกเก้าอันรอบ ๆ เป็นของนิกายคุนเผิงของข้า,อย่าได้โทษข้าว่าไม่ได้เตือนทุกคน,หากใครต้องการยึดครองศิลาจารึกหลักและศิลาจารึกรองทั้งเก้า,อย่าได้โทษนิกายเทวะคุนเผิงของข้าที่โกรธเกรี้ยวไม่ไว้หนาผู้ใด!”

เสียงของเขาที่ก้องกังวานไปทั้งเมืองเทียนเป่ย.

สายฟ้าที่แล่นกระจายไปทั่งร่างของเขา.

ทุกคนกลายเป็นเงียบลง.

เฉิงซ่วงหลงที่ขมวดคิ้วไปมา,ในอดีตเมื่อครั้งนักบุญปิศาจยังอยู่,ได้มายังเมืองเทียนเป่ย,นิกายเทวะคุณเผิงไม่กล้าเข้าใกล้ศิลาจารึกหลักและศิลารองรอบ ๆ ทั้งเก้าแม้แต่น้อย,ตอนนี้ท่านนักบุญปิศาจไปจากจิวเทียน,นิกายเทวะคุนเผิงกับเต็มไปด้วยความอหังการหยิ่งผยองเป็นอย่างมาก.

อย่างไรก็ตาม,แม้นว่าคำพูดของเหล่ยยวีจะโอหังอย่างที่สุด,ทว่าเขากับไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา.

ท่านนักบุญปิศาจไม่อยู่,นิกายเทวะคุณเผิงนับว่ามีความแข็งแกร่งไร้เทียมทานอย่างแท้จริง.

ริ้วแสงที่สว่างเจิดจ้าแผ่ออกจากลานตรงกลางมากขึ้นและก็มากขึ้น.

ผืนปฐพีที่สั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน.

จากใต้พื้นดิน,ราวกับว่ามีอสุรกายน่าเกรงขามกำลังปรากฏขึ้นมา.

ริ้วแสงที่เจิดจรัส,สว่างจ้า,กลิ่นอายสวรรค์ที่รุนแรง,ปกคลุมท้องฟ้าเมืองเทียนเป่ย,สายลมและสายฟ้าที่แล่นไปทั่ว,แม้แต่ยอดฝีมือเทพแท้จริงยังต้องฟุบลงบนพื้น,ใบหน้าซีดเซียว.

ตูมมมมมมมมมมม

เกิดระเบิดดังสนั่นอย่างไม่ธรรมดา.

ในเวลานั้นผู้คนต่างมองไปบนพื้นที่ตรงกลางผืนปฐพีที่แยกออก,ปรากฏศิลาจารึกขนาดใหญ่กำลังผุดขึ้นมาช้า ๆ.

ศิลาจารึกที่แผ่รัศมีแสงสีทองสูงหมื่นจั้ง,แสงสว่างเจิดจ้าจน ผู้คนยากจะลืมตา,แม้แต่จ้าวพิภพทั่วไปยังไม่อาจต้านท้าน.

นี่คือศิลาจารึกหลัก.

เหล่ยยวี,ฉินโม่จิว,เจิ้งซ่างซิงและคนอื่น ๆ ที่จับจ้องมองไปยังศิลาจารึกหลัก,ดวงตาที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิง,เหล่ยยวีที่หัวเราะลั่น”ศิลาจารึกหลักของข้า,ท้ายที่สุดก็ปรากฏ.

ศิลาจารึกหลักที่ผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน.

ลำแสงที่เจิดจ้าที่ส่องสว่างมากขึ้นและมากขึ้น.

ท้ายที่สุด,ศิลาจารึกที่ผุดสูง 4.9 เมตรแล้วหยุดลง.

ทุกคนที่จ้องมองศิลาจารึกหลัก,บนนั้นมีอักขระมากมายสลักเอาไว้,ทว่ากับไม่อาจมองเห็นได้อย่างชัดเจน,ศิลาจารึกหลักนั้นมีพลังลึกลับคลุมเอาไว้,มีเพียงคนที่เข้าใกล้เพียงหนึ่งเมตรเท่านั้นที่จะสามารถมองเห็น,ผู้คนที่อยู่ห่างออกไปไม่อาจมองเห็นรับรู้อ่านมันได้.

เหล่ยยวีที่ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก,ก้าวตรงไปยังศิลาจารึกหลัก.

อย่างไรก็ตาม,ขณะที่เข้าจะก้าวไปยังศิลาจารึกหลัก,ทันใดนั้นก็พบว่ามีใครบางคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าศิลาจารึกหลักแล้ว.

เป็นชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงินนั่นเอง,ใบหน้าของเขาที่กลายเป็นซับซ้อนแปลกประหลาด.

จบบทที่ Chapter 139 My main tablet finally came into being

คัดลอกลิงก์แล้ว