เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 13 Locks soul purgatory great array

Chapter 13 Locks soul purgatory great array

Chapter 13 Locks soul purgatory great array


锁魂炼狱大阵

คนของตระกูลเซียวที่จ้องมองกันและกันด้วยความงงงวย.

พวกเขายิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ,ทำไมซ่งหนิงถึงได้ทำเช่นนี้.

เซียวฉางเฟิงที่โกรธเป็นอย่างมาก,เขาจ้องมองกลุ่มผู้คุมกฎของนิกายเหล่ยฉิวเจี้ยนที่ปรากฏขึ้นมาแต่ไกล,กำลังเดินเข้ามาหาพวกเขา.

หลังจากมาถึง,อีกฝ่ายที่กวาดตามองและไปหยุดที่เซียวฉางเฟิง“เจ้านิกายมีคำสั่ง,ศิษย์ตระกูลเซียวทั้งหมดจะถูกขับออกจากนิกายเหล่ยฉิวเจี้ยนและจะต้องออกจากนิกายภายในครึ่งชั่วยาม.”

เซียวฉางเฟิงที่ระงับความโกรธเกรี้ยวเอาไว้,จ้องมองด้วยแววตาเย็นชา“ทำไม?!”

เขาไม่เข้าใจจริง ๆ,ทำไมซ่งหนิงออกคำสั่งไล่ศิษย์ตระกูลเซียวทั้งหมดออกในทันที.

นอกจากนี้,เขาเพิ่งผ่านการทดสอบ,วันนี้ซ่งหนิงกลับไล่เขาออก,ทำไมจึงเป็นเช่นนี้?!

หัวหน้าคุมกฎไม่สนใจเซียวฉางเฟิงแม้แต่น้อย,เขาหันไปเอ่ยกับสมาชิกคุมกฏด้านหลัง“เจ้านิกายสั่งการ นับจากนี้ศิษย์ตระกูลเซียวที่จากไป,ไม่อนุญาตให้นำสิ่งใดของนิกายเหล่ยฉิวเจี้ยนออกไปได้แม้แต่สิ่งเดียว.”

“ให้ทุกคนตรวจสอบศิษย์ตระกูลเซียวทุกคนก่อนจะจากไป.”

เซียวฉางเฟิงที่ได้ยิน,ใบหน้ากลายเป็นอัปลักษณ์.

ความหมายของซ่งหนิงนั้นชัดเจน,สิ่งของที่เป็นของนิกายเหล่ยฉิวเจี้ยน,ไม่อนุญาตให้ตระกูลเซียวนำออกไป.

“ข้าต้องการพบซ่งหนิง!”เซียวฉางเฟิงที่ใบหน้ากลายเป็นมืดครึ้มเย็นชา.

หัวหน้าคุมกฎเอ่ย“ต้องการพบท่านประมุข,ให้บิดาของเจ้ามา.”

ใบหน้าของเซียวฉางเฟิงที่กลายเป็นอัปลักษณ์,ความหมายของผู้คุมกฎนั้นชัดเจน,ว่าเขาไม่มีคณะสมุบัติ?!

หลังจากนั้นครึ่งชั่วยาม.

เซียวฉางเฟิงและเหล่าศิษย์ตระกูลเซียวทั้งหมดเวลานี้ยืนอยู่ที่เชิงเขานิกายเหล่ยฉิวเจี้ยน,ด้วยใบหน้าซีดเซียว.

“ซ่งหนิงทำเกินไปแล้ว!”เหล่าผู้ฝึกตนตระกูลเซียวเอ่ยคำรามด้วยความโกรธ.

“นายน้อย,แล้วเจ้าหนุ่มนั่น,ยังให้พวกเราจับตาดูต่อหรือไม่?”ศิษย์ตระกูลเซียวที่ลังเลเอ่ยเสนอความคิดเห็นออกมา.

เซียวฉางเฟิงที่ใบหน้ามืดครึ้ม,ก่อนส่ายหน้าไปมา“กลับตระกูลก่อน,เจ้าหนุ่มนั่น,ไม่มีทางหนีไปไหนได้หรอก!”

ทว่าในนิกายเหล่ยฉิวเจี้ยน,เหล่าผู้ฝึกตนที่เห็นศิษย์ตระกูลเซียวทั้งหมดถูกขับออกจากนิกาย,ต่างก็เผยความประหลาดใจออกมา.

เดิมทีพวกเขาคิดว่าการที่ศิษย์ตระกูลเซียวถูกขับออกจากนิกายเป็นแค่ข่าวลือ,ทว่ากับเป็นเรื่องจริงอย่างคาดไม่ถึง.

อย่าว่าแต่คนอื่นเลย,แม้แต่เซียวฉางเฟิงและคนตระกูลเซียวก็ไม่เข้าใจว่าทำไมซ่งหนิงทำเช่นนี้.

ไท่หงเทาที่อยู่ข้างกงจู่ไท่เหยี่ยนเอ่ย,“ตระกูลเซียวถูกขับออกจากนิกาย,เรื่องนี้คงเป็นความตั้งใจของอาวุโสเฉินหง!”

ศิษย์ตระกูลเซียวทั้งหมดถูกขับออกจากนิกาย,ไม่ใช่การตัดสินใจของซ่งหนิงอย่างแน่นอน.

กงจูไท่เหยียนที่เผยความประหลาดใจ“อาวุโสเฉินหงรึ? ทว่าทำไมอาวุโสเฉินหงถึงได้ทำเช่นนั้นกันล่ะ?”

ไท่หงเทาส่ายหน้าไปมา,“ข้าไม่เข้าใจเหมือนกัน,มีข่าวที่เพิ่งได้รับมา,เอ่ยว่าอาวุโสเฉินหงนั้นเพิ่งรับสตรีนาม ลู่เสี่ยวยวีเป็นศิษย์ส่วนตัวด้วย.”

“ลู่เสี่ยวยวี?”กงจู่ไท่เหยียนที่เผยความประหลาดใจ“ลู่เสี่ยวยวี,มีพรสวรรค์สูงขนาดนั้นเลยรึ?”

“มีเพียงกายากระบี่ที่ไม่สมบูรณ์.”ไท่หงเทาโบกมือ,เอ่ยออกมาว่า“ข้าได้ตรวจสอบมาแล้ว,ลู่เสี่ยวยวีนั้น,เป็นเพียงศิษย์กองกำลังอันดับสอง,สำนักอาชูร่า,นอกจากนี้สามปีที่แล้ว,สำนักอาชูร่า,ยังถูกนิกายหมื่นปิศาจทำลายไปแล้ว.”

กงจูไท่เหยียนที่ขมวดคิ้วแน่น.

เฉินหงไม่เพียงไม่รับเซียวฉางเฉิงที่มีพรสวรรค์สูงสุด,แต่กับรับลู่เสี่ยวยวีที่เป็นใครไม่รู้เป็นศิษย์ส่วนตัว.

ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจ,เฉินหงต้องการทำอะไร.

“ชายหนุ่มที่ดึงกระบี่เพลิงชาติได้นั้น,ข้าได้สืบแล้ว,เขามีนามว่าลู่อี้ผิง.”ไท่หงเทาเอ่ย,“ส่วนมาจากตระกูลไหน,ไม่อาจตรวจสอบได้.”

“ใช่แล้ว,ลู่เสี่ยวยวีนั้นเดินทางมาทดสอบเข้าร่วมนิกายเหล่ยฉิวเจี้ยน,พร้อมกับลู่อี้ผิง.”

กงจู่ไท่เหยี่ยนที่เผยความตกใจออกมา.

ชายหนุ่มชุดสีน้ำเงินลู่อี้ผิงเดินทางมาพร้อมกับนางอย่างงั้นรึ?

กล่าวได้ว่า,เด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างลู่อี้ผิงตอนนั้นคือลู่เสี่ยวยวี?

นางที่จมอยู่ในความคิดทันที.

......

สนามรบแห่งทวยเทพ,นี่คือสนามรบยุคโบราณ,ที่เหล่าเทพต่อสู้กัน,แม้นว่าเหตุการณ์จะผ่านมาเนิ่นนานหลายปีแล้ว,ทว่าสนามรบแห่งทวยเทพ,ยังมีพลังที่น่าเกรงขามของเหล่าเทพหลงเหลืออยู่,ทั่วทุกหนแห่งมีมหาค่ายกลปิดกั้นเอาไว้ตั้งแต่ยุคบรรพกาล.

ดังนั้น,พื้นที่สนามรบแห่งทวยเทพ,ปรกติแล้ว,น้อยคนนักจะเดินทางมาที่นี่.

ในวันนี้,สถานที่เปลี่ยวร้าง ชายขอบของสนามรบแห่งทวยเทพ,ปรากฏราชรถสีทองขึ้นที่นี่.

สนามรบแห่งทวยเทพ,ไร้ซึ่งพลังวิญญาณแห่งชีวิต,ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายสีเทาที่มากมายไร้สิ้นสุด.

ทว่าเมื่อราชรถสีทองมาถึง,พลังสีเทาไร้สิ้นสุดที่พัดกรูเข้ามา ก็ถูกกวาดม้วนลบออกไปอย่างรวดเร็ว.

ราชรถสีทองที่มาหยุดที่ชายขอบสนามรบแห่งทวยเทพ.

ลู่อี้ผิงนั่งอยู่บนราชรถ,จ้องมองสนามรบแห่งทวยเทพที่กว้างใหญ่ไพศาล,ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนปนเป.

ในเหตุการณ์สงครามแห่งทวยเทพ,สหายของเขามากมาย,ล่วงหล่นตกตายที่นี่!

แม้แต่ศพก็ยังไม่เหลือ.

“เสี่ยวจิน,ไปเถอะ.”ในเวลานั้น,ลู่อี้ผิงเอ่ยออกมาเล็กน้อย.

วัวกระทิงมังกรเขาทองคำที่ก้าวลากรถออกไปช้า ๆ.

ราชรถทองคำที่ก้าวตัดผ่านเข้าไปในสนามรบแห่งทวยเทพทันที.

ลมปราณแห่งความตายสีเทาที่สลายหายไปเมื่อพวกเขาเคลื่อนที่ผ่าน,ไม่อาจขวางกั้นพวกเขาเอาไว้ได้.

ลู่อี้ผิงที่กวาดตามองพื้นที่รอบ ๆ,เมฆลมปราณแห่งความตายที่รวมตัวกันอย่างหนาแน่น,ทำให้เขาขมวดคิ้ว,ปรกติแล้ว,เวลาผ่านมานานขนาดนี้,ลมปราณแห่งความตาย,ควรที่จะสลายหรือเบาบางลง,ทว่ามันกับแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมาก!

เห็นชัดเจนว่า,มีใครบางคนนำมหาค่ายกลออกมาวางที่นี่,เพื่อตรึงลมปราณแห่งความตายไม่ให้สลายหายไป.

แม้แต่หล่อเลี้ยงให้มันแข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย.

เป็นใครกัน?

เป็นไปได้ว่าเป็นฝีมือของคนที่อยู่เบื้องหลังของสงครามแห่งทวยเทพในอดีตหรือไม่?

คิดได้ดังนี้,ดวงตาของลู่อี้ผิงที่เผยความเย็นชาออกมา.

ราชรถสีทองยังเคลื่อนที่ไปด้านหน้า.

ทันใดนั้น,ร่างที่เต็มไปด้วยลมปราณแห่งความตาย,ดวงตาสีแดงโลหิต,เป็นอสุรกายที่น่ากวาดกลัวจู่ ๆก็พุ่งเข้ามาหาลู่อี้ผิงทันที.

นี่คือซือหลิง(undead),เป็นร่างที่ตกตายในดินแดนเทพแห่งความตาย,ที่ดูดซับลมปราณแห่งความตายมาเนิ่นนานหลายปีแล้ว.

ในดินแดนแห่งทวยเทพ,ยกเว้นซือหลิง(อันเดต) และเจียงซือ(ผีดิบ) แล้วก็ยังมีเทพบางคนที่บ่มเพาะด้วยการดูดซับลมปราณแห่งความตาย,เพื่อยกระดับพลังบ่มเพาะให้แข็งแกร่งขึ้นด้วย,ในดินแดนเหิงยวนแห่งนี้,มีหลายสำนักมารที่บ่มเพาะลมปราณแห่งความตาย แต่กระนั้นก็ใช่ว่าทุกคนจะกล้าเข้ามาในสนามรบแห่งทวยเทพแห่งนี้.

อย่างไรก็ตาม,เมื่อซือหลิงพุ่งเข้ามาใกล้ราชรถทองคำ,มันก็หยุดชงัก,ราวกับว่าได้พุ่งปะทะกับพลังที่มองไม่เห็น,จากนั้นร่างของมันก็แตกสลาย,กลายเป็นพลังสวรรค์และปฐพีไป.

ราชรถที่ไม่หยุดแม้แต่น้อย.

ไม่อาจมีพลังใดสามารถขวางกันเอาไว้ได้.

หนึ่งวันผ่านไป.

ลู่อี้ผิงก็มาหยุดที่ยอดเขาแห่งหนึ่ง.

ยอดเขาแห่งนี้,ลองมองแต่ไกล,จะเห็นว่ามันเหมือนกับคมดาบที่กำลังทะลวงท้องฟ้า,บนยอดเขานั้นราบเรียบเหมือนกับแผ่นกระจก,แต่กับแผ่กลิ่นอายที่รุนแรงทำให้ผู้คนมึนงงได้.

“มหาค่ายกลเขตแดนชำระสะกดวิญญาณ!” หลังจากมองเห็นยอดเขา,แววตาของลู่อี้ผิงกลายเป็นเย็นชาขึ้นมา.

มหาค่ายกลแดนชำระสะกดวิญญาณนั้นเป็นหนึ่งในสิบ ของมหาค่ายกลศักดิ์สิทธิ์ในยุคโบราณ.

จะต้องเป็นกลุ่มอิทธิพลที่แข็งแกร่งไม่น้อยที่สามารถสร้างมหาค่ายกลแดนชำระสะกดวิญญาณที่นี่ได้,ด้วยเหตุนี้ทำให้สนามรบแห่งทวยเทพ,ลมปราณแห่งความตายที่ผ่านมาเนิ่นนานหลายปีจึงไม่ยอมสลาย,แม้แต่แข็งแกร่งขึ้น.

สายตาของเขาที่จับจ้องมองมหาค่ายกลเขตแดนชำระสะกดวิญญาณ,ที่เชิงเขา.

มันมีค่ายกลมากมายนับไม่ถ้วนกระจายไปจนถึงยอดภูเขา.

อย่างไรก็ตามรถของลู่อี้ผิงยังคงวิ่งตรงไป,ทะลวงผ่านค่ายกลชั้นแล้วชั้นเล่า,ผ่านค่ายกลตั้งแต่เชิงเขาไปจนถึงยอดเขา.

ผ่านไปนานเหมือนกัน ก่อนที่จะมาถึงยอดเขา,ซึ่งพบว่าบนนั้นเป็นพื้นที่ปิดแยกออกมา.

พื้นที่ดังกล่าวนั้นมีขนาดใหญ่มาก,นอกจากนี้ยังมีแม่น้ำแห่งความตายมากมายหลายแห่งบนนี้.

หากมองลงมาจากบนท้องฟ้าจะพบว่ามันมีค่ายกลบูชายันต์ขนาดใหญ่,บนแท่นบูชายันต์นั้น,มีมหาค่ายกลเขตแดนชำระล้างสะกดวิญญาณที่กำลังหมุนวนโคจร,ลมปราณแห่งความตายในสนามรบแห่งทวยเทพถูกส่งมายังที่นี่ไม่หยุดหย่อน.

กล่าวได้ว่าลมปราณแห่งความตาย,ที่นี่แข็งแกร่งจนรวมตัวเป็นแก่นแห่งความตาย,กำลังลอยอยู่บนอากาศ,รวมตัวกันเป็นหมอกและกลั่นเป็นของเหลวนั่นเอง.

ถึงจะเป็นจักรพรรดิโบราณ,หรือแม้แต่มหาจักรพรรดิ,หากเข้ามาที่นี่,จะต้องถูกปนเปื้อนด้วยลมปราณแห่งความตาย,แม้แต่ทำให้ร่างกายเน่าสลายแทบจะในทันที.

ลู่อี้ผิงที่ร่อนลงที่แท่นบูชายันต์ ซึ่งบนนั้นมีร่างสี่ร่างที่ปกคลุมด้วยลมปราณแห่งความตายลอยอยู่.

จบบทที่ Chapter 13 Locks soul purgatory great array

คัดลอกลิงก์แล้ว