- หน้าแรก
- ทะลุมิติระหว่างสองโลก ผมมีภรรยาและเหล่านางสนม ณ ต้าหมิง
- บทที่ 270 ศัตรูยอมจำนน
บทที่ 270 ศัตรูยอมจำนน
บทที่ 270 ศัตรูยอมจำนน
การปรากฏตัวของฝูงบินทิ้งระเบิดถือเป็นจุดสูงสุดของความหายนะในสนามรบอย่างแท้จริง
ก่อนหน้านี้ เครื่องบินขับไล่อาจจะดูน่ากลัว ทว่าพลานุภาพทำลายล้างยังถือว่าจำกัด เพราะอาศัยเพียงปืนกลอากาศในการกราดยิงสังหารทหารราบ ซึ่งมิอาจสร้างความเสียหายในวงกว้างได้มักนัก ทว่าฝูงบินทิ้งระเบิดนั้นต่างออกไป พวกมันปลดปล่อยระเบิดมหาศาลลงสู่พื้นดิน ทุกครั้งที่ลูกระเบิดสัมผัสพื้น พลันบังเกิดการทำลายล้างเป็นบริเวณกว้างมหาศาล
ภายใต้การโจมตีอันบ้าคลั่ง กองทัพอังกฤษสูญเสียกำลังพลไปอย่างหนักหน่วง และที่ซ้ำร้ายยิ่งกว่าคือเกิดการระเบิดครั้งใหญ่กัมปนาทขึ้น เมื่อลูกระเบิดลูกหนึ่งพุ่งเจาะเข้ากลาง "คลังแสง" ของกองทัพ
ความจริงแล้วมันหาใช่เรื่องบังเอิญมักนัก เพราะนักบินจากเบื้องบนย่อมมองเห็นขบวนม้าและรถบรรทุกที่สุมรวมกันหนาแน่นเป็นเป้าหมายหลักอยู่แล้ว เมื่อคลังแสงระเบิด กองทัพอังกฤษที่มีจำนวนเพียง 2 หมื่นนายก็ตกอยู่ในสภาวะยับเยิน เพียงการโจมตีไม่กี่ระลอก ทหารนับหลายพันนายก็ต้องสังเวยชีวิตไปในทันที
ความสูญเสียเกินครึ่งเช่นนี้คือสิ่งที่กองทัพใดๆ ก็มิอาจแบะรับได้ไหว
สิ่งที่บั่นทอนขวัญกำลังใจทหารอังกฤษมากที่สุด คือการที่ระบบบัญชาการของพวกเขาถูกทำลายลง นายทหารระดับสูงจำนวนมากถูกปลิดชีพจากการโจมตีทางอากาศ แม้ตัว "จอมพลบาร์ตั้ม" จะดวงแข็งรอดชีวิตมาได้ ทว่าเขาก็ตกอยู่ในอาการตะลึงลานจนทำอะไรไม่ถูก เขาประเมินศัตรูต่ำเกินไปมักนัก พลานุภาพจากเวหานี้คือสิ่งที่กองทัพบกของเขาไม่มีทางต้านทานได้เลย
"ไอ้พวกนี้มันไปเอาอาวุธล้ำสมัยปานนี้มาจากไหนกัน! เราจะสู้กับมันได้อย่างไร... ไม่มีทางชนะเลย!" บาร์ตั้มรำพึงด้วยใบหน้าซีดเผือด ความพรั่นพรึงเกาะกินหัวใจจนไร้ซึ่งปัญญาจะหาทางออก
"แย่แล้ว! ศัตรูบุกมาทางโน้นแล้ว! ดูนั่นสิ!"
ในขณะที่พวกเขากำลังสับสน กองทัพราบของหลี่เฟิงก็เริ่มโอบล้อมเข้ามา ทว่าการจู่โจมที่แท้จริงหาได้มาจากทหารราบที่เดินเท้าเข้ามาไม่ แต่มันคือการยิงสนับสนุนจาก "ปืนใหญ่สนาม" ที่ตั้งฐานอยู่เบื้องหลัง
นี่คือยุทธวิธีการรบร่วมระหว่าง ปืนใหญ่และทหารราบ โดยให้ทหารราบรุกคืบเข้ากดดัน และใช้ปืนใหญ่ระดมยิงทำลายแนวป้องกันในระยะประชิด ยุทธวิธีที่ซับซ้อนเช่นนี้มีเพียงทหารเอกที่ผ่านการฝึกจาก ค่ายฝึกทหารใหม่ ของหลี่เฟิงเท่านั้นที่กระทำได้อย่างแม่นยำและเที่ยงตรง
เสียงหวีดหวิวของลูกปืนใหญ่ดังระงมกลบเสียงกรีดร้องในสมรภูมิ หูของทหารอังกฤษอื้ออึงมิต่างจากถูกค้อนยักษ์ทุบซ้ำๆ แรงระเบิดมหาศาลบันดาลให้เหล่าทหารและนายทหารที่ยังรอดชีวิตตกอยู่ในความหวาดกลัวขีดสุด พวกเขาไม่เคยพบพานการระดมยิงปืนใหญ่ที่หนาแน่นประดุจห่าฝนเช่นนี้มาก่อน
ผู้ที่รอดมาได้ต่างบอกว่าเป็นเพราะวาสนา ทว่าความกล้าหาญทั้งมวลได้มลายหายไปสิ้นแล้ว
"สู้ต่อไปก็มีแต่ตาย! เราต้องหนี! หนีไปจากนรกนี่!" ทหารบางส่วนเริ่มทิ้งปืนและวิ่งหนีไปทางแนวหลังอย่างไร้ทิศทาง แม้แต่นายทหารบางคนก็ยังเริ่มถอดใจ
ทว่าจอมพลบาร์ตั้มกลับดึงสติคืนมาได้ เขาแจ้งใจดีว่าหากหลบหนีในยามนี้ ย่อมเป็นการเปิดแผ่นหลังให้กระสุนปืนเล็กยาวของศัตรูปลิดชีพได้ง่ายดายกว่าเดิม หนทางรอดเดียวคือต้องปักหลักสู้เพื่อยื้อเวลา
"ห้ามถอย! ใครถอยข้าจักยิงทิ้งเสีย! ปักหลักสร้างแนวป้องกันไว้ เราถึงจะมีทางรอด!" บาร์ตั้มแผดเสียงสั่งการ "ดูนั่นสิ! ทหารราบศัตรูบุกขึ้นมาแล้ว หากพวกเจ้าหนี พวกมันจักยิงไล่หลังพวกเจ้ามิต่างจากล่าสัตว์! สู้จนกว่าจักชนะเท่านั้นเราจึงจักมิตาย!"
ด้วยวาทศิลป์และการปลุกใจในฐานะแม่ทัพ ทหารและนายทหารส่วนใหญ่จึงยอมกลับเข้าประจำตำแหน่ง แม้กำลังพลยามนี้จะเหลือไม่ถึง 1 หมื่นนาย (จากเดิม 2 หมื่น) ทว่าการมีทหาร 7-8 พันนายปักหลักสู้ก็นับว่ายังพอมีลุ้น
พวกเขารีบนำปืนใหญ่ที่เหลืออยู่ออกมาเตรียมโต้ตอบ ทว่ามิทันที่ปืนใหญ่ของอังกฤษจะพ่นไฟ กองปืนใหญ่ของหลี่เฟิงที่ตรวจพบตำแหน่งศัตรูด้วยโดรนสอดแนม ก็ระดมยิงถล่มเข้าใส่พิกัดนั้นทันที
หลี่เฟิงมิเปิดโอกาสให้ศัตรูได้รวมกำลังปืนใหญ่เด็ดขาด เพียงการยิงถล่มสามระลอก หน่วยปืนใหญ่ของอังกฤษก็กลายเป็นเศษเหล็กเฝ้าทุ่งหญ้าไปสิ้น ยามนี้กองทัพบกของบาร์ตั้มมิต่างจากเสือที่ไร้เขี้ยวเล็บ
และแล้วทหารราบของหลี่เฟิงก็เคลื่อนเข้าสู่ระยะหวังผล
ในตอนแรก ทหารอังกฤษนึกว่านี่คือโอกาสที่จะใช้ปืนเล็กยาวสอยทหารราบศัตรูคืนบ้าง ทว่าพวกเขากลับต้องพบกับความสิ้นหวังครั้งสุดท้าย... เมื่อทหารของหลี่เฟิงมิได้ใช้ปืนเล็กยาวแบบยิงทีละนัด เหมือนพวกเขา ทว่าทุกคนกลับใช้ "ปืนเล็กยาวอัตโนมัติ" ที่สามารถรัวกระสุนได้อย่างต่อเนื่อง!
พลานุภาพของการรัวกระสุนปืนอัตโนมัติกดดันจนทหารอังกฤษมิอาจเงยหน้าขึ้นจากสนามเพลาะได้เลย
"เป็นไปไม่ได้! อาวุธของพวกมันทำไมถึงก้าวหน้าปานนี้!" บาร์ตั้มที่โชคดีรอดจากสะเก็ดระเบิดคราวที่แล้วถึงกับเข่าอ่อน ยามเห็นทหารราบเพียงหยิบมือของศัตรูสร้างอำนาจการยิงได้มหาศาลประดุจมีปืนกลนับร้อยกระบอก
เขาแจ้งใจดีในฐานะนักการทหารว่า ปืนเล็กยาวอัตโนมัติจะเปลี่ยนโฉมหน้าสงครามไปตลอดกาล และยามนี้กองทัพของเขาไม่มีทางสู้ได้เลย
"ยอมจำนนเถิด... เราสู้มิได้แล้ว ต่อให้ใครมาก็สู้เจ้าพวกนี้มิได้!"
"ข้าประกาศยอมแพ้! ทุกคน... วางอาวุธ! ชูธงขาวขึ้นเดี๋ยวนี้!"
สิ้นเสียงคำสั่ง ทหารอังกฤษต่างพากันโยนปืนทิ้งและชูธงขาวด้วยความโล่งอก ในเมื่อมีโอกาสรอดชีวิต ใครเล่าจักอยากสังเวยชีพในสงครามที่ไร้ทางชนะเช่นนี้
เดิมทีหลี่เฟิงมิคิดจะรับเชลยต่างชาติ ทว่าเขาก็ตรองได้ว่าการสังหารทิ้งมิได้สร้างประโยชน์สูงสุดเท่ากับการใช้ทหารเหล่านี้เป็น "ข้อต่อรอง" กับมหาอำนาจอังกฤษ ทหารราชนาวีและทหารราบอังกฤษมีค่าตัวสูงลิบลิ่ว เขาสามารถเรียกเงินชดเชยหรือที่สำคัญกว่านั้นคือ "ทรัพยากรและเครื่องจักร" จากอังกฤษมาพัฒนาแผ่นดินได้
หลี่เฟิงจึงตอบรับการยอมจำนนภายใต้เงื่อนไขเดียวคือ "ต้องยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข" ห้ามเรียกร้องสิ่งใดทั้งสิ้น ซึ่งทหารอังกฤษที่ขวัญกระเจิงไปหมดแล้วก็ยอมรับข้อเสนอนี้แต่โดยดี ขอเพียงให้พวกเขามีชีวิตรอดกลับไปเห็นแผ่นดินแม่ก็เพียงพอแล้ว