- หน้าแรก
- แฟ้มลับตำนานตำรวจปินเจียง
- บทที่ 30: ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก
บทที่ 30: ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก
บทที่ 30: ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก
“นอกเรื่องไปหน่อย เมื่อกี้พูดถึงปัญหาการจับลูกปลาไหลอย่างผิดกฎหมายที่เป็นเรื่องเร่งด่วน พวกคุณอาจคิดว่าเรื่องนี้ควรให้ประมงจัดการ จริง ๆ แล้วก่อนมารับตำแหน่งที่ท่าเรือไป๋หลง ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”
สวี่ซานเย่กวาดสายตามองทุกคนในห้อง ก่อนกล่าวเสียงเข้ม “แต่จากการลงพื้นที่สอบถามมาสองเดือน ถึงรู้ว่าทุกปีมีคนจมน้ำตายจากการจับลูกปลาไหลหลายคน บางปีก็เป็นสิบคน”
“พูดถึงอุบัติเหตุในแม่น้ำอีก หลังจากผมมารับตำแหน่งได้เจ็ดวัน ผมกับเหล่าหลี่ต้องทนดูคนเป็น ๆ จมน้ำตายต่อหน้าต่อตาเพราะเรือคว่ำ ไม่ใช่แค่ช่วยไม่ทัน แต่แม้แต่ศพก็ยังหาไม่เจอ”
สวี่ซานเย่สูดหายใจลึก แล้วพูดต่อ “ผอ.หยาง คุณเป็นคนปินเจียง น่าจะรู้นะครับว่าเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมปีที่แล้ว เกิดอุบัติเหตุเรือชนกันครั้งใหญ่ในน่านน้ำท่าเรือปินเจียง คนอื่นอาจไม่เคยได้ยิน แต่คุณต้องรู้แน่นอน กองเรือจากฮั่นอู่ชนเรือโดยสารลำเล็กคว่ำ คนจมน้ำตายไปตั้งร้อยสิบสี่คน ช่วยขึ้นมาได้แค่หกคน”
“ท่าเรือไป๋หลงมีเรือโดยสารเข้าออกถี่ขนาดนั้น เรือสินค้าก็ไม่ใช่น้อย ถ้าเกิดอุบัติเหตุทางน้ำขึ้นมา ริมแม่น้ำไม่มีทั้งฐานปฏิบัติการ ไม่มีทั้งเรือ คุณจะให้ผมเอาอะไรไปช่วย?”
เรื่องเหตุผล ใครจะเถียงเขาสู้
ผอ.หยางหน้าบึ้ง หันไปมองเลขาธิการหลี่
เลขาธิการหลี่กระแอมเตือน “ซานเย่ การจราจรทางน้ำเป็นหน้าที่ของกรมเจ้าท่า”
สวี่ซานเย่หันกลับไปถามสวนทันควัน “แล้วกรมเจ้าท่าอยู่ไหนครับ ท่านเลขาฯ หลี่ คุณเป็นผู้บริหารระดับอำเภอ คุณบอกผมหน่อยสิว่ากรมเจ้าท่าอยู่ที่ไหน กรมเจ้าท่าแขวนป้ายอยู่ที่กรมขนส่ง วัน ๆ ยุ่งแต่กับการออกใบอนุญาตให้เรือ แม่น้ำสายในยังไม่ค่อยจะดูแล นับประสาอะไรกับแม่น้ำแยงซี”
เลขาธิการหลี่จับจมูกแก้เก้อ “ผมไม่ได้กำกับดูแลงานจราจรนี่”
“ผมรู้ครับว่าคุณไม่ได้ดูแล ผมแค่อยากจะบอกว่าริมแม่น้ำไม่มีทั้งกรมเจ้าท่า ไม่มีทั้งประมง มีแต่สถานีตำรวจเหยียนเจียงของผม ถ้าเกิดเรื่องในแม่น้ำ นอกจากสถานีตำรวจเหยียนเจียงแล้ว ใครจะมาดูแล? อีกอย่าง หลิงไห่ของเราอยู่ปลายแม่น้ำแยงซี ไม่ว่าต้นน้ำจะมีคนจมน้ำตาย หรือถูกฆ่าแล้วทิ้งศพ ศพก็มีโอกาสจะลอยมาติดที่เรา”
“เดือนที่แล้วชาวบ้านก็เพิ่งเจอศพ แต่เพราะเราไม่มีเรือ กว่าจะไปถึงศพก็ลอยไปไหนต่อไหนแล้ว หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ”
สวี่ซานเย่บี้ก้นบุหรี่ลงกับที่เขี่ย พูดด้วยความเจ็บปวด “หาไม่เจอก็แล้วไป อู๋เหรินกว๋างคงดีใจจนเนื้อเต้น แต่พวกเราทำอาชีพอะไร สหายครับ เราเป็นตำรวจนะ ชีวิตที่ลอยอยู่ในแม่น้ำนั่นคือชีวิตคน เผลอ ๆ อาจเป็นวิญญาณที่ตายอย่างไม่เป็นธรรม!”
“คนอื่นจะคิดยังไงผมไม่สน แต่ตราบใดที่ผม สวี่ซานเย่ ยังเป็นหัวหน้าสถานีตำรวจเหยียนเจียง ผมจะปกป้องปลายแม่น้ำแยงซีเอาไว้ให้ได้! วันนี้ผมขอพูดตรงนี้เลยว่า ต่อไปถ้าเจอศพลอยน้ำอีก ไม่ว่าจะเน่าเปื่อยแค่ไหน และไม่ว่าอู๋เหรินกว๋างจะพอใจหรือไม่ ผมก็จะลากศพขึ้นมา แล้วเรียกอู๋เหรินกว๋างมาชันสูตรให้ได้”
เขายืนอยู่บนจุดสูงสุดของศีลธรรม กฎหมาย และมโนธรรม พูดจาฉะฉานเป็นชุด ใครจะไปเถียงได้ ผอ.หยางหน้าบึ้งตึง นั่งเงียบไม่พูดไม่จา
ผู้ชี้แนะติงรู้ดีว่าขืนปล่อยให้เขาพูดต่อ เขาคงกล้าวิจารณ์ผอ.หยางแน่ ๆ จึงรีบชูสัญญาในมือขึ้นเปลี่ยนเรื่อง
“ซานเย่ คุณจะติดแอร์... ทีเดียวสามเครื่องเลยเหรอ ในสำนักงานตำรวจยังไม่มีแอร์เลย มีแค่ที่คณะกรรมการพรรคอำเภอและเรือนรับรองของคณะกรรมการพรรคเท่านั้น การที่สถานีตำรวจจะติดแอร์ แถมยังติดทีเดียวสามเครื่อง มันออกจะเกินไปหน่อย”
เลขาธิการหลี่รู้สึกแปลกใจ อดหันไปมองสวี่ซานเย่ไม่ได้
“เหล่าติง คุณรู้ไหมว่าหน้าร้อนบนเรือมันร้อนแค่ไหน ผมบอกเลยว่าอย่างน้อยหกสิบองศา พื้นดาดฟ้าทอดไข่สุก ผนังเรือร้อนจนแตะไม่ได้ หน้าหนาวก็หนาวจับใจ หนาวขนาดไหนเดี๋ยวถึงเวลาผมจะพาคุณไปลองสัมผัสบนเรือดู”
“โป๊ะเรือกับสะพานเทียบเรือไม่จำเป็นต้องใช้เหล็กทำก็ได้ ใช้เรือปูนสักสองสามลำก็ได้นี่”
“ตอนแรกผมก็คิดแบบนั้น แต่พอรู้ว่าเรือปูนไม่ปลอดภัย ถ้าจมแล้วกู้ยาก แถมยังขวางทางเดินเรือ ตอนนี้กรมตรวจสอบเรือก็ไม่ออกใบอนุญาตให้เรือปูนแล้ว โป๊ะเรือก็ถือเป็นเรือ จอดอยู่ริมแม่น้ำก็ต้องมีใบอนุญาต เราเป็นตำรวจ จะทำผิดกฎหมายซะเองไม่ได้”
“คุณสนิทกับสถานีตำรวจท่าเรือไป๋หลงนี่ น่าจะคุยผ่านพวกเขาไปที่การท่าเรือ ขอจอดเรือลากจูงที่ท่าเทียบเรือโดยสารท่าเรือไป๋หลงได้ไม่ใช่เหรอ”
“ท่าเทียบเรือของเขาก็น้อยอยู่แล้ว บางทีเรือโดยสารจอดซ้อนกันตั้งหลายลำ ผู้โดยสารจะขึ้นเรือยังต้องเดินข้ามเรือลำอื่นไป เขาจะเอาที่ตรงไหนมาให้เราจอด”
ไม่รู้จริงแล้วยังอวดฉลาด ก็พวกนั่งโต๊ะทำงานแบบเขานี่แหละ สวี่ซานเย่แอบด่าในใจ แล้วพูดต่อ “อีกอย่าง เรือเยอะก็เสี่ยงจะเฉี่ยวชนกันได้ง่าย เขาทำธุรกิจขนส่งผู้โดยสาร ความปลอดภัยต้องมาก่อน คุณนึกว่าเป็นลานจอดรถในเมืองใหญ่หรือไง นึกจะจอดตรงไหนก็จอด!”
ผู้ชี้แนะติงชินกับการโดนเขาย้อนแล้ว จึงพลิกดูสัญญาพลางถามต่อ “แล้วซื้อน้ำมันเยอะแยะขนาดนี้ทำไม”
“เรือกินน้ำมัน ไม่ได้กินน้ำ คุณว่าผมซื้อน้ำมันมาทำไมล่ะ”
“แต่มันก็ใช้ไม่เยอะขนาดนั้น”
“ใช้ไม่เยอะ? คุณนึกว่าเรือเป็นมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างหรือไง จะบอกให้นะ เรือวิ่งในแม่น้ำชั่วโมงหนึ่งกินน้ำมันห้าหกสิบหยวน ออกตรวจรอบเขตรับผิดชอบรอบหนึ่งก็ปาเข้าไปสองสามร้อยหยวนแล้ว นี่ผ่านไปไม่กี่เดือน ราคาน้ำมันขึ้นจากลิตรละหกเจี่ยวเป็นหนึ่งหยวนสามเหมาแล้ว ไม่รู้จะขึ้นไปถึงไหน ตอนนี้มีเงิน ผมก็ต้องตุนไว้ก่อนสิ ไม่งั้นอนาคตต้องใช้น้ำมันราคาแพง”
ผู้ชี้แนะติงเปิดดูสัญญาสุดท้าย ถามจี้ต่อ “แล้วเรื่องเดินสายไฟล่ะ”
“โป๊ะเรือสร้างเสร็จต้องไปจอดริมแม่น้ำ ไม่ได้จอดในโรงพัก ปั่นไฟใช้น้ำมันมันแพง ก็ต้องจ้างการไฟฟ้ามาเดินสายไฟสิ”
“ต่อเรือ ซ่อมเรือ สร้างสะพานเทียบเรือ สร้างบ้านพัก เดินสายไฟ รวมกันตั้งสามแสน คุณมีเงินเยอะขนาดนั้นเชียวเหรอ?”
“ผมถามอู๋เหรินกว๋างแล้ว ของกลางที่ยึดได้จากคดีอาญา 9.17 ก็ไม่น้อย บวกกับค่าปรับและของกลางจากคดีความมั่นคง พอเงินคืนกลับมาน่าจะพอดี”
“แต่ระเบียบการเงินตอนนี้...”
“ผมจะไปรู้เหรอว่าพวกคุณจะปรับระเบียบการเงินให้รัดกุมขึ้น มันก็เหมือนการบังคับใช้กฎหมายนั่นแหละ คุณจะเอาระเบียบปัจจุบันไปใช้ย้อนหลังกับเรื่องในอดีตไม่ได้ สัญญาเซ็นไปแล้ว แถมยังมีเงื่อนไขปรับถ้าผิดสัญญาอีกเพียบ อีกอย่างเขาก็ทำเพื่อส่วนรวม ไม่ได้ทุจริตคอร์รัปชันสักหน่อย”
เลขาธิการหลี่สบตากับผอ.หยาง แล้วพูดเสียงขรึม “ในเมื่อข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกไปแล้ว ก็ปล่อยเลยตามเลย แต่ห้ามมีครั้งหน้าอีก”
“ท่านเลขาฯ หลี่ อะไรคือห้ามมีครั้งหน้าอีก พูดเหมือนผมแอบทำลับหลังอย่างนั้นแหละ”
“อย่ามาได้คืบจะเอาศอก!” เลขาธิการหลี่ถลึงตาใส่ แล้วชี้ไปที่ผู้บังคับบัญชาทั้งสองของสำนักงานตำรวจ “รีบขอโทษผอ.หยางกับผู้ชี้แนะติงเดี๋ยวนี้”
“ผมไม่ได้ทำอะไรผิดต่อผอ.หยาง ทำไมต้องขอโทษ” สวี่ซานเย่ย้อนถาม แล้วหันไปมองผู้ชี้แนะ “ส่วนเหล่าติง มีแต่เขาที่ทำผิดต่อผม ผมไม่เคยทำอะไรผิดต่อเขา”
ตอนที่มีการตรวจสอบ ผู้ชี้แนะติงไหลตามน้ำ พูดจาใส่ร้ายเขาให้คณะกรรมการตรวจสอบฟัง
เลขาธิการหลี่ไม่นึกว่าเขาจะเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นขนาดนี้ ผ่านมาจนป่านนี้ยังฝังใจ จึงรีบพูด “ผมไม่ได้หมายความว่าคุณทำผิดต่อใคร แต่ผมหมายถึงทัศนคติที่คุณมีต่อผู้บังคับบัญชา”
“ผอ.หยางเป็นทั้งผู้บังคับบัญชาและสหายร่วมงาน สหายร่วมงานไม่ควรเปิดอกคุยกันเหรอครับ ภายในพรรคไม่ควรส่งเสริมประชาธิปไตยหรือครับ ท่านเลขาฯ หลี่ ผอ.หยาง ผมคิดว่าการที่สหายมานั่งจับเข่าคุยกัน เถียงกันหน้าดำหน้าแดง ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร”
สวี่ซานเย่เห็นเลขาธิการหลี่กัดฟันกรอด รู้ตัวว่าเล่นแรงเกินไปไม่ได้ จึงรีบเปลี่ยนท่าที
“เราต้องส่งเสริมประชาธิปไตย และต้องวิจารณ์ตนเองด้วย ผอ.หยาง เมื่อกี้ผมอาจจะใส่อารมณ์ไปหน่อย แต่มันเป็นแค่อารมณ์พาไป ไม่ได้เจาะจงใคร อย่าเก็บไปใส่ใจนะครับ พูดจากใจเลยนะ ผมค่อนข้างยอมรับในตัวคุณในฐานะผอ. คุณมีวิสัยทัศน์กว่าเจิ้งต้าหง มีความสามารถกว่าเจิ้งต้าหง ถ้าคุณแข็งกร้าวขึ้นอีกนิด พวกเราจะยิ่งยอมรับคุณมากกว่านี้”
“นี่ชมหรือด่าเนี่ย” ผอ.หยางโกรธจนพูดไม่ออก ได้แต่แค่นหัวเราะ “ฉันมันไม่แข็ง แต่คุณน่ะแข็ง คุณดูเหมือนผอ.มากกว่าฉันซะอีก คุณมาบริหารงานแทนเลยไหมล่ะ น่าจะเหมาะกว่าฉันเยอะ”
“ไม่ไหวหรอกครับ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว เก้าอี้นั้นผมนั่งไม่ได้หรอก ด้วยระดับความสามารถของผม เป็นแค่สารวัตรโรงพักก็เต็มกลืนแล้ว”
“นั่งไม่ได้อะไรกัน เมื่อก่อนคุณก็เคยนั่ง แถมยังนั่งมาตั้งหลายปี”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ผอ.หยาง ผอ.หยาง คุณล้อผมเล่นอีกแล้ว ล้อเลียนคนที่ถูกจำกัดบทบาทแบบผมเนี่ย สนุกตรงไหนครับ?” สวี่ซานเย่หัวเราะร่า พูดอย่างมีความหมายแฝง “ขอเวลาผมสักปี รอให้ผมสร้างผลงานที่ริมแม่น้ำได้ก่อน ถึงตอนนั้นคุณค่อยไปหัวเราะเยาะเหล่าเก๋อ หัวเราะเยาะจางจอมกะล่อน หัวเราะเยาะเจี่ยงแว่น แบบนั้นถึงจะสนุกครับ”
หัวหน้ากรมขนส่งเขาเรียกว่า 'เหล่าเก๋อ' หัวหน้ากรมเกษตรเรียกว่า 'จางจอมกะล่อน' หัวหน้ากรมสิ่งแวดล้อมที่เพิ่งรับตำแหน่งเรียกว่า 'เจี่ยงแว่น' หัวหน้าฝ่ายการเมืองเรียกว่า 'หวังตาบอด'
ผอ.หยางเพิ่งรู้ตัวว่าอีกฝ่ายให้เกียรติตนเองขนาดไหน อย่างน้อยก็ไม่ได้ตั้งฉายาให้ และมีประโยคหนึ่งที่เขาพูดถูก ระดับมันต่างกัน ไปทะเลาะกับเขาด้วยก็ไม่มีประโยชน์
ชนะไปก็ไม่มีใครชมว่าเก่ง แพ้มาก็โดนคนหัวเราะเยาะเปล่า ๆ แถมถ้าไม่มีเขา ก็คงไม่มีผลงานชิ้นโบแดงนี้ เงินที่เขาถลุงไปอย่างบ้าคลั่งเป็นแค่ส่วนน้อย ส่วนใหญ่อยู่ที่สำนักงาน พูดกันตามตรง สำนักงานต้องขอบคุณเขาด้วยซ้ำ
ผอ.หยางชั่งน้ำหนักดูแล้ว จึงชี้ไปที่กองสัญญาบนโต๊ะ “เรื่องมัดมือชกนี่ ออกจากห้องนี้ไปห้ามพูดถึงอีก เงินที่จะคืนมาจะโอนเข้าบัญชีตามระเบียบการเงินใหม่ ส่วนสัญญาพวกนี้ ดำเนินการต่อได้ แต่ต้องเซ็นใหม่กับคู่สัญญา”
“เซ็นใหม่?”
“คุณเป็นแค่สารวัตร นิติบุคคลก็ไม่ใช่ มีสิทธิ์อะไรไปเซ็นสัญญากับเขา!” ผอ.หยางแค่นเสียง แล้วหันไปสั่ง “เหล่าติง เรื่องนี้คุณจัดการเอง เซ็นสัญญาในนามสำนักงาน คุณรับผิดชอบควบคุมความคืบหน้าและคุณภาพงานด้วย”
พลิกแพลงนิดหน่อย เปลี่ยนโครงการของสถานีตำรวจเป็นโครงการของสำนักงาน กู้หน้าให้สำนักงานหน่อย
สวี่ซานเย่เข้าใจทันที ยิ้มกว้าง “เหล่าติง ต้องรบกวนคุณแล้วล่ะ เหล่าจางพอจะทำทะเบียนราษฎร์ได้ แต่เรื่องบัญชีนี่ไม่เอาอ่าวเลย มีคุณมาคุม ผมยิ่งวางใจ”
ยิ่งวางใจ คุณคิดว่าคุณเป็นใคร?
ผู้ชี้แนะติงเซ็งสุดขีด แต่ในเมื่อผอ.สั่งมาแล้ว ก็ได้แต่จำใจรับคำ “ได้ครับ พรุ่งนี้ผมจะจัดการให้”
ผอ.หยางยื่นสัญญาให้ผู้ชี้แนะติง แล้วพูดต่อ “อีกเรื่องหนึ่ง เหล่าหวังบอกว่าคุณให้เจ้าปลาเค็มตัวน้อยไปเรียนเทคโนโลยีเครื่องจักรเรือ ถึงเขาจะเด็ก แต่ก็เป็นตำรวจ ให้ไปเรียนแบบนั้นไม่เท่ากับทำลายอนาคตเด็กหรือไง”
“ผอ.หยาง เราเป็นสถานีตำรวจริมแม่น้ำ อย่าว่าแต่เสียนอวี่ต้องเรียนช่างเครื่องเลย แม้แต่ผมยังกะว่าพอจบเรื่องคดี 9.17 จะไปเรียนขับเรืออย่างจริงจังเหมือนกัน”
สวี่ซานเย่หยุดนิดหนึ่ง แล้วย้ำ “ก็เหมือนกับตำรวจจราจรต้องขับรถเป็นนั่นแหละ แต่ความเป็นมืออาชีพของสถานีตำรวจเหยียนเจียงเราสูงกว่าตำรวจจราจรเยอะ และไม่ได้สูงกว่าแค่นิดเดียวนะครับ แม่น้ำแยงซีไร้ลมยังเกิดคลื่นสูงสามฟุต พลาดพลั้งไปถึงตายได้”
พอนึกถึงคนจมน้ำตายในแม่น้ำปีละไม่น้อย ผอ.หยางก็ตระหนักว่าการเรียนรู้วิชาชีพเป็นสิ่งจำเป็น จึงพูดด้วยน้ำเสียงเจือความขมขื่นว่า “โดนคุณปั่นหัวจนมึนไปหมด เกือบลืมไปว่าพวกคุณต้องไปบังคับใช้กฎหมายในแม่น้ำ”
“ไม่ใช่แค่บังคับใช้กฎหมาย แต่ต้องกู้ภัยด้วย ถ้าเกิดไฟไหม้ในแม่น้ำ เผลอ ๆ ต้องเป็นนักดับเพลิงด้วยซ้ำ” สวี่ซานเย่พูดด้วยความมุ่งมั่นและฮึกเหิม
เลขาธิการหลี่อดนึกถึงภาพตอนที่เขากลับจากมหาวิทยาลัยมารับตำแหน่งรองหัวหน้ากลุ่มรักษาความปลอดภัยฯ ไม่ได้ ตอนนั้นเขาก็มีความมุ่งมั่นแรงกล้าแบบนี้เหมือนกัน
แอบทอดถอนใจว่า ถ้าเป็นคนอื่นเจอเรื่องราวมาขนาดนี้ ความห้าวคงลดลงไปนานแล้ว แต่เขากลับยังคงแหลมคมเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน