- หน้าแรก
- แฟ้มลับตำนานตำรวจปินเจียง
- บทที่ 23: เครื่องยนต์ลอยน้ำ
บทที่ 23: เครื่องยนต์ลอยน้ำ
บทที่ 23: เครื่องยนต์ลอยน้ำ
ขณะที่กำลังจะพูดเรื่องมีคนลักลอบขายบัตรแลกเงินตราต่างประเทศ จู่ ๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา
ทุกคนขี่จักรยานมา ดูจากท่าทางแล้วน่าจะเป็นข้าราชการ แต่ดูเกร็ง ๆ หรือถึงขั้นกลัวอยู่บ้าง สองคนในนั้นบอกว่าจะมาหาหลี่เว่ยกั๋ว ส่วนอีกหลายคนบอกว่าจะมาหาเหล่าจาง
ชื่อเสียงของสวี่ซานเย่เป็นที่เลื่องลือ หานอวี่ไม่คิดว่าจะมีใครกล้ามาขอความเมตตาที่สถานีตำรวจริมแม่น้ำ เขาเก็บชามและตะเกียบแล้วเดินออกมาดู ก็เป็นอย่างที่คิด พวกเขาพาคนมามอบตัว!
ชายหญิงสิบกว่าคนที่เคยช่วยพวกขายตั๋วผีซื้อตั๋ว ยืนคอตกอยู่ในลาน ไม่กล้าเข้าใกล้ห้องทำงาน หานอวี่หันกลับไปมองข้าราชการเหล่านั้นที่กำลังรีบแจกบุหรี่ให้เจ้าหน้าที่ แล้วแอบขำในใจว่า เป็นการพาคนมามอบตัวเหมือนกัน แต่ในสายตาพวกเขา การไปหาผู้ชี้แนะหรือเหล่าจาง ดูจะปลอดภัยกว่าการไปหาสวี่ซานเย่เยอะ
ตอนนั้นเอง มีชายคนหนึ่งจูงจักรยานพาคนหกคนที่ดูใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเดินเข้ามาในลาน
คนจูงจักรยานอายุห้าสิบกว่าปี สวมชุดทหารเก่า ๆ สวี่ซานเย่รู้จักเขาดี ดูจากท่าทางแล้วความสัมพันธ์น่าจะดีมาก เขาเชิญอีกฝ่ายเข้าไปในห้องทำงาน แล้วหันมาสั่งหานอวี่ให้ไปเอาน้ำร้อนมาสักกระติก
น้ำร้อนที่ต้มเมื่อตอนกลางวันหมดเกลี้ยง ตอนเย็นก็ลืมต้มใหม่ หานอวี่รีบไปต้มน้ำ แล้วยกกระติกน้ำร้อนลงมา เคาะประตูห้องทำงาน เข้าไปหาแก้วช่วยชงชา
สวี่ซานเย่ดับบุหรี่ แล้วแนะนำว่า “เหล่าเหลย นี่เสี่ยวหาน เด็กในสังกัดฉันเอง เพิ่งบรรจุปีนี้ จบวิทยาลัยอาชีวะ ผลการเรียนดีมาก ตอนสอบเข้าม.ปลายได้ที่หกของทั้งอำเภอเชียวนะ!”
“เรียนเก่งขนาดนี้เลยเหรอ พ่อหนุ่ม ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้ว?”
“เจ้าปลาเค็ม ท่านนี้คือผู้พันเหลยแห่งกองกำลังทหารบ้านตำบลซื่อฉาง เป็นเพื่อนรักของฉันเอง”
“สวัสดีครับผู้พันเหลย ปีนี้ผมอายุสิบหกครับ”
“เพิ่งสิบหก มิน่าล่ะถึงได้ดูตัวเล็กจัง”
“เสี่ยวหานยังเด็ก ยังโตได้อีก” สวี่ซานเย่หัวเราะร่า แล้วถามว่า “เหล่าเหลย ใกล้จะเริ่มเกณฑ์ทหารแล้วใช่ไหม ช่วงนี้คงยุ่งน่าดู”
“ยังหรอก ได้ยินว่าปลายเดือนถึงจะเริ่มประชุม” ผู้พันเหลยยกถ้วยชาขึ้น เป่าใบชาที่ลอยฟ่องอยู่ข้างบน แล้วยิ้มตอบ “แต่ก็ไม่ว่างหรอกนะ เดี๋ยวพอเก็บพืชผลส่งรัฐหมด ก็ต้องจัดฝึกอบรมกองกำลังทหารบ้านต่อ”
“ปีนี้ฝึกนานแค่ไหน?”
“เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนสมัยนายเป็นผู้กองกองร้อยทหารบ้านแล้ว เบื้องบนไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการฝึกทหารบ้าน ชาวบ้านก็ไม่ค่อยกระตือรือร้น ทหารบ้านหลักดูเหมือนจะมีเยอะ แต่เอาเข้าจริงแต่ละคนยุ่งตัวเป็นเกลียว เรียกมารวมพลฝึกได้แค่สามสี่สิบคน ฝึกกันแค่อาทิตย์เดียวเท่านั้นแหละ”
“มีซ้อมยิงปืนไหม?”
“ต้องมีสิ ฝึกทหารบ้านไม่ยิงปืนจะเรียกว่าฝึกได้ยังไง”
“กำหนดวันยิงเป้าเมื่อไหร่ โทรบอกฉันล่วงหน้าด้วยนะ เสี่ยวหานเพิ่งเริ่มทำงาน ยังไม่เคยจับปืนเลย แล้วสำนักงานเราก็เข้มงวดเรื่องเบิกจ่ายอาวุธ จะได้ถือโอกาสพาเสี่ยวหานไปลองยิงปืนดูบ้าง”
ผู้พันเหลยมองเขาแล้วยิ้มถาม “นายอยากยิงเองมากกว่ามั้ง”
สวี่ซานเย่ฉีกยิ้มกว้าง “ฉันเองก็ไม่ได้ยิงปืนมาตั้งนานแล้ว ถึงตอนนั้นเตรียมกระสุนไว้เยอะ ๆ หน่อยนะ ขอฉันระบายความอยากหน่อย”
“ได้ เดี๋ยวโทรบอก” ผู้พันเหลยยิ้มน้อย ๆ ก่อนเปลี่ยนเรื่อง “ซานเย่ วันนี้ฉันมาพร้อมภารกิจนะ ผู้ใหญ่บ้านสองสามคนที่อยู่ข้างนอกนั่น นายจะปรับ จะด่า หรือจะตีก็ได้ แต่ห้ามจับ”
“ทำไมถึงห้ามจับ”
“เบื้องบนสั่งมาพันอย่าง เบื้องล่างมีเข็มเล่มเดียว งานที่เบื้องบนสั่งมามีตั้งเยอะแยะ ถ้านายจับผู้ใหญ่บ้านพวกนั้นไป ใครจะทำงานให้”
“ถ้าความผิดถึงขั้นต้องรับผิดทางอาญาก็ต้องจับ ก็แค่ผู้ใหญ่บ้านไม่กี่คน อย่างมากก็เลือกตั้งใหม่”
“เลือกตั้งใหม่ นายพูดง่ายนี่ เดี๋ยวนี้ข้าราชการตำบลลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัวกันหมด คนระดับหมู่บ้านยิ่งหายากกว่า ใครมีฝีมือหน่อยก็ออกไปหาเงินกันหมด ตอนนี้เราต้องประคับประคองให้พวกเขาทำงานต่อไป”
หลิงไห่เป็นบ้านเกิดของนักธุรกิจยุคใหม่และจอหงวนจางแห่งราชวงศ์ชิง ตำบลซื่อฉางก็ได้ชื่อมาจากโรงงานทอผ้าต้าเซิงโรงที่สี่ที่จอหงวนจางมาเปิดไว้ที่นี่ หลิงไห่กับตงไห่มีเพียงแม่น้ำกั้น ทำให้หลิงไห่มีธรรมเนียมการทำธุรกิจและการตั้งโรงงานมาอย่างยาวนาน เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ ช่วงไม่กี่ปีมานี้โรงงานทอผ้าผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด หรืออย่างอุตสาหกรรมการเดินเรือ ทั้งอำเภอมีผู้ประกอบการขนส่งทางน้ำรายย่อยกว่าเก้าร้อยราย น้ำหนักบรรทุกรวมกันเกินแสนตัน อย่างที่ผู้พันเหลยว่า คนเก่ง ๆ ออกไปทำธุรกิจกันหมด คนที่ยังยอมเป็นข้าราชการคือคนที่ไม่รู้จะไปทำอะไร
ยุคสมัยเปลี่ยนไปเร็วมาก จนแม้แต่ข้าราชการก็ไม่มีใครอยากเป็น สวี่ซานเย่ถอนหายใจเงียบ ๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ทางนี้องค์การบริหารส่วนตำบลซื่อฉางไหว้วานสัสดีอำเภอมาเจรจาขอความเมตตาให้ผู้ใหญ่บ้าน ส่วนสองห้องข้าง ๆ เจ้าหน้าที่จากกรมพาณิชย์และสหกรณ์การค้าก็กำลังเจรจาขอความเมตตาให้พนักงานร้านค้าของรัฐ โรงแรมของรัฐ และพนักงานคลังสินค้าที่ท่าเรือไป๋หลงเช่นกัน
การเจรจาที่ว่า ไม่ใช่ต้องการให้เรื่องใหญ่กลายเป็นเล็ก หรือเรื่องเล็กกลายเป็นไม่มี เพียงแต่กังวลว่าจะมีผลกระทบร้ายแรง จึงหวังว่าสถานีตำรวจริมแม่น้ำจะไม่ทำให้เรื่องราวบานปลายจนเป็นข่าวใหญ่โต ส่วนพฤติกรรมเก็งกำไรตั๋วเรือของคนเหล่านั้น จะลงโทษอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น ขอแค่ไม่แห่ประจาน หรือจับขังคุกก็พอ
สรุปง่าย ๆ คือ คนที่มามอบตัวตอนกลางคืน ล้วนเป็นพวกหน้าบางทั้งนั้น สวี่ซานเย่ หลี่เว่ยกั๋ว และเหล่าจาง ยุ่งกันจนถึงตีหนึ่งกว่าจะได้พักผ่อน เมื่อเหล่าหลิวและตำรวจจากสถานีตำรวจท่าเรือไป๋หลงเข้ามาช่วยงาน ความกดดันในวันรุ่งขึ้นก็ลดน้อยลง พอถึงช่วงค่ำ คนที่ควรจะมามอบตัวก็มากันเกือบครบแล้ว
เหลือเพียงคนแก่หัวดื้อไม่กี่คน ที่ยังหวังลมๆ แล้งๆ ทั้งที่รู้ว่าตำรวจมีหลักฐานการกระทำผิดอยู่ในมือ แต่ก็ยังไม่ยอมโผล่หัวมา
กำหนดเวลาเส้นตายคือห้าวัน วันนี้ก็เป็นวันพฤหัสบดีแล้ว สวี่ซานเย่ยังไม่รีบร้อนไปจับกุม เขาให้หลี่เว่ยกั๋วและเหล่าจางที่ตรากตรำทำงานหนักมาครึ่งเดือนกลับไปพักผ่อนที่บ้านก่อน ส่วนตัวเขาตื่นแต่เช้าพร้อมกับหานอวี่ รีบไปที่ท่าเรือเพื่อรอต้อนรับจางเจียงคุนที่จะมาช่วยซ่อมเรือ
เป็นเวลานานแล้วที่ใบรับรองสองอย่างที่คนใฝ่ฝันอยากได้มากที่สุดแต่ได้ยากที่สุด คือใบปริญญาบัตรและใบรับรองช่างฝีมือระดับแปด! หน่วยงานใหญ่อย่างการท่าเรือมีช่างฝีมือระดับแปดอยู่ไม่น้อย แต่ในหลิงไห่ไม่มีหน่วยงานใหญ่แบบนั้น ช่างฝีมือระดับแปดจึงหาตัวจับยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
ในสายตาของสวี่ซานเย่ พี่เขยของเจ้าปลาเค็มคือยอดฝีมือ เขาจึงให้เกียรติและต้อนรับอย่างอบอุ่น ถึงขั้นกำชับให้ลุงเฉียน พ่อครัวที่เพิ่งมาทำงาน ทำกับข้าวเพิ่มเป็นพิเศษสำหรับมื้อเที่ยง
สิ่งที่ทำให้หานอวี่ประหลาดใจคือ พี่เขยไม่เพียงพาพี่สาวและหลานมาด้วย แต่ยังพาช่างไฟวัยสามสิบกว่าปีมาด้วยอีกคน รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างนั่งไม่พอ สวี่ซานเย่เลยขอให้ผอ.จางแห่งสถานีตำรวจท่าเรือไป๋หลงจัดรถจี๊ปไปรับ มีความชอบร่วมรับ มีผลประโยชน์ร่วมแบ่ง ทั้งสองสถานีตอนนี้สนิทกันเหมือนใส่กางเกงตัวเดียวกัน ผอ.จางให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี รีบสั่งให้คนขับรถไปรับจางเจียงคุนและคณะมาส่งที่สถานีตำรวจริมแม่น้ำ
ญาติของตำรวจมาเยี่ยมที่ทำงานเป็นครั้งแรก แน่นอนว่าต้องพาชมสถานที่ทำงานและที่พักกันก่อน สวี่ซานเย่ทำหน้าที่เหมือนไกด์ พอแนะนำสถานที่เสร็จ ก็หันมาบอกว่า “เจ้าปลาเค็ม ไหนว่าเคยถ่ายรูปตอนใส่เครื่องแบบไง เหล่าหลี่บอกว่าตอนไปตงไห่พวกแกก็ถ่ายรูปกันด้วย เอาออกมาให้พี่สาวพี่เขยดูสิ”
“รูปถ่ายมีอะไรน่าดู ไปดูเรือกันดีกว่าครับ”
“ทำตัวบิดไปบิดมาเป็นสาวน้อยไปได้”
หานหนิงอยากเห็นน้องชายใส่เครื่องแบบตำรวจใจจะขาด จึงยิ้มรบเร้า “น้องสาม เอามาให้ดูหน่อยสิ”
หานอวี่ไม่มีทางเลือก จำใจต้องเปิดลิ้นชัก หยิบรูปเดี่ยวที่ถ่ายร้านถ่ายรูปท่าเรือไป๋หลง กับรูปหมู่ที่ถ่ายกับเหล่าจางและเหล่าหลิวบนเรือและที่ไว่ทานออกมา
หานหนิงรับไปดูแล้วก็หลุดขำ “ก็ถ่ายออกมาดูดีนี่นา ทำไมต้องเขินไม่กล้าให้ดูด้วย ดูสง่าผ่าเผยดี ใช้ได้เลย”
จางเจียงคุนชะโงกหน้ามาดู แล้วหันไปยิ้มถาม “พี่สวี่ ดูรูปน้องสามผมสิ เป็นไงบ้าง ดูดี ใส่เครื่องแบบแล้วดูภูมิฐานขึ้นเยอะ!”
ช่างไฟพยักหน้าชม
หานหนิงอุ้มลูกถาม “ล้างมากี่ใบ?”
หานอวี่เกาต้นคอ “รูปเดี่ยวสี่ใบ รูปคู่กับสารวัตรหลี่และลุงหลิวมีใบเดียว”
“รูปเดี่ยวมีฟิล์มไหม?”
“มี”
“งั้นขอรูปเดี่ยวทั้งสี่ใบเลยนะ”
“พี่จะเอาไปทำไมเยอะแยะ?”
“เก็บไว้ที่บ้านใบหนึ่ง ฝากไปให้ยายใบหนึ่ง แล้วก็ให้พ่อกับแม่ใบหนึ่ง ให้หานเซินอีกใบหนึ่ง” กลัวน้องชายไม่ยอม หานเซินจึงพูดอย่างมีเหตุผล “นายก็มีฟิล์มนี่ เอาฟิล์มไปอัดเพิ่มสิ”
รูปพวกนั้นใส่ชุดตำรวจหญิงถ่ายทั้งนั้น ถ้าไปเจอคนดูเป็นคงโดนหัวเราะเยาะตาย หานอวี่ทั้งอายทั้งกลุ้ม แต่ก็อธิบายไม่ได้ จำใจยัดรูปใส่ซองจดหมายส่งให้พี่สาว
จางเจียงคุนและคณะวันนี้ตั้งใจมาดูสถานที่และช่วยซ่อมเรือ คุยกันได้สักพักก็เปลี่ยนชุดทำงานเดินไปที่อู่ต่อเรือ เริ่มจากยกเครื่องออกมาตรวจสอบเพลาข้อเหวี่ยงและชิ้นส่วนสำคัญอื่น ๆ ว่าเสียหายหรือไม่ จากนั้นตรวจสอบมอเตอร์สตาร์ท แบตเตอรี่ กว้านสมอ ช่างไฟเดินตรวจตราอย่างละเอียดเหมือนหมอตรวจคนไข้ ทั้งบนล่างในนอก จากนั้นก็หยิบกระดาษปากกามาจดรายการอุปกรณ์ไฟฟ้า สวิตช์ และสายไฟที่ต้องซื้อยาวเหยียดหลายหน้ากระดาษ
หานหนิงอุ้มลูกขึ้นไปดูบนเรือครู่เดียวก็ทนร้อนไม่หว ต้องกลับลงมานั่งพักในเพิง สวี่ซานเย่เคยบอกไว้ว่าถ้ามีเวลาจะมาเป็นลูกมือ วันนี้เขาเปลี่ยนชุดทำงานมาช่วยจริง ๆ เพราะการยกเครื่องต้องใช้ทั้งเทคนิคและแรงงาน ทำไปได้ครึ่งวัน เสื้อผ้าเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ
ระหว่างเดินกลับไปกินข้าวเที่ยงที่สถานีตำรวจ หานหนิงนึกถึงวันคืนบนเรือ แล้วเปรยขึ้นมาว่า “หน้าร้อนก็ร้อนตับแตก หน้าหนาวก็หนาวเข้ากระดูก ชาตินี้ฉันไม่อยากกลับไปอยู่บนเรืออีกแล้ว”
หานอวี่ปาดเหงื่อแล้วพูดอย่างเห็นใจ “นี่ขนาดปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้วนะ ในห้องเครื่องยังร้อนขนาดนี้”
สวี่ซานเย่ไม่รู้ว่าหน้าหนาวบนเรือหนาวแค่ไหน แต่ซึ้งแล้วว่าหน้าร้อนร้อนเพียงใด จึงหันไปถาม “ช่างสวี่ ติดแอร์บนเรือได้ไหม?”
“ได้สิครับ แต่ติดในห้องเครื่องก็ไม่มีประโยชน์นะ”
“แล้วห้องบังคับการกับห้องบัญชาการข้างล่างล่ะ?”
“สองห้องนั้นติดได้ครับ ผอ.สวี่ ถ้าคุณอยากติดจริง ๆ เดี๋ยวผมจะติดตั้งตู้สวิตช์สลับแหล่งจ่ายไฟให้ เวลาเดินเรือก็ใช้ไฟจากเครื่องปั่นไฟบนเรือ เวลาจอดเทียบท่าก็ต่อไฟจากฝั่ง จะได้ประหยัด”
“ใช้ไฟเรือไม่คุ้มเหรอ?”
“ไม่คุ้มแน่นอนครับ เดินเครื่องใหญ่ที ไม่ได้เผาน้ำมันนะ เผาเงินชัด ๆ”
สวี่ซานเย่ไม่เคยคิดเรื่องค่าน้ำมันมาก่อน ถามโพล่งออกไป “ช่างจาง เรือลำนี้วิ่งชั่วโมงหนึ่งกินน้ำมันเท่าไหร่?”
จางเจียงคุนคิดครู่หนึ่งแล้วยิ้มตอบ “เรือทั่วไปคือเอาเครื่องยนต์วางในเรือ แต่เรือลากจูงคือเอาโครงเรือไปครอบเครื่องยนต์ พูดง่าย ๆ ก็คือเครื่องยนต์ลอยน้ำนั่นแหละ เครื่องยนต์หลักสองตัวเป็นรุ่นเก่า ถ้าเร่งเครื่องเต็มกำลัง ชั่วโมงหนึ่งน่าจะกินน้ำมันดีเซลสักสามสิบสี่สิบลิตร”
“ตอนนี้น้ำมันดีเซลลิตรละเท่าไหร่?”
“ช่วงนี้น้ำมันขึ้นราคาโหดมาก ลิตรละหนึ่งหยวนสามเหมาแล้วครับ”
ชั่วโมงเดียวเผาน้ำมันไปห้าสิบหยวน! สวี่ซานเย่นึกว่าหูฝาด หันขวับไปมอง
หานอวี่เห็นเขามองมา ก็รีบเสริม “ประมาณนั้นครับ แถมไม่ใช่จะออกเรือได้ปุบปับนะ ต้องอุ่นเครื่องก่อนด้วย”
สวี่ซานเย่ถามต่อ “ต้องอุ่นเครื่องนานแค่ไหน”
“อย่างน้อยก็ครึ่งชั่วโมงครับ”
“กินน้ำมันขนาดนี้ นี่มันตัวกินน้ำมันชัด ๆ!”
“ผอ.สวี่ นี่มันเรือลากจูงนะครับ สมัยก่อนเอาไว้ลากกองเรือ ถ้ากำลังไม่ถึง จะลากเรือบาร์จบรรทุกสินค้าหนักอึ้งไหวได้ยังไง”
พื้นที่รับผิดชอบทางน้ำของสถานีตำรวจยาวสี่สิบกว่ากิโลเมตร ถ้าเอาเรือลากจูงออกลาดตระเวนไปกลับรอบหนึ่ง เงินเดือนทั้งเดือนคงไม่พอค่าน้ำมัน
สวี่ซานเย่เริ่มนึกเสียใจที่ซ่อมเรือลำนี้ขึ้นมาตงิด ๆ เขาพูดด้วยน้ำเสียงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “กินน้ำมันขนาดนี้ ต่อให้ซ่อมได้เราก็ไม่มีปัญญาใช้หรอก”