- หน้าแรก
- พลิกกระดานเวลา
- บทที่ 24 เหม็นขี้หน้ากัน
บทที่ 24 เหม็นขี้หน้ากัน
บทที่ 24 เหม็นขี้หน้ากัน
ระหว่างเดินกลับมาจากริมแม่น้ำเวิ่น จูเหวินเทียนยังคงไม่รู้สึกหิวแม้แต่น้อย แม้กระทั่งความรู้สึกกระหายน้ำก็ไม่มี แต่เขาก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองบรรลุขั้น "ปี้กู่"
แต่อย่างใดในฐานะนักเรียนชั้น ม.5 จูเหวินเทียนคงทำใจยอมรับเรื่องเหนือธรรมชาติอย่าง "ปี้กู่" ได้ยาก ดังนั้นแม้จะไม่รู้สึกหิวหรือกระหาย เขาก็ยังซื้อนมสองกล่องมาดื่มอยู่ดี
จูเหวินเทียนกังวลว่าตัวเองอาจจะหิวจนชาไปแล้ว หรือไม่ก็ออกกำลังกายหนักเกินไปจนไม่อยากอาหาร การเติมสารอาหารและน้ำเข้าร่างกายไว้ก่อนจึงเป็นเรื่องที่สมควรทำ
แต่พอซัดนมเข้าไปสองกล่อง จูเหวินเทียนก็เริ่มรู้สึกจุกแน่นท้อง ราวกับว่าเดิมทีก็อิ่มอยู่แล้วแต่ยังฝืนยัดทะนานเข้าไปอีก
"จูเหวินเทียน ถังหมิงบอกว่านายไม่สบาย พักผ่อนน้อย ดีขึ้นหรือยัง?"
ตอนที่จูเหวินเทียนกลับมาถึงหอพัก เพื่อนร่วมห้องหลายคนนอนพักผ่อนกันแล้ว เซียวกวนที่ยังไม่หลับเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
"ไม่เป็นไรแล้ว นายยังไม่นอนอีกเหรอ"
จูเหวินเทียนตอบพลางถอดเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว คงเพราะเหงื่อออกมากเกินไปในคราวเดียว กลิ่นเสื้อผ้าจึงเหม็นบรรลัย พอเปลี่ยนชุดเสร็จเขาก็รีบเข้าห้องน้ำไปซักเสื้อผ้าก่อนเป็นอันดับแรก
เมื่อล้มตัวลงนอน จูเหวินเทียนกลับไม่ค่อยง่วงเท่าไร เมื่อนึกถึงว่าเมื่อวานต้องให้น้ำเกลือทั้งคืน แถมเช้านี้ยังออกแรงอย่างหนักไปเกือบครึ่งค่อนวัน จูเหวินเทียนจึงนอนนิ่งๆ ไม่ลุกไปไหน จนกระทั่งเผลอหลับไปในที่สุด
การงีบหลับกลางวันมีผลต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ครูประจำชั้นหลูเซิงจึงกำชับให้ฝึกจนเป็นนิสัย เพื่อที่ตอนสอบจริงจะได้ใช้วิธีนอนพักฟื้นพลังระหว่างการสอบช่วงเช้าและบ่ายได้
แน่นอนว่าครูหลูเซิงก็บอกด้วยว่า หากใครไม่สะดวกงีบกลางวัน ก็พยายามอย่าฝืนนอนกลางวันเลย ฝึกให้ร่างกายชินกับการพักผ่อนยาวรวดเดียวในตอนกลางคืนแทน วิธีนี้ก็รับมือการสอบได้เหมือนกัน แถมยังช่วยลดปัญหานอนไม่หลับในคืนก่อนสอบได้อีกด้วย
สำหรับคำแนะนำของครูหลูเซิง จูเหวินเทียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เขาเลือกวิธีแรก คือรักษานิสัยการงีบหลับกลางวัน บางคนชอบอ้างว่าฝรั่งเขามีพลังเหลือเฟือ ไม่เห็นต้องนอนกลางวันเลย จูเหวินเทียนมองว่านั่นเป็นเรื่องไร้สาระ
จูเหวินเทียนมีพี่เขยที่เป็นคนฮกเกี้ยน ที่บ้านพี่เขยมีคนไปทำงานสู้ชีวิตที่อเมริกา พอกลับมาเยี่ยมบ้านก็มักเล่าให้ฟังเสมอว่า คนอเมริกันไม่ได้มีพลังล้นเหลือมาจากไหนหรอก แต่พวกเขาทำงานน้อยชั่วโมง ไม่เคยต้องทำโอที ตอนเย็นก็ไม่ต้องไปสังสรรค์เรื่องงาน ลองคิดดูสิว่าพวกเขามีเวลาพักผ่อนเหลือเฟือขนาดไหน
นาฬิกาปลุกของคนในหอพักตั้งไว้เวลาใกล้เคียงกัน จูเหวินเทียนตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า เขาไปยื่นใบลาป่วยแล้วเข้าเรียนตามปกติ นี่เป็นเรื่องของทัศนคติ ไม่ได้เกี่ยวกับผลการเรียนจะดีหรือแย่ จูเหวินเทียนไม่เคยละเลย เพราะนึกถึงความยากลำบากของพ่อแม่เสมอ
ส่วนสาเหตุที่ผลการเรียนของเขาอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางท้ายของห้อง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโรงเรียนมัธยมซ่างเฟิงตี้เกานี้รวมหัวกะทิระดับหัวเมืองเอาไว้ อีกอย่างจูเหวินเทียนเป็นเด็กบ้านนอก พื้นฐานย่อมมีช่องว่าง ดังคำกล่าวที่ว่า "ผิดไปหนึ่งกระเบียด เคลื่อนไปพันลี้" การจะไล่ตามให้ทันไม่ใช่เรื่องง่าย
ครึ่งวันที่เหลือดูเหมือนจะเป็นเครื่องพิสูจน์เรื่อง "ปี้กู่" ของจูเหวินเทียน ตลอดบ่ายเขาไม่รู้สึกหิวหรือกระหายน้ำเลย จนกระทั่งถึงเวลาอาหารเย็นก็ยังเป็นเช่นเดิม แถมพลังงานยังล้นเหลือตลอดเวลา น่าจะเป็นผลมาจากยาเม็ดนั้นอย่างแน่นอน
จูเหวินเทียนลังเลว่าจะไปตรวจที่ห้องพยาบาลอีกรอบดีไหม เผื่อว่าจะมีอะไรผิดปกติ แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะเชื่อมั่นใน "ยาเสริมสมรรถภาพร่างกายเปิดแหล่งพลังงาน" ความมหัศจรรย์ที่ระบบแสดงให้เห็นช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นนี้
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ความเชื่อมั่นนี้ยิ่งตอกย้ำชัดเจน เมื่อจูเหวินเทียนสะดุ้งตื่นแต่เช้ามืดเพราะความอัดอั้น ไม่ใช่เพราะปวดฉี่ แต่เป็นเพราะพลังในกายที่พลุ่งพล่าน
พลังงานที่จูเหวินเทียนเผาผลาญไปอย่างบ้าคลั่งเมื่อวันก่อน บัดนี้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง และดูเหมือนจะเอ่อล้นออกมาเรื่อยๆ ขืนไม่ระบายออกไปคงไม่ได้การ ความรู้สึกร้อนรุ่มแต่ซาบซ่านแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เหมือนตอนที่กินยาเข้าไปครั้งแรกไม่มีผิด
จูเหวินเทียนรีบดีดตัวลุกจากเตียง พุ่งตัวไปยังสนามกีฬาทันทีเพื่อวิ่งรอบสนามระบายพลังงาน ถือโอกาสทำภารกิจออกกำลังกายวันละสองชั่วโมงให้เสร็จไปด้วย เขาดูเวลาแล้ว เห็นว่ายังพอมีเวลาออกกำลังกายได้สองชั่วโมงก่อนเข้าเรียน อย่างมากก็เข้าเรียนคาบเช้าสายสักหน่อย
"หนึ่ง สอง หนึ่ง, หนึ่ง สอง หนึ่ง, หนึ่ง สอง สาม สี่..."
เมื่อจูเหวินเทียนไปถึงสนามกีฬา ก็มีคนมาซ้อมกันอยู่ก่อนแล้ว เป็นพวกนักกีฬากลุ่มเดิมนั่นเอง พวกเขากำลังวิ่งรอบสนามกันอยู่
ตอนนี้ฟ้าเพิ่งจะสาง เดือนกันยายนช่วงต้นเดือน เวลาไม่ถึงตี 5 ไม่นึกเลยว่าพวกถึกทนพวกนี้จะเริ่มซ้อมกันแล้ว นับว่าไม่ง่ายเลยจริงๆ
จูเหวินเทียนยอมรับว่าแค่ต้องเรียนซ่อมหนึ่งเดือนเมื่อก่อนเขาก็เบื่อจะแย่ อย่าว่าแต่ต้องตื่นมาซ้อมตอนตี 4 ตี 5 แบบนี้เลย นี่เป็นครั้งแรกที่จูเหวินเทียนรู้สึกนับถือพวกนักกีฬาขึ้นมาบ้าง
"เอ๊ะ? นั่นไอ้เด็กเวรนั่นไม่ใช่เหรอ?"
"ใช่จริงๆ ด้วย มันมาหาเรื่องอีกแล้วเหรอ?"
"เจ๊ดี ไอ้เด็กเวรที่แข่งซิทอัพกับเจ๊มันมาอีกแล้ว"
"อยู่ไหน?"
"..."
พอเข้าใกล้กลุ่มนักกีฬา ความรู้สึกชื่นชมที่จูเหวินเทียนเพิ่งสร้างขึ้นมาก็พังทลายลงในพริบตา พวกสัตว์ป่าก็ยังเป็นสัตว์ป่าอยู่วันยังค่ำ พูดภาษาคนไม่รู้เรื่องจริงๆ
พวกนักกีฬากำลังวิ่งเหยาะๆ จูเหวินเทียนเลยเร่งฝีเท้าแซงทั้งกลุ่มไปจากวงนอก เขาขี้เกียจวิ่งตามหลังฟังเสียงนกเสียงกาพวกนี้
"ไอ้เด็กเวร อวดเก่งนักนะ!"
"เล่นมันเลยไหม!"
"..."
พอเห็นจูเหวินเทียนเร่งความเร็วแซงหน้าไป พวกนักกีฬารู้สึกเหมือนโดนท้าทายอย่างแรง คำพูดคำจาจึงยิ่งหยาบคายขึ้น ครูพละที่คุมทีมอยู่ข้างๆ ก็ไม่ได้ห้ามปราม แถมยังเลิกสั่งให้นับจังหวะอีกต่างหาก
จูเหวินเทียนตอนนี้มีพลังอัดแน่นรอการปลดปล่อย เขาไม่สนใจปฏิกิริยาของพวกถึกทนข้างหลัง ราวกับม้าศึกที่พุ่งทะยานทิ้งห่างกลุ่มสัตว์ป่าไว้เบื้องหลัง
แต่สนามกีฬาหนึ่งรอบมีความยาว 400 เมตร ไม่กี่นาทีต่อมาจูเหวินเทียนก็วิ่งไล่หลังมาทัน และแซงกลุ่มนักกีฬาไปอีกรอบ เรียกเสียงก่นด่าจากพวกสัตว์ป่าได้อีกชุดใหญ่
ไม่ใช่ว่าจูเหวินเทียนไม่รู้จักเจียมตัว แต่ถ้าเขาวิ่งเหยาะๆ เหมือนพวกนักกีฬา มันก็ระบายพลังที่สะสมอยู่ไม่ได้ และเขาก็รู้สึกว่ามันไม่ได้ผลในการออกกำลังกาย จนอาจทำภารกิจวันละสองชั่วโมงไม่สำเร็จ
อีกอย่าง จูเหวินเทียนโดนพวกถึกทนยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในใจก็เดือดดาลไม่น้อย ถือโอกาสเอาคืนบ้างก็ดี จูเหวินเทียนทำได้แค่วิธีนี้แหละ จะให้ไปลงไม้ลงมือกับฝูงสัตว์ป่าพวกนี้เหรอ? หาเรื่องเจ็บตัวเปล่าๆ
การวิ่งวอร์มของพวกนักกีฬาเป็นโปรแกรมฝึกนานหนึ่งชั่วโมง พวกเขาไม่หยุดเพียงเพราะจูเหวินเทียนโผล่มาหรอก ผลก็คือจูเหวินเทียนวิ่งน็อกรอบพวกเขาแล้วรอบเล่า อัตราความเร็วโดยเฉลี่ยคือพวกนักกีฬาวิ่งได้หนึ่งรอบ จูเหวินเทียนวิ่งไปแล้วสองรอบ
จูเหวินเทียนยังไม่สะใจ ส่วนพวกนักกีฬาก็เก็บกดความแค้นไว้เต็มอก การโดนคนอื่นมา "ท้าทาย" ซึ่งหน้าในถิ่นของตัวเอง แถมยังเป็นสิ่งที่ตัวเองถนัด แต่กลับตอบโต้ไม่ได้ มันน่าเจ็บใจนัก