เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34: เจ้าคิดว่าเจ้าเจ๋งมากหรอ?

บทที่ 34: เจ้าคิดว่าเจ้าเจ๋งมากหรอ?

บทที่ 34: เจ้าคิดว่าเจ้าเจ๋งมากหรอ?


บทที่ 34: เจ้าคิดว่าเจ้าเจ๋งมากหรอ?

ในค่ำคืนที่มีพระจันทร์ส่องแสงสว่างกำลังเคลื่อนตัวขึ้นไปบนฟากฟ้า

ร่างสี่ร่างก็ปรากฏตัวขึ้นที่เชิงเขาของนิกายอสูรกระดูกขาว

มันจะเป็นใครไปได้อีกนอกจากลู่เสี่ยวหรันและศิษย์ของเขา?

นี่เป็นครั้งแรกที่เหล่าศิษย์ของเขาได้เห็นมหาก้าวโกลาหลของอาจารย์ของพวกเขา มันเร็วมากจนอธิบายไม่ถูก

ในเวลานี้ ทั้งสามคนก็เริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น

อาจารย์ของพวกเขาจะต้องเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตราชันยุทธ์อย่างแน่นอน!

ท้ายที่สุดแล้ว นอกจากผู้ฝึกตนขอบเขตราชันยุทธ์แล้ว ใครมันจะไปเร็วได้ขนาดนี้อีกกัน?

หลังจากมาถึงเชิงเขาแล้ว ลู่เสี่ยวหรันก็มองไปที่ยอดเขาและพูดด้วยสายตาเย็นชา

“คืนนี้ข้าจะทำลายนิกายอสูรกระดูกขาวให้สิ้นซากและฆ่าพวกมันให้หมด แต่ก่อนที่ข้าจะทำลายนิกายอสูรกระดูกขาวลง พวกเจ้าทั้งสามคนก็สามารถโจมตีพวกมันเพื่อเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งของเคล็ดวิชาการฝึกตนของพวกเจ้าและสะสมประสบการณ์การต่อสู้ก่อนได้”

“ในเรื่องของความปลอดภัย ข้าก็ได้ตั้งค่ายกลป้องกันไว้บนตัวพวกเจ้าทั้งสามคนแล้ว มันสามารถช่วยพวกเจ้าต้านทานการโจมตีที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตสูญสลายได้ นอกจากนี้ ข้ายังได้สร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายเอาไว้อีกด้วย หากมีศัตรูที่แข็งแกร่งเกินกว่าจะรับมือได้จริงๆ พวกเจ้าก็จะถูกเคลื่อนย้ายมาที่ด้านข้างของข้าโดยทันที”

“ขอบพระคุณท่านอาจารย์!”

ดวงตาของทั้งสามคนอดไม่ได้ที่จะมีน้ำตาเอ่อ

อาจารย์ของพวกเขาใจดีกับพวกเขามากจริงๆ

เขาสามารถทำลายล้างทั้งนิกายอสูรกระดูกขาวได้ด้วยการตบเพียงครั้งเดียว แต่เพื่อที่จะให้พวกเขาได้ฝึกฝน เขาจึงต้องลำบากสร้างค่ายกลมากมาย

อาจารย์ของพวกเขาอบอุ่นราวกับเป็นพ่อของพวกเขา

อันที่จริง ลู่เสี่ยวหรันเองก็ต้องการจะฝึกฝนพวกเขาในการต่อสู้จริงๆ แต่นั่นก็ไม่ใช่เพียงเพื่อฝึกฝนพวกเขาเท่านั้น

เขาเป็นคนใจเย็นและรอบคอบอยู่เสมอ

ก่อนหน้านี้ ในตอนที่เขาไปช่วยฟางเทียนหยวน เขาก็ได้ตรวจสอบเรียบร้อยแล้วว่าระดับการฝึกตนของพวกผู้อาวุโสนั้นอยู่ที่ขอบเขตภูผาสมุทรเท่านั้น นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมเขาถึงไม่ลังเลที่จะเข้าไปช่วยฟางเทียนหยวน

แต่ตอนนี้ เขาก็กำลังเผชิญหน้ากับนิกายอสูรกระดูกขาวทั้งนิกาย

ด้วยคนจำนวนมากขนาดนี้ ใครจะไปรู้ว่ามันจะมีพวกขี้โกงซ่อนอยู่รึเปล่า?

เขาจะปล่อยให้ทั้งสามคนลงไปตรวจสอบสถานการณ์ดูก่อน และหากมีปัญหาใดๆ เขาก็จะใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายในทันทีเพื่อนำพวกเขาทั้งสามกลับมาและหลบหนีออกไป

แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น เขาก็จะปรากฏตัวขึ้นและออกกวาดล้างนิกายอสูรกระดูกขาวทั้งหมด

นี่แหละคือแผน!

“พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องสุภาพ เพื่อให้พวกเจ้าแสดงเคล็ดวิชาการฝึกตนของพวกเจ้าได้ดีขึ้น ข้าก็ได้เตรียมอาวุธบางอย่างไว้ให้กับพวกเจ้า”

ทั้งสามคนรู้สึกอบอุ่นหัวใจ อาจารย์ของพวกเขาจะใจดีเกินไปแล้ว!

เขายังเตรียมอาวุธมาให้พวกเขาด้วย!

อาวุธที่อาจารย์เตรียมไว้สำหรับพวกเขาอย่างน้อยก็น่าจะอยู่ในขอยเขตปฐพีชั้นยอดเป็นอย่างน้อย

สมบัติธรรม เคล็ดวิชาการฝึกตน และเม็ดยาล้วนแตกต่างกัน ในบรรดาทุกทักษะในทวีปนี้ จำนวนผู้หลอมอาวุธก็มีน้อยที่สุด ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่ยากมากที่ผู้หลอมอาวุธผู้ทรงพลังจะปรากฏตัวขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อเทียบกับเคล็ดวิชาการฝึกตนและเม็ดยาแล้ว มันจึงยากกว่ามากที่จะได้อาวุธระดับสูงมา

ตัวอย่างเช่น ในเผ่าวานรโบราณ อาวุธที่ดีที่สุดของพวกเขาก็คืออาวุธขอบเขตสวรรค์ขั้นกลาง ซึ่งมันก็มีแต่ผู้นำเผ่าเท่านั้นที่จะสามารถใช้ได้

สำหรับพระราชวังจักรพรรดิสันติราชาของจื่ออู๋เซีย พวกเขาก็มีอาวุธขอบเขตสวรรค์ชั้นยอดซึ่งเป็นของจักรพรรดิ

ว่ากันว่าในอาณาจักรโจวอันยิ่งใหญ่นั้น มันก็มีเพียงอาวุธขอบเขตเซียนเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้เอง แม้ว่าอาจารย์ของพวกเขาจะเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตราชันยุทธ์ แต่มันก็ไม่เลวแล้วสำหรับเขาที่จะมอบอาวุธขอบเขตปฐพีมาให้กับพวกเขา

อย่างไรก็ตาม เมื่อลู่เสี่ยวหรันหยิบเอาอาวุธทั้งสามออกมา ทั้งสามตยก็ตกตะลึงในทันที

“นี่คือหอกโลงศพมังกร ร่มพลิกภูผา และค้อนอินทรีทองคำ ขอบเขตสวรรค์ขั้นสูง เอาไป!”

“ขะ… ขอบเขตสวรรค์ขั้นสูง?”

หยุนหลี่เกอและอีกสองคนรู้สึกได้ทันทีว่าปากของพวกเขาแห้งผากและน้ำตาก็เริ่มไหลริน

พวกมันเป็นอาวุธขอบเขตสวรรค์ขั้นสูง!

หากอาวุธดังกล่าวอยู่ในมือของผู้นำนิกายอสูรสวรรค์ มันก็คงจะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล แต่ในฐานะศิษย์ พวกเขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงเรื่องนี้

พวกเขาไม่เคยคาดคิดว่าอาจารย์ของพวกเขาจะมอบอาวุธขอบเขตสวรรค์ขั้นสูงให้กับพวกเขา

ตามที่คาดไว้ อาจารย์ของพวกเขาทรงพลังมากจริงๆ

หลังจากได้รับอาวุธแล้ว พวกเขาทั้งสามก็มองดูอาวุธของพวกเขาอย่างเสน่หาและตื่นเต้นราวกับว่าอาวุธเหล่านั้นเป็นคู่รักของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม ครู่ต่อมาหยุนหลี่เกอก็ตอบโต้

“ท่านอาจารย์ ถ้าท่านให้อาวุธดีๆ เหล่านี้แก่พวกเรา แล้วท่านจะใช้อะไร?”

ลู่เสี่ยวหรันโบกมือของเขา

“พวกเจ้ายังเด็กและระดับการฝึกตนของพวกเจ้าก็ยังค่อนข้างต่ำ พวกเจ้าจะต้องมีอาวุธที่ทรงพลังเพื่อเอาไว้ปกป้องตัวเอง สำหรับข้า มันก็ไม่สำคัญหรอกว่าข้าจะใช้อะไร”

“ท่านอาจารย์…”

ดวงตาของทั้งสามคนเปลี่ยนเป็นสีแดงจริงๆ ในครั้งนี้ น้ำตาของพวกเขาเริ่มไหลออกมาราวกับสายน้ำตก

อาจารย์ของพวกเขาช่างใจดีอะไรอย่างนี้!

เขาได้มอบสิ่งเหล่านี้ให้แก่พวกเขาโดยไม่เหลืออะไรไว้ให้กับตัวเขาเอง

อาจารย์ของพวกเขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าศัตรูที่เขาพบจะมีอาวุธหรือไม่ เขาถึงกับกล้าที่จะยอมเดินมือเปล่าเข้าไปสู้ สิ่งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกประทับใจและซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง!

หยุนหลี่เกอปาดน้ำตาของเขาและกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ไม่ต้องกังวลท่านอาจารย์ แม้ว่าข้าจะต้องเสี่ยงชีวิต แต่ข้าก็จะฆ่าศิษย์ของนิกายอสูรกระดูกขาวให้ได้มาก่ที่สุดเพื่อตอบแทนความเมตตาของท่าน!”

จื่ออู๋เซีย: “ท่านอาจารย์ ข้าก็เช่นกัน!”

ฟางเทียนหยวน: “ท่านอาจารย์ ข้าก็ด้วย!”

หยุนหลี่เกอกำหมัดแน่นและออร่าของเขาก็ค่อยๆ ปะทุขึ้น

“ข้าจะพลิกทั้งนิกายอสูรกระดูกขาวให้กลับหัวกลับหาง และทำให้พวกมันได้รู้ถึงผลลัพธ์ของการมาตอแยกับยอดเขาจื่อฉุ่ยของเรา!!!”

จื่ออู๋เซีย : “ข้าก็เช่นกัน!”

ฟางเทียนหยวน : “ข้าก็ด้วย”

เมื่อออร่าของหยุนหลี่เกอปะทุขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้ว ดวงตาของเขาก็ฉายแววเย็นชาและจิตสังหารก็ระเบิดออก อากาศโดยรอบส่งเสียงสั่นสะท้านในขณะที่พลังวิญญาณของเขาเพิ่มขึ้น

“คืนนี้ ถ้าข้าไม่ฆ่าทุกคนในนิกายอสูรกระดูกขาวให้ตาย ข้า หยุนหลี่เกอก็จะขอละทิ้งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทั้งหมดไป!”

จื่ออู๋เซีย : “ข้าก็เช่นกัน!”

ฟางเทียนหยวน : “ข้าก็ด้วย”

อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาได้ยินทั้งสามคน ลู่เสี่ยวหรันก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร เขากลับเงียบไปแทน

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็พูดด้วยท่าทางมืดมน “พวกเจ้าทั้งสามคนช่วยหยุดพูดเรื่องไร้สาระสักทีจะได้ไหม?”

“???”

ทั้งสามคนตกตะลึง เครื่องหมายคำถามปรากฏขึ้นบนหัวของพวกเขาในทันที

ลู่เสี่ยวหรันพูดอย่างโกรธเคือง “พวกเจ้ายังจะทำเป็นติดเล่นอีกอย่างงั้นหรอ เจ้าพวกโง่! พวกเจ้าคิดว่าพวกเจ้าจะสามารถทำตัวเย่อหยิ่งได้เพียงเพราะพวกเจ้าเข้าใจแค่ 20 ถึง 30% ของเคล็ดวิชาการฝึกตนขอบเขตราชันยุทธ์ชั้นยอดอย่างงั้นหรอ? จริงอยู่ที่ข้าให้อาวุธขอบเขตสวรรค์แก่พวกเจ้าทั้งสามคน… แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเจ้าจะสามารถประมาทนิกายอสูรกระดูกขาวได้!”

“อย่าลืมความจริงที่ว่านิกายอสูรกระดูกขาวมีจำนวนคนมากกว่าเราสิ!”

“แค่พวกผู้อาวุโสในนิกายอสูรกระดูกขาวก็สร้างปัญหาได้มากพอแล้ว  นี่ยังไม่นับว่ามันอาจจะมีผู้อาวุโสสูงสุดที่อยู่ในขอบเขตสูญสลายคอยปกป้องนิกายอีก!”

“พวกเจ้าสามคนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกมันเลย อย่างมากที่สุด พวกเจ้าก็ทำได้เพียงเก็บกวาดพวกเศษขยะชิ้นเล็กๆ พวกเจ้าคิดว่าพวกเจ้าจะสามารถปราบปรามนิกายอสูรกระดูกขาวทั้งหมดลงได้จริงๆ หรอ?”

เมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าของพวกเขาก็กระตุก

“แต่ไม่ใช่ว่าเรามีค่ายกลป้องกันที่ท่านตั้งเอาไว้ให้หรอ? ท่านอาจารย์ เราสามารถต้านทานการโจมตีภายใต้ขอบเขตสูญสลายได้ อย่างน้อยที่สุดเราก็จะไม่ได้รับบาดเจ็บ”

“แล้วไง สุดท้ายพวกเจ้าสองคนก็ยังเป็นแค่ขยะในขอบเขตวิญญาณ และหนึ่งในนั้นก็คือไอ้อ่อนในขอบเขตภูผาสมุทร ต่อให้พวกเจ้าจะไม่โดนโจมตีแล้วไง? สุดท้ายการโจมตีของพวกเจ้าก็ยังคงเป็นแค่ขยะ พวกเจ้าอาจจะจัดการกับพวกเศษขยะด้วยกันได้ แต่เมื่อพวกเจ้าพบกับสิ่งมีชีวิตระดับสูงเหล่านั้นล่ะ? พวกเจ้าจะสามารถสู้กับพวกมันได้ไหม? หรือพวกเจ้าจะทำแค่หลบหัวอยู่แต่ในค่ายกล? แบบนั้นแล้วมันจะต่างจากการไม่เข้าไปสู้แต่แรกตรงไหนกัน?!”

จบบทที่ บทที่ 34: เจ้าคิดว่าเจ้าเจ๋งมากหรอ?

คัดลอกลิงก์แล้ว