เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14: คนหนุ่มสาวต้องทำงานหนัก

บทที่ 14: คนหนุ่มสาวต้องทำงานหนัก

บทที่ 14: คนหนุ่มสาวต้องทำงานหนัก


บทที่ 14: คนหนุ่มสาวต้องทำงานหนัก

“ทุกคนล้วนต้องมีความฝันเป็นของตนเอง มิเช่นนั้นแล้วเราจะต่างอะไรไปจากปลาเค็ม?”

“เอาล่ะ ต่อให้เจ้าทำสำเร็จในท้ายที่สุด แต่เจ้าก็ยังเป็นปลาอยู่ดี”

หลี่เต๋าหรันตอบอย่างไร้ความปราณี แน่นอน ลู่เสี่ยวหรันไม่ได้สนใจ เดิมทีเขาซ่อนระดับการฝึกตนของเขาเอาไว้และไม่ได้มีเจตนาที่จะแข่งขันกับผู้อื่น

อันที่จริง เขาก็แค่แสร้งทำเป็นทำงานหนักเท่านั้น

หลินเจี๋ยจ้องไปที่หลี่เต๋าหรันด้วยความโกรธ

“หยุดพูดเรื่องไร้สาระสักที เสี่ยวหรันมีความจริงใจในการใฝ่หาเต๋าอันยิ่งใหญ่ ในทางกลับกัน เจ้าก็มักจะเอาแต่เลอะเทอะเหลาะแหละ”

หลี่เต๋าหรันยกมือขึ้นทันทีเพื่อแสดงท่าทียอมแพ้

“ก็ได้ ก็ได้ ก็ได้ ข้าจะไม่ควรพูดไม่ดีเกี่ยวกับเสี่ยวหรันต่อหน้าเจ้าอีกแล้ว”

หลินเจี๋ยส่ายหัวและหันไปทางลู่เสี่ยวหรัน

“เสี่ยวหรัน อย่าไปฟังเรื่องไร้สาระของเต๋าหรัน ในฐานะผู้ฝึกตน เราก็ควรมุ่งเน้นไปที่การฝึกตนและทำงานอย่างหนักเพื่อไล่ตามเต๋าอันยิ่งใหญ่”

ลู่เสี่ยวหรันพยักหน้า

“ข้ารู้”

“ยังไงก็เถอะ พวกเจ้ารู้ไหมว่าทำไมจู่ๆ ผู้นำนิกายถึงเรียกรวมพวกเราขึ้นมา?”

หลี่เต๋าหรันยักไหล่

“ใครจะไปรู้ล่ะ อย่างไรก็ตาม เราก็เป็นเพียงขยะในหมู่ขอบเขตวิญญาณ แม้ว่าจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น แต่มันจะเกี่ยวอะไรกับเราล่ะ?”

ในขณะที่เขาพูด ชายวัยกลางคนที่สูงและดูสุภาพก็ค่อยๆ เดินออกมาจากด้านหลังห้องโถงอย่างช้าๆ

ชายร่างสูงสวมชุดคลุมสีขาวและสวมมงกุฎหยกสีทองบนศีรษะ เขามีออร่าที่ไม่ธรรมดา

เสียงในห้องโถงค่อยๆ เงียบลง

“ผู้นำนิกายอยู่ที่นี่แล้ว หยุดพูด”

หลี่เต๋าหรันดึงชายเสื้อของลู่เสี่ยวหรัน เขาและหลินเจี๋ยลุกขึ้นทันที

ทุกคนทำตัวเหมือนเด็กในโรงเรียนอนุบาล

ผู้นำนิกายอสูรสวรรค์กวาดสายตาไปด้านล่างและพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

ในบรรดาผู้อาวุโส 200 คนที่อ่อนแอที่สุดในหมู่พวกเขาก็ยังอยู่ในขอบเขตผู้เชี่ยวชาญช่วงปลาย นี่เป็นขุมกำลังที่น่าประทับใจไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในอาณาจักรโจวอันยิ่งใหญ่!

ผู้อาวุโสเหล่านี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งของนิกายอสูรสวรรค์!

“เหล่าผู้อาวุโส เหตุผลที่ข้าเรียกรวมพวกเจ้าทุกคนมาในวันนี้ก็เป็นเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสองเดือนที่แล้ว อย่างที่ทุกคนรู้ เรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่งได้เกิดขึ้นกับนิกายอสูรสวรรค์ของข้าเมื่อสองเดือนก่อน ยอดฝีมือผู้ไร้เทียมทานได้ก่อให้เกิดปรากฎการณ์พลังแห่งสวรรค์”

ลู่เสี่ยวหรันตกตะลึงเมื่อได้ยินเรื่องนี้ นั่นไม่ใช่ตอนที่เขาจัดตั้งค่ายกลผนึกสวรรค์แปดทิศหรอ?

ผู้นำนิกายกล่าวต่อ “สิ่งนี้ทำให้ทุกคนในนิกายอสูรสวรรค์ตื่นตระหนก อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านมานาน เราก็ยังไม่พบผู้อาวุโสคนใดที่มีพลังพอจะกระตุ้นพลังแห่งสวรรค์ได้”

“อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการสืบสวน ผู้อาวุโสสูงสุดก็ค้นพบบางสิ่ง นั่นก็คือแนวป้องกันของนิกายที่ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ มาตลอดหลายปี นี่คือสาเหตุที่ทำให้มีคนมาที่นิกายอสูรสวรรค์ของเราแต่กลับไม่ถูกค้นพบ”

“ด้วยเหตุนี้เอง ภายใต้คำสั่งของผู้อาวุโสสูงสุด เราจึงต้องการผู้อาวุโสที่เก่งกาจเรื่องค่ายกลเพื่อจัดตั้งและซ่อมแซมแนวป้องกันของนิกาย”

“มีผู้อาวุโสคนใดที่เต็มใจจะอาสาสมัครหรือไม่?”

น่าเสียดายที่ทุกคนไม่ได้กระตือรือร้นเป็นการตอบกลับ

นี่เป็นเรื่องปกติมาก

ประการแรกเลย การทำสิ่งนี้เป็นการเสียเวลา มันเหมือนกับการเกณฑ์คนไปก่อสร้างขนอิฐ มันไม่เพียงแต่จะเป็นงานที่เหนื่อยเท่านั้น แต่พวกเขายังสามารถหาเงินจากมันได้เพียงน้อยนิดเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง การเลือกที่จะนอนอยู่ในถ้ำอย่างสันโดษจึงไม่ใช่ความคิดที่แย่เท่าไหร่

ประการที่สอง นี่คือคำสั่งของผู้อาวุโสสูงสุด หากเกิดเหตุการณ์ผิดพลาดขึ้น พวกเขาก็จะถูกตำหนิหรือถึงขั้นลงโทษอย่างรุนแรง!

อย่างไรก็ตาม หินวิญญาณจำนวนเล็กน้อยที่เสนอเป็นค่าตอบแทนนั้นก็ไม่ได้คุ้มค่ากับบทลงโทษเอาซะเลย

ผู้นำนิกายอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วพูดว่า “มีผู้อาวุโสมากมายในนิกายอสูรสวรรค์ของข้า แต่มันกลับไม่มีสักคนเดียวเลยหรอที่เต็มใจจะมีส่วนร่วมในความช่วยเหลือนิกายครั้งนี้?”

ผู้อาวุโสบางคนแทบจะก้มตัวลงไปนอนราบลงกับพื้นเพื่อหลบสายตา

ผู้อาวุโสที่มีหน้ามีตาบางคนยืนขึ้นและกล่าวว่า “มีคนจำนวนไม่มากในนิกายของเราที่เข้าใจเรื่องของค่ายกล ดังนั้นพวกเจ้าก็หยุดซ่อนตัวและก้าวออกไปข้างหน้าได้แล้ว”

เหมือนได้ยินดังนี้ ผู้อาวุโสบางส่วนก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องแสดงตนออกมา

ในหมู่พวกเขา มันก็มีหลี่เต๋าหรันและลู่เสี่ยวหรันด้วย

หลี่เต๋าหรันมีชื่อเสียงในด้านการเป็นผู้อาวุโสช่างพูดในนิกาย เนื่องจากเขาไม่มีอะไรทำ เขาจึงชอบเที่ยวเตร่ไปรอบๆ และพูดคุยกับผู้คน ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงได้รับความรู้เรื่องค่ายกลมาจากผู้อาวุโสบางส่วน

และไม่จำเป็นต้องพูดถึงลู่เสี่ยวหรัน ในฐานะอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุด เขาก็ได้เรียนรู้วิธีการจัดตั้งค่ายกลด้วยตัวเขาเอง ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ยากลำบากที่จะสร้างและยังมีประโยชน์มากอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้เอง ทั้งสองคนจึงทำได้เพียงก้าวไปข้างหน้า

ผู้นำนิกายมองไปที่ทุกคนและถามผู้อาวุโสว่า

“ผู้อาวุโสหวัง ผู้อาวุโสเตีย ท่านสองคนถูกมองว่าอยู่ในแนวหน้าของนิกาย ข้าสงสัยว่าพวกท่านสองคนเต็มใจที่จะทำภารกิจสำคัญนี้หรือไม่?”

ผู้อาวุโสหวังไอเบาๆ และกล่าวว่า “ท่านผู้นำนิกาย มีบางอย่างเกิดขึ้นกับการฝึกตนของข้าเมื่อเร็วๆ นี้ ดังนั้นตอนนี้ข้าจึงกำลังพักผ่อนรักษาตัวอยู่ เพราะฉะนั้นแล้ว ข้าว่ามันไม่เหมาะที่ข้าจะใช้พลังวิญญาณในตอนนี้และข้าก็เกรงว่าข้าจะไม่สามารถซ่อมแซมค่ายกลได้ในตอนนี้”

สายตาของผู้อาวุโสเตียนั้นลึกล้ำและการแสดงออกของเขาก็เคร่งขรึมและจริงจัง

“ท่านผู้นำนิกาย ข้าเพิ่งสัมผัสกับธรณีประตูของขอบเขตกลั่นวิญญาณและกำลังจะมุ่งความสนใจไปที่การบุกทะลวง ดังนั้นคราวนี้ข้าจึงไม่สามารถทำเพื่อนิกายได้ในครั้งนี้”

ผู้นำนิกายเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าเขาจะรู้ว่าผู้อาวุโสทั้งสองคนนี้อาจกำลังโกหก แต่เขาก็ยังคงทำอะไรไม่ได้

อีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้อาวุโสของนิกาย และแม้ว่าการฝึกตนของพวกเขาจะต่ำกว่า แต่พวกเขาก็ยังเป็นผู้อาวุโส

หากนิกายตกอยู่ในอันตราย เขาก็สามารถลงโทษอีกฝ่ายได้ในนามของความชอบธรรมของนิกาย

อย่างไรก็ตาม นี่ก็เป็นแค่การซ่อมแซมค่ายกล มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ดังนั้นถ้าเขาบังคับให้พวกเขาทำ เขาก็อาจจะสูญเสียความภัคดีจากพวกเขาทั้งสองได้”

หลังจากนั้นเขาก็มองไปที่ผู้อาวุโสสองสามคนที่อยู่ข้างหลังเขาและได้รับคำตอบที่คล้ายคลึงกันกับผู้อาวุโสหวังและผู้อาวุโสเตีย

สิ่งที่น่าขันที่สุดคือการที่ผู้อาวุโสคนหนึ่งบอกว่าเขากำลังจะมุ่งหน้าไปยังนิกายพันธมิตรเพื่อจับคู่ดูตัว

สิ่งนี้ทำให้ผู้นำนิกายโกรธมากจนอยากจะกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะและด่าทอสาปแช่งอีกฝ่าย

“หรือว่ามันจะไม่มีใครในนิกายอสูรสวรรค์ที่สามารถซ่อมแซมค่ายกลของนิกายได้?”

เมื่อเห็นว่าผู้นำนิกายค่อนข้างโกรธเคือง ผู้อาวุโสคนหนึ่งก็รีบกล่าวว่า “ท่านผู้นำนิกาย พวกเราล้วนแก่แล้ว แม้ว่าเราจะยังทำได้ดี แต่เราก็ควรปล่อยให้เหล่าผู้อาวุโสรุ่นเยาว์ใช้โอกาสนี้เพื่อปรับปรุงฝีมือบ้างไม่ดีหรอ? ข้าคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับเราที่จะใช้ภารกิจครั้งนี้เพื่อพัฒนาทักษะการจัดตั้งค่ายกลของผู้อาวุโสรุ่นเยาว์”

หัวใจของลู่เสี่ยวหรันเต้นผิดจังหวะและเขาก็รู้สึกไม่ดีในทันที

ในเวลาต่อมา ผู้อาวุโสคนนั้นก็ชี้ไปที่หลี่เต๋าหรันและลู่เสี่ยวหรัน

“เต๋าหรันและเสี่ยวหรันต่างก็เป็นผู้อาวุโสรุ่นเยาว์ของนิกาย พรสวรรค์ของพวกเขาค่อนข้างดี หากเราปล่อยให้พวกเขาทั้งสองทำ พวกเขาก็จะได้รับการฝึกฝนและสามารถทำงานได้ดีขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน นอกจากนี้พวกเขายังสามารถศึกษาความรู้เรื่องค่ายกลจากค่ายกลของนิกายได้ ท่านคิดว่ายังไง ท่านผู้นำนิกาย?”

“นั่นเป็นความคิดที่ดี ข้าจะให้เต๋าหรันและเสี่ยวหรันจัดการเรื่องนี้”

ดวงตาของผู้นำนิกายเป็นประกายราวกับว่าเขาพบเป้าหมายของเขาแล้ว

ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นรุ่นเดียวกันกับเขา แต่ไม่ใช่กับหลี่เต๋าหรันและลู่เสี่ยวหรัน ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงไม่ต้องกังวลอะไรมากนัก

สองคนนี้อยู่รุ่นเดียวกับหลานชายของเขา ดังนั้นทั้งสองคนจึงไม่กล้าพูดอะไรแม้ว่าเขาจะตำหนิพวกเขา มิฉะนั้นแล้ว ทั้งสองคนก็จะต้องทนทุกข์ทรมานอย่างมากหากเขากล่าวหาว่าพวกเขาดูหมิ่นผู้อาวุโส

หลี่เต๋าหรันค่อนข้างตกตะลึงและใจสั่น เขาเป็นเพียงผู้อาวุโสกิ๊กก๊อก แบบนั้นแล้วเขาจะซ่อมแซมค่ายกลได้อย่างไร?

ด้วยทักษะด้านค่ายกลอันต้อยต่ำของเขา เขาก็จะต้องถูกตำหนิติเตียนอย่างแน่นอน

“ท่านผู้นำนิกาย ข้าไม่…”

ขณะที่เขาเปิดปากของเขา เขาก็เห็นประกายแสงเย็นชาในดวงตาของผู้นำนิกาย มันเต็มไปด้วยความอาฆาตที่สื่อเป็นคำพูดว่า “รับงานหรือตาย?” เขาตกใจมากจนคอหด

เขาทำได้เพียงกลืนคำที่เขากำลังจะพูดกลับไป

จบบทที่ บทที่ 14: คนหนุ่มสาวต้องทำงานหนัก

คัดลอกลิงก์แล้ว