- หน้าแรก
- ฉันอาศัยระบบเปลี่ยนชุดสวมรอยเป็นเทพธิดาในยุคโบราณ
- บทที่ 6 พระเอก (ในนิยาย)
บทที่ 6 พระเอก (ในนิยาย)
บทที่ 6 พระเอก (ในนิยาย)
“นายท่าน! ด้านหน้ามีบางอย่างผิดปกติ!”
มีคนมารายงานจากนอกรถม้า
บุรุษรูปงามในอาภรณ์ล้ำค่าที่นั่งหลับตาพักผ่อนอยู่ในรถม้า ยังคงนิ่งไม่ไหวติง
ริมฝีปากบางของเขาขยับเล็กน้อย “เข้ามา”
ม่านประตูที่ปักลวดลายงดงามถูกเลิกขึ้น องครักษ์ในชุดสีน้ำเงินที่เหน็บกระบี่ไว้ข้างเอวเดินเข้ามา คำนับหนึ่งครั้ง ก่อนจะเอ่ยปาก
“นายท่าน ที่ใต้ต้นไม้ต้นนั้นมี... มีคนพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นเจาเยี่ยนลืมตาขึ้น ในดวงตาเรียวยาวที่ลึกล้ำคู่นั้นเต็มไปด้วยความเฉียบคม
เขากวาดตามองซุ่ยชุน องครักษ์คนสนิทของตนเองอย่างเฉยเมย
“คนแบบไหน?”
ซุ่ยชุนไม่ใช่คนนิสัยแบบนี้ ปกติเขาเป็นคนเด็ดขาดและตรงไปตรงมา เหตุใดวันนี้ถึงพูดจาอ้ำๆ อึ้งๆ
คนใต้ต้นไม้นั่นมีสถานะอะไรใหญ่โตนักหรือ?
ซุ่ยชุนนึกถึงภาพที่เหลือบไปเห็นเพียงแวบเดียวจากระยะไกล ขนทั่วร่างก็แทบลุกชันขึ้นมา
สีหน้าของเขาดูประหลาดและซับซ้อน เขาลดเสียงลงต่ำแล้วรายงาน: “นายท่าน ในรัศมีร้อยลี้แถบนี้ล้วนไม่มีหญ้าขึ้นแม้แต่ต้นเดียว แต่จู่ๆ ก็มีต้นไม้ใหญ่ที่ใบดกหนาโผล่ขึ้นมาพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นเจาเยี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย “พูดเข้าประเด็น”
ต้นไม้ต้นนี้ผิดปกติ พวกเขาสังเกตเห็นความไม่ชอบมาพากลตั้งแต่ไกลแล้ว ถึงได้เปลี่ยนเส้นทางมาทางนี้
เรื่องไร้สาระพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่เสิ่นเจาเยี่ยนอยากฟัง
สีหน้าของซุ่ยชุนยิ่งประหลาดเข้าไปอีก “ใต้ต้นไม้มี... มีสตรีผู้หนึ่ง ไม่ทราบว่าเป็นเซียนหรือปีศาจพ่ะย่ะค่ะ”
คราวนี้ คิ้วของเสิ่นเจาเยี่ยนขมวดมุ่นเข้าหากันทันที
“ซุ่ยชุน เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้ากำลังพูดอะไรอยู่?”
ซุ่ยชุนรีบอธิบาย: “นายท่าน ท่านก็รู้จักข้าดี เรื่องที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ข้าไม่กล้านำมารายงานต่อหน้าท่านเด็ดขาด!”
“คนผู้นั้น... คนผู้นั้นไม่ปกติจริงๆ! ข้าเห็นกับตาตัวเอง!”
“สตรีผู้นั้นมีความงามล่มเมือง อยู่ในวัยแรกรุ่น แต่กลับมีผมสีขาวโพลนทั้งศีรษะ”
“นางเอนกายนอนพิงอยู่บนดอกถานฮวาสีชมพูโปร่งแสงขนาดใหญ่เท่าครึ่งตัวคน ซึ่งลอยอยู่กลางอากาศ”
“อีกทั้งนางยังสวมอาภรณ์ที่งดงามประณีตอย่างยิ่ง แม้แต่ผ้าไหมเมฆางามหรือผ้าโปร่งแสงใยเงือกที่ดีที่สุดในหล้า ก็ยังเทียบกับเนื้อผ้านั้นไม่ได้”
“และที่สำคัญที่สุด บนเสื้อผ้าเหล่านั้นมีแสงสีชมพูและสีขาวส่องประกายออกมา”
“ดอกไม้ที่เบ่งบานบนแขนเสื้อกว้างนั่นยังเรืองแสงได้ บางครั้งยังมีละอองแสงรูปดอกไม้ร่วงหล่นลงมา แต่ยังไม่ทันถึงพื้นก็สลายหายไป”
“นางนอนตะแคงลอยตัว พิงอยู่บนดอกไม้ยักษ์ประหลาดนั่น ทั้งเส้นผมและเสื้อผ้าต่างก็ขยับไหวเองโดยไม่มีลม ดูแล้วไม่เหมือนคนจริงๆ ไม่ทราบว่าเป็นเซียนหรือปีศาจ...”
คำพูดชุดนี้ของซุ่ยชุน ทำให้เสิ่นเจาเยี่ยนรู้สึกขบขัน
เขาไม่เชื่อ แต่ก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนที่จะมาพูดเล่น
โดยไม่ลังเล เขาลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก
“เปิ่นหวาง (ข้าผู้เป็นอ๋อง) จะไปดูด้วยตัวเอง”
“ข้าอยากจะเห็นนักว่า เป็นคนหรือเป็นผี”
เสิ่นเจาเยี่ยนไม่เชื่อเรื่องผีสางเทพเจ้าอะไรทั้งนั้น เขาคิดว่ามีคนกำลังแกล้งทำเป็นเทพผี จงใจสร้างสถานการณ์ขึ้นเพื่อล่อให้เขามา
เสิ่นเจาเยี่ยนผู้เต็มไปด้วยความสงสัย เมื่อมาถึงบริเวณใกล้ต้นไม้ต้นนั้น พอเลี้ยวอ้อมไปเห็นคนที่อยู่ด้านหลังต้นไม้... ร่างทั้งร่างก็พลันหยุดนิ่งแข็งทื่ออยู่กับที่
เพียงแค่แวบเดียว เสิ่นเจาเยี่ยนก็รู้ว่าที่ซุ่ยชุนพูดมาทั้งหมดคือเรื่องจริง
และความจริงตรงหน้ามันยิ่งน่าเหลือเชื่อกว่านั้น
คนตรงหน้าราวกับเทพเซียนในภาพวาด งดงามจนน่าตกตะลึง
ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์หรืออาภรณ์ของเธอ ล้วนทำให้คนแยกแยะได้ในทันที—นี่ไม่ใช่มนุษย์โลก!
มีเพียงเทพเซียนบนสวรรค์เท่านั้น ถึงจะครอบครองความงามอันไร้ที่เปรียบปานเช่นนี้ได้
ไม่ว่าจะใช้คำคุณศัพท์ใด ก็มิอาจบรรยายถึงกลิ่นอายและความงามของเธอได้หมดสิ้น
เสิ่นเจาเยี่ยนยืนนิ่งงัน จ้องมองฮวาอวิ๋นฉางอย่างเหม่อลอย
ส่วนเหล่าองครักษ์ที่อยู่ด้านหลังเขาก็ยืนนิ่งแข็งทื่อเช่นกัน พวกเขาตกอยู่ในภวังค์แห่งความงามอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ลูกตาทุกคู่ไม่ขยับเขยื้อน เกาะติดอยู่บนร่างของฮวาอวิ๋นฉาง
ฮวาอวิ๋นฉางที่ยังคงหลับตาอยู่ เมื่อเห็น "ค่าอารมณ์ความตะลึงในความงาม" ที่ไหลเข้าบัญชีไม่หยุด ก็ลอบหัวเราะในใจ
รอเหยื่อติดกับดันเจอกระต่ายอ้วนตัวใหญ่จริงๆ ด้วย
เฝยเฝยใช้จิตสื่อสารกับฮวาอวิ๋นฉาง “เนื้อเรื่องเบี่ยงเบนไปแล้วค่ะ พระเอกถูกต้นไม้ที่นายท่านฟื้นฟูขึ้นมาดึงดูด จนเดินมาอีกเส้นทางหนึ่ง”
“การพบเจอกันระหว่างเขากับนางเอกในวันนี้ เลยเกิดขึ้นไม่ได้แล้วค่ะ”
ฮวาอวิ๋นฉางขี้เกียจจะสนใจว่าใครเป็นพระเอกนางเอก หรือเนื้อเรื่องอะไรทั้งนั้น
แต่ในเมื่อพระเอกดอดมาถึงประตูบ้านเอง ถ้าไม่ใช้ประโยชน์ก็เสียเปล่า
เพราะยังไงซะพระเอกก็เป็นถึงองค์ชาย สถานะของเธอย่อมต้องถูกส่งไปถึงวังหลวงแน่นอน
อืม... ก็ไม่แน่ พระเอกเป็นคนโหดเหี้ยมอำมหิตและเจ้าแผนการ อาจจะปิดกั้นข่าวนี้ไว้ก็ได้
เพราะยังไงซะ ตอนนี้เธอก็เป็น "นางฟ้า"
หากได้สานสัมพันธ์กับนางฟ้า ผลประโยชน์ที่จะได้นั้นมหาศาลเพียงใดคงไม่ต้องพูดถึง
ต้องบอกเลยว่า ฮวาอวิ๋นฉางเดาความคิดของเสิ่นเจาเยี่ยนได้แม่นยำอย่างสมบูรณ์แบบ
หลังจากที่เสิ่นเจาเยี่ยนตกตะลึงจนหาย เขาดึงสติกลับมาได้ สิ่งแรกที่คิดก็คือ "ปิดปาก"
ห้ามให้คนอื่นรู้ข่าวของฮวาอวิ๋นฉางเด็ดขาด!
แม้ว่าตอนนี้เขาจะยังไม่สามารถยืนยันสถานะของเธอได้เลยก็ตาม
ต่อให้เธอจะเสแสร้งแกล้งทำเป็นเทพผี แต่ด้วยความงามล่มเมืองขนาดนี้ ก็ยังมี "มูลค่า" ให้ใช้ประโยชน์
แววตาของเสิ่นเจาเยี่ยนพลันแข็งกร้าวขึ้น เขาสั่งให้คนไปขับไล่ฝูงผู้ลี้ภัยด้านหลังให้ถอยออกไปไกลๆ ทันที
ฮวาอวิ๋นฉาง ซึ่งกำลังเฝ้าดูสถานการณ์ข้างนอกผ่านทางเฝยเฝยในห้วงจิตสำนึกอยู่ตลอดเวลา... ก็หัวเราะหึๆ
เป็นไปตามที่เธอคาดไว้ไม่มีผิด
ไม่อยากให้คนอื่นพบเธองั้นเหรอ? เธอนี่แหละจะไม่ยอม!
ฮวาอวิ๋นฉางเหลือบมอง "นาฬิกาพก" SSR ที่เพิ่งสุ่มได้จากการสุ่มครั้งเดียวเมื่อครู่ พลางถามเฝยเฝย: “ถ้าไม่สวมใส่อุปกรณ์ สกิลยังจะใช้ได้ไหม?”
“ไม่ได้ค่ะ ต้องสวมใส่เท่านั้น” เฝยเฝยกระพริบตา “แต่ว่า ฉันสามารถช่วยนายท่าน 'ปิดบัง' รูปลักษณ์ภายนอกของไอเทมบางชิ้นได้ คนอื่นจะมองไม่เห็น แม้แต่นายท่านเองก็จะรู้สึกเหมือนไม่ได้ใส่มันค่ะ”
ฮวาอวิ๋นฉางคิดว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ดูแต่งตัวรกรุงรัง
“ตกลง งั้นก็ปิดบังนาฬิกาพกไว้”
ฮวาอวิ๋นฉางสวมคอนแทคเลนส์สีทองที่สุ่มได้ก่อนหน้านี้ และในที่สุดก็เอ่ยปาก
“หนวกหู”
เห็นได้ชัดว่าเสียงของฮวาอวิ๋นฉางไม่ได้ดังเลย แต่มันกลับก้องเข้าไปในหูของเสิ่นเจาเยี่ยนอย่างชัดเจน
ทุกคนหันขวับไปมองฮวาอวิ๋นฉางโดยสัญชาตญาณ ทันใดนั้นก็เห็นชายกระโปรงและเส้นผมของเธอกำลังพริ้วไหว ก่อนที่เธอจะลืมตาขึ้น
ในดวงตาสีทองคู่นั้นมีแสงระยิบระยับไหลวน เจิดจ้าและลึกล้ำ งดงามอย่างยิ่งแต่ก็ประหลาดอย่างยิ่งเช่นกัน
ตาของใครมันจะเป็นสีทอง! แถมยังเรืองแสงได้ด้วย!
เสิ่นเจาเยี่ยนสบตากับฮวาอวิ๋นฉางพอดี เขาเผชิญหน้าโดยตรงกับแววตาที่เย็นชาไร้ความรู้สึกคู่นั้น มันราวกับวังวนที่กำลังจะดูดกลืนเขาเข้าไป... รูม่านตาของเขาขยายกว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เสิ่นเจาเยี่ยนแข็งค้าง
แววตาของอีกฝ่าย... ไม่มีคลื่นอารมณ์ใดๆ เลยแม้แต่น้อย
เหมือนกับเทพเจ้าบนเก้าชั้นฟ้าที่กำลังมองมดปลวกบนโลกมนุษย์จริงๆ
ในฐานะองค์ชายผู้สูงศักดิ์ ที่ผ่านมามีแต่เขาที่มองผู้อื่นด้วยสายตาเช่นนี้ แต่ตอนนี้มันกลับสลับกัน
และตัวเขา... กลับไม่มีความรู้สึกขัดเคืองแม้แต่น้อย กลับกัน... เขากลับรู้สึกตื่นเต้นยินดีที่ได้สบตากับอีกฝ่าย
เสิ่นเจาเยี่ยนรู้สึกว่าตัวเองกำลังผิดปกติ รู้สึกว่าอีกฝ่ายช่างประหลาดล้ำเกินไป
เขาอยากจะเบือนสายตาหนี แต่ดวงตากลับไม่อาจควบคุมได้ มันจ้องมองเธอค้างอยู่อย่างนั้น ไม่อาจละไปได้เนิ่นนาน
เสิ่นเจาเยี่ยนกำลัง "จมดิ่ง" ทั้งที่ยังมีสติครบถ้วน
ขนาดเสิ่นเจาเยี่ยนยังเป็นถึงขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลังเขาเลย
ไม่ว่าจะคนไหนต่อคนไหน ล้วนมองจนโง่งม ยืนแข็งทื่อเป็นไก่ไม้ (ตะลึงงัน)
ฮวาอวิ๋นฉางลุกขึ้นจากดอกถานฮวา ลอยตัวอยู่กลางอากาศ กวาดสายตาเย็นชาไปทั่วกลุ่มคนที่กำลังจ้องมองเธอ ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อกว้าง
“หนวกหู!”
“บังอาจ!”
ในชั่วพริบตา ลมพลันหยุดนิ่ง ใบไม้ก็หยุดไหวติง
ทุกคนรู้สึกได้ถึงความผิดปกติรอบกายอย่างชัดเจน พวกเขาอยากจะเอ่ยปาก อยากจะคุกเข่า
แต่กลับพบด้วยความตื่นตระหนกว่า นอกจากลูกตาแล้ว ส่วนอื่นของร่างกายกลับขยับไม่ได้เลย!
พวกเขาทั้งหมดถูก "หยุด" เอาไว้กับที่ รวมไปถึงกลุ่มผู้ลี้ภัยที่อยู่ด้านหลังด้วย
ความตื่นกลัวแล่นจับขั้วหัวใจ แม้แต่อยากจะร้องขอชีวิตก็ยังทำไม่ได้
ความตะลึงในความงามเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความยำเกรงและความกลัวสุดขีดต่อฮวาอวิ๋นฉางในทันที
วิธีการเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะทำได้แน่นอน!
ไม่ว่าจะเป็นภูตผีปีศาจในหุบเขา หรือเทพเซียนปีศาจบนสวรรค์ ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาสามารถล่วงเกินได้!
ทำยังไงดี!
ทำยังไงดี?
ทุกคนตื่นตระหนกจนขวัญหนีดีฝ่อ ไม่กล้าจ้องมองฮวาอวิ๋นฉางตรงๆ อีกต่อไป ทุกคนต่างก้มหน้าลง
รวมถึงเสิ่นเจาเยี่ยนด้วย
นี่คือสกิลของนาฬิกาพก: "หยุด" ทุกสิ่งรอบกาย มีเพียงฮวาอวิ๋นฉางเท่านั้นที่เคลื่อนไหวได้ตามใจชอบ
ใช้ได้ทั้งรุกและรับ ถือเป็น "สกิลเทพ" อีกหนึ่งอย่าง
เสิ่นเจาเยี่ยนสัมผัสได้ถึงพลังอันประหลาดนี้ ในใจเขาก็ถูกความกลัวครอบงำจนหมดสิ้น
เขาเป็นคนฉลาดและรู้จักกาลเทศะอย่างยิ่ง เมื่อตระหนักได้ว่าฮวาอวิ๋นฉางกำลังโกรธ และตระหนักถึงช่องว่างพลังที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว เขาก็รีบก้มศีรษะอันสูงส่งของตนลงทันที
แน่นอนว่า เขาทำได้เพียงแค่ลดสายตาลงต่ำ ไม่ล่วงเกินฮวาอวิ๋นฉางอีก ไม่จ้องมองใบหน้าของเธอตรงๆ
สายตาของเขา หยุดลงที่อัญมณีสีชมพูบนปลายรองเท้าของฮวาอวิ๋นฉาง... อัญมณีที่เขาไม่เคยเห็นวัสดุเช่นนี้มาก่อน
ฮวาอวิ๋นฉางมองภาพตรงหน้า แล้วยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เธอลอยอยู่กลางอากาศ มองลงมายังฝูงชนที่ก้มหน้าต่ำ
“พวกเจ้าเหล่ามนุษย์ ช่างใจกล้านัก บังอาจมารบกวนการพักผ่อนของข้า”
เสียงของฮวาอวิ๋นฉางไพเราะน่าฟังอย่างยิ่ง แต่ในหูของฝูงชนเบื้องล่าง มันกลับไม่ต่างอะไรจาก "ยันต์เร่งวิญญาณ" (ยันต์เรียกความตาย)
ทำให้ ‘พระองค์’ พิโรธเสียแล้ว นี่จะทำอย่างไรดี!
เหงื่อเย็นไหลท่วมตัวพวกเขา แต่กลับคิดหาทางออกไม่ได้เลย
เสิ่นเจาเยี่ยนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับอ้าปากไม่ได้ ชั่วขณะนั้น เขาก็ร้อนรนจนเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นบนหน้าผาก
เสิ่นเจาเยี่ยนอยากจะอธิบาย อยากจะขอขมา และยิ่งกว่านั้น... คือเขาอยากจะ "สร้างสัมพันธ์" กับฮวาอวิ๋นฉาง
แต่การที่อ้าปากไม่ได้ พูดก็ไม่ได้เช่นนี้ มันช่างทรมานเหลือเกิน!
เสิ่นเจาเยี่ยนไม่อยากปล่อยโอกาสทองนี้หลุดมือไป เขาร้อนรนจนแทบจะสูญเสียท่าทีสงบนิ่งและควบคุมทุกอย่างได้ดังที่เคยเป็นมาตลอด