เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 740 - นกที่บินนำ

บทที่ 740 - นกที่บินนำ

บทที่ 740 - นกที่บินนำ


บทที่ 740 - นกที่บินนำ

นกที่บินนำย่อมถูกยิงก่อน ครั้งนี้ฉู่ซิวไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนกที่บินนำจริงๆ ทว่าดูเหมือนจะมีคนทำตัวโดดเด่นยิ่งกว่าเขา

ฉู่ซิวส่งเสียงผ่านลมปราณถามคุณชายลู่ที่อยู่ข้างกายว่า “เจ้านี่เป็นใคร? เบื้องหลังยิ่งใหญ่มากหรือ?”

คุณชายลู่มาในนามตัวแทนของนิกายอสูรไร้ลักษณ์ เขาเป็นปรมาจารย์วิถียุทธ์คนใหม่ของนิกายอสูรไร้ลักษณ์ แม้พลังฝีมือจะไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ศักยภาพย่อมสูงที่สุดอย่างแน่นอน

ดังนั้นภารกิจที่มีความอันตรายไม่มาก แต่เห็นผลประโยชน์ได้ชัดเจนเช่นนี้ โดยปกติมักจะเป็นคุณชายลู่ที่มารับหน้าที่

คุณชายลู่มองฉู่ซิวด้วยความประหลาดใจพลางกล่าวว่า “เจ้าไม่รู้จักเขา? เช่นนั้นอาจารย์ของเขาเจ้าต้องเคยได้ยินแน่นอน ‘อสูรเฒ่าสิบทิศ’ หยวนเทียนฟ่าง แห่งถ้ำผามารเขาตงจี๋ เขาเป็นยอดยุทธ์ฝ่ายมารผู้ยิ่งใหญ่ที่โลดแล่นอยู่ในยุทธภพเมื่อหลายสิบปีก่อน

เขาคือศิษย์เอกของหยวนเทียนฟ่าง นามว่า ‘จิ่วอิมหงยวน’ (เก้าอสูรแดงลึก) สิงซือถู ในอดีตก็เคยเป็นยอดฝีมือที่ติดอันดับสี่สิบกว่าในทำเนียบคลื่นลม แต่เมื่อสิบกว่าปีก่อนเพราะความบังอาจบ้าบิ่นไปสังหารศิษย์ห้าสำนักกระบี่ใหญ่เพื่อนำมาหลอมกระบี่ จึงถูกไล่ล่าเป็นระยะทางพันลี้ ดังนั้นจึงหลบซ่อนอยู่ในเงามืดมาตลอด และถูกถอดชื่อออกจากทำเนียบคลื่นลม”

เมื่อได้ยินคุณชายลู่กล่าวเช่นนี้ ฉู่ซิวก็เริ่มคุ้นๆ ขึ้นมาบ้าง เพราะยอดฝีมือฝ่ายมารมีอยู่ไม่กี่คน นับนิ้วได้ไม่ยาก

อาจารย์ของเขา ‘อสูรเฒ่าสิบทิศ’ หยวนเทียนฟ่าง เป็นยอดฝีมือขอบเขตขั้นเพลิงแท้หลอมรวมจิต และก็คือระดับบิ๊กฝ่ายมารที่ตวาดตงหวางไท่อีเมื่อวานว่าดูไม่เหมือนคนมาขอความช่วยเหลือ

คนผู้นี้มีชื่อเสียงเมื่อหลายสิบปีก่อน หลังจากก้าวเข้าสู่ขอบเขตขั้นเพลิงแท้หลอมรวมจิต เคยเอาชนะยอดฝีมือขอบเขตขั้นเพลิงแท้หลอมรวมจิตของสำนักเจินอู่และสำนักเต๋าฉุนหยางติดต่อกัน ทำให้คนหนึ่งพิการ คนหนึ่งบาดเจ็บสาหัส ลงมือโหดเหี้ยมอำมหิตอย่างยิ่ง

ทว่าในตอนที่เขาลงมือต่อเขาหลงหู่ กลับถูกนักพรตชราที่คอยรับใช้ข้างกายปรมาจารย์สวรรค์เฒ่าใช้แส้ปัดฝุ่นฟาดจนกระอักโลหิต นับตั้งแต่นั้นก็หนีไปซ่อนตัวที่ถ้ำผามารเขาตงจี๋ในดินแดนทะเลตะวันออก รักษาอาการบาดเจ็บและบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นั่น ดูเหมือนว่าจะรับศิษย์ไว้ไม่น้อย

และสิงซือถูที่อยู่ตรงหน้านี้ก็นิสัยเหมือนอาจารย์ของเขา คือกล้าหาญบ้าบิ่นอย่างยิ่ง

ฉายาของเขาคือ จิ่วอิมหงยวน ความจริงแล้วนี่คือชื่อของกระบี่มารอาวุธร้ายสองเล่ม ซึ่งล้วนเป็นอาวุธเทพที่พรรคมารคุนหลุนเคยหลอมขึ้น แต่ถูกทำลายไปในสงครามกวาดล้างมารในอดีต

หลังจากสิงซือถูได้รับวิธีหลอมอาวุธเทพนี้จากมือหยวนเทียนฟ่าง เขาก็เริ่มรวบรวมวัตถุดิบ เพื่อความรวดเร็ว ถึงขั้นสังหารหมู่ศิษย์ห้าสำนักกระบี่ใหญ่ ใช้โลหิตของผู้ฝึกกระบี่มาหลอมกระบี่

แม้สุดท้ายจะหลอมกระบี่สำเร็จ แต่ก็ถูกคนของห้าสำนักกระบี่ใหญ่ไล่ล่าเป็นพันลี้ ไม่กล้าโผล่หัวออกมานานกว่าสิบปี

โดยรวมแล้ว ศิษย์อาจารย์คู่นี้ล้วนเป็นคนประเภทกล้าได้กล้าเสียอย่างบ้าบิ่น แต่ในขณะเดียวกันชื่อเสียงในสายอสูรเร้นลับก็สูงมาก เพราะอย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นคนที่ต่อสู้ฝ่าฟันออกมาจากภูเขาซากศพทะเลโลหิต

แน่นอนว่าในสายตาของฉู่ซิว หรือแม้กระทั่งในสายตาของคุณชายลู่ การกระทำของศิษย์อาจารย์คู่นี้ความจริงแล้วก็ยังเทียบฉู่ซิวไม่ได้

ในอดีตคนที่ฉู่ซิวไปล่วงเกินก็ไม่ได้น้อยไปกว่าพวกเขา ในตอนนั้นฉู่ซิวก็สามารถเลือกที่จะหนีลงใต้ดิน ซ่อนตัวรอให้เรื่องเงียบสักไม่กี่สิบปีค่อยออกมาซ่าใหม่ เพราะอย่างไรเสียเขาก็มีพลังบำเพ็ญเพียงพอ อายุขัยก็ยังเหลือเฟือ

แต่สิ่งที่ฉู่ซิวเลือกกลับเป็นการรวบรวมกำลังทั้งหมด เข้าปะทะกับพันธมิตรฝ่ายธรรมะอย่างแข็งกร้าว และสุดท้ายยังเอาชนะได้ สามารถเดินท่องยุทธภพได้อย่างเปิดเผยสง่าผ่าเผย ซึ่งนับว่ามีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวกว่าศิษย์อาจารย์คู่นี้มากนัก

คนสองคนนี้แม้จะกระทำการบ้าคลั่ง แต่พอบ้าเสร็จก็หนี ดูมีลักษณะท่าดีทีเหลวอยู่บ้าง

ฉู่ซิวหัวเราะหึหึเบาๆ สองครั้ง ชื่อเสียงโด่งดังแล้วอย่างไร? ในอดีตก็ยังถูกคนไล่ล่าจนหนีหัวซุกหัวซุนไปทั่วยุทธภพ ตอนนี้กลับออกมาวางมาดเป็นผู้อาวุโสยอดฝีมือ?

ทางด้านสิงซือถูที่กำลังพูดจาใหญ่โตโอ้อวดเรื่องแผนการลงมือ เสียงหัวเราะหึหึสองครั้งของฉู่ซิวกลับบาดหูยิ่งนัก ทำให้เขาขมวดคิ้วทันที

“ฉู่ซิว เจ้าหัวเราะอันใด?”

ฉู่ซิวไม่ได้สนใจเขาแม้แต่น้อย แต่กวักมือเรียกทันที “พวกเราไป”

กล่าวจบ ฉู่ซิว เหมยชิงเหลียน และคุณชายลู่ ก็พาเหล่านักสู้ฝ่ายมารที่มีความสัมพันธ์อันดีกับสายเว่ยซูหยาเตรียมจะจากไป

สิงซือถูตะคอกด้วยความโกรธ “ฉู่ซิว! เจ้าหมายความว่าอย่างไร? ภารกิจที่เหล่าบรรพชนสั่งการลงมายังไม่ทันสำเร็จ พวกเจ้าก็จะหนีไปก่อน พวกเจ้าคิดจะทำอันใดกันแน่?”

ฉู่ซิวหันกลับมา กล่าวอย่างเรียบเฉย “แน่นอนว่าไปทำภารกิจให้สำเร็จน่ะสิ

เหล่าบรรพชนไม่ได้บอกว่าเรื่องนี้ต้องให้ผู้ใดเป็นคนบัญชาการ ตอนนี้เจมายืนชี้นิ้วสั่งการอยู่ที่นี่ นับเป็นตัวอะไร?

แน่นอนว่าข้าเป็นคนใจกว้าง เจ้าอยากจะเป็นผู้บัญชาการข้าก็ไม่ขัดขวาง แต่เจ้าก็อย่าหวังว่าจะมาสั่งการข้าได้

ใครจะรู้ว่าสุดท้ายเจ้าจะใช้อำนาจหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว จงใจส่งคนที่ไม่สนิทกับตัวเองไปตาย หรือสุดท้ายจะฮุบสมบัติส่วนใหญ่ไว้คนเดียวหรือไม่?”

คนในที่นี้ล้วนมิใช่คนโง่ สิ่งที่ฉู่ซิวพูดนั้นพวกเขาต่างก็คิดไว้ก่อนแล้ว

สิงซือถูรีบชิงออกหน้าเพื่อจะเป็นผู้บัญชาการ แน่นอนว่ามิใช่เพราะหวังดี แต่เพราะในยามนี้ทุกคนต่างกระจัดกระจาย หากสิงซือถูได้เป็นผู้บัญชาการ ผู้ที่กุมความได้เปรียบก็คือเขา

เพียงแต่คนส่วนใหญ่ในที่นี้ไม่อยากล่วงเกินสิงซือถู จึงไม่ได้พูดออกมา ไม่คิดว่าฉู่ซิวจะพูดออกมาตรงๆ เช่นนี้

สิงซือถูชี้หน้าฉู่ซิว ใบหน้าฉายแววโกรธเกรี้ยวทันที “พูดจาเหลวไหล! ยามนี้สถานการณ์วิกฤต ข้าจะไปลอบคิดร้ายต่อศิษย์สำนักเดียวกันได้อย่างไร?”

ความจริงฉู่ซิวก็มองสิงซือถูในแง่ร้ายเกินไปหน่อย เขาไม่ได้คิดจะทำร้ายคนอื่นจริงๆ

คนที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นศิษย์คนสนิทของระดับบิ๊กฝ่ายมารแต่ละคน ยังมีสายสาขาของสายอสูรเร้นลับที่มีชื่อเสียงอีกจำนวนหนึ่ง ล่วงเกินใครเข้าก็ล้วนไม่ใช่เรื่องดี ดังนั้นเขาเพียงแค่อยากจะกอบโกยผลประโยชน์ในตอนท้ายเท่านั้น

วาจาของฉู่ซิว อย่างน้อยครึ่งหนึ่งก็เป็นการใส่ร้ายเขา

ฉู่ซิวโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “เจ้าจะคิดเช่นนั้นหรือไม่ข้าไม่สน แต่ถ้าคิดจะให้พวกข้าเชื่อฟังเจ้า เป็นไปไม่ได้

บรรพชนต้องการผลลัพธ์ ไม่ใช่กระบวนการ ไม่ว่าพวกเราจะลงมือพร้อมกันหรือไม่ สุดท้ายขอแค่กวาดล้างพวกเศษสวะเหล่านั้นให้เกลี้ยงก็พอแล้วมิใช่หรือ?

ดังนั้นตอนนี้ พวกข้าก็เตรียมจะลงมือแล้ว ใครที่อยากจะตามมา ขอแค่เชื่อฟังและไม่ก่อความวุ่นวาย ข้ายินดีต้อนรับทั้งนั้น

ส่วนใครที่อยากจะสร้างปัญหา ก็รีบไสหัวไปให้พ้นๆ เสียแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ต้องมาผิดใจกันทีหลัง ให้เสียหน้ากันเปล่าๆ”

สิงซือถูยืนออกมาแล้วกล่าวเสียงเย็น “เจ้าพูดง่ายดีนี่ เจ้าพาคนส่วนหนึ่งไป ทำให้กำลังของทุกคนไม่เต็มที่ หากภารกิจล้มเหลว คนที่เดือดร้อนก็คือพวกเราทั้งหมด คนที่เสียหน้าก็คือสายอสูรเร้นลับของพวกเราทั้งหมด!”

“แล้วเจ้าจะทำอย่างไร?”

ฉู่ซิวแสยะยิ้มอำมหิต

“เจ้าไปได้ แต่คนอื่นต้องอยู่!”

บรรยากาศของทั้งสองฝ่ายตึงเครียดขึ้นทันที กระบี่ยาวสีดำและสีแดงสองเล่มปรากฏขึ้นในมือของสิงซือถูโดยไม่รู้ตัว

“คิดจะรั้งคนไว้? อย่างเจ้าก็คู่ควรด้วยหรือ? ในอดีตถูกสำนักฝ่ายธรรมะไล่ล่าจนไม่กล้าโผล่หัว ตอนนี้กลับกล้ามากร่างใส่พวกเดียวกันเอง?”

“ฉู่ซิว! เจ้ารนหาที่ตาย!”

สิงซือถูแค่นเสียงเย็น กระบี่ยาวสองเล่มในมือฟันออกพร้อมกัน เล่มหนึ่งแฝงด้วยกลิ่นอายโลหิตอสูรอันดุร้าย กระบี่ออกจากฝักถึงขั้นมีแสงโลหิตพวยพุ่ง น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก

อีกเล่มหนึ่งแฝงด้วยปราณมรณะอันลึกล้ำ กระบี่ยาวฟันออก มีเสียงภูตผีร่ำไห้เทพเจ้าร้องโหยหวนดังลงมา น่าหวาดกลัวยิ่งนัก

เพื่อหลอมสร้างอาวุธมารสองเล่มนี้ สิงซือถูสังหารคนไปนับไม่ถ้วน ด้วยเหตุนี้ถึงกับถูกไล่ล่าเป็นพันลี้

แต่ในยามนี้เมื่อ ‘จิ่วอิมหงยวน’ ปรากฏ ก็คุ้มค่ากับราคาที่เขาต้องจ่ายไปจริงๆ

ฉู่ซิวประสานมุทรา ทั่วร่างส่องประกายแสงพุทธะสีทองเจิดจ้า

พลังโลหิตเดือดพล่าน มหาเวทสลับสุริยันถูกใช้ออก ด้านหลังฉู่ซิวปรากฏลักษณ์ธรรมองค์ตถาคตแห่งมหาอาทิตย์ มหาหัตถ์อรูปฌานบีบออก ชั่วพริบตาเมล็ดผักกาดซ่อนเขาสุเมรุ กลับตาลปัตรฟ้าดิน!

แสงพุทธะสีทองบิดเบือนทุกสิ่ง พลังนั้นบดขยี้กลิ่นอายโลหิตอสูร ดับสูญพลังมารอันไร้ขอบเขต โดยมีฉู่ซิวและสิงซือถูเป็นศูนย์กลาง ปราณเกราะระเบิดออกตูมตาม หากมิใช่เพราะในวังใต้ดินแห่งนี้มีค่ายกลคุ้มกัน การโจมตีของทั้งสองคนนี้คงทำลายที่นี่จนพังพินาศไปแล้ว

ร่างของฉู่ซิวไม่ขยับ ร่างของสิงซือถูก็ไม่ขยับ แต่กระบี่สองเล่มของเขากลับเก็บคืนไปแล้ว สองมือซ่อนอยู่ในแขนเสื้อคลุม กลัวว่าคนจะเห็นมือที่สั่นเทาของเขา

ในลานเงียบกริบในทันที

สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ชื่อเสียงของฉู่ซิวเลื่องลือไปไกล สังหารยอดฝีมือขอบเขตขั้นเพลิงแท้หลอมรวมจิต แม้จะมีการใช้เล่ห์เหลี่ยมอุบายบ้าง แต่ผลงานก็คือผลงาน อย่างน้อยเขาก็มีพลังฝีมือระดับนี้

และตอนนี้เมื่อได้เห็นฉู่ซิวลงมือจริงๆ อานุภาพนี้ก็สมกับชื่อเสียงของฉู่ซิวจริงๆ

ใครๆ ก็รู้ว่าฉู่ซิวบำเพ็ญเพียรสามสายเต๋าพุทธมาร ในยามนี้ฉู่ซิวเพียงแค่ใช้วิชาของฝ่ายพุทธ ก็สามารถต่อสู้กับสิงซือถูที่เป็นปรมาจารย์ฝ่ายมารที่เคยติดอันดับในทำเนียบคลื่นลมได้อย่างสูสี หากเขาใช้ดาบมารที่เลื่องลือในยุทธภพ สิงซือถูก็อาจจะต้านทานไม่อยู่

แน่นอนว่าพวกเขาหารู้ไม่ว่า แม้แต่ในยามนี้ สิงซือถูก็ต้านทานได้อย่างยากลำบากยิ่งนัก

ฉู่ซิวกล่าวเสียงเย็น “สิงซือถู เก็บการคำนวณที่ไร้ประโยชน์ของเจ้าไปเสียเถอะ สงครามธรรมะอธรรมกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว แต่เจ้ากลับยังคิดจะเล่นลูกไม้เล็กๆ น้อยๆ อยู่ที่นี่ ข้าไม่มีเวลามาเล่นกับเจ้าหรอก

กวาดล้างเศษสวะของตำหนักอสูรปฐพี ต่างคนต่างใช้ความสามารถ ข้าขี้เกียจจะยุ่งกับเจ้า เจ้าก็อย่ามาหาเรื่องข้า”

กล่าวจบ ฉู่ซิวก็โบกมือทีหนึ่ง เหมยชิงเหลียนและคุณชายลู่ก็ติดตามฉู่ซิวจากไป

นักสู้ที่เดิมทีมีความสัมพันธ์อันดีกับสายเว่ยซูหยาในที่นั้นย่อมเลือกที่จะติดตามฉู่ซิว

ยังมีนักสู้ที่พลังฝีมืออ่อนด้อยกว่าอีกจำนวนหนึ่ง พวกเขาคิดดูแล้ว ก็มีส่วนหนึ่งเลือกที่จะตามฉู่ซิวไป

เวลานั้น ชายหนุ่มสวมชุดคลุมยาวสีแดงเข้ม ใบหน้าดูเหมือนอายุเพียงสามสิบกว่าปีผู้หนึ่ง บนใบหน้าของเขาพลันเผยรอยยิ้มออกมา แล้วก็เดินตามหลังพวกฉู่ซิวจากไปเช่นกัน

ในบรรดาปรมาจารย์วิถียุทธ์สิบคน ฝั่งฉู่ซิวมีสี่คน นักสู้คนอื่นๆ อีกสามสิบกว่าคนก็เลือกที่จะตามฉู่ซิวไป นับเป็นจำนวนเกือบครึ่ง

สีหน้าของสิงซือถูเขียวคล้ำ ฉู่ซิวเพิ่งเข้าร่วมสายอสูรเร้นลับได้นานเท่าไรกัน เชียวถึงสามารถรวบรวมเส้นสายผู้คนให้ติดตามได้มากถึงเพียงนี้?

ความจริงสิงซือถูคิดมากไป คนอื่นๆ ที่เลือกติดตามฉู่ซิว เป็นเพราะชื่อเสียงของสิงซือถูในสายอสูรเร้นลับนั้น ไม่ค่อยจะดีนัก

ส่วนฉู่ซิว ชื่อเสียงของเขาเพียงแค่ไม่ดีในฝ่ายธรรมะ แต่ในสายอสูรเร้นลับ ยังไม่เคยได้ยินว่าเขาทำร้ายใคร

ยิ่งไปกว่านั้นด้วยพลังฝีมือที่ฉู่ซิวแสดงออกมาเมื่อครู่ แม้รากฐานเส้นสายของเขาในสายอสูรเร้นลับจะไม่โดดเด่น แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้คนส่วนหนึ่งเลือกติดตามเขาแล้ว

หลังจากออกจากโถงใหญ่ คุณชายลู่มองชายหนุ่มชุดแดงเข้มด้วยความสงสัย พลางถามด้วยความประหลาดใจว่า “นี่ข้าว่าเสิ่นเสวี่ยหนิง เจ้าตามมาทำไม? ข้าจำได้ว่าบรรพชนของนิกายอสูรเพลิงโลหิตของพวกเจ้า ดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับหยวนเทียนฟ่างไม่ใช่รึ”

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 740 - นกที่บินนำ

คัดลอกลิงก์แล้ว