- หน้าแรก
- นี่เจ้าย้ายแดนศักดิ์สิทธิ์มาไว้ที่นี่งั้นรึ
- ตอนที่ 21 เหลยอิ๋ง
ตอนที่ 21 เหลยอิ๋ง
ตอนที่ 21 เหลยอิ๋ง
ตอนที่ 21 เหลยอิ๋ง
หลินเป่ยหยาเม้มปาก เขาอยากจะบอกเชียนเหรินเสวี่ยใจจะขาดว่าสิ่งที่เขาฝึกไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการดูดซับวงแหวนวิญญาณเลย แต่ถ้าพูดไปคงทำลายความตั้งใจของนางเปล่าๆ สู้ปล่อยให้นางไฟแรงแบบนี้ต่อไปดีกว่า
วันเวลาต่อจากนั้น หลินเป่ยญาตื่นแต่เช้าไปโรงเรียนวิญญาณยุทธ์ พอตกบ่ายก็กลับหอบูชาพรหมยุทธ์มาฝึกร่างกายและขัดเกลาเคล็ดวิชาต่อสู้กับเชียนเหรินเสวี่ย
ผ่านไปสักพัก ระดับพลังวิญญาณของเจ้าอ้วนสือโน่ก็แตะระดับ 10
ไม่รู้ว่าเป็นคำสั่งลับๆ ของเชียนเต้าหลิวหรือเปล่า วงแหวนวิญญาณของเจ้าอ้วนได้รับเกียรติจากรองผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นคนพาไปล่าด้วยตัวเอง สือโน่ได้วงแหวนวิญญาณจาก วัวยักษ์ศิลาดำ สมใจอยาก มาพร้อมทักษะวิญญาณ 'ผิวศิลา'
ในสถานะนี้ พลังโจมตีและป้องกันของสือโน่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เจ้าอ้วนพอใจกับผลลัพธ์นี้สุดๆ
ด้วยความช่วยเหลือจากวาฬกาวและการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ร่างกายของหลินเป่ยหยาก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปหนึ่งปีเต็ม
หนึ่งปีแห่งการฝึกฝนอย่างหนัก พลังวิญญาณของหลินเป่ยหยาขยับขึ้นมาถึงระดับ 16 ใกล้จะแตะระดับ 17 เต็มที ต้องขอบคุณตัวช่วยอย่างโกลด์คลอทที่ทำให้มาได้ไกลขนาดนี้
การใช้ชีวิตโดยหลับตาตลอดหนึ่งปี ทำให้ประสาทสัมผัสการได้ยิน การดมกลิ่น และการสัมผัส พัฒนาขึ้นจนน่ากลัว
ทว่าการพัฒนาของสามสัมผัสนี้เริ่มช้าลง หลินเป่ยหยาจึงหันมาให้ความสำคัญกับการฝึกฝนการมองเห็นและการรับรสแทน
สำหรับการฝึกสายตา หลินเป่ยหยาเริ่มจากการฝึกมองตามวัตถุเคลื่อนที่ เขาจ้องมองปลายปากกาที่หมุนด้วยความเร็วสูง พยายามจับภาพการเคลื่อนไหวของมันให้ทัน แม้จะหมุนจนถึงขีดสุด
เมื่อผ่านขั้นตอนนี้ สายตาของเขาคงพัฒนาขึ้นในระดับหนึ่ง จากนั้นเขาจะไปที่ภูเขาหลังสำนักวิญญาณยุทธ์เพื่อสังเกตการณ์เหยี่ยวล่าเหยื่อจากระยะไกลหลายกิโลเมตรเพื่อฝึกสายตาระยะไกล และปิดท้ายด้วยการมองตามการกระพือปีกของ 'ผีเสื้อกลางคืน' ในยามค่ำคืนเพื่อฝึกสายตาในที่มืด
ส่วนการรับรส เขาใช้วิธีพื้นฐานที่สุด คือหลับตาแล้วชิมอาหารและเครื่องดื่ม พยายามจดจำรสชาติและแยกแยะส่วนผสมด้วยลิ้นเพียงอย่างเดียว
ตามบันทึกในเซนต์เซย์ย่า สรรพสิ่งล้วนมี คอสโม บางสิ่งถูกดึงออกมาใช้จนถึงขีดสุด บางสิ่งยังหลับใหล
การจะปลุกพลังคอสโม ร่างกายที่แข็งแกร่งและประสาทสัมผัสทั้งห้าที่เฉียบคมคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ มันเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน
แต่ในสายตาคนนอก สิ่งที่หลินเป่ยหยาทำมันดู... แปลกประหลาด
ตัวอย่างเช่น เชียนเหรินเสวี่ยที่กำลังมองหลินเป่ยหยาจ้องปลายปากกาหมุนติ้วในมือด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าเขาจะทำไปเพื่ออะไร
"เมื่อก่อนเจ้าปิดตาฝึกประสาทสัมผัส แล้วตอนนี้เจ้าทำอะไรอยู่น่ะ?"
โตขึ้นอีกหนึ่งปี ความเป็นเด็กของแม่นางฟ้าตัวน้อยเริ่มจางหายไป โดยเฉพาะแก้มยุ้ยๆ ที่เริ่มเข้าสู่ช่วง 'ยุคปลาย' (กำลังจะหายไป)
โดยไม่ละสายตา หลินเป่ยหยายังคงจ้องมองปลายปากกาเขม็ง ปากก็อธิบายไปว่า:
"การมองเห็นก็เป็นประสาทสัมผัสอย่างหนึ่ง ข้าตั้งใจจะฝึกสายตาให้ถึงขีดสุดเหมือนกัน"
"นี่... มันช่วยเรื่องการต่อสู้ด้วยเหรอ?"
เห็นสีหน้าไม่เชื่อถือของเชียนเหรินเสวี่ย หลินเป่ยหยายกตัวอย่างให้เห็นภาพ: "ถามแปลกๆ ทักษะวิญญาณที่สองของเจ้า แสงศักดิ์สิทธิ์สาดส่อง โจมตีแบบไหนล่ะ?"
"การจะหลบหลีกมันให้พ้นทั้งหมด นอกจากความอึดของร่างกายแล้ว สายตาที่เฉียบคมก็ขาดไม่ได้ไม่ใช่หรือไง?"
ได้ยินดังนั้น เชียนเหรินเสวี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นโกรธเคือง
"อ๋อ นี่เจ้าตั้งใจฝึกสายตาเพื่อมารับมือกับคุณหนูอย่างข้าโดยเฉพาะเลยสินะ?"
"หา?"
คราวนี้หลินเป่ยหยาเป็นฝ่ายงงบ้าง เขาอยากจะงัดกะโหลกนางออกมาดูจริงๆ ว่าวงจรความคิดข้างในมันทำงานยังไง ทำไมถึงเชื่อมโยงไปเรื่องนั้นได้?
"ข้าแค่ยกตัวอย่างเฉยๆ ทักษะกระจอกๆ ของเจ้า ข้าใช้คริสตัลวอลล์รับมือได้สบายอยู่แล้ว จะไปเปลืองแรงฝึกทำไม?"
"ข้าฝึกเพื่อเตรียมรับมือกับการโจมตีที่หนาแน่นกว่านี้ ซึ่งคริสตัลวอลล์อาจจะรับมือไม่ไหวต่างหาก"
เรื่องการปลุกคอสโมยังเป็นเรื่องอนาคต หลินเป่ยหยาไม่อยากเปิดเผยมากเกินไป
ได้ยินคำอธิบาย เชียนเหรินเสวี่ยกลืนคำต่อว่าลงคอ ใบหน้าสวยแดงก่ำด้วยความอับอายและหงุดหงิด
ถึงสิ่งที่เจ้าพูดจะเป็นเรื่องจริง แต่จำเป็นต้องมาดูถูกทักษะวิญญาณของคุณหนูอย่างข้าขนาดนี้ไหม?
"ฮึ!"
เห็นเชียนเหรินเสวี่ยกระทืบเท้าแล้วหันหลังหนี หลินเป่ยหยาได้แต่เกาหัวด้วยความไม่เข้าใจ สตรีช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่เข้าใจยากจริงๆ
ผ่านไปพักใหญ่ นางหันกลับมาเห็นหลินเป่ยหยายังคงจ้องปากกาในมือ ไม่คิดจะง้อ แม่นางฟ้าตัวน้อยยิ่งโกรธหนัก กัดฟันกรอด คิดในใจว่าต้องหาเรื่องให้เขาเลิกใช้เคล็ดวิชาแล้วมาสู้กันตัวต่อตัวให้ได้
ขณะที่เชียนเหรินเสวี่ยกำลังฮึดฮัดอยู่นั้น เสียงใสๆ ของหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังขึ้น
"เสวี่ยเอ๋อร์ ข้าออกจากถ้ำเก็บตัวแล้วนะ"
"พี่อิ๋งอิ๋ง!"
เสียงนี้เรียกความสนใจจากหลินเป่ยหยาได้สำเร็จ เขาหยุดหมุนปากกาแล้วมองไปทางต้นเสียง
ผู้มาใหม่มีสีผมเดียวกับเชียนเหรินเสวี่ย แต่ตัดสั้นเกรียน ใบหน้าไม่ได้ดูจิ้มลิ้มน่ารักเหมือนเชียนเหรินเสวี่ย แต่กลับแฝงความห้าวหาญแบบผู้ชาย
นี่คงเป็นพี่สาวจากตระกูลของคุณปู่สามที่เชียนเหรินเสวี่ยเคยพูดถึง
หลานสาวของ พรหมยุทธ์ราชสีห์ พรหมยุทธ์ลำดับที่สี่แห่งหอบูชาพรหมยุทธ์ นามว่า เหลยอิ๋ง
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา หลินเป่ยหยาได้ยินเชียนเหรินเสวี่ยพูดถึงนางบ่อยครั้ง วิญญาณยุทธ์ของนางคือ ราชสีห์เพลิงโลกันตร์ ซึ่งมีพลังทำลายล้างที่น่ากลัว
สิ่งที่เขาแปลกใจนิดหน่อยคือ ตามหลักแล้วผู้หญิงที่สืบทอดวิญญาณยุทธ์สิงโต น่าจะกลายพันธุ์เป็นนางสิงห์เพลิงไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงยังเป็นวิญญาณยุทธ์สิงโตตัวผู้อยู่ได้?
แต่โลกของวิญญาณยุทธ์นั้นแปลกประหลาดพิสดาร หลินเป่ยหยาเลยไม่เก็บมาใส่ใจมานัก เขาลุกขึ้นยืน รอให้เชียนเหรินเสวี่ยแนะนำให้รู้จัก
แต่ที่ทำเอาเขาอึ้งคือ สองสาวกอดกันกลมแล้วเม้าท์มอยกันยาวเหยียดเกือบครึ่งชั่วโมง ลืมไปเลยว่ามีหลินเป่ยหยายืนหัวโด่อยู่ตรงนี้
ด้วยความจนใจ เขาจึงนั่งลงหมุนปากกาต่อ รอให้สองสาวคุยกันให้เสร็จ
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน หางตาของเหลยอิ๋งเหลือบไปเห็นหลินเป่ยหยาเข้าพอดี สีหน้าสงสัยปรากฏขึ้นทันที
"เสวี่ยเอ๋อร์ นั่นใครน่ะ?"
"อ๊ะ?"
มองตามสายตาเหลยอิ๋ง เชียนเหรินเสวี่ยเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมหลินเป่ยหยาไปเสียสนิท!
ยิ้มแหยๆ แม่นางฟ้าตัวน้อยรีบแนะนำให้เพื่อนรักรู้จัก:
"พี่เหลยอิ๋ง นี่คือหลินเป่ยหยา เขาเข้ามาอยู่ที่หอบูชาพรหมยุทธ์เมื่อปีที่แล้วตามคำเชิญของคุณปู่ เป็นอัจฉริยะที่มีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดค่ะ"
"โอ้?"
มุมปากของเหลยอิ๋งยกยิ้ม คำแนะนำสั้นๆ ของเชียนเหรินเสวี่ยกระตุ้นความสนใจของนางได้ทันที
"เป่ยหยา นี่คือพี่เหลยอิ๋ง หลานสาวจากบ้านคุณปู่สามที่ข้าเคยเล่าให้ฟัง นางอายุมากกว่าเราห้าปี และเป็น ปรมาจารย์วิญญาณ ตั้งแต่ก่อนเข้าถ้ำเก็บตัวแล้ว"
หยุดหมุนปากกาอีกครั้ง หลินเป่ยหยาลุกขึ้นพยักหน้าให้เหลยอิ๋ง
"หลินเป่ยหยาคารวะคุณหนูเหลยอิ๋งครับ"
"เสียดายจัง ยังเด็กไปหน่อย ไม่อย่างนั้นถ้ามีคู่ซ้อมในชีวิตประจำวันคงจะดีไม่น้อย"
เหลยอิ๋งสืบทอดจิตวิญญาณนักสู้มาจากวิญญาณยุทธ์เต็มเปี่ยม สิ่งแรกที่นางคิดเมื่อเจอหลินเป่ยหยาคือ เขาจะเป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อได้ไหม
ได้ยินดังนั้น เชียนเหรินเสวี่ยที่อยู่ข้างๆ ก็ตาวาววับ นางยังไม่ลืมเรื่องที่หลินเป่ยหยาเพิ่งกวนประสาทนางไปหมาดๆ
"พี่อิ๋งอิ๋ง อย่าดูถูกเป่ยหยานะ ถ้าพูดถึงแค่การประลองวิญญาณ ข้ายังไม่เคยชนะเขาเลยสักครั้ง"
"หา?"
เหลยอิ๋งที่จ้องหลินเป่ยหยาอยู่รีบดึงสายตากลับมามองเชียนเหรินเสวี่ยด้วยความตกตะลึง นางได้ยินปู่เล่าถึงความเก่งกาจของเชียนเหรินเสวี่ยมาตลอดช่วงเก็บตัว อัจฉริยะที่มีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดระดับ 20 และกลายเป็นอัคราจารย์วิญญาณตั้งแต่หกขวบ... เด็กผู้ชายตรงหน้านี้จะเก่งขนาดนั้นเลยเหรอ?
จบตอน