- หน้าแรก
- นี่เจ้าย้ายแดนศักดิ์สิทธิ์มาไว้ที่นี่งั้นรึ
- ตอนที่ 19 ปี๋ปี่ตง
ตอนที่ 19 ปี๋ปี่ตง
ตอนที่ 19 ปี๋ปี่ตง
ตอนที่ 19 ปี๋ปี่ตง
ด้วยความช่วยเหลือจากวาฬกาว หลินเป่ยหยาจึงทุ่มเทให้กับการฝึกฝนร่างกายยิ่งขึ้นไปอีก แต่ในสายตาของแม่นางฟ้าตัวน้อย นี่มันเป็นการกระทำที่ 'เห็นกงจักรเป็นดอกบัว' ชัดๆ
สำหรับวิญญาณจารย์ การใช้พลังวิญญาณและทักษะวิญญาณไม่ใช่หัวใจสำคัญหรอกหรือ?
วันหนึ่ง เมื่อเห็นหลินเป่ยหยาหลับตากระโดดกบไปมาในสวนอย่างเอาเป็นเอาตาย เชียนเหรินเสวี่ยก็อดรนทนไม่ไหว ถามออกไปอย่างข้องใจ
"เป่ยหยา ทำไมเจ้าถึงเอาแต่ฝึกอะไรไร้สาระพวกนี้อยู่ได้?"
"ไร้สาระ? นั่นเพราะเจ้ายังไม่ค้นพบประโยชน์ของการมีร่างกายที่แข็งแกร่งต่างหาก"
"ประโยชน์อะไรล่ะ? ในการต่อสู้ระดับสูง ต่อให้ร่างกายแข็งแกร่งแค่ไหน ก็รับทักษะวิญญาณของศัตรูไม่ไหวอยู่ดีไม่ใช่เหรอ?"
เชียนเหรินเสวี่ยเบะปาก ในใจรู้สึกดูแคลนคำพูดของหลินเป่ยหยา ร่างกายที่แข็งแกร่งจะมีประโยชน์ก็แค่ช่วงก่อนถึงระดับ ปรมาจารย์วิญญาณ ที่พลังโจมตีของทักษะวิญญาณยังไม่รุนแรงมากนัก
หลินเป่ยหยาแอบกลอกตาอย่างเหนื่อยใจ กับแม่นางฟ้าตัวน้อยที่มีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดระดับ 20 แต่ดันมีแค่วงแหวนวิญญาณร้อยปีสองวง
"ข้าถามเจ้าหน่อย ขีดจำกัดอายุสูงสุดของวงแหวนวิญญาณสองวงแรกอยู่ที่เท่าไหร่?"
"เรื่องนั้นข้ารู้น่า! ประมาณ 420 ปี กับ 760 ปี!"
นางเคยอ่านเจอในบันทึกของสำนักวิญญาณยุทธ์ พอหลินเป่ยหยาถาม นางเลยรีบตอบอย่างภูมิใจเหมือนเด็กอวดความรู้
หลินเป่ยหยาพยักหน้าเล็กน้อย แล้วถามต่อ:
"แล้ววิญญาณจารย์สายสนับสนุน สามารถเลือกดูดซับวงแหวนวิญญาณที่ขีดจำกัดสูงสุดนี้ได้ไหม?"
โดยไม่ต้องเสียเวลาคิด เชียนเหรินเสวี่ยส่ายหน้าทันที
"ไม่ได้หรอก ร่างกายของวิญญาณจารย์สายสนับสนุนอ่อนแอกว่าสายต่อสู้โดยธรรมชาติ เลือกดูดซับที่อายุต่ำกว่านั้นจะปลอดภัยกว่..."
พูดถึงตรงนี้ เชียนเหรินเสวี่ยก็เริ่มเข้าใจความหมายของหลินเป่ยหยา ร่างกายที่แข็งแกร่งไม่ได้มีประโยชน์แค่ตอนสู้ แต่ยังมีผลตอนดูดซับวงแหวนวิญญาณด้วย
"ที่เจ้าทำแบบนี้ เพื่อที่จะดูดซับวงแหวนวิญญาณที่อายุถึงขีดจำกัดสูงสุดงั้นเหรอ?"
"ไม่ใช่แค่นั้น ข้าต้องการดูดซับวงแหวนวิญญาณที่ เกิน ขีดจำกัดสูงสุดต่างหาก"
"เจ้าบ้าไปแล้ว!"
ได้ยินหลินเป่ยหยาพูดแบบนั้น เชียนเหรินเสวี่ยตาเบิกกว้าง มองเขาเหมือนมองคนบ้า
"ไม่หรอก เจ้าก็พูดเองว่าวิญญาณจารย์สายสนับสนุนร่างกายอ่อนแอ เลยต้องเลือกวงแหวนวิญญาณอายุต่ำกว่าเกณฑ์ งั้นถ้าข้าฝึกร่างกายให้แข็งแกร่งกว่าวิญญาณจารย์ในบันทึกที่ดูดซับวงแหวน 760 ปีได้ ข้าก็ย่อมดูดซับวงแหวนวิญญาณที่อายุมากกว่านั้นได้แน่นอน"
"และอย่าลืมสิ เวลาสวมชุดคลอท ร่างกายของข้าจะแข็งแกร่งขึ้นอีกเกือบ 10% โดยอัตโนมัติ"
ได้ยินเหตุผลนี้ เชียนเหรินเสวี่ยเริ่มลังเล นางทั้งเป็นห่วงความปลอดภัยของหลินเป่ยหยา และก็รู้สึกว่าคำพูดของเขามีเหตุผล
"เจ้าศึกษามาเยอะจริงๆ ข้าไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนเลย"
"เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้ามีพรสวรรค์ระดับพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดระดับ 20 ที่หาใครเทียบไม่ได้ เจ้าไม่ควรเอามาตรฐานของวิญญาณจารย์ทั่วไปมาตัดสินตัวเองนะ"
"เอ่อ..."
โดนยอซึ่งหน้า เชียนเหรินเสวี่ยก้มหน้าเขินอาย
เห็นดังนั้น หลินเป่ยหยาไม่รอช้า ยื่น 'มือมาร' ไปขยี้ผมสีทองนุ่มสลวยของนางอย่างเอ็นดู
"ไม่เป็นไรน่าเสวี่ยเอ๋อร์ ในอนาคตตอนเจ้าดูดซับวงแหวนวิญญาณ ก็แค่สวมชุดคลอทไว้ วงแหวนวิญญาณที่อายุเกินขีดจำกัดสัก 10% ไม่มีปัญหาแน่นอน"
"อื้อ ข้าเข้าใจแล้ว งั้นต่อจากนี้ข้าจะมาฝึกร่างกายกับเจ้าด้วย"
เห็นว่ากล่อมแม่นางฟ้าตัวน้อยสำเร็จด้วยคำพูดไม่กี่คำ หลินเป่ยหยาก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ ราวกับจะบอกว่า 'ศิษย์คนนี้สอนได้'
หลังจากนั้น ทุกวันหลังเลิกเรียน เชียนเหรินเสวี่ยก็จะมาฝึกร่างกายตามก้นหลินเป่ยหยาต้อยๆ
เชียนเต้าหลิวที่ผ่านมาเห็นได้แต่ส่ายหน้า เขาอยากจะห้ามแต่ก็กลัวจะไปทำลายความกระตือรือร้นของหลานสาว
เขาแอบเลียบเคียงถามหลานสาว จนได้รู้ทฤษฎีของหลินเป่ยหยา
แม้จะสงสัย แต่เขาก็แอบคาดหวัง ในเมื่อหลินเป่ยหยาจะต้องดูดซับวงแหวนวิญญาณวงต่อไปก่อนหลานสาวเขาอยู่แล้ว ให้เจ้าหนูนั่นเป็นหนูทดลองทฤษฎีไปก่อนก็ไม่เสียหาย
ถ้าหลินเป่ยหยาดูดซับวงแหวนวิญญาณข้ามขั้นได้จริง วิธีการฝึกที่ดูไร้สาระของพวกเขาก็จะได้รับการพิสูจน์
วันเวลาผ่านไปอย่างเงียบเชียบ ครึ่งเดือนต่อมา หลินเป่ยหยาสัมผัสได้ชัดเจนว่าร่างกายแข็งแกร่งขึ้นมาก วาฬกาวมีส่วนช่วยอย่างมาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความพากเพียรของเขาก็สำคัญไม่แพ้กัน
ส่วนการฝึกประสาทสัมผัส นอกจากสายตาแล้ว ด้านอื่นๆ พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาพอใจกับความคืบหน้ามาก
วันหนึ่ง ขณะที่หลินเป่ยหยากำลังจะไปฝึกร่างกายกับเชียนเหรินเสวี่ยตามปกติ ก็ถูกนางรั้งตัวไว้
"เป่ยหยา วันนี้คุณปู่ให้ข้าหยุด เราไปเดินเล่นในเมืองวิญญาณยุทธ์กันเถอะ?"
"..."
คำปฏิเสธจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก แต่พอเห็นสายตาเว้าวอนเหมือนลูกหมาน้อยของแม่นางฟ้าตัวน้อย หลินเป่ยหยาก็ได้แต่พยักหน้าอย่างจำยอม
เดินตามเชียนเหรินเสวี่ยมาจนถึงหน้าประตูใหญ่ ขณะเดินผ่าน วังสังฆราช หลินเป่ยหยาปรายตามองอาคารที่โอ่อ่าตระการตานั้นด้วยสายตาแปลกๆ
เขามาอยู่หอบูชาพรหมยุทธ์ได้สักพักแล้ว แต่ยังไม่เคยเห็นหน้า เซียนซวินจี๋ องค์สังฆราชเลยสักครั้ง ตามหลักแล้วต่อให้งานยุ่งแค่ไหน ก็ควรจะแวะมาหาลูกสาวบ้าง
ราวกับอ่านใจหลินเป่ยหยาออก เชียนเหรินเสวี่ยอธิบายเสียงเบา:
"ความสัมพันธ์ของท่านพ่อกับคุณปู่ค่อนข้างตึงเครียดน่ะ ท่านเลยไม่ค่อยมาที่หอบูชาพรหมยุทธ์ เวลาข้าคิดถึงท่านพ่อ ข้าต้องไปหาท่านที่วังสังฆราชเอง"
"อ้อ อย่างนี้นี่เอง"
หลินเป่ยหยาถึงบางอ้อ ไม่นึกว่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังแบบนี้ แต่พอลองคิดดูดีๆ คนที่ทำเรื่องพรรค์นั้นลงไปอย่างเซียนซวินจี๋ จะโดนเชียนเต้าหลิวรังเกียจก็สมควรแล้ว
"ใช่ ข้าพยายามเป็นกาวใจให้หลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่สำเร็จสักที"
"อย่ากังวลเลย ไม่มีพ่อลูกคู่ไหนตัดกันขาดหรอก เวลาจะช่วยเยียวยาทุกอย่างเอง"
"อื้อ ข้าก็คิดแบบนั้น"
คุยกันเพลินๆ ทั้งสองก็มาถึงหน้าประตูใหญ่สำนักวิญญาณยุทธ์
ประจวบเหมาะ พอดีกับที่ทั้งสองกำลังจะก้าวออกไป สตรีร่างระหงในชุดคลุมสีดำสนิททั้งตัวก็เดินสวนเข้ามา หลังจากแสดงป้ายให้ยามดู
เพราะชุดคลุมสีดำตัวโคร่งปิดบังร่างกายมิดชิด หลินเป่ยหยาจึงมองไม่เห็นใบหน้าของนาง แต่เขาก็จำนางได้ทันทีจาก รังสีอำมหิต ที่พวยพุ่งเสียดฟ้าและสีผมที่โผล่ออกมาจากฮู้ดคลุมศีรษะ
หลินเป่ยหยาชำเลืองมองเชียนเหรินเสวี่ยข้างกาย พบว่าแม่นางฟ้าตัวน้อยที่เคยร่าเริงเพราะได้หยุดเที่ยว ตอนนี้กลับดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัด มือน้อยๆ กำหมัดแน่นจนสั่นระริก
เมื่อสตรีผู้นั้นเดินเข้ามาใกล้ หลินเป่ยหยาก็เห็นใบหน้าภายใต้ฮู้ดสีดำชัดเจน
ไม่ต้องสงสัยเลย ปี๋ปี่ตง ครอบครองใบหน้าที่ทำให้ผู้หญิงทุกคนบนโลกต้องอิจฉาริษยา
แต่ดวงตาคู่นั้น... นัยน์ตาสีม่วงเข้มลึกล้ำจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง ราวกับบ่อน้ำลึกที่สะท้อนแสงตะวันแต่กลับไร้ซึ่งความอบอุ่น สายตาที่นางกวาดผ่านเหมือนกระแสลมหนาวบาดผิว มันคือการจ้องมองที่ทะลุทะลวงถึงวิญญาณและเย็นชาจนแทบไร้ความเป็นมนุษย์
ปี๋ปี่ตงดูเหมือนจะสังเกตเห็นเด็กน้อยสองคนตรงหน้า เมื่อสายตาของนางหยุดที่เชียนเหรินเสวี่ย ความเย็นชาในแววตาจางลงเล็กน้อย... แทนที่ด้วยความเกลียดชังและรังเกียจเดียดฉันท์
เพียงเสี้ยววินาที ว่าที่สตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในทวีปก็ซ่อนอารมณ์ทั้งหมดกลับไป แล้วทำเหมือนมองไม่เห็นทั้งคู่ ตั้งท่าจะเดินผ่านไปเฉยๆ
แต่เชียนเหรินเสวี่ยไม่อยากให้การพบเจอกันจบลงอย่างเร่งรีบแบบนี้ เมื่อปี๋ปี่ตงเดินผ่านนางไปโดยไม่คิดจะทักทาย นางรีบหันขวับกลับไปตะโกนเรียกไล่หลังด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ:
"ทะ... ท่านแม่ ข้า..."
จบตอน