เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 17 วาฬกาว

ตอนที่ 17 วาฬกาว

ตอนที่ 17 วาฬกาว


ตอนที่ 17 วาฬกาว

หลังจากได้ระบายความแค้นที่สั่งสมมาด้วยการซ้อมหลินเป่ยหยาจนน่วม รอยยิ้มบนใบหน้าจิ้มลิ้มของเชียนเหรินเสวี่ยก็เบ่งบานยิ่งขึ้น

"เป่ยหยา พรุ่งนี้คุณปู่ให้ข้าหยุดพักหนึ่งวัน ไม่ต้องฝึกดาบ"

"เลิกเรียนแล้วเจ้าไปเดินเล่นในเมืองวิญญาณยุทธ์เป็นเพื่อนข้าหน่อยสิ?"

หลินเป่ยหยาลูบแก้มที่บวมตุ่ย พลางบ่นในใจ 'เพิ่งซ้อมข้าเสร็จหมาดๆ นี่จะให้ข้าไปเป็นเบ๊ถือของให้อีกเรอะ? ไม่มีทาง ฝันไปเถอะ!'

"โอเค งั้นเจอกันที่สวนหลังเลิกเรียนภาคเช้านะ"

สบสายตาที่สื่อความนัยว่า 'ห้ามปฏิเสธ' ของแม่นางฟ้าตัวน้อย หลินเป่ยหยาผู้รักตัวกลัวตายจึงจำใจกลืนคำปฏิเสธลงคอ แล้วฝืนยิ้มตอบรับทั้งที่เจ็บมุมปากแปล๊บๆ

เห็นดังนั้น เชียนเหรินเสวี่ยก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ โบกมือลาหลินเป่ยหยา แล้วกระโดดโลดเต้นออกจากลานฝึกซ้อมไปอย่างร่าเริง

หลินเป่ยหยาลุกขึ้นปัดฝุ่นตามตัว แล้วเดินกะเผลกกลับที่พักบ้าง

อาการบาดเจ็บจากการประลองทำให้เขาค้นพบประโยชน์ใหม่อีกอย่างของชุดคลอทระหว่างการฝึกฝนยามค่ำคืน นั่นคือ การนั่งสมาธิขณะสวม โกลด์คลอท นอกจากจะเร่งความเร็วในการฝึกฝนแล้ว ยังช่วยเร่งกระบวนการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บให้หายเร็วขึ้นด้วย

เพียงแค่คืนเดียว อาการบวมช้ำบนใบหน้าของหลินเป่ยหยาก็หายเป็นปลิดทิ้ง พ่อหนุ่มหน้ามนคนเดิมกลับมาแล้ว

ยามเช้าตรู่ หลินเป่ยหยาทานมื้อเช้าเสร็จก็ไปโรงเรียนตามปกติ หลังจากขยันฝึกฝนมาหนึ่งเดือน พลังวิญญาณของเจ้าอ้วนสือโน่ก็ขยับขึ้นมาเป็นระดับ 9 แล้ว คาดว่าอีกประมาณหนึ่งเดือน เขาก็น่าจะแตะระดับ 10 และได้รับวงแหวนวิญญาณแรกสำเร็จ

ระดับการฝึกฝนนี้ถือว่าอยู่ในกลุ่มหัวกะทิของห้องคัดพิเศษปี 1 รองจากหลินเป่ยหยาลงมา มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เทียบเคียงได้

เกณฑ์ขั้นต่ำของห้องคัดพิเศษคือพลังวิญญาณระดับ 7 ขึ้นไป ดังนั้นห้องนี้จึงมีจำนวนนักเรียนน้อยที่สุด รวมนักเรียนที่ย้ายมาจากสาขาย่อยห่างไกลแล้ว ทั้งห้องก็มีไม่ถึง 20 คน

เนื่องจากสือโน่เอาเรื่องการประลองครั้งนั้นไปโม้ให้เพื่อนฟัง บางคนจึงจำได้ว่า เฟิงเต๋อ คือรุ่นพี่ปี 4 ที่จบไปจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเหมือนกัน

และจากคำบอกเล่าของเจ้าอ้วน เพื่อนทั้งห้องก็ได้รู้ถึงความแข็งแกร่งระดับสัตว์ประหลาดของหลินเป่ยหยา สายตาที่มองมายังเขาจึงเต็มไปด้วยความยำเกรง คำนินทาว่าร้ายตอนเข้าเรียนใหม่ๆ หายวับไปกับตา

ผู้แข็งแกร่งย่อมได้รับการเคารพในทุกที่ เว้นแต่คุณจะชื่อถังซานล่ะนะ

การเรียนการสอนของห้องคัดพิเศษแตกต่างจากห้องธรรมดา เนื่องจากนักเรียนหลายคนใกล้จะถึงระดับ 10 อาจารย์จึงเริ่มสอนเจาะลึกเรื่องสัตว์วิญญาณระดับร้อยปีที่น่าสนใจ เพื่อให้นักเรียนเข้าใจคุณลักษณะและทักษะวิญญาณที่อาจได้รับ

วัวยักษ์ศิลาดำ ที่เจ้าอ้วนเคยพูดถึง ก็อยู่ในรายชื่อแนะนำระดับต้นๆ ทำเอาสือโน่ตื่นเต้นใหญ่ มั่นใจว่าตัวเองเลือกถูกทางแล้ว

แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับหลินเป่ยหยาที่มีวงแหวนวิญญาณแล้ว วงแหวนที่สองยังอีกยาวไกล ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน

หลังเลิกเรียนภาคเช้า หลินเป่ยหยารีบกินข้าวเที่ยงแล้วตรงดิ่งกลับหอบูชาพรหมยุทธ์ไปรอที่สวนกลาง เขาไม่กล้าเบี้ยวนัดแม่นางฟ้าตัวน้อย ขืนทำแบบนั้น ไม่รู้ว่าอนาคตจะโดนแกล้งอะไรอีก

การมาตามนัดตรงเวลาทำให้เชียนเหรินเสวี่ยพอใจในความรับผิดชอบของหลินเป่ยหยามาก

"ไม่เลว วันนี้ไม่สายแฮะ"

"เห็นแบบนี้ ข้าก็เป็นคนรักษาเวลานะ"

"ชิ"

แม่นางฟ้าตัวน้อยส่งสายตาเหยียดหยามประมาณว่า 'คิดว่าข้าเชื่อเหรอ?' ทำเอาหลินเป่ยหยาเกาหัวแก้เขิน ก็แค่ตื่นสายไม่กี่ครั้งเองน่า

ไม่พูดพร่ำทำเพลง หลินเป่ยหยาเดินตามเชียนเหรินเสวี่ยออกจากสำนักวิญญาณยุทธ์

เรื่องความปลอดภัย หลินเป่ยหยาไม่กังวลเลยสักนิด เขาเชื่อว่าเชียนเต้าหลิวต้องส่งคนมาแอบคุ้มกันหลานสาวสุดที่รักอยู่แล้ว

ตลอดทาง เชียนเหรินเสวี่ยกระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริง รอยยิ้มสดใสบ่งบอกถึงความสุขที่เปี่ยมล้น

เมืองวิญญาณยุทธ์นั้นกว้างใหญ่ แม้จะอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก แต่หลินเป่ยหยาเคยเดินวนเวียนอยู่แค่เขตเหนือแถวสถานรับเลี้ยงฯ แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับย่านใจกลางเมืองเลย

เชียนเหรินเสวี่ยจึงรับบทไกด์จำเป็น คอยแนะนำตึกรามบ้านช่องและสถานที่ต่างๆ ให้หลินเป่ยหยาฟังไม่หยุดปาก

"นั่นคือภัตตาคาร ว่านหุนซุ่น ร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเมือง อาหารอร่อยมาก เดี๋ยวถ้าเดินเหนื่อยแล้ว ข้าจะเลี้ยงเอง"

"โอเค"

"นั่นคือซูเปอร์มาร์เก็ต โซ่วซีไหล ที่ใหญ่ที่สุด ไปเดินดูของที่นั่นกันก่อนเถอะ"

"ได้เลย"

หลินเป่ยหยาผู้โสดสนิทในชาติก่อน เคยได้ยินมาว่าการไปเดินช้อปปิ้งเป็นเพื่อนผู้หญิงคือนรกบนดิน แม้คนข้างกายตอนนี้จะเป็นแค่ยัยหนูผมทองตัวกะเปี๊ยก แต่เขาก็ซาบซึ้งกับสัจธรรมข้อนี้แล้ว

ทั้งสองออกจากประตูใหญ่สำนักวิญญาณยุทธ์ตอนเที่ยง กว่าเชียนเหรินเสวี่ยจะยอมหยุดเดินและลากหลินเป่ยหยาไปหาของกินอร่อยๆ ก็ปาเข้าไปตอนพระอาทิตย์ตกดิน

หลินเป่ยหยารู้สึกเหมือนขาถ่วงด้วยตะกั่วหนักอึ้ง เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก พลางคิดในใจว่าครั้งหน้าต้องหาข้ออ้างปฏิเสธบริการเดินเป็นเพื่อนช้อปปิ้งให้ได้

เข้ามาในภัตตาคาร อาหารหน้าตาน่าทานวางเรียงรายเต็มโต๊ะ เชียนเหรินเสวี่ยส่งสายตาเอือมระอาอีกครั้งเมื่อเห็นหลินเป่ยหยาโซ้ยแหลกเหมือนพายุลง

"กินช้าๆ หน่อย ไม่มีใครแย่งเจ้ากินหรอกน่า!"

"ช่วยไม่ได้นี่นา ก็คนมันหิวนี่"

"นี่ กินเสร็จแล้วเราไปดูโรงประมูลเมืองวิญญาณยุทธ์กันไหม"

"หืม? ไปทำไม?"

แม่นางฟ้าตัวน้อยคีบอาหารเข้าปากอย่างผู้ดี แล้วปรายตามองหลินเป่ยหยา

"ที่นั่นมักจะมีของแปลกๆ ใหม่ๆ มาประมูลเสมอ นานๆ จะได้หยุดทั้งที ไม่ต้องรีบกลับเร็วขนาดนั้นก็ได้มั้ง?"

"โอเค แล้วแต่คุณหนูเลยครับ"

อย่างที่ยัยหนูว่า ไหนๆ ก็ออกมาแล้ว ก็ตามใจนางหน่อยแล้วกัน

หลังอิ่มหนำสำราญ ทั้งสองก็เดินมุ่งหน้าสู่โรงประมูล บางทีคนคุ้มกันลับๆ อาจจะส่งข่าวล่วงหน้า ทันทีที่เด็กน้อยสองคนมาถึงหน้าประตู ก็มีพนักงานออกมาต้อนรับและพาไปยังห้องรับรองส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดโดยไม่ต้องถามอะไรสักคำ

"ไม่เลว ไม่เลว ยังเหมือนเดิมเลย"

แม่นางฟ้าตัวน้อยทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟานุ่มในห้องรับรอง มองสำรวจรอบๆ แล้วพยักหน้าพอใจ ก่อนจะกวักมือเรียกให้หลินเป่ยหยามานั่งข้างๆ

หลังจากพนักงานยกผลไม้และน้ำชามาเสิร์ฟ ก็ยื่นสมุดรายการสินค้าให้เชียนเหรินเสวี่ย

เชียนเหรินเสวี่ยรับไปอย่างคล่องแคล่ว แล้วโบกมือไล่ พนักงานก็พยักหน้าแล้วถอยไปยืนสงบเสงี่ยมอยู่มุมห้อง

หลินเป่ยหยาที่สังเกตการณ์อยู่เงียบๆ เลิกคิ้วถาม

"ดูเหมือนเจ้าจะมาที่นี่บ่อยนะ!"

"อื้อ เมื่อก่อนข้ามากับพี่สาวของคุณปู่สามบ่อยๆ ช่วงนี้ท่านเก็บตัวฝึกทักษะวิญญาณตระกูลอยู่"

ขณะที่เชียนเหรินเสวี่ยกางสมุดรายการออกบนตัก หลินเป่ยหยาก็ชะโงกหน้าเข้าไปดูด้วย ศีรษะเล็กๆ สองหัวชนกันดูสนิทสนมกลมเกลียว

"นี่คือรายการของที่จะประมูลเหรอ?"

"ใช่ ทุกคนจะดูรายการก่อนเพื่อเลือกของที่อยากได้ จะได้ไม่เกิดปัญหาเจอของถูกใจแต่เตรียมเงินมาไม่พอ"

"อ้อ เข้าใจแล้ว"

หลินเป่ยหยาที่เพิ่งเคยเจอระบบนี้รู้สึกแปลกใหม่ดี หลังจากกวาดตามองรายการ สายตาของเขาก็ไปสะดุดกึกอยู่ที่สินค้ารายการที่สาม

"วาฬกาว !"

หลินเป่ยหยาอุทานในใจ แต่ภายนอกยังคงนิ่งเฉย วาฬกาวที่มีสรรพคุณเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย จะเริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายก็ในยุคของฮั่วอวี่ฮ่าว โต้วหลัว2 แต่ในยุคปัจจุบัน ประโยชน์เดียวที่คนรู้คือ... เอาไปทำยากระตุ้น?

มัวแต่คิดหาวิธีจะกล่อมให้แม่นางฟ้าตัวน้อยช่วยประมูลวาฬกาวให้ หลินเป่ยหยาเลยหมดความสนใจในสินค้าชิ้นอื่นๆ ไปโดยปริยาย

จนกระทั่งเสียงเรียกของเชียนเหรินเสวี่ยดังขึ้นขัดจังหวะความคิด

"เป่ยหยา... เป่ยหยา!"

"หา? มีอะไรเหรอ?"

"เจ้าเหม่ออะไรอยู่น่ะ? รีบมาดูนี่เร็ว สร้อยเส้นนี้เป็นยังไงบ้าง?"

จบตอน

จบบทที่ ตอนที่ 17 วาฬกาว

คัดลอกลิงก์แล้ว