เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1 วิญญาณยุทธ์อาเธน่า?

ตอนที่ 1 วิญญาณยุทธ์อาเธน่า?

ตอนที่ 1 วิญญาณยุทธ์อาเธน่า?


ตอนที่ 1 วิญญาณยุทธ์อาเธน่า?

เมืองวิญญาณยุทธ์

สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเขตเหนือ

บนหลังคาอาคาร เด็กหนุ่มรูปงามเจ้าของเรือนผมสีดำยาวประบ่ากำลังนอนทอดกายมองท้องฟ้า เปลือกตาที่ปิดลงครึ่งหนึ่งของเขาค่อยๆ ปรือลงจนเกือบปิดสนิทเป็นระยะ

ทันใดนั้นเอง ร่างหนึ่งก็ปีนขึ้นมาบนหลังคา เผยให้เห็นใบหน้าจิ้มลิ้มที่มีแก้มยุ้ยแบบเด็กๆ

"เป่ยหยา พรุ่งนี้ก็จะเป็นพิธีปลุกวิญญาณยุทธ์แล้วนะ เจ้าไม่ตื่นเต้นเลยเหรอ?"

"จะตื่นเต้นไปทำไมกัน? การปลุกวิญญาณยุทธ์มันสืบทอดมาจากสายเลือดของพ่อแม่ คิดมากไปวันๆ ก็เปลี่ยนความจริงข้อนี้ไม่ได้หรอก สู้เอาเวลาไปกินอิ่มนอนหลับให้สบายดีกว่า เจ้าอ้วน... ขืนเจ้ายังเป็นแบบนี้ เดี๋ยวก็ไม่มีแรงไปร่วมพิธีปลุกวิญญาณยุทธ์กันพอดี"

หลินเป่ยหยาปรายตามองเพื่อนซี้ เจ้าอ้วนสือโน่ อย่างระอาใจ เจ้าหมอนี่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว กินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวันแล้ว เพราะกลัวว่าจะปลุกได้วิญญาณยุทธ์ขยะที่ฝึกฝนไม่ได้

อย่างไรก็ตาม เขาก็เข้าใจความคิดของสือโน่ดี เพราะที่นี่คือทวีปโต้วหลัว โลกแฟนตาซีที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก โลกที่ตัดสินทุกอย่างด้วยความแข็งแกร่งของวิญญาณยุทธ์

หากใครปลุกวิญญาณยุทธ์แล้วไม่มีพลังวิญญาณติดตัวมาด้วย ก็ทำได้แค่ก้มหน้าใช้ชีวิตเป็นคนธรรมดาไปจนวันตาย

จะบอกว่าหลินเป่ยหยาไม่กังวลเรื่องการปลุกวิญญาณยุทธ์เลยก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่เขารู้ดีว่าวิญญาณยุทธ์นั้นถูกกำหนดโดยพันธุกรรมของบรรพบุรุษ การมานั่งกลุ้มใจไปก็ไร้ประโยชน์

ส่วนวิญญาณยุทธ์ของพ่อแม่เขาน่ะหรือ? เขาเองก็สุดจะรู้ ในฐานะผู้ข้ามภพ หลินเป่ยหยาก็มีจุดเริ่มต้นสุดแสนจะน้ำเน่าตามสูตรสำเร็จ นั่นคือ พ่อแม่สังเวยฟ้าม้วยมรณา ไปหมดแล้ว

ในชาติก่อน เขาเองก็เป็นเด็กกำพร้าและเป็นแฟนตัวยงของอนิเมะหลายเรื่อง พอได้ข่าวว่ามีการจัดนิทรรศการฉลองครบรอบ 30 ปีเซนต์เซย์ย่าในเมือง เขาจึงตัดสินใจไปชมชุดคลอททันที แต่ทว่า... ในขณะที่กำลังชื่นชมชุดคลอทของเทพีอาเธน่าอยู่นั้น จู่ๆ คทาไนกี้ที่ยึดไว้ไม่แน่นก็ร่วงลงมาใส่หัว ส่งเขาข้ามมิติมายังทวีปโต้วหลัวแห่งนี้

เมื่อเขาลืมตาตื่นขึ้น ก็พบว่าตัวเองกลายเป็นทารกนอนอยู่บนหน้าผา โชคดีที่ผู้อำนวยการสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าของสำนักวิญญาณยุทธ์ไปเก็บสมุนไพรแถวนั้นพอดี จึงเก็บเขามาเลี้ยง และตั้งชื่อให้ว่า หลินเป่ยหยา ตามสถานที่ที่พบ

ในเมื่อไม่มีพ่อแม่ทั้งสองชาติภพ หลินเป่ยหยาจึงไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าตนเองจะปลุกวิญญาณยุทธ์แบบไหนออกมา

ด้วยนิสัยที่ปรับตัวตามสถานการณ์ได้ดี เขาจึงไม่มานั่งกลุ้มใจกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงเหมือนเจ้าอ้วน หิวก็กิน ง่วงก็นอน

ความนิ่งสงบเกินวัยนี้เองที่ทำให้เขาดูแปลกแยกจากเด็กคนอื่นในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเมืองวิญญาณยุทธ์ จะมีก็แต่เจ้าอ้วนสือโน่คนนี้ที่เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของเขา

"ข้าทำใจดีสู้เสือแบบเจ้าไม่ได้หรอก ถ้าข้าไม่มีพลังวิญญาณขึ้นมาล่ะ? ข้าไม่ต้องเป็นคนธรรมดาไปตลอดชีวิตเลยเหรอ?"

"เอาน่า ข้าขออวยพรให้เจ้าปลุกได้วิญญาณยุทธ์สมดั่งใจหวังก็แล้วกัน ถึงตอนนั้นได้ดีแล้วก็อย่าลืมข้าล่ะ"

"ไม่ต้องห่วงนะเป่ยหยา เจ้าเป็นเพื่อนคนเดียวของข้า ถ้าข้าได้ดี ข้าไม่ลืมเจ้าแน่นอน!"

เจ้าอ้วนสือโน่เองก็ไม่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กคนอื่นในสถานรับเลี้ยงฯ เพราะเขาเป็นคนกินจุ มักจะโดนเด็กคนอื่นรุมแกล้งแย่งอาหารอยู่เสมอ

เมื่อกินไม่อิ่ม บังเอิญวันหนึ่งเขาไปเจอหลินเป่ยหยาแอบออกไปล่าสัตว์ป่ามาทำอาหารเสริม เขาจึงเกิดความเลื่อมใสและตื้อขอเข้าร่วมทีมล่าเสบียงของหลินเป่ยหยา ตั้งแต่นั้นมาทั้งสองจึงกลายเป็นเพื่อนตายกันในสถานรับเลี้ยงฯ แห่งนี้

ราตรีผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ช่วงเวลาที่จะกำหนดชะตาชีวิตของใครหลายคนก็มาถึง

เด็กอายุครบเกณฑ์ในสถานรับเลี้ยงฯ มีทั้งหมด 30 คน ผู้อำนวยการเป็นคนพาเด็กๆ ไปยังสำนักวิญญาณยุทธ์ตั้งแต่เช้าตรู่

ในฐานะดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในใจของเหล่าวิญญาณจารย์ทั่วทวีป สถาปัตยกรรมของสำนักวิญญาณยุทธ์นั้นดูเคร่งขรึมและโอ่อ่า กำแพงสูงตระหง่านถูกจัดวางในผังรูปหกเหลี่ยม มีภาพนูนสูงขนาดใหญ่สัญลักษณ์ของวิญญาณยุทธ์ทั้งหกประดับอยู่บนกำแพงแต่ละด้าน ดูวิจิตรตระการตา

"ในที่สุดก็ถึงเวลาปลุกวิญญาณยุทธ์แล้ว! ลูกพี่อย่างข้าจะต้องปลุกได้วิญญาณยุทธ์เทพๆ แน่นอน คอยดูให้ดีเถอะ!"

"แน่นอนอยู่แล้วลูกพี่! พวกเราจะคอยติดตามท่าน!"

คนพูดคือหัวโจกของเด็กๆ ในสถานรับเลี้ยงฯ และเป็นตัวตั้งตัวตีในการแกล้งเจ้าอ้วนสือโน่เป็นประจำ

คำพูดโอ้อวดนั้นทำให้สือโน่รู้สึกรำคาญใจยิ่งนัก เขาพึมพำเบาๆ ว่า:

"เชอะ จะวางก้ามใหญ่โตไปทำไม? เผลอๆ วิญญาณยุทธ์ที่ปลุกได้อาจจะห่วยกว่าของพวกเราก็ได้"

คำบ่นของเจ้าอ้วนดันไปเข้าหูสมุนของหัวโจก เสียงหัวเราะเยาะเย้ยจึงดังขึ้นทันที

"ฮ่าๆๆ ไอ้จอมตะกละกับไอ้ใบ้ยังหวังจะปลุกได้วิญญาณยุทธ์เทพๆ อีกเรอะ? เลิกฝันกลางวันซะเถอะ คอยดูข้าแสดงอานุภาพแห่งเทพให้ดู!"

"..."

ต้องยอมรับว่าไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนหรือโลกโต้วหลัว ก็มักจะมีพวกคนว่างจัดแบบนี้เสมอ หลินเป่ยหยาคร้านจะใส่ใจพวกเด็กเปรตพวกนี้ แต่กลับกลายเป็นว่าเขาโดนเหมาว่าเป็น ไอ้ใบ้ ไปซะงั้น

หลินเป่ยหยาดึงตัวสือโน่ที่กำลังหน้าแดงด้วยความโกรธและอยากจะเข้าไปเอาเรื่อง เขาเมินหน้าไปมาเป็นสัญญาณบอกว่าอย่าไปก่อเรื่องในวันสำคัญแบบนี้ ถ้าโดนตัดสิทธิ์การปลุกวิญญาณยุทธ์เพราะทะเลาะวิวาทคงไม่คุ้มแน่

โชคดีที่สายตาดุๆ ของผู้อำนวยการทำให้เด็กพวกนั้นสงบปากสงบคำลงได้ การเดินทางจึงราบรื่นไร้เหตุวุ่นวาย กลุ่มคนกว่าสามสิบชีวิตเดินเข้าสู่สำนักวิญญาณยุทธ์ ทันทีที่ก้าวผ่านประตูใหญ่ หัวโจกที่เคยปากดีเมื่อครู่ก็หุบปากเงียบกริบด้วยความเกรงกลัวทหารยามสวมเกราะเงินที่ยืนทะมึนอยู่สองข้างทาง ท่าทางขี้ขลาดนั้นยิ่งทำให้สือโน่รู้สึกสมเพช

พวกเขามาถึงห้องโถงด้านข้าง ชายวัยกลางคนในชุดเครื่องแบบสำนักวิญญาณยุทธ์ยืนรออยู่ก่อนแล้ว

"ผู้อำนวยการเหอ ลำบากท่านแล้ว อุตส่าห์พาเด็กๆ มาด้วยตัวเอง"

"ไม่ลำบากหรอกครับ ทั้งหมดก็เพื่ออนาคตของสำนักวิญญาณยุทธ์ ไม่ใช่งานหนักหนาอะไรเลย"

หลังจากทักทายตามมารยาท ผู้ดูแลของสำนักวิญญาณยุทธ์ก็หันมาเผชิญหน้ากับกลุ่มเด็กๆ ทันที

"ข้าชื่อมี่อัน เป็นปรมาจารย์วิญญาณระดับ 41 ข้าจะเป็นผู้แนะนำของพวกเจ้า ต่อไปข้าจะทำการปลุกวิญญาณยุทธ์ให้ทีละคน คิดว่าก่อนมาที่นี่พวกเจ้าคงพอจะรู้อะไรมาบ้างแล้ว"

ขณะพูด มี่อันก็นำหินสีดำทรงกลมหกก้อนและลูกแก้วผลึกสีฟ้าออกมาจากอุปกรณ์วิญญาณ

หลังจากวางหินเรียงเป็นรูปหกเหลี่ยม มี่อันก็เรียกให้เด็กคนแรกมายืนตรงกลาง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นหัวโจกที่เพิ่งเยาะเย้ยหลินเป่ยหยากับสือโน่ไปเมื่อครู่นั่นเอง

"เจ้า เข้ามาก่อนเลย!"

"คะ... ครับ... ท่าน... ข้าชื่อ..."

"ไม่สำคัญ วันนี้ข้าต้องปลุกวิญญาณยุทธ์ให้คนเป็นร้อย จะไปจำชื่อทุกคนได้ยังไง รีบๆ เข้าไปเร็ว"

หัวโจกที่โดนตัดบทไม่กล้าหือแม้แต่น้อย เขาเดินตัวลีบเข้าไปกลางวงเวทย์หินอย่างกล้าๆ กลัวๆ

"ไม่ต้องกลัว ใช้ใจสัมผัส"

พูดจบ มี่อันก็เข้าสู่สภาวะครอบครองวิญญาณยุทธ์ ยูนิคอร์นสีทองอร่ามปรากฏขึ้นด้านหลังเขาทันที เสียงร้องกึกก้องไปทั่วห้องโถง

แม้จะได้รับการเตือนจากผู้อำนวยการมาแล้ว แต่พอเจอของจริง เด็กบางคนก็ยังตกใจกลัวกับแรงกดดันของมี่อันจนถอยกรูดไปหลายก้าว

ทว่าหลินเป่ยหยากับสือโน่กลับไม่รู้สึกอะไรมากนัก มีเพียงแววตาอยากรู้อยากเห็นฉายชัดบนใบหน้า นั่นทำให้มี่อันมองพวกเขาด้วยความสนใจเล็กน้อย แต่หน้าที่ต้องมาก่อน เขาจึงเริ่มปลุกวิญญาณยุทธ์ให้หัวโจกทันที

เมื่อมี่อันส่งพลังวิญญาณเข้าไป แสงสีทองก็ห่อหุ้มร่างเด็กน้อย ครู่ต่อมา มือขวาของหัวโจกก็ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว

"อย่าขัดขืน ลองปล่อยมันออกมา"

"ครับ... ครับ..."

เมื่อหัวโจกแบมือขวาออก ไม่กี่วินาทีต่อมา เคียวสีดำสนิมเขรอะเล่มหนึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น ภาพนี้ทำให้มี่อันที่กำลังทำพิธีถึงกับขมวดคิ้ว เคียวสนิมเขรอะแบบนี้ดูยังไงก็ไม่น่าจะฝึกฝนได้

"เริ่มต้นได้แย่จริง! ช่างเถอะ มาทดสอบพลังวิญญาณกัน"

ภายใต้สายตาหวาดหวั่นของหัวโจก มี่อันยื่นลูกแก้วผลึกสีฟ้าให้

"ลองใช้จิตนึกถึงวิญญาณยุทธ์ของเจ้า แล้ววางมือลงบนลูกแก้ว"

หลังจากพยายามอยู่ครึ่งนาที ในที่สุดหัวโจกก็เรียกเก็บเคียวกลับไปได้ ด้วยความกลัวว่าจะทำให้ท่านผู้ดูแลโกรธ เขาจึงรีบวางมือลงบนลูกแก้ว

ผ่านไปครู่ใหญ่ ลูกแก้วผลึกยังคงนิ่งสนิท มี่อันที่เตรียมใจไว้แล้วไม่ได้ผิดหวังอะไร เขาเห็นกรณีแบบนี้มาเยอะแล้ว

"วิญญาณยุทธ์: เคียว, พลังวิญญาณ: ศูนย์, ไม่สามารถฝึกฝนได้... กลับบ้านไปทำนาซะ!"

"ฮือออออ~~~~~~"

หัวโจกที่เคยวางก้ามใหญ่โตปล่อยโฮทันทีที่ได้ยินคำตัดสิน เขาวิ่งร้องไห้ออกไปทางประตูห้องโถง พยายามวิ่งไล่ตามวัยเยาว์ที่สูญสลายไปกับแสงอาทิตย์

มี่อันชินชากับภาพนี้แล้ว เขาเพียงส่ายหน้าแล้วเรียกเด็กคนต่อไป

"เอาล่ะ คนต่อไป เวลามีน้อย รีบๆ หน่อย"

เด็กที่ถูกเรียกเดินเข้าไปในวงเวทย์ด้วยความหวาดหวั่น มี่อันไม่รอช้า เริ่มพิธีปลุกวิญญาณต่อทันที

"จอบ, พลังวิญญาณศูนย์, ฝึกฝนไม่ได้, คนต่อไป!"

"ผึ้งน้อย, พลังวิญญาณศูนย์, ฝึกฝนไม่ได้, คนต่อไป!"

"ก้อนหิน, ไม่มีพลังวิญญาณ..."

การปลุกได้แต่วิญญาณยุทธ์ขยะติดต่อกันทำให้มี่อันเริ่มง่วงนอน หลังจากปลุกได้วิญญาณยุทธ์ก้อนหิน เขาถึงกับหาวออกมา พลางคิดในใจว่าวันนี้ช่างดวงซวยจริงๆ

โชคดีที่เด็กคนต่อมาช่วยกู้หน้าให้เขาได้บ้าง

เป็นเด็กหญิงตัวน้อยจากสถานรับเลี้ยงฯ ใบหน้าจิ้มลิ้มที่ยังมีแก้มยุ้ยดูน่ารักน่าชัง หลังจากเข้าไปในวงเวทย์ไม่กี่อึดใจ พืชที่มีใบสีเขียวมรกตก็ปรากฏขึ้นในมือของนาง

"โอ้? วิญญาณยุทธ์สายพืช มาลองวัดพลังวิญญาณดู"

เมื่อเด็กหญิงวางมือลง พลังวิญญาณก็ปรากฏขึ้นในลูกแก้วกระเพื่อมไหวดั่งสายน้ำ และหยุดลงเมื่อระดับน้ำสูงถึงหนึ่งในสามของลูกแก้ว

"หนูน้อย เจ้าชื่ออะไร?"

"หนูชื่อเค่อหรงค่ะ อายุ 6 ขวบ"

"เค่อหรง, วิญญาณยุทธ์: หญ้าซานเย่, พลังวิญญาณระดับ 3 เหมาะสำหรับเป็นวิญญาณจารย์สายสนับสนุน"

ในที่สุดก็มีเพชรในตม มี่อันลูบหัวนางอย่างพึงพอใจแล้วบอกให้ไปยืนข้างผู้อำนวยการ

หลังจากผู้อำนวยการกล่าวชมเชยเค่อหรงไม่กี่คำ ก็หันมาดูพิธีปลุกวิญญาณต่อ บางทีเด็กหญิงอาจจะเป็นตัวเปิดที่ดี เพราะคุณภาพการปลุกวิญญาณของเด็กๆ หลังจากนั้นถือว่าไม่เลวเลย ในจำนวนยี่สิบคน มีถึงห้าคนที่มีพลังวิญญาณสามารถฝึกฝนได้ และหนึ่งในนั้น เด็กชายที่มีวิญญาณยุทธ์สุนัขล่าเนื้อ ถึงกับมีพลังวิญญาณระดับ 6

มาถึงจุดนี้ ผลงานการปลุกวิญญาณของเด็กๆ ก็ถือว่าเข้าเป้ามี่อันแล้ว เขาสามารถยอมรับได้ไม่ว่าสือโน่และหลินเป่ยหยาที่เหลือจะปลุกได้อะไรออกมา

ยังไงเสีย นี่ก็แค่เด็กจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเขตเหนือ ในเมืองวิญญาณยุทธ์ยังมีสถานรับเลี้ยงฯ แบบนี้อีกตั้งหลายแห่ง จะให้คนเก่งๆ มากองรวมกันอยู่ที่เดียวได้ยังไง จริงไหม?

"เจ้าหนู ถึงตาเจ้าแล้ว!"

เมื่อได้ยินเสียงเรียก สือโน่กลืนน้ำลายเอือกใหญ่แล้วรีบเดินเข้าไปในวงเวทย์ ทันทีที่มือของมี่อันแตะหน้าผาก แสงสีทองที่สว่างไสวกว่าเด็กคนก่อนๆ ก็เปล่งออกมา สีหน้าของมี่อันเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นยินดีทันที

"มีเซอร์ไพรส์ซะแล้ว! เจ้าหนู ลองกระตุ้นวิญญาณยุทธ์ดูซิ"

"ครับท่าน!"

"มอออ!"

เสียงร้องของวัวที่ทรงพลังดังก้องในหูทุกคน สัตว์รูปร่างคล้ายวัวสีส้มที่มีเขาขนาดใหญ่บนหน้าผากปรากฏขึ้นด้านหลังสือโน่

"วัวมารทรงพลัง! ยอดเยี่ยม! วิญญาณยุทธ์สัตว์สายโจมตีหนักแบบนี้ พลังวิญญาณตั้งต้นต้องไม่ธรรมดาแน่"

หลังจากปลุกวิญญาณให้สือโน่เสร็จ ผู้ดูแลรีบยื่นลูกแก้วผลึกให้ทันที

"เจ้าชื่อสือโน่ใช่ไหม? เด็กดี มาทดสอบพลังวิญญาณกัน"

"ได้ครับ"

สือโน่ที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมแล้วไม่หลงเหลือความประหม่าอีกต่อไป เมื่อมือป้อมๆ แตะลูกแก้ว พลังวิญญาณก็พุ่งสูงขึ้นเกินครึ่ง ภายใต้สายตาตกตะลึงของมี่อัน ระดับแสงในลูกแก้วพุ่งขึ้นไปเกือบสี่ในห้าส่วนก่อนจะหยุดลง

"สือโน่, วิญญาณยุทธ์: วัวมารทรงพลัง, พลังวิญญาณระดับ 8... พรสวรรค์ยอดเยี่ยม!"

มี่อันประกาศชื่อวิญญาณยุทธ์และระดับพลังวิญญาณของสือโน่ด้วยความปิติยินดี ถ้าเด็กที่มีพลังระดับ 6 คือผ่านเกณฑ์ การปรากฏตัวของสือโน่ก็ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงของเขาเลยทีเดียว

"เจ้าหนู ตามข้าไปที่โรงเรียนวิญญาณยุทธ์เถอะ ที่นั่นจะมอบทรัพยากรที่ดีที่สุดและปั้นให้เจ้ากลายเป็นวิญญาณจารย์ที่แข็งแกร่ง การจะก้าวข้ามข้าไม่ใช่เรื่องยากเลย"

ด้วยความที่เห่อสือโน่จนออกนอกหน้า ผู้ดูแลจากสำนักวิญญาณยุทธ์ดูเหมือนจะลืมไปเลยว่ายังมีหลินเป่ยหยาที่ยังไม่ได้ปลุกวิญญาณยุทธ์ เป็นเจ้าอ้วนผู้รักเพื่อนที่ต้องเอ่ยเตือน เขาถึงได้สติ

"ท่านครับ เพื่อนของข้ายังไม่ได้ปลุกวิญญาณยุทธ์เลย? รอสักครู่ได้ไหมครับ?"

"จริงด้วยๆ ข้าลืมไปเลย มา ข้าจะปลุกวิญญาณยุทธ์ให้เพื่อนตัวน้อยคนสุดท้ายเดี๋ยวนี้แหละ"

"มาเร็วเจ้าหนู รีบทำให้เสร็จๆ กัน"

ขณะที่เร่งให้หลินเป่ยหยาเข้าวงเวทย์ มี่อันยังคงชำเลืองมองสือโน่อยู่ตลอดเวลาราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายตัวไปหากละสายตา ทำเอาหลินเป่ยหยาแอบบ่นในใจ... แหม่ ดูถูกกันจริงนะ คอยดูเถอะ เดี๋ยวจะปลุกวิญญาณยุทธ์เทพๆ ให้ตาบอดกันไปข้าง

เมื่อมือของมี่อันแตะที่หน้าผาก หลินเป่ยหยารู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ไม่กี่อึดใจต่อมา เขารู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังจะปะทุออกมาจากมือขวา แขนของเขายกขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

ในสายตาของมี่อัน แสงสีทองที่สว่างเจิดจ้ายิ่งกว่าตอนสือโน่ปลุกวิญญาณยุทธ์ระเบิดออกมาในพริบตา ทำเอามี่อันตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น

"ข้า... ข้า... ข้าจะได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว!"

ในวินาทีเดียวกัน ณ หอบูชาพรหมยุทธ์ บนภูเขาด้านหลังสำนักวิญญาณยุทธ์ ชายชราผมขาวที่นั่งขัดสมาธิอยู่จู่ๆ ก็ลืมตาโพลง มองดูแสงสีทองที่วนเวียนรอบรูปปั้นทูตสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ตรงหน้า สีหน้าของเขาเคร่งขรึมขึ้นทันที

"เกิดอะไรขึ้น? ใครกันที่ปลุกวิญญาณยุทธ์ที่สามารถสื่อจิตประสานกับทูตสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ได้?"

"ไม่ได้การ ข้าต้องไปดูด้วยตาตัวเอง"

วินาทีถัดมา ร่างของชายชราก็หายวับไปจากโถงใหญ่ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ที่นั่น...

แสงสีทองเจิดจรัสต่อเนื่องเกือบห้านาทีจึงค่อยๆ จางหายไป และภายใต้สายตาคาดหวังของมี่อัน... รูปสลักหินขนาดเล็กค่อยๆ ปรากฏขึ้นในมือของหลินเป่ยหยา

"?????"

"หิน... ก้อนหินเนี่ยนะ?"

มี่อันขยี้ตาตัวเองอย่างบ้าคลั่ง เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าวิญญาณยุทธ์ที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นจะเป็นแค่ก้อนหิน ต่อให้เป็นหินที่แกะสลักเป็นรูปคน มันก็ยังเป็นหินไม่ใช่เรอะ?

"เจ้า... เจ้า..."

ไม่ใช่แค่มี่อัน แม้แต่หลินเป่ยหยาก็มองรูปปั้นหินในมือตาค้าง แต่ที่เขาตะลึงไม่ใช่เพราะปลุกได้รูปปั้นหิน แต่เป็นเพราะเขาคุ้นเคยกับรูปลักษณ์ของรูปปั้นนี้ดีเกินไปต่างหาก

"อาเธน่า... ชาติที่แล้วท่านทำข้าหัวแตกส่งข้ามาที่นี่ แล้วนี่ยังจะตามจองเวรข้ามาอีกเรอะ!"

ใช่แล้ว รูปปั้นหินในมือของหลินเป่ยหยาคือ เทพีอาเธน่า ผู้มีใบหน้าเคร่งขรึมและสง่างาม มือขวาถือคทาไนกี้ และมือซ้ายถือโล่ศักดิ์สิทธิ์เอจิส

หลังจากตั้งสติได้ว่าวิญญาณยุทธ์ของตนคืออะไร หลินเป่ยหยาข่มความตื่นเต้นในใจแล้วมองไปที่ผู้ดูแลตรงหน้า

"ท่านครับ ยังไม่ได้วัดพลังวิญญาณเลยไม่ใช่เหรอ?"

"เอ้อ... จริงด้วย ยังไม่ได้วัด แต่ว่านะ วิญญาณยุทธ์ก้อนหินน่ะ อย่าไปคาดหวังอะไรสูงนักเลย"

ภายใต้สายตาให้กำลังใจของสือโน่ หลินเป่ยหยาค่อยๆ วางมือลงบนลูกแก้วผลึก ระดับน้ำแสงพุ่งขึ้นอย่างน่ากลัวยิ่งกว่าตอนทดสอบสือโน่เสียอีก ภายใต้สายตาเบิกโพลงด้วยความสยดสยองของมี่อัน พลังวิญญาณของหลินเป่ยหยาพุ่งเต็มลูกแก้วจนแสงสว่างจ้าสาดไปทั่วห้องโถงทันที

"พะ... พลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิด!"

จบตอน

จบบทที่ ตอนที่ 1 วิญญาณยุทธ์อาเธน่า?

คัดลอกลิงก์แล้ว