- หน้าแรก
- วิถีเต๋าประยุกต์สูตรบ่มเพาะขั้นจักรวาล
- บทที่ 482 คำโน้มน้าวของหวงอิง
บทที่ 482 คำโน้มน้าวของหวงอิง
บทที่ 482 คำโน้มน้าวของหวงอิง
บทที่ 482 คำโน้มน้าวของหวงอิง
หลังจากวันแห่งความสำราญผ่านไป สามวันให้หลัง หยางหลินได้รับข้อความจากเฉาเฉิงอวี่ นัดหมายไปรวมตัวกันที่ หอปี้เซียว (เมฆาเขียวขจี) บนยอดเขาปี้อวิ๋น
หลังแวะทานอาหารที่ร้านสกุลถัง หยางหลินก็พาเหมาอวิ๋นจู๋ไปด้วย
ตอนนี้เหมาอวิ๋นจู๋เป็นอัจฉริยะที่เพิ่งบรรลุจู้จี ทั้งยังได้รับเลือกจากปรมาจารย์เสียงอวิ๋นให้เป็นผู้สืบทอดของยอดเขาหลิวอวิ๋น ย่อมมีสิทธิ์เข้าร่วมงานสังสรรค์
แม้การสืบทอดของยอดเขาหลิวอวิ๋นจะเน้นไปทางด้านการปรุงยา ซึ่งเหมาอวิ๋นจู๋ทำไม่เป็น แต่ในฐานะผู้สืบทอด ก็จำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่ามีศักยภาพในการต่อสู้ที่พึ่งพาได้
เมื่อมาถึงหน้าหอปี้เซียว พบว่ามีคนมากันเยอะแล้ว หลายคนเป็นหน้าใหม่ที่ดูอ่อนเยาว์ คาดว่าเป็นศิษย์สายในที่เพิ่งบรรลุจู้จีในช่วงไม่กี่ปีมานี้
เป็นดั่งคำกล่าวที่ว่า 'ค่ายทหารยังคงอยู่ แต่ทหารผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน' สำนักก็ต้องการเลือดใหม่เข้ามาหล่อเลี้ยงเสมอ
เมื่อเดินเข้าไปในโถง เห็นศิษย์พี่โจวนั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธานฝั่งซ้าย ส่วนฝั่งขวามีสตรีแปลกหน้านางหนึ่งนั่งอยู่
นางดูมีอายุราวสามสิบปี ระดับจู้จีขั้นกลาง ไม่ได้สวมชุดประจำสำนักปี้อวิ๋น แต่สวมชุดคลุมสีม่วง คล้ายกับชุดของหอชมจันทร์ แต่ตราสัญลักษณ์แตกต่างออกไปเล็กน้อย
หยางหลินแปลกใจ... คนนอกก็มาร่วมงานสังสรรค์ภายในได้ด้วยหรือ?
ทันทีที่หยางหลินก้าวเข้ามา ชุดคลุมปี้อวิ๋นลายทองและป้ายหยกสัตว์เมฆาอันโดดเด่นก็ดึงดูดสายตาทุกคู่ ผู้คนในงานต่างลุกขึ้นทักทาย
ศิษย์พี่โจวเห็นหยางหลินก็รีบลุกขึ้นเชิญ "ศิษย์น้องหยาง มานั่งตรงนี้สิ"
หยางหลินมองสตรีข้างๆ โจวฉี นางนั่งหน้านิ่งจมอยู่ในความคิด ไม่แม้แต่จะหันมามองเขา หากเขาไปนั่งข้างบน ก็เท่ากับว่าโจวฉีต้องสละที่ให้ เขาจึงประสานมือยิ้มตอบ "ศิษย์พี่โจวไม่ต้องเกรงใจ ข้าขอนั่งกับศิษย์พี่เฉาและศิษย์พี่หวังดีกว่า"
หลังจากทักทายตอบรับคำคารวะจากรอบทิศ เขาก็เดินไปนั่งลงข้างเฉาเฉิงอวี่และหวังเชา ซึ่งสองสหายจองที่ว่างไว้ให้พอดี
พอนั่งลง หยางหลินก็ยิ้มเผล่ "ศิษย์น้องทั้งสอง วันนี้มีงานอะไรกันรึ?"
ทั้งสองหันมามองด้วยสายตาว่างเปล่า หยางหลินจึงแอบปลดปล่อยแรงกดดันออกมานิดหน่อย ทำเอาทั้งคู่ตาโต
"ศิษย์น้องหยาง... เจ้าทะลวงขั้นตั้งแต่เมื่อไหร่?"
"ครึ่งเดือนก่อน... เอ้า ศิษย์น้องหวัง ไหนลองเรียก 'ศิษย์พี่' ให้ชื่นใจหน่อยซิ เอาแบบจริงใจ น้ำเสียงอ่อนโยน และเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกนะ"
หวังเชาเบ้ปาก "ไอ้บ้าเอ๊ย... ข้ากับศิษย์พี่เฉามีลูกชายแล้ว เจ้ามีไหมล่ะ?"
เฉาเฉิงอวี่เชิดหน้าเสริม "ถูกต้อง! ศิษย์น้องหยาง เจ้าคงไม่ได้ 'ไร้น้ำยา' หรอกนะ? เดี๋ยวอีกหน่อยลูกๆ พวกเราไปเข้าร่วมบททดสอบสำนัก เจ้าไม่มีลูกส่งไปคงขายหน้าแย่... ให้พวกเราช่วยสงเคราะห์ไหม?"
ทั้งสองหัวเราะอย่างชั่วร้าย พลางเหล่ตาไปทางหนานกงเสี่ยว
หยางหลินพูดไม่ออก... ไอ้พวกเพื่อนเวร เขาเอื้อมมือไปบิดแก้มยุ้ยๆ ของหวังเชา "ตาพวกแกมองไปไหนฮะ!"
...
ห้านาทีผ่านไป เมื่อเห็นว่าไม่มีใครมาเพิ่มแล้ว ศิษย์พี่โจวก็เริ่มเปิดงาน
"เชื่อว่าศิษย์น้องรุ่นใหม่หลายคนคงไม่เคยพบ ศิษย์พี่หญิงหวง มาก่อน วันนี้ข้าขอแนะนำ นางคือ หวงอิง ศิษย์ในสังกัดท่านปรมาจารย์หลี่แห่งยอดเขาหลิวอวิ๋น นางเข้าสำนักก่อนพวกเรา และออกไปท่องโลกกว้างมานานถึงสี่สิบปี เพิ่งจะกลับมาถึงเมื่อวานนี้เอง"
หวงอิงประสานมือทักทายทันที "สวัสดีศิษย์น้องทุกท่าน เห็นหน้าใหม่ๆ เยอะเลย ดูท่าหลายปีมานี้สำนักเราคงมีอัจฉริยะเกิดขึ้นไม่น้อย"
ทุกคนทำความเคารพ "คารวะศิษย์พี่หญิงหวง"
หยางหลินประสานมือตามมารยาท พลางมองไปทางหลี่ชิน (หลี่หมิงเยว่) ที่นั่งอยู่ในโซนศิษย์หญิง เขาเพิ่งเคยได้ยินชื่อหวงอิงเป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่แปลก เพราะปรมาจารย์หลี่มีลูกศิษย์เยอะ
แม้คำพูดของหวงอิงจะดูปกติ แต่หยางหลินรู้สึกทะแม่งๆ กับน้ำเสียงที่แฝงความถือตัว ราวกับมองคนอื่นต่ำกว่า ไม่รู้ว่าคนอื่นรู้สึกเหมือนกันไหม
เขากระซิบถามเฉาเฉิงอวี่ "ศิษย์พี่เฉา ท่านเคยเจอศิษย์พี่หญิงหวงคนนี้ไหม?"
"เคยเจอสักครั้งสองครั้งตอนเด็กๆ จำไม่ค่อยได้แล้ว"
จากนั้นหวงอิงก็เริ่มเล่าประสบการณ์การผจญภัย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวใน ดินแดนจงโจว (แดนกลาง)
ในคำบอกเล่าของนาง จงโจวนั้นช่างรุ่งเรือง พลังปราณอุดมสมบูรณ์ ทรัพยากรล้ำค่า ผู้คนเปี่ยมพรสวรรค์
นางพรรณนาถึงความอัจฉริยะเลิศล้ำของยอดคนในแดนกลาง ความหรูหราอลังการของการใช้ชีวิต พิธีรีตองของผู้ลากมากดี แม้กระทั่งเรื่องการจิบชาดื่มสุราก็ยังต้องพิถีพิถัน... เล่าไปก็ทำหน้าเชิดฉายแววโอ้อวดไปตลอดเวลา
แล้วนางก็กล่าวต่อ "พวกเจ้าอาจไม่รู้ ว่า 'เก้ายอดคุณชาย' แห่งหอชมจันทร์นั้น ล้วนเป็นยอดคนแห่งยุค คัดเลือกมาจากคนนับหมื่น พรสวรรค์สูงส่ง ฐานะสูงศักดิ์
ครั้งนี้ผู้ที่เดินทางมาท้าประลองกับสำนักใน 'ตงฮวง' (แดนร้างบูรพา) คือคุณชายใหญ่ คุณชายสาม และคุณชายหก แต่สองคนหลังแค่มาดูงาน ผู้ที่ลงมือท้าประลองจริงๆ คือ คุณชายใหญ่ 'หลิงหยวน' เพียงผู้เดียว"
หยางหลินขมวดคิ้ว... 'ตงฮวง' เป็นคำที่คนแดนกลางใช้เรียกดินแดนเสินโจวด้วยความดูถูกเหยียดหยาม ในฐานะศิษย์สำนักปี้อวิ๋น นางไม่ควรใช้คำนี้เรียกบ้านเกิดตัวเอง
เขากวาดตามองคนอื่น ศิษย์รุ่นเก่าต่างก้มหน้าจิบชาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ศิษย์รุ่นใหม่กลับตาเป็นประกาย เคลิบเคลิ้มไปกับคำบอกเล่า อยากจะออกไปเห็นโลกกว้างที่นางพรรณนา
ศิษย์หนุ่มคนหนึ่งถามขึ้น "ศิษย์พี่หญิงหวง ได้ข่าวว่าคณะของหอชมจันทร์ท้าประลองกับสำนักดาราพราวเสร็จแล้ว เป้าหมายต่อไปคงเป็นสำนักปี้อวิ๋น ผ่านมาแปดวันแล้ว น่าจะใกล้ถึงแล้วกระมัง? พวกเราจะได้ยลโฉมอัจฉริยะที่ท่านกล่าวถึงเสียที"
หวงอิงยิ้มเยาะ "พวกเจ้ายังรู้น้อยนัก... สถานีแรกของคุณชายหลิงหยวนคือสำนักสัตว์อสูร เขาเอาชนะอัจฉริยะสามคนรวดด้วยสามหมัด สังหารสัตว์อสูรระดับสามคาที่ จนไม่มีใครกล้าขึ้นสู้อีก
แปดวันก่อนที่สำนักดาราพราว เขาเอาชนะห้าคนรวด ไม่มีใครรับมือเขาได้เกินสามกระบวนท่า ร่างอันสง่างามของคุณชายหลิงหยวนยืนตระหง่านอยู่บนลานสำนักดาราพราว เท้าเหยียบร่างศิษย์เจ้าถิ่น ตะโกนก้องว่า 'สำนักตงฮวงไร้น้ำยา!'
ช่างเป็นความห้าวหาญและองอาจที่น่าเลื่อมใสยิ่งนัก! เสียดายที่ได้ยินว่าอัจฉริยะชื่อหลิวย่าของที่นั่นปิดด่านอยู่ เลยไม่ได้ประมือกัน"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึง
หวงอิงเห็นปฏิกิริยาก็ยิ่งได้ใจ "การกลับมาครั้งนี้ ข้าเดินทางมาพร้อมกับขบวนของคุณชายหลิงหยวน ได้ชื่นชมบารมีของท่านมาตลอดทาง
เดิมทีท่านจะมาท้าประลองที่สำนักปี้อวิ๋นก่อน แต่พอได้ยินว่าสำนักเหยาซานมีผู้มี 'รากวิญญาณสวรรค์' แถมยังงดงามล่มเมือง ส่วนสำนักปี้อวิ๋นไม่มีใครน่าสนใจ ท่านเลยเปลี่ยนใจมุ่งหน้าไปเหยาซานก่อน
ตงฮวงแห่งนี้ จะหาใครคู่ควรกับคุณชายหลิงหยวนได้ยากยิ่ง
ข้ากลับมาครั้งนี้ ก็เพื่อนำคำสั่งของคุณชายหลิงหยวนมาบอกพวกเจ้า... ให้พวกเจ้ายอมแพ้เสียแต่เนิ่นๆ ท่านจะได้ไม่ต้องเสียเวลาวกกลับมาที่นี่อีกหลังจากเสร็จธุระที่เหยาซาน"
ทุกคนขมวดคิ้ว มองหน้ากันเลิ่กลั่ก... นังศิษย์พี่คนนี้ลืมกำพืดตัวเองไปแล้วหรือไง?
หวงอิงเร่งเร้า "พวกเจ้ารีบประกาศยอมแพ้ซะ ข้าจะได้รีบตามไปสมทบกับคุณชายหลิงหยวน"
เรื่องนี้ยอมไม่ได้เด็ดขาด การยอมแพ้โดยไม่สู้นั้นเสียเกียรติยิ่งกว่าแพ้คาสนามรบ หากทำเช่นนั้น สำนักปี้อวิ๋นจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนในเก้าสำนักใหญ่ ใครจะรับผิดชอบไหว?
ศิษย์พี่หญิงคนนี้เห็นคนนอกดีกว่าเกียรติภูมิสำนักได้อย่างไร? เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นด้วยความไม่พอใจ
เฉาเฉิงอวี่หน้าตึง หวังเชาแสดงสีหน้ารังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง
เมื่อเห็นไม่มีใครตอบรับ หวงอิงจึงเริ่มจี้ตัว "ศิษย์น้องโจว ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ของรุ่น เจ้าจะว่าอย่างไร? จะเป็นตัวแทนประกาศยอมแพ้ไหม?"
โจวฉีส่ายหน้าหนักแน่น "หากคุณชายหลิงหยวนมาท้าประลองจริง ต่อให้ต้องตัวตาย ข้าก็จะสู้เพื่อรักษาเกียรติของสำนัก ข้าเชื่อว่าศิษย์น้องทุกคนก็คิดเช่นเดียวกัน"
โจวฉีเป็นคนมีเลือดนักสู้ ตอนอยู่ในแดนลับเขาก็ไม่เคยถอยให้ใคร คำพูดของเขาปลุกใจให้ทุกคนยืดหลังตรงขึ้นมาทันที
"แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร? พวกเจ้ามีใครชนะคุณชายหลิงหยวนได้บ้าง? ก็แค่เสียเวลาท่านเปล่าๆ"
คนประเภทนี้หยางหลินเคยเห็นมาเยอะในชาติก่อน... พวกที่พอได้ไปเมืองนอกหน่อย ก็กลับมาดูถูกบ้านเกิดเมืองนอน เห็นขี้ฝรั่งหอมกว่าดอกไม้ไทย ยอมก้มหัวให้ต่างชาติเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แล้วหันมาเหยียบย่ำเกียรติยศของมาตุภูมิ
หวงอิงหันไปหาฉินเฉิง "ศิษย์น้องฉิน ได้ยินว่าเจ้าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งในรอบหลายปี เจ้าจะยอมแพ้ไหม?"
"ไม่!"
นางไล่ถามไปอีกหลายคน แต่ไม่มีใครยอมแพ้ เพราะใครยอมก็เท่ากับแบกรับบาปกรรมของสำนักไว้คนเดียว
โจวฉีตัดบท "ศิษย์น้องหวง จุดประสงค์ของเจ้าพวกเราเข้าใจแล้ว วันนี้พอแค่นี้เถอะ ต่อให้คุณชายหลิงหยวนมาท้าประลองจริง ข้าเชื่อว่าศิษย์น้องหยางอยู่ที่นี่ เขาไม่มีทางแพ้แน่นอน"
หวงอิงมองตามสายตาโจวฉีไปที่หยางหลิน นางมัวแต่พร่ำเพ้อถึงคุณชายหลิงหยวนจนไม่ทันสังเกต พอเห็นชุดคลุมปี้อวิ๋นลายทองและป้ายหยกสัตว์เมฆาบนตัวเขา นางก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ
"ศิษย์น้องท่านนี้! เจ้ามีดีอะไรถึงได้สวมชุดนี้? เจ้าจะยอมแพ้ไหม?"
หยางหลินลุกขึ้นยืนช้าๆ
"สหายเต๋าหวง... ข้าเป็นกบในกะลา ไม่เคยไปจงโจว ไม่รู้หรอกว่าที่นั่นวิเศษวิโสแค่ไหน และไม่เคยเห็นความอัจฉริยะของคุณชายหลิงหยวนที่ท่านเทิดทูนนักหนา
แต่สำนักปี้อวิ๋นของเราก็มียอดคน... ศิษย์พี่โจว ศิษย์พี่ฉิน ศิษย์พี่จง ศิษย์พี่มู่ ศิษย์พี่เฉา ศิษย์พี่หวัง ศิษย์พี่หลี่ ศิษย์พี่จิน ศิษย์พี่หวัง... และทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่
ไม่ว่าใครจะขึ้นเวทีในนามสำนัก ต่อให้ต้องเจอกับอัจฉริยะฟ้าประทาน หรือแม้แต่เผชิญหน้ากับปรมาจารย์หยวนอิง... ข้าก็จะยืนหยัดเคียงข้างและสนับสนุนพวกเขา
ข้าเชื่อมั่นว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องของข้าจะคว้าชัยชนะมาได้
เพราะพวกเราคือศิษย์สำนักปี้อวิ๋น! พวกเราคือพี่น้องกัน!"