เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 304 - ดาหน้ากันเข้ามา

บทที่ 304 - ดาหน้ากันเข้ามา

บทที่ 304 - ดาหน้ากันเข้ามา


บทที่ 304 - ดาหน้ากันเข้ามา

เจียงหลินจ้องมองหลิวเยี่ยนชางเขม็ง แต่ก็ยังคงดูไม่ออกอยู่ดี ภายใต้เนตรธรรมเฟิงตู รากฐานทุกอย่างของหลิวเยี่ยนชางล้วนปกติ

แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ความปกตินั่นแหละคือความผิดปกติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

แนบเนียนไร้รอยต่อ?

เจียงหลินพลันนึกถึงคำนี้ขึ้นมา

หลิวเยี่ยนชางมีความผิด แต่ไม่ถึงตาย อย่างที่เจียงหลินพูดไปเมื่อครู่ การกระทำของหลิวเยี่ยนชาง อย่างมากก็ถูกนิยามว่าเป็นการก่อกวน แต่หากเป็นเทพฝ่ายธรรมะ เทพเจ้าผู้เที่ยงธรรมและดูแลทุกข์สุขชาวบ้าน ย่อมไม่มีทางเอาชีวิตหลิวเยี่ยนชางเพราะความผิดเพียงเท่านี้

นั่นไม่ใช่วิสัยของเทพฝ่ายธรรมะ

และหากต้องการให้หลิวเยี่ยนชางมีความผิดเพิ่มขึ้นอีกขั้นหรือหลายขั้น ก็จำเป็นต้องมีความเป็นไปได้อยู่อย่างหนึ่ง

เช่น หลิวเยี่ยนชางเป็นมีดในมือของใครบางคน สาเหตุที่เขาทำเช่นนี้มีเจตนาไม่ดีแอบแฝง

ในสถานการณ์เช่นนี้ หากหักมีดเล่มนี้ทิ้งหรือหลอมละลายไปเลย ก็จะไม่มีปัญหาใดๆ

แต่ปัญหาตอนนี้คือ เจียงหลินรู้ดีว่าเบื้องหลังหลิวเยี่ยนชางต้องมีคนบงการ และตัวหลิวเยี่ยนชางเองก็ต้องถูกดัดแปลงอะไรบางอย่างมาแน่

ไม่อย่างนั้นคงไม่ยึดติดอย่างผิดวิสัยคนปกติเช่นนี้

ทว่า ไม่มีหลักฐาน

ถูกต้อง ต่อให้สิ่งที่หลิวเยี่ยนชางทำจะเป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว แต่หากไม่มีหลักฐานที่ลึกซึ้งกว่านี้ว่าหลิวเยี่ยนชางถูกคนบงการ ก็ไม่อาจลงมือฆ่าได้โดยตรง

ดังนั้นเจียงหลินจึงบอกว่าแนบเนียนไร้รอยต่อ หรือเปลี่ยนคำเรียกใหม่ เรียกว่ามีที่พึ่งจึงไม่กลัวเกรง

ผู้อยู่เบื้องหลังมั่นใจว่า หยางเจียนไม่มีทางลงมือได้ และยอดคนในระดับที่สูงกว่านั้นก็จะไม่เข้ามาพัวพันในเรื่องนี้

ส่วนเจียงหลิน ในสายตาของยอดคนเหล่านั้น ก็เป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง

เด็กน้อยคนนี้มองไม่เห็นสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น

สถานการณ์จึงชะงักงันอยู่ที่ตรงนี้

ความจริงหากเจียงหลินจะฆ่าหลิวเยี่ยนชางนั้นง่ายมาก ต่อให้จะละเมิดกฎ แต่หยางเจียนย่อมไม่รังเกียจที่จะรับผิดแทนเจียงหลิน

แต่ทว่า ฆ่าหลิวเยี่ยนชางแล้วจะได้อะไร?

เรื่องราวยังไม่จบ การวางหมากนี้ยังคงอยู่ และจะยังคงดำเนินต่อไป

ไม่มีหลิวเยี่ยนชาง ก็ยังมีหลี่เยี่ยนชาง หวังเยี่ยนชาง

ดังนั้นสาเหตุที่แท้จริง ย่อมไม่ใช่หลิวเยี่ยนชางที่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่งอย่างแน่นอน แต่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังที่วางหลิวเยี่ยนชางไว้ในตำแหน่งปัจจุบัน และทำให้เจียงหลินหาเบาะแสอะไรไม่เจอเลยแม้แต่น้อย

มีเพียงแก้ปัญหานี้ได้ ถึงจะทำลายแผนการนี้ลงได้

หลิวเยี่ยนชางไม่สำคัญ แต่การทำให้ไม่มี "หลิวเยี่ยนชาง" คนอื่นๆ ปรากฏตัวขึ้นอีกนั้น สำคัญมาก

เจียงหลินขมวดคิ้วด้วยความกลัดกลุ้มอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ร้อนรนจนเกินไป

ตอนนี้ก็มีข่าวดีอยู่บ้าง นั่นคือหยางฉานไม่ได้มีความคิดจะชอบพอหลิวเยี่ยนชาง นางยืนอยู่ฝั่งเดียวกับตน

หรือจะพูดว่า หยางฉานมีความไว้วางใจในตัวหยางเจียนอย่างไม่มีเงื่อนไข

นี่นับเป็นข่าวดีสำหรับเจียงหลิน เพราะจะไม่ถูกหยางฉาน "แทงข้างหลัง"

แต่ทว่า นี่ก็เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น

หากปัญหายังแก้ไม่ตก ในเมื่อผู้อยู่เบื้องหลังสามารถดัดแปลงวิญญาณของหลิวเยี่ยนชางได้อย่างเงียบเชียบไร้ร่องรอย

เช่นนั้น... จิตวิญญาณเทพ (เสินหุน) เล่า?

วิธีการที่ทำให้แม้แต่เนตรธรรมเฟิงตูก็มองไม่เห็นพิรุธนี้ ใช้ได้กับมนุษย์เท่านั้นจริงๆ หรือ?

เจียงหลินพบจุดที่ไม่สมเหตุสมผลในที่สุด

หาก ตำนานในชาติก่อนไม่ผิดพลาด หยางฉานควรจะรักแรกพบกับหลิวเยี่ยนชาง และทุ่มเทกายใจ ยอมแตกหักกับสวรรค์ กับพี่ชายและลุงของตนเพื่อหลิวเยี่ยนชางอย่างไม่เสียดายชีวิต

แต่ตอนนี้สถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะมันไม่สมเหตุสมผลจริงๆ

แต่พฤติกรรมของหลิวเยี่ยนชางในตอนนี้ก็ไม่สมเหตุสมผลเช่นกัน

เรื่องราวผิดปกติย่อมมีปีศาจ ตอนนี้สิ่งที่เจียงหลินต้องทำ คือก่อนที่หยางฉานจะเกิด "ปีศาจ" ขึ้น ต้องจัดการ "ปีศาจ" ที่อยู่เบื้องหลังหลิวเยี่ยนชางให้ได้เสียก่อน

มิฉะนั้น ด้วยวิธีการที่น่าสะพรึงกลัวของผู้อยู่เบื้องหลัง ยากจะบอกได้ว่าจะนำมาใช้กับหยางฉานหรือไม่

เกิดวันไหนเจียงหลินสืบสวนกลับมา แล้วพบว่าหยางฉานกับหลิวเยี่ยนชางสาบานรักมั่นคงดุจภูผาไปแล้ว นั่นมิใช่ว่างานเข้าหรอกหรือ?

ในขณะเดียวกัน เจียงหลินก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้นในเวลานี้

ต้นตอก็อยู่ที่เรื่องที่องค์มหาเทพไปเผชิญด่านเคราะห์นั่นเอง

วิธีการในตัวหลิวเยี่ยนชาง เจียงหลินมองไม่เห็นความผิดปกติ ส่วนหยางเจียนและยอดคนในระดับเหนือกว่าหยางเจียน ก็ลงมือไม่ได้ด้วยเหตุผลบางประการ

ทั้งสองฝ่ายจนถึงตอนนี้ ยังคงควบคุม "สนามรบ" ให้อยู่ในรุ่นหลานอย่างระมัดระวัง

แต่ถ้า องค์มหาเทพยังอยู่ล่ะ?

หากองค์มหาเทพยังอยู่ ด้วยศักดิ์ฐานะและพลังฝีมือของจอมจักรพรรดิสวรรค์ผู้นี้ ย่อมไม่มีทางถูกมัดมือมัดเท้า

วิธีการที่คนอื่นมองไม่เห็น องค์มหาเทพย่อมต้องมองออก

ดังนั้น หากองค์มหาเทพยังอยู่ เรื่องราวในตอนนี้ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น

จุดนี้ มีความแตกต่างจากตำนานในชาติก่อนของเจียงหลินอยู่บ้าง แต่กลับสมเหตุสมผลกว่า

เพราะเจียงหลินนึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะมีคนแบบไหนที่สมองกลับถึงขั้นกล้าวางแผนกับหลานสาวคนเดียวขององค์มหาเทพต่อหน้าต่อตาพระองค์

ต้องทราบว่า สวรรค์มีตัวตนที่ไม่ทำงานทำการแต่มีศักดิ์ฐานะสูงส่งอยู่แปดท่าน เจ็ดท่านคือองค์หญิงสวรรค์ อีกท่านหนึ่งก็คือหยางฉาน

การปฏิบัติเช่นนี้ แม้แต่หยางเจียนยังไม่ได้

เห็นได้ชัดว่า ในใจขององค์มหาเทพ หยางเจียนจัดอยู่ในประเภทที่ถึงคราวเรื่องใหญ่ก็ไว้ใจได้เต็มที่ แต่เวลาปกติรังเกียจยิ่งกว่าสุนัข

ส่วนหยางฉาน ก็จัดอยู่ในประเภทที่แม้จะเรียกว่าลุง แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับลูกสาว

เห็นได้ชัดว่า ครั้งนี้หยางฉานประสบภัยแบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่

สวรรค์ในปัจจุบัน มหาจักรพรรดิจื่อเวยเก็บตัวไม่ออกมา ทั้งสวรรค์มีหยางเจียนเป็นผู้ดูแล

และบารมีของหยางเจียน ห่างชั้นกับองค์มหาเทพไม่ใช่แค่นิดหน่อย

ดังนั้น คนที่ไม่กล้าก่อเรื่องต่อหน้าองค์มหาเทพ กลับกล้ามากระโดดโลดเต้นต่อหน้าหยางเจียน

ผู้อยู่เบื้องหลังรู้ดีว่า จะทำอย่างไรถึงจะยั่วยุหยางเจียนให้ถึงที่สุดได้

เพราะหากไม่พูดถึงองค์มหาเทพ หากเป็นเมื่อก่อน ไปวางแผนกับหยางฉาน หยางเจียนคงจะเปิดอัลติถล่มแหลกโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน สวรรค์ทั้งสวรรค์อยู่บนบ่าของหยางเจียน ยอดนักยกน้ำหนักแห่งราชวงศ์หมิงอย่างเหยียนซื่อฟาน (เสี่ยวเก๋อเหล่า) เมื่อเทียบกับภาระบนบ่าของหยางเจียนในตอนนี้ ก็เป็นเพียงแสงหิ่งห้อยเทียบกับแสงจันทร์

หยางเจียนที่มีภาระผูกพัน ย่อมไม่อาจลงสนามด้วยตนเองอย่างบ้าคลั่งเหมือนเมื่อก่อน

แต่ถึงอย่างไร ก็ได้ทำลายกฎเกณฑ์ไปมากมายเพื่อหยางฉาน

เช่น การให้เจียงหลินเป็นตัวตายตัวแทน ก็ใช้การคุ้มครองจากหลิงเซียวโดยตรง ความขลังของ "ร้อยสิ่งไร้ข้อห้าม" ในครั้งนี้ ยิ่งกว่าราชโองการจื่อเวยที่เจียงหลินเคยได้รับเสียอีก

เพราะการคุ้มครองจากหลิงเซียวในครั้งนี้ ใช้มุกบนมงกุฎสวรรค์ขององค์มหาเทพเป็นหลักประกัน

นี่เป็นการทำลายกฎเกณฑ์อย่างสิ้นเชิง ขุนนางไม่ควรมีอำนาจเช่นนี้

แต่หยางเจียนไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม เมื่ออำนาจอยู่ในมือ ก็ใช้สั่งการ ยิ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับน้องสาวด้วยแล้ว

หยางเจียนไม่ได้ทำบัญชีรายชื่อผู้ต้องสงสัย แล้วยกทัพสวรรค์ไปถล่มภูเขาทำลายศาลทีละแห่ง ยอมฆ่าผิดดีกว่าปล่อยรอด ก็ถือว่าอดทนมากแล้ว

เจียงหลินคิดคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว

ส่วนหลิวเยี่ยนชางกลับหนาวเหน็บดุจตกอยู่ในถ้ำน้ำแข็ง เพราะสายตาสีดำสนิทที่ไร้อารมณ์นั้น ทำให้เขารู้สึกถึงวิกฤตที่วนเวียนอยู่ริมขอบความตาย

เพราะเจียงหลินกำลังคิดอยู่จริงๆ ว่าจะฆ่าหลิวเยี่ยนชางทิ้งไปเลยดีไหม

ในเมื่อตรวจสอบไม่ได้ เช่นนั้นต่อให้ฆ่าทิ้งแล้วจะมี "หลิวเยี่ยนชาง" คนอื่นโผล่มาอีกแล้วจะเป็นไรไป?

คนตรงหน้านี้ น่ารำคาญไปหน่อย ให้ผู้อยู่เบื้องหลังเปลี่ยนคนใหม่ก็ไม่เลว

เจียงหลินคิดเช่นนี้ แววตาจึงฉายเจตนาฆ่าพาดผ่าน

'อึก...'

และในตอนนั้นเอง หลิวเยี่ยนชางพลันร่างแข็งทื่อ คอพับตาเหลือก สิ้นใจตายคาที่

"หือ?"

เจียงหลินก้มลงมอง กระพริบตาปริบๆ

หลิวเยี่ยนชางตายแล้ว ถูกทำให้ตกใจจนตาย

เจตนาฆ่าเพียงเล็กน้อยของเจียงหลิน ทำให้หลิวเยี่ยนชางที่ถูกทลายกำแพงใจจนหมิ่นเหม่จะบ้าคลั่ง ขาดอากาศหายใจ ตายไปดื้อๆ

สถานการณ์นอกเหนือแผนการเช่นนี้ ทำให้เจียงหลินพูดไม่ออกอยู่บ้าง

หลิวเยี่ยนชางจะตายหรือไม่ตายไม่สำคัญ อย่างไรเสียก็หาเบาะแสจากตัวเขาไม่ได้

แต่ก็ถือเป็นเรื่องยุ่งยากอยู่บ้าง แม้จะไม่มากก็ตาม

นั่นคือ หลิวเยี่ยนชางตายแล้ว แต่ "หลิวเยี่ยนชาง" ยังต้องอยู่แน่ "หลิวเยี่ยนชาง" คนต่อไป จะปรากฏตัวเมื่อไหร่กัน?

มองดูศพของหลิวเยี่ยนชาง เจียงหลินคิดครู่หนึ่ง ก็ยกนิ้วขึ้นชี้

'พรึ่บ!'

เปลวไฟสีดำลุกโชนขึ้น เพียงชั่วพริบตา ศพของหลิวเยี่ยนชางก็ถูกเผาจนเป็นเถ้าถ่าน

ไม่เพียงไม่เหลือซาก แม้แต่วิญญาณแท้ (เจินหลิง) ก็ถูกทำลายจนเกลี้ยง

เผื่อว่าเงื่อนไขที่ผู้อยู่เบื้องหลังจะส่ง "หลิวเยี่ยนชาง" คนอื่นมา จำเป็นต้องใช้วิญญาณแท้ของหลิวเยี่ยนชางคนนี้เป็นสื่อนำเล่า?

แม้ความเป็นไปได้นี้จะไม่มาก แต่ในเมื่อมีโอกาส เจียงหลินก็จะไม่ปล่อยผ่าน

ส่วนเรื่องการทำลายวิญญาณแท้ จะละเมิดกฎยมโลกหรือไม่นั้น เจียงหลินไม่ใส่ใจ ขอแค่ไม่ละเมิดกฎทมิฬก็พอ

เรื่องอื่น ย่อมมีหยางเจียนคอยรับหน้า ต่อให้เป็นพระแม่ธรณีโฮ่วถู่มาเอง หยางเจียนก็จะช่วยเจียงหลินรับหน้า

ทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เจียงหลินมองดูจุดที่หลิวเยี่ยนชางเคยอยู่แวบหนึ่ง

ตอนนี้ที่นั่นแม้แต่ขี้เถ้าก็ไม่เหลือสักนิด

มองเป็นครั้งสุดท้าย เจียงหลินหันกายเตรียมจากไป

"ช้าก่อน!"

ในตอนนั้นเอง เจียงหลินพลันถูกเสียงหนึ่งเรียกไว้

เสียงนั้นยังดูเยาว์วัย เปี่ยมด้วยความเที่ยงธรรม และแฝงความหยิ่งทะนงที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ฟังก็รู้ว่าต้องเติบโตมาในตำแหน่งสูงศักดิ์

เจียงหลินหยุดเดิน หันกลับไปมอง

เห็นเพียงเด็กหนุ่มรูปงามสวมชุดขาว ไม่รู้ว่าปรากฏตัวขึ้นที่ลานกว้างไม่ไกลตั้งแต่เมื่อใด ด้านหลังมีชายฉกรรจ์ท่าทางเหมือนองครักษ์ติดตามมาหลายคน รวมถึงเด็กรับใช้หน้าตาจิ้มลิ้มที่ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นหญิงแต่งชายอีกคนหนึ่ง

"เปิ่น... ข้าเห็นหมดแล้ว!"

เด็กหนุ่มชุดขาวจ้องมองเจียงหลินด้วยความโกรธ กล่าวว่า "เป็นผู้บำเพ็ญเพียร กลับรังแกคนธรรมดาตามอำเภอใจ ซ้ำยังฆ่าคนแล้วทำลายศพเพื่ออำพรางคดี!"

"พฤติการณ์เช่นนี้ของท่าน ไม่ต่างอะไรกับมารร้ายนอกรีต มาทำตัวเช่นนี้ในราชวงศ์ต้าโจวของข้า ไม่กลัวจะชักนำโทสะแห่งสายฟ้าของมหาเทพเจินอู่หรือ?"

ดูออกว่า เด็กหนุ่มชุดขาวผู้นี้ไม่เพียงรู้จักผู้บำเพ็ญเพียร ยังรู้ด้วยว่าสาเหตุที่ทวีปหนานจั้นปู้โจวสงบสุขร่มเย็น เป็นเพราะมีมหาเทพเจินอู่คอยกำจัดปีศาจร้าย

แถมคำพูดชุดใหญ่ที่พ่นออกมา ไม่เพียงยัดข้อหาให้เสร็จสรรพ ยังทำให้ "ผู้บำเพ็ญมาร" ตรงหน้าต้องเกรงกลัวอีกด้วย

เรียกได้ว่า พิจารณาได้อย่างรอบคอบทีเดียว

เจียงหลินไม่พูดจา เพียงแค่กวาดตามองแวบหนึ่ง แล้วขมวดคิ้ว

บนร่างเด็กหนุ่มชุดขาวผู้นี้ มีไอมังกรโอรสสวรรค์คุ้มครองอยู่จางๆ ต้องเป็นเชื้อพระวงศ์ต้าโจวแน่นอน

คนเช่นนี้ ต่อให้เป็นเพียงคนธรรมดา แต่หากผู้บำเพ็ญเพียรพบเจอ ก็มักจะไม่ทำอะไรเขา เพราะการตีกลับของไอมังกรโอรสสวรรค์ โดยเฉพาะไอมังกรของราชาแห่งนานาประเทศ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปจะรับไหว

แน่นอน สำหรับเจียงหลินแล้วไม่มีความจำเป็นต้องเกรงกลัว

ที่เขาขมวดคิ้ว เป็นเพราะก่อนที่เด็กหนุ่มชุดขาวผู้นี้จะส่งเสียง เจียงหลินไม่มีการตอบสนองใดๆ เลย

นี่ต่างหากที่ผิดปกติที่สุด

เด็กหนุ่มชุดขาวผู้นี้ ราวกับโผล่ออกมาดื้อๆ อย่างกะทันหัน

นี่แปลกมากแน่นอน

แต่ก็ชัดเจนเกินไป

หากเด็กหนุ่มชุดขาวผู้นี้ก็เป็นคนที่ผู้อยู่เบื้องหลังจัดมา หนึ่งคือปรากฏตัวกะทันหันเกินไป สองคือไม่มีการปูพื้นหรือปกปิดใดๆ

เรียกง่ายๆ ว่าไม่แสดงแล้ว บอกเจียงหลินตรงๆ เลยว่า นี่คือ "หลิวเยี่ยนชาง" คนที่สองที่มารับช่วงต่อ

เจียงหลินไม่มีปฏิกิริยาอะไร เพียงแค่มองแวบเดียว ก็หันหลังเดินตรงไปยังประตูศาลเทพธิดา

หากเป็น "หลิวเยี่ยนชาง" คนที่สองจริงๆ ต่อให้เจียงหลินไม่ทำอะไร อีกฝ่ายก็จะเริ่มก่อเรื่องเอง

"หยุดเดี๋ยวนี้นะ!"

นั่นไง พอเห็นเจียงหลินเมินเฉย เด็กหนุ่มชุดขาวผู้นั้นก็หน้าแดงด้วยความโกรธยิ่งกว่าเดิม

"ท่านต้องให้คำอธิบาย มิเช่นนั้น ข้อหาเข่นฆ่าคนธรรมดาตามอำเภอใจคงต้องเป็นความจริงแล้ว!"

"ข้าแม้จะเป็นคนธรรมดา แต่ก็มีวิธีที่จะกราบทูลต่อเทพเซียนได้!"

เสียงของเด็กหนุ่มชุดขาวเปี่ยมด้วยความเร่าร้อนและเที่ยงธรรม

เมื่อเห็นเจียงหลินหยุดเดินอีกครั้ง เสียงของเขาก็อ่อนลงบ้าง กล่าวว่า "แน่นอน หากท่านมีเหตุผลจำเป็น ก็โปรดชี้แจงต้นสายปลายเหตุ!"

"ตัวข้า มิใช่คนแยกแยะขาวดำไม่ออก!"

"และทราบด้วยว่า... ท่านคือมัคนายกของศาลเทพธิดาแห่งนี้"

สิ้นคำกล่าวนี้ เจียงหลินหันกลับมา มองดูเด็กหนุ่มชุดขาว ถามว่า "เจ้ารู้จักข้า?"

"เพียงได้ยินชื่อ ไม่เคยพบหน้า ครั้งนี้ ก็เพียงรับคำไหว้วานจากน้องสาว มาจุดธูปที่นี่เท่านั้น"

เด็กหนุ่มชุดขาวก้าวมาข้างหน้าสองก้าว เอ่ยปากอีกครั้งว่า "ที่น้องสาวข้า มีภาพวาดของท่านมัคนายกอยู่"

"ศาลเทพธิดาเป็นศาลเทพฝ่ายธรรมะ ท่านสามารถดำรงตำแหน่งมัคนายกที่นี่ได้ คิดว่าคงไม่ใช่มารร้ายจำพวกนั้น"

เสียงของเด็กหนุ่มชุดขาวอ่อนลงอีกครั้ง สีหน้าจริงใจ เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่เป็นเพราะความโกรธแล่นขึ้นหน้าชั่ววูบ จึงได้พูดจาเช่นนั้นออกไป

แต่ความถือตัวและความหยิ่งทะนงของตนเองไม่อนุญาตให้เขาขอโทษ จึงได้พูดจาเช่นนี้

เจียงหลินมองสำรวจเขาหัวจรดเท้า ถามว่า "บุตรชายอ๋องเจียง?"

เขาก็รู้ว่า มีภาพวาดของตนจำนวนหนึ่งแพร่หลายอยู่รอบๆ เขาหัวซาน ซึ่งวาดโดยท่านหญิงแห่งจวนอ๋องเจียงท่านหนึ่ง

"ข้าพเจ้าคือซื่อจื่อ (โอรสผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์) แห่งอ๋องเจียง"

เด็กหนุ่มชุดขาวพยักหน้า

"อาตมาไม่มีคำอธิบายอะไรจะให้ หากเจ้าอยากได้คำอธิบาย ไปถามลุงฮ่องเต้ของเจ้าเองเถอะ"

เจียงหลินพูดจบ ไม่สนใจสีหน้าตกตะลึงของเด็กหนุ่มชุดขาว หันหลังเดินจากไป

ครั้งนี้ เด็กหนุ่มชุดขาวไม่ได้เรียกเขาไว้อีก เพียงแค่ยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา

นักพรตตรงหน้า ถึงกับยกฮ่องเต้ขึ้นมาอ้าง แถมวาจาไม่มีความเคารพ กลับดูเหมือนเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน

ทำให้เด็กหนุ่มชุดขาวอดคิดมากไม่ได้ ไม่ระวังไม่ได้

เกิดในจวนอ๋อง ย่อมไม่ใช่คนโง่ เมื่อครู่ที่ส่งเสียง ก็เป็นเพราะนิสัยส่วนตัว

เขารู้สึกได้อย่างรวดเร็วว่า ที่นี่มีปัญหา และเป็นปัญหาใหญ่

"ทำไมข้าต้องเลือกมาที่นี่เวลานี้ด้วยนะ"

ท่านซื่อจื่อแห่งอ๋องเจียงพึมพำอย่างเสียใจภายหลัง

แต่ก็ไม่ได้จากไป กลับสูดหายใจเข้าลึกๆ พึมพำกับตัวเองว่า "แต่ในเมื่อมาแล้ว ก็ต้องทำตามคำไหว้วานของน้องสาวให้สำเร็จ"

ท่านซื่อจื่อแห่งอ๋องเจียงพูดเช่นนี้ ไม่ถอยแต่กลับเดินหน้า เดินตรงไปที่หน้าประตูใหญ่ศาลเทพธิดา

เขากับน้องสาว หรือจะพูดว่ากับพี่น้องทุกคนความสัมพันธ์ไม่ค่อยดีนัก

เพราะเขาแม้จะเป็นลูกภรรยาเอก แต่ไม่ใช่ลูกคนโต แต่กลับได้รับแต่งตั้งเป็นซื่อจื่อแห่งอ๋องเจียง

แต่วันนี้ไม่รู้เป็นอะไร ทั้งที่เป็นแค่น้องสาวที่ความสัมพันธ์ไม่ค่อยดี แต่เพราะคำไหว้วานประโยคเดียวของอีกฝ่าย ตนเองกลับรีบแจ้นมาทันที

แถม เพิ่งจะเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น สมควรจะรีบปลีกตัวจากไป แต่เขากลับยังคงเดินหน้าต่อไปไม่ถอยหลัง

ความคิดในใจท่านซื่อจื่อแห่งอ๋องเจียงแล่นผ่านวูบหนึ่ง แต่ฝีเท้ากลับไม่หยุดลง

เดินไปจนถึงหน้าประตูใหญ่ศาลเทพธิดา เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย ผลักประตูศาลเทพธิดาเข้าไปทันที

ภายในวิหารหลัก จุดเทียนสว่างไสว กลิ่นหอมเฉพาะตัวของศาลเจ้าอวลอยู่อบอวล

มัคนายกผู้มีพฤติกรรมลึกลับผู้นั้นกลับไร้ร่องรอย

ท่านซื่อจื่อแห่งอ๋องเจียงรับธูปสามดอกที่คนรับใช้ส่งมาให้ ตั้งใจแน่วแน่ว่าจุดธูปเสร็จแล้วจะรีบไป

เขาคารวะรูปปั้นเทพธิดาตรงหน้าสามครั้ง แล้วปักธูปในมือลงในกระถางธูป

จากนั้น ก็เงยหน้าขึ้นมองรูปปั้นเทพธิดาแวบหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ

เพียงแวบเดียวนี้ กลับทำให้ร่างกายของเขาแข็งทื่อ ดวงตาคู่หนึ่งอดไม่ได้ที่จะจ้องมองรูปปั้นเทพธิดานั้นตาไม่กระพริบ

ชัดเจนว่าเป็นเพียงรูปปั้นเทพธิดาทั่วไป ไม่ได้มีความโดดเด่นอะไร

สวมชุดเซียนสีเขียวมรกตที่ดูพอดีตัว ในมือประคองโคมดอกบัว

ใบหน้าก็ไม่ต่างจากรูปปั้นเทพทั่วไป แฝงไว้ด้วยความอิ่มเอิบมีวาสนาตามแบบฉบับรูปปั้นเทพเจ้า

แต่รูปปั้นเช่นนี้ กลับทำให้ท่านซื่อจื่อแห่งอ๋องเจียงหยุดยืนเนิ่นนาน

เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก

"ม่านมุ้งหงส์ร่อนทิวทัศน์พิศวง ล้วนบรรจงแต่งแต้มด้วยทองคำ. เทือกเขาเขียวขจีทอดตัวไกล แขนเสื้อร่ายรำสะท้อนอาภรณ์สีกุหลาบ.

ดอกสาลี่เปื้อนฝนงามชิงชัย ดอกโบตั๋นห่มหมอกอวดโฉมตรู. หากแม้นความงามนี้มีชีวิต จักรับกลับฉางเล่อปรนนิบัติราชัน..."

ท่องจบ เขาก็ถอนหายใจออกมาจากก้นบึ้งหัวใจ "การกระทำของโจ้วอ๋องในอดีต แต่ก่อนคิดเพียงว่าเป็นความมักมากเสเพล มาบัดนี้จึงรู้ว่า เป็นเพราะคนรุ่นหลังอย่างพวกเราไม่เคยเข้าใจความรู้สึกเช่นนั้นต่างหาก..."

เขามองดูรูปปั้นเทพธิดาตรงหน้าด้วยความหลงใหลอย่างที่สุด เกิดความรู้สึกอยากจะยกรูปปั้นนี้กลับบ้านจริงๆ

ท่านซื่อจื่อแห่งอ๋องเจียงหารู้ไม่ว่า ในขณะที่เขากำลังมองรูปปั้นอย่างหลงใหลนั้น ที่ด้านข้างไม่ไกล เจียงหลินกำลังยืนนิ่งเงียบอยู่

ในมือของเจียงหลิน คีบลูกปัดหยกขาวขนาดเท่าเมล็ดองุ่นอยู่เม็ดหนึ่ง

รวมไปถึงในดวงตาของเจียงหลิน ก็กำลังเปล่งประกายแสงสีทองราวกับทองคำหลอมเหลว

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 304 - ดาหน้ากันเข้ามา

คัดลอกลิงก์แล้ว