- หน้าแรก
- เมื่อสวรรค์เรียกข้าไปพิพากษา
- บทที่ 230 - พิธีอัญเชิญเทพและมาร
บทที่ 230 - พิธีอัญเชิญเทพและมาร
บทที่ 230 - พิธีอัญเชิญเทพและมาร
บทที่ 230 - พิธีอัญเชิญเทพและมาร
อู๋โก้วได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นใบหน้าก็ฉายแววปิติยินดีอย่างปิดไม่มิด
"เช่นนั้น ก็เป็นเรื่องที่ดียิ่งนัก!"
อู๋โก้วลุกขึ้นยืน โค้งคำนับเจียงหลินอย่างนอบน้อม
แต่ทันใดนั้น เขาก็ทำหน้าลำบากใจ กล่าวว่า "เพียงแต่...พวกอาตมากำลังน้อย ต่อสู้และสูญเสียมานานหลายปี อาตมานับได้ว่าเป็นยอดฝีมือของวัดเสี่ยวเหลยอินแล้ว..."
อู๋โก้วดีใจที่เจียงหลินใจกว้างและไว้วางใจ แต่พวกตนจะช่วยอะไรได้มากน้อยแค่ไหนกันเชียว
อารามสามธรรมนี่ถือว่าเป็นสำนักมารขนาดเล็กในอาณาจักรนี้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าไม่ใช่เจียงหลินกับเมี่ยวชิงลงมาจากฟ้า ความพ่ายแพ้หรือแม้แต่ความตายของพวกเขาก็เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด
แล้วมองกลับไปที่เจียงหลินล่ะ?
แค่ฝีมือที่นักพรตทั้งสองแสดงออกมา ก็เป็นสิ่งที่วัดเสี่ยวเหลยอินของพวกเขาได้แต่มองตาปริบๆ
ช่องว่างขนาดนี้ พวกเขาจะไปร่วมมือกับอีกฝ่ายได้ยังไง?
"พวกท่านอาจารย์ต่อสู้กับมารที่นี่มานาน น่าจะรู้ตำแหน่งที่ตั้งของพวกมันใช่ไหม?"
เจียงหลินไม่สนใจคำตัดพ้อของอู๋โก้ว เพียงแค่ยิ้มแล้วถามกลับ
"ย่อมต้องรู้แน่นอน"
อู๋โก้วพยักหน้า แต่ในใจยังสงสัย รู้ตำแหน่งแล้วจะมีประโยชน์อะไร?
"รบกวนท่านอาจารย์ช่วยวาดออกมาหน่อย แต่ถ้ามีแผนที่เตรียมไว้อยู่แล้วก็จะดีมาก"
เจียงหลินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
"แผนที่มีอยู่จริง อยู่กับตัวอาตมานี่แหละ รับรองว่าไม่มีตกหล่น แต่..."
อู๋โก้วอดไม่ได้ที่จะถาม "ท่านนักพรตคงไม่ได้คิดจะไล่ล่าพวกมันทีละแห่งตามแผนที่หรอกนะ?"
เขาคิดได้แค่ความเป็นไปได้เดียว พร้อมกับความกังวลที่ผุดขึ้นในใจ
แม้นักพรตทั้งสองจะมีฝีมือยอดเยี่ยม แต่สำนักมารทั้งอาณาจักร จะไปไล่กวาดล้างทีละแห่งมันดู...อวดดีเกินไปหน่อยไหม?
อู๋โก้วไม่อยากจะดูถูกพันธมิตรหรือบั่นทอนกำลังใจตัวเอง แต่ในสายตาเขา มันเหมือนเรื่องเพ้อฝันมากกว่า
"มีก็ดีเลย"
เจียงหลินยื่นมือไปหาอู๋โก้ว ความหมายชัดเจนโดยไม่ต้องพูด
แม้อู๋โก้วจะสงสัย แต่ก็ไม่ลังเล ล้วงแผ่นหยกออกมาจากแขนเสื้อแล้วส่งให้
เจียงหลินรับแผ่นหยกมา ส่งกระแสจิตเข้าไปสำรวจ พบว่าเป็นแผนที่ของอาณาจักรเสี่ยวเหลยอินทั้งอาณาจักร
และบนแผนที่นั้น มีจุดสีแดงทำเครื่องหมายไว้มากมายก่ายกอง ทุกจุดแดงคือสำนักมารหนึ่งแห่ง
ถี่ยิบราวกับใยแมงมุม
อาณาจักรเสี่ยวเหลยอินตั้งอยู่บนโอเอซิส และแทบทุกโอเอซิสจะมีสำนักมารอย่างน้อยหนึ่งแห่ง
และที่ใจกลาง ซึ่งเป็นโอเอซิสที่ตั้งเมืองหลวงของอาณาจักร มีจุดแดงขนาดใหญ่เป็นพิเศษสองจุด
ไม่สิ นั่นไม่ใช่จุดแดงแล้ว แต่มันคือม่านสีแดงเลือดที่ปกคลุมทั่วทั้งเมืองหลวง
นั่นคือที่ตั้งของอารามหลานถัวและวัดโส่วหยาง
ทั่วทั้งแผนที่เต็มไปด้วยจุดแดงยิบย่อย กระจายตัวเหมือนใยแมงมุม ปกคลุมทั่วทั้งอาณาจักรเสี่ยวเหลยอิน
เจียงหลินหรี่ตาลง แผนการก่อนหน้านี้ของเขาหยาบเกินไปจริงๆ
สำนักมารเยอะขนาดนี้ ถ้าจะให้เขาและเมี่ยวชิงไล่เก็บกวาดทีละแห่ง คงเป็นงานช้างมหาโหด
อาณาจักรเสี่ยวเหลยอิน เรียกได้ว่าเป็นอาณาจักรแห่งมารโดยสมบูรณ์
มองดูแผนที่ที่เต็มไปด้วยจุดแดง เจียงหลินตัดสินใจวางแผนให้รัดกุมกว่าเดิม
เจียงหลินลูบแผ่นหยกในมือ เงยหน้ามองเมี่ยวชิง
"กี่องค์?"
เขาถามคำถามที่ฟังดูห้วนและแปลกประหลาด
แต่เมี่ยวชิงเข้าใจทันที ก้มลงค้นในแขนเสื้อ แล้วเงยหน้าขึ้นตอบว่า "ไม่กี่องค์ แต่มีองค์หนึ่งที่จัดงานใหญ่ได้"
"ดีมาก"
เจียงหลินพยักหน้าอย่างพอใจ ท่ามกลางสายตางุนงงของอู๋โก้ว เขาหยิบน้ำเต้าเล็กๆ ออกมา
วูบ!
วินาทีต่อมา เจียงหลินกระตุ้นน้ำเต้า แท่นพิธีสองแท่นก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
มองดูแท่นพิธีที่ครบครัน เจียงหลินนึกขอบคุณพญามังกรเฒ่าแห่งทะเลสาบซีหูอีกครั้ง ถุงสมบัติใบนี้แม้จะไม่ใช่ของล้ำค่าที่สุด แต่ช่วยเจียงหลินประหยัดแรงไปได้เยอะจริงๆ
"ท่านนักพรต นี่ท่านจะ..."
อู๋โก้วอ้าปากจะถาม แต่ยังพูดไม่จบ ก็มีแขนข้างหนึ่งยื่นมาขวางหน้าเขาไว้
"เงียบ"
เมี่ยวชิงทำหน้าเคร่งขรึมมองไปยังกลุ่มพระสงฆ์ กล่าวว่า "ผู้บำเพ็ญสายพุทธ หันหลังกลับ"
พูดจบ นางก็เดินขึ้นแท่นพิธีไป
อู๋โก้วชะงัก ไม่ใช่เพราะรู้สึกโดนดูถูก แต่เพราะความสงสัย ทว่าทันใดนั้นเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ ดวงตาเบิกกว้าง
"ศิษย์วัดเสี่ยวเหลยอินทุกคน หันหลังกลับ!"
เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างเด็ดขาด แล้วเป็นคนแรกที่หันหลังกลับ แถมยังปิดกั้นประสาทสัมผัสทั้งห้าของตัวเองทันที
อู๋โก้วปิดกั้นการรับรู้ ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ท่ามกลางความมืดมิดอันเงียบงัน หัวใจของเขากลับเต้นรัว
เขาเป็นทายาทเซียนตกสวรรค์ แม้จะบวชเป็นพระ แต่บรรพบุรุษก็เป็นสายเต๋า ดังนั้นเรื่องราวของลัทธิเต๋าเขาจึงพอรู้บ้าง
อู๋โก้วรู้ว่าในลัทธิเต๋า การเปิดพิธีร่ายคาถาไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นวิธีการปกติ
และส่วนใหญ่ก็อนุญาตให้คนธรรมดาหรือผู้บำเพ็ญสายอื่นดูได้ เพราะแท่นพิธีส่วนใหญ่มักใช้เพื่ออัญเชิญเทพมาอำนวยพร หรือเรียกลมเรียกฝน ไม่มีอะไรต้องปิดบัง
แต่...มีอยู่ไม่กี่นิกาย ที่เวลาทำพิธี จะไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่ใช่สายเต๋าดูเด็ดขาด
และนิกายเหล่านั้น...
อู๋โก้วนึกถึงวิชาที่เมี่ยวชิงใช้เมื่อครู่ ในใจยิ่งปั่นป่วนหนัก
"ซี๊ด..."
ตอนนั้นเอง อู๋โก้วต้องสูดหายใจเฮือก ทั้งที่ปิดกั้นประสาทสัมผัสแล้ว เขายังรู้สึกได้ถึงความหนาวเย็นที่เสียดแทงกระดูก
ในความหนาวเย็นนั้น แฝงไว้ด้วยจิตมุ่งร้ายที่รุนแรง ชัดเจน จนแทบจะจับต้องได้!
อู๋โก้วขนลุกซู่ แทบจะยืนไม่อยู่ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าศิษย์น้องคนอื่นๆ คงลงไปกองกับพื้นกันหมดแล้ว
เฟิงตู...
อู๋โก้วนึกถึงความลับของลัทธิเต๋าที่เคยอ่าน หัวใจแทบจะกระดอนออกมานอกอก
ขณะที่สัมผัสถึงความหนาวเย็นและจิตมุ่งร้ายที่กัดกิน ในใจของอู๋โก้วกลับลิงโลด
ถ้าเป็นอย่างที่เขาคิดจริงๆ ล่ะก็...
การกำจัดมารทั้งอาณาจักรเสี่ยวเหลยอินให้สิ้นซาก ก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป!
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ อู๋โก้วรู้สึกว่าจิตมุ่งร้ายนั้นยิ่งรุนแรงและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
พร้อมกันนั้น เขายังสัมผัสได้ถึง...ไอป่วยไข้ที่ลึกล้ำ?
เขาฝึกกายาวชิระจนสำเร็จ แม้จะไม่ถึงขั้นอมตะไม่มีวันบุบสลาย แต่อย่างน้อยก็ทนร้อนทนหนาว ร่างกายดั่งเหล็กกล้า และโรคภัยไข้เจ็บไม่กล้ำกราย
แต่ถึงอย่างนั้น ทันทีที่สัมผัสได้ถึงไอป่วยไข้นั้น อู๋โก้วกลับรู้สึกคันยุบยิบไปทั้งตัว
ความคันนั้นอยู่บนร่างกายชัดๆ แต่กลับหาจุดไม่เจอ อยากจะเกาก็ไม่รู้จะเกาตรงไหน ราวกับมันคันเข้าไปถึงในกระดูก
ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ ร่างกายของอู๋โก้วก็สั่นสะท้าน
เขาลืมตาขึ้นโดยไม่รู้ตัว สิ่งแรกที่ทำคือมองไปรอบๆ พบว่าศิษย์น้องทั้งหลายนอนระเกะระกะอยู่บนพื้น แต่ละคนใบหน้าแดงก่ำอย่างน่ากลัว เหมือนคนป่วยหนักที่พลังชีวิตถูกรีดเค้นออกมา
อู๋โก้วไม่ได้ตกใจกลัว เพราะเขารู้ว่านี่คือราคาที่ต้องจ่ายในการยืนอยู่ข้างแท่นพิธีของนักพรตทั้งสอง
เขาค่อยๆ หันกลับไปช้าๆ อย่างระมัดระวัง
"เรียบร้อยแล้ว"
เสียงของนักพรตเจียงดังมาจากด้านหลัง ทำให้อู๋โก้วถอนหายใจโล่งอก
เขาหันกลับไปมองที่แท่นพิธี แล้วก็ต้องตาโต
บนแท่นพิธี มีร่างเงาที่กึ่งจริงกึ่งฝันร่างหนึ่งเพิ่มขึ้นมา ร่างนั้นสูงเกือบหนึ่งวา สวมชุดเกราะสีแดงอมม่วง ในมือถือค้อนดอกบัว ด้านหลังมีกระบี่วิเศษพาดอยู่
"ท่านผู้นี้คือ..."
อู๋โก้วหลุดปากถาม พร้อมกับพนมมือคารวะด้วยความเคารพ
ร่างนั้นไม่พูดอะไร เพียงแค่ยิ้มน้อยๆ ดูใจดีเป็นที่สุด แต่ไม่รู้ทำไม อู๋โก้วกลับรู้สึกเย็นวาบตั้งแต่หัวจรดก้นกบ
สัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตทำให้เขาหวาดกลัวและอยากจะหนีห่างจากเทพสวรรค์ที่ดูเหมือนจะใจดีท่านนี้
ดูใจดีมาก แต่ดูยังไงก็ไม่เหมือนเทพฝ่ายดีเลยสักนิด
ความจริงแล้ว นี่คือเทพฝ่ายดี เทพฝ่ายธรรมะอย่างไม่ต้องสงสัย
"ฝ่ายโรคระบาด กองงานฝีดาษ เทพเจ้าฝีดาษบูรพาทิศ อวี๋ต๋าเจินจวิน"
เมี่ยวชิงเอ่ยแนะนำช้าๆ ใบหน้าซีดเผือด ผมเผ้ารุงรัง เท้าเปล่า ดูเหมือนจะใช้พลังไปเยอะ นางพูดไปพลางยัดยาเม็ดทองคำเข้าปากไปพลาง
ตอนที่เมี่ยวชิงออกจากเมืองหลวงแคว้นโจว โจวโหรวและหลิวอวิ๋นซิ่วไม่ลืมพี่สาวคนนี้ ยัดยาเม็ดทองคำให้นางมาหลายชั่ง
ใช่แล้ว สำหรับสามสาวนี้ ยาเม็ดทองคำที่สำนักอื่นในโลกมนุษย์แย่งกันแทบตาย พวกนางนับกันเป็นชั่ง
อู๋โก้วไม่ได้สนใจพฤติกรรมสุดฟุ่มเฟือยของเมี่ยวชิง แต่พอได้ยินชื่อที่เมี่ยวชิงเอ่ย เขาก็ยืนแข็งทื่อไปแล้ว
อา...เป็นเทพฝ่ายธรรมะ เป็นเทพฝ่ายดีจริงๆ นั่นแหละ เพราะอำนาจของท่านคือการคุ้มครองเด็กๆ จากโรคฝีดาษและโรคระบาด เป็นเทพผู้พิทักษ์ชีวิต
แต่ในขณะเดียวกัน...
การรักษาโรคกับการแพร่โรค มันก็มาคู่กัน
"คารวะท่านอวี๋ต๋าเจินจวิน..."
อู๋โก้วทำความเคารพตัวสั่นเทา เขาถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว แต่ก็รีบได้สติ คิดว่าทำแบบนี้เป็นการลบหลู่เทพเจ้า เลยโซซัดโซเซก้าวมาข้างหน้าสองก้าว
สองก้าวนี้ ใช้ความกล้าทั้งหมดที่มีเลยทีเดียว
"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ทำตัวตามสบายเถอะ"
อวี๋ต๋าเจินจวินพยักหน้ายิ้มแย้ม ดูไม่มีพิษมีภัย แล้วกล่าวอย่างรู้สึกผิดนิดๆ ว่า "ตอนที่ข้าส่งจิตลงมา ควบคุมพลังไม่ค่อยอยู่ เลยกระทบกระเทือนผู้บริสุทธิ์ ต้องขออภัยด้วยจริงๆ"
พูดจบก็โบกมือ ไอป่วยไข้ที่มองเห็นด้วยตาเปล่าก็ลอยออกมาจากร่างพระสงฆ์ที่นอนกองอยู่บนพื้น กลับคืนสู่มือท่าน
ในฐานะเทพสวรรค์ฝ่ายธรรมะ แค่ส่งจิตลงมาก็คุมพลังไม่อยู่ ดูน่าขายหน้าชอบกล แต่ก็ต้องดูด้วยว่าจิตนั้นลงมายังไง
วิชาอัญเชิญหมื่นเทพของสำนักสามจักรพรรดิ มันป่าเถื่อนไร้เหตุผลสิ้นดี
อู๋โก้วสูดหายใจลึก ค่อยๆ สงบสติอารมณ์ที่ทำให้เหงื่อเย็นท่วมหลัง รีบบอกว่าไม่เป็นไร
"เอาล่ะ สหายตัวน้อยทั้งสองเรียกข้าลงมา มีธุระอันใดหรือ?"
อวี๋ต๋าเจินจวินจัดการเรื่องยุ่งๆ เสร็จ ก็หันมามองเจียงหลินกับเมี่ยวชิง โดยเน้นมองไปที่เจียงหลิน
คนที่อัญเชิญคือเมี่ยวชิงก็จริง แต่เห็นชัดๆ ว่าอีกคนต่างหากที่เป็นตัวหลัก
และท่านนักพรตแซ่เจียงผู้นี้ก็กำลังโด่งดังบนสวรรค์ สำหรับอวี๋ต๋าเจินจวินที่อยู่บนสวรรค์ตลอด วีรกรรมถือป้ายอาญาสิทธิ์ล้างบางหอเทียนซูของเจียงหลิน เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้า
"รบกวนท่านเจินจวินส่งจิตลงมา เพื่อกวาดล้างมารร้าย ณ ที่แห่งนี้"
เจียงหลินเล่าสถานการณ์คร่าวๆ แล้วประสานมือคารวะ "รบกวนท่านเจินจวิน ทำลายสำนักมารที่ใช้ชื่อวัดวาอารามในที่แห่งนี้ให้สิ้นซาก ส่วนพวกมารร้าย ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ขอให้ตายอนาถที่สุดเท่าที่จะทำได้"
เขาพูดตรงไปตรงมามาก
แต่อวี๋ต๋าเจินจวินกลับชอบสไตล์นี้ พยักหน้าอย่างคาดหวังแล้วยิ้ม "ดีมาก สหายเจียงพูดจาฉะฉานดีจริงๆ"
"เรื่องแค่นี้ ปล่อยเป็นหน้าที่ข้าเอง"
"รบกวนท่านเจินจวินด้วย"
เจียงหลินพยักหน้ายิ้ม ยอมรับการเปลี่ยนคำเรียกขานของอวี๋ต๋าเจินจวินอย่างเนียนๆ
"อีกอย่าง หลังจากทำลายสำนักมารแล้ว จะมีไอปราณสีเทาหลงเหลืออยู่ รบกวนท่านเจินจวินช่วยรวบรวมไว้ให้ด้วย"
"พวกเรา ไปเจอกันที่เมืองหลวง"
พูดจบ เจียงหลินก็หยิบแผ่นหยกขึ้นมา ใช้กระแสจิตคัดลอกข้อมูลส่งให้อวี๋ต๋าเจินจวิน
อวี๋ต๋าเจินจวินพยักหน้า ยิ้มถามว่า "งั้นอีกครึ่งหนึ่ง คงไม่ต้องให้ข้าจัดการกระมัง?"
เขามองเห็นชัดเจนว่าสำนักมารในอาณาจักรเสี่ยวเหลยอิน ไม่ได้มีแค่ส่วนที่เขารับผิดชอบ อีกครึ่งหนึ่งจะให้ใครจัดการ?
อวี๋ต๋าเจินจวินมองไปที่ด้านหลังของท่านนักพรตแซ่เจียง คำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้ว
"ผู้น้อยก็ต้องออกแรงบ้าง"
เจียงหลินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
แสงแดดส่องกระทบร่างของเขา ทอดเงาลงบนพื้น แต่เงานั้นกลับดำมืดผิดปกติ ราวกับมีช่องทางสู่เหวลึกซ่อนอยู่ข้างใน พร้อมจะกลืนกินผู้คน
บางครั้งบางคราว ก็มีแสงสีแดงฉานวาบผ่านเงานั้นไป
"งั้นข้าไปล่ะนะ"
อวี๋ต๋าเจินจวินพูดจบ ร่างเงาก็หายวับไปอย่างรีบร้อน
สำหรับเทพเจ้าแห่งโรคฝีดาษ โอกาสที่จะได้แพร่ไอป่วยไข้อย่างตามใจชอบแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ
เอาไว้ใช้จัดการพวกมารร้าย เหมาะเจาะที่สุดแล้ว
เจียงหลินมองส่งอวี๋ต๋าเจินจวินจนลับตา
เขาไม่กังวลว่าไอป่วยไข้ของเทพเจ้าจะไปกระทบชาวบ้านร้านตลาด
ถ้าระดับหัวหน้าเทพเจ้าฝีดาษทั้งห้าทิศยังควบคุมเรื่องแค่นี้ไม่ได้ ก็เสียชื่อแย่
อู๋โก้วยืนมองตาค้าง ตอนนี้เขาสังเกตเห็นความผิดปกติในเงาด้านหลังเจียงหลินแล้ว
จิตมุ่งร้ายที่คุ้นเคย และแทบจะจับต้องได้ กำลังเดือดพล่านและแหวกว่ายอยู่ในเงานั้น
"ดูเหมือนข้าเองก็ต้องทำงานบ้างแล้ว"
เจียงหลินยิ้มพลางยกมือขึ้น
โฮก!!!!!!
สิ้นท่าทางนั้น เงาดำทมิฬด้านหลังเจียงหลินก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างฉับพลัน!
ไอปีศาจจำนวนมหาศาลแผ่ขยายปกคลุมผืนดิน ย้อมท้องฟ้าให้มืดมิด!
จอมมารหกถ้ำที่มีสามปีก บินออกมาจากทางออกคุกนรกในเงาของเจียงหลิน โปรยปรายไอปีศาจไปทั่วอย่างบ้าคลั่ง!
จิตมุ่งร้ายอันบริสุทธิ์ที่ไม่ปิดบังอำพรางแม้แต่น้อย แทบจะทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนตื่นตระหนก!
มองดูจอมมารหกถ้ำนับสิบตน เจียงหลินพลิกมือหยิบป้ายอาญาสิทธิ์เก้าน้ำพุเฟิงตูออกมา
"จอมมารหกถ้ำ ฟังคำสั่ง"
เจียงหลินเอ่ยเสียงเรียบ
"พวกข้า น้อมรับบัญชาจากท่านผู้นำ!"
เสียงของเหล่าจอมมารหกถ้ำดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่น แฝงไปด้วยเสียงคำรามที่น่าสยดสยอง!
"รับบัญชา มารร้ายในที่แห่งนี้ อย่าให้เหลือแม้แต่ตัวเดียว!"
"ฆ่าให้เหี้ยน!"
เหล่าจอมมารหกถ้ำเดือดพล่าน สมแล้วที่เป็นตัวแทนหนึ่งเดียวของเฟิงตูในโลกมนุษย์ ความโหดเหี้ยมนี้มันช่างถูกจริตพวกมันเหลือเกิน
เรียกพวกมันออกมา มีแค่คำเดียว
ฆ่า!
"น้อมรับบัญชา!"
เหล่าจอมมารหกถ้ำขานรับ ร่างอันกำยำล่ำสันแฝงไอปีศาจอันบ้าคลั่ง กลายสภาพเป็นเงาดำทมิฬ พุ่งทะยานไปยังทุกสารทิศของอาณาจักรเสี่ยวเหลยอิน!
[จบแล้ว]