- หน้าแรก
- เมื่อสวรรค์เรียกข้าไปพิพากษา
- บทที่ 220 - ความดุดันขององค์ชายสาม
บทที่ 220 - ความดุดันขององค์ชายสาม
บทที่ 220 - ความดุดันขององค์ชายสาม
บทที่ 220 - ความดุดันขององค์ชายสาม
"รับราชโองการหลิงเซียว บัญชาจากขั้วอุดร ปิดล้อมสำนักเทียนซู ใครเข้าออกโดยพลการ ประหาร"
หน้าประตูสำนักเทียนซู นายกองร้อยเสียจื้อถือดาบดำขวางทางร่างหนึ่งที่กำลังจะเดินเข้าไป
หลังจากประกาศคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้อารมณ์แล้ว นายกองร้อยคนเดิมก็ก้มหน้าพูดเสียงเบาด้วยความลำบากใจว่า "ขอองค์ชายสามอย่าทำให้ผู้น้อยลำบากใจเลยขอรับ"
ใช่แล้ว คนที่ยืนอยู่หน้าประตูสำนักเทียนซูไม่ใช่ใครอื่น องค์ชายสามนั่นเอง
"วางใจเถอะน่า ข้าไม่ทำเรื่องขัดขวางการปฏิบัติงานหรอก"
องค์ชายสามพยักหน้ายิ้มแย้ม และก็ไม่ได้เดินเข้าไปในสำนักเทียนซูจริงๆ เขาแค่ยืนอยู่หน้าประตู มองดูไอมารที่พวยพุ่งขึ้นมาจากข้างใน
ดาวมฤตยูผู้โด่งดังในสามโลกเดาะลิ้นจึ๊ปากอย่างทึ่งๆ "นึกไม่ถึงเลยว่า สำนักเทียนซูผู้ยิ่งใหญ่ จะมีวันที่ถูกไอมารย้อมจนดำปิ๊ดปี๋แบบนี้"
"แถมยังเป็นการทำอย่างถูกกฎหมายและระเบียบทุกประการ ช่างเป็นภาพหาดูยากจริงๆ"
พูดจบ องค์ชายสามก็หันกลับมาพูดว่า "ตาเฒ่าหวัง ท่านว่าไหม?"
สิ้นเสียง ก็มีร่างสูงใหญ่สวมเกราะทองเดินอาดๆ เข้ามาอย่างองอาจ นั่นคือแม่ทัพหวังหลิงกวน
เมื่อได้ยินคำพูดขององค์ชายสาม หวังหลิงกวนก็แสยะยิ้ม แต่ดันไปดึงรอยแผลที่มุมปากจนเจ็บจี๊ด แต่เขาก็ยังพูดว่า "มหัศจรรย์จริงๆ แต่ก็ไม่ถือว่าเกินความคาดหมาย"
"เจ้าเด็กนี่ ชอบทำอะไรให้คนอื่นหน้ามืดตามัวอยู่เรื่อย คราวนี้ตาเฒ่าเว่ยคงปวดหัวน่าดู"
หวังหลิงกวนมองดูไอมารที่พวยพุ่งในสำนักเทียนซู และกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยออกมา ย่อมรู้ดีว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น
เพียงแต่ต่างจากองค์ชายสามที่มาดูละครฉากใหญ่ สีหน้าของหวังหลิงกวนกลับแฝงความหนักใจอยู่บ้าง
เสวียนอิงเอ๋ย เล่นใหญ่เกินไปแล้ว
ต่ำกว่าขั้นห้าประหารก่อนรายงานทีหลังน่ะใช่ แต่ไม่ได้บอกให้เจ้าเหมาประหารเทพที่มีความผิดทั้งหมดรวดเดียวแบบนี้เสียหน่อย
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้มีราชโองการจากท่านผู้นั้นในตำหนักม่วง แต่การเรียกจอมมารหกถ้ำมา แถมยังเป็นระดับเจ้าวังโจ้วเจวี๋ยอินเทียนที่แข็งแกร่งที่สุด ผลกระทบมันรุนแรงเกินไป
"วางใจเถอะ ตาเฒ่าเว่ยมีวิธีจัดการแน่"
องค์ชายสามยิ้มร่าอย่างไม่ยี่หระ "อีกอย่าง ต่อให้ตาเฒ่าเว่ยคิดไม่ออก พี่รองข้าก็ต้องจัดเตรียมอะไรไว้บ้างแหละ"
"สมมติว่าสองคนนั้นคิดไม่ออกจริงๆ ท่านกับข้าจะไม่ช่วยพูดสักคำสองคำเชียวหรือ?"
ได้ยินดังนั้น หวังหลิงกวนก็มององค์ชายสามด้วยความประหลาดใจ "นี่องค์ชายสาม ข้าเป็นกึ่งอาจารย์ของเสวียนอิง การปกป้องเขาย่อมเป็นเรื่องปกติ แต่ท่านทำไมถึง..."
"ไม่มีอะไร แค่ถูกชะตาเจ้าเด็กนี่เฉยๆ"
องค์ชายสามหัวเราะ หึหึ แล้วทำหน้าครุ่นคิดบ่นพึมพำว่า "ตาเฒ่าหวัง ท่านว่าข้าจะหาทางพาเจ้าเด็กนี่ไปเที่ยววังท้าวเจดีย์ทองสักรอบดีไหม?"
"หลี่จิ้งเองก็ไม่ค่อยขาวสะอาดเท่าไหร่ เดี๋ยวข้าค่อยแอบยัดเยียดปีศาจเข้าไปสักตัวสองตัว..."
หวังหลิงกวนมององค์ชายสามตาค้าง เขาดูออกว่านายน้อยคนนี้ไม่ได้ล้อเล่น แต่เตรียมจะทำจริงๆ
"องค์ชายสาม อย่าล้อเล่น..."
ปากก็ห้ามไปอย่างนั้น แต่ในใจหวังหลิงกวนตัดสินใจแล้วว่า จบเรื่องนี้เมื่อไหร่ ต้องเตือนเสวียนอิงให้ห่างๆ ตัวอันตรายคนนี้ไว้หน่อย
เรื่องเน่าเฟะในบ้านสกุลหลี่ ขนาดท่านจอมราชันย์ยังตัดสินไม่ได้ คนนอกอย่าเข้าไปยุ่งจะดีกว่า
"ชิ"
องค์ชายสามปรายตามองหวังหลิงกวน ย่อมเดาได้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไร และรู้ว่า "แผนการ" ของตัวเองคงเป็นจริงยาก
ต่อให้เป็นเขา ก็คงไม่กล้าวางแผนกับศิษย์เอกก้นกุฏิของกองงานกฎทมิฬ ถึงจะไม่แคร์ความสัมพันธ์กับตาเฒ่าเว่ย ก็ต้องระวังท่านผู้นั้นในตำหนักม่วงบ้าง
เฮยซา (อสูรดำ) กับเทียนโหย่ว (เทพอารักษ์) สองคนนั้นวันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่นั่งเฝ้าหน้าตำหนักม่วง รอราชโองการจนเหงือกแห้ง ก็ยังไม่เห็นความเคลื่อนไหว
แต่ดูที่นี่สิ
ท่านจักรพรรดิจื่อเวยลงมือทีเดียว ก็ให้ราชโองการ "ไร้ข้อห้าม" มาเลย
ไม่รู้ท่านจักรพรรดิคิดอะไรอยู่ เป็นเพราะถูกชะตาเจ้าหนูแซ่เจียง อยากปั้นเป็นพิเศษ หรือเห็นอะไรในตัวเจ้าหนูคนนี้ เลยวางหมากเอาไว้?
เดาไม่ออก เดาไม่ออก ระดับห่างชั้นกันเกินไป
องค์ชายสามคิดในใจ จู่ๆ ก็หันไปมองหวังหลิงกวนแล้วเลิกคิ้ว
"นี่ตาเฒ่าหวัง หน้าท่านไปโดนอะไรมา?"
บนใบหน้าของหวังหลิงกวนมีรอยฟกช้ำม่วงเขียว แถมใต้ตายังมีรอยคล้ำเหมือนขอบตาดำอีกต่างหาก
องค์ชายสามดูปุ๊บก็รู้ปั๊บว่านี่โดนคนทุบมาแน่ๆ แถมทุบหนักด้วย
ตาเฒ่าหวังถือเป็นยอดฝีมือสายต่อสู้ระยะประชิดอันดับต้นๆ ของสวรรค์ ต่อให้องค์ชายสามลงมือเอง ก็ใช่ว่าจะกินนิ่มได้ง่ายๆ
กายเนื้อของเขาแม้จะด้อยกว่ากายาเพชรคงกระพันของเจ้าลิงนั่นนิดหน่อย แต่ก็ต้องดูว่าเทียบกับใคร
เทพนักรบผู้พิทักษ์ธรรมที่ขึ้นชื่อเรื่องการต่อสู้อย่างเขา กลับถูกคนทุบจนเป็นแผลเห็นชัดขนาดนี้ แถมดูท่าจะหายช้าเสียด้วย
องค์ชายสามถามตัวเอง เขายังทำไม่ได้เลย
ทั่วทั้งสวรรค์ คนที่ทำได้น่าจะมีแค่นับนิ้วได้
"อะแฮ่ม..."
หวังหลิงกวนกระแอมไอสองที เมื่อเจอสายตายียวนกวนประสาทขององค์ชายสาม ก็ยืดอกตอบเสียงดังฟังชัดว่า "ข้าอยู่นิ่งๆ นานเกินไป เลยไปขอประลองฝีมือกับท่านจอมทัพเทียนเผิงมานิดหน่อย อื้ม... แพ้ไปนิดเดียว แพ้ไปนิดเดียว"
"แค่ประลอง?"
องค์ชายสามยิ้มเจ้าเล่ห์เหมือนสุนัขจิ้งจอก แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขารู้นิสัยเทียนเผิงดี รายนั้นไม่มีทางตอบรับคำขอประลองพรรค์นี้หรอก
ไม่มีอะไรมาก งานยุ่งจะตาย
ต้องเป็นเรื่องแบบไหนกันนะ ถึงทำให้เทียนเผิงที่เท้าแทบไม่ติดพื้น ยอมสละเวลามาทุบตาเฒ่าหวังจนน่วมได้?
ส่วนที่บอกว่าแพ้นิดเดียว?
ฟังหูไว้หูเถอะ
เทียนเผิงเป็นใคร? เทพสงครามที่สะเทือนสามโลกตั้งแต่ก่อนที่พี่รองกับเขาจะผงาดขึ้นมาเสียอีก เป็นลูกพี่ใหญ่ของสายขั้วอุดรที่เป็นขุมกำลังหลักของท่านจักรพรรดิจื่อเวย
แพ้นิดเดียวเหรอ
คงโดนห้อยหัวทุบมากกว่ามั้ง...
"ฮ่าๆๆๆๆๆๆ!"
พอคิดถึงตรงนี้ องค์ชายสามก็หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
เขาไม่ใช่นิสัยชอบคิดแทนคนอื่น และไม่แคร์เลยว่าตาเฒ่าหวังจะยืนอยู่ข้างๆ แถมหน้าดำขึ้นเรื่อยๆ
"จบเรื่องนี้ ลานประลองยุทธ์ สวรรค์ชั้นไท่ชิง"
หวังหลิงกวนพูดด้วยใบหน้าดำคล้ำ
"โอเค้!"
องค์ชายสามรับคำทันควัน
ในฐานะเทพผู้ดูแลเรื่องการต่อสู้โดยเฉพาะ ตอนนี้สวรรค์วุ่นวายและการรักษาความสงบล้วนไม่เกี่ยวกับองค์ชายสาม ยังไม่ถึงเวลาที่ระดับเขาต้องลงมือ
ไปๆ มาๆ องค์ชายสามเลยกลายเป็นเทพที่ว่างงานที่สุดในตอนนี้ มีคนชวนตี มีหรือเขาจะไม่ชอบ ดีไม่ดีเขาจงใจยั่วโมโหด้วยซ้ำ
ส่วนหวังหลิงกวนตอนนี้ก็อัดอั้นตันใจ อยากหาที่ระบายอยู่พอดี
สองคนนี้เลยตกลงกันได้ง่ายดาย
"ทำไมยังไม่ออกมาอีก?"
พอนัดแนะเวลาตบตีกันเสร็จ องค์ชายสามก็เริ่มร้อนใจ เขย่งเท้าชะเง้อมองเข้าไปในสำนักเทียนซู
"ต่อให้จะฆ่าล้างบาง ก็คงใกล้เสร็จแล้วมั้ง"
องค์ชายสามบ่นอุบ
ทันใดนั้น ไอมารที่พวยพุ่งเหนือสำนักเทียนซูระเบิดออกและจางหายไป แต่กลับมีกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งลอยออกมาแทน
พร้อมกันนั้น ประตูสำนักเทียนซูก็เปิดออก ร่างสองร่างเดินออกมา
คนเดินนำหน้าคือนักพรตชุดเขียว มือถือกระบี่ที่ปลายกระบี่ยังมีเลือดหยด เลือดสีทองที่ดูศักดิ์สิทธิ์ค่อยๆ ไหลลงมาจากคมกระบี่
แม้เสื้อผ้าจะยังเรียบร้อยไร้รอยยับ แต่กลิ่นคาวเลือดที่ยังไม่จางหายก็บ่งบอกชัดเจนว่า นักพรตผู้นี้เพิ่งฆ่าคนมา
ฆ่ามาเยอะด้วย
และด้านหลังนักพรต คือท่านถานเจิน
ตอนนี้ท่านถานเจินยังมีรอยยิ้มประดับหน้า ราวกับว่าเมื่อครู่เจียงหลินไม่ได้เปิดฉากสังหารหมู่ในสำนักเทียนซูของเขา และคนที่ถูกฆ่าก็ไม่ใช่ลูกน้องที่เขาฟูมฟักมาหลายปี
หรือพูดให้ถูกคือ กำลังหลักของฝ่ายชาวสวรรค์
"ท่านนักพรตจัดการเสร็จแล้ว ก็เชิญตามสบาย รบกวนช่วยปลดการปิดล้อมสำนักเทียนซูด้วย ผู้เฒ่าจะได้เรียกคนมาทำความสะอาด"
ท่านถานเจินประสานมือให้เจียงหลินยิ้มๆ แล้วพูดว่า "สำนักเทียนซูยังต้องทำงานต่อ"
เจียงหลินไม่ได้พูดอะไร แค่มองไปที่ร่างคุ้นตาตรงหน้า
เห็นอาจารย์ของตัวเองยืนเคียงข้างเด็กหนุ่มหน้าตาจิ้มลิ้มสวมชุดลายดอกบัว อายุราวสิบเอ็ดสิบสองปี
"ไอ้แก่หนังเหนียว แกล้งมองไม่เห็นนายน้อยอย่างข้ารึไง?"
เด็กหนุ่มเปิดปากก็พ่นคำดูถูกเหยียดหยามออกมาทันที เรียกได้ว่าไม่เห็นหัวท่านถานเจินเลยสักนิด
ดูจากรูปลักษณ์ ดูจากสไตล์การพูด เจียงหลินรู้ทันทีว่าเด็กหนุ่มชุดดอกบัวคนนี้คือใคร
สีหน้าของท่านถานเจินมืดครึ้มลงทันที หน้ากากที่สวมมาตลอดเริ่มจะประคองไม่อยู่
เขารู้ว่าเรื่องนี้จะไม่จบง่ายๆ และเตรียมใจที่จะเสียสละบางอย่างและยอมถอยบ้างแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าสถานการณ์จะเหนือความคาดหมายไปอีก
แม้แต่ในกรณีเลวร้ายที่สุดที่เขาคาดการณ์ไว้ ก็ไม่มีเงาของไอ้เวรนี่... องค์ชายสาม!
"แบบนี้สิถึงจะถูก หน้าตาแบบนี้ค่อยสมกับเป็นแกหน่อย"
องค์ชายสามเดินส่ายอาดๆ เข้ามา ไม่มองท่านถานเจินแม้แต่หางตา แต่กลับตบไหล่เจียงหลินอย่างถือวิสาสะ
"ไอ้หนู ทำได้ไม่เลว ข้าชอบ"
"มิน่าล่ะพี่รองถึงบอกว่าเจ้าเหมือนเขา"
"เรื่องวันนี้ ทำได้สะใจ สวยงาม เด็ดขาด"
"ฮ่าๆๆๆๆ!"
องค์ชายสามหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ไม่สนหน้าตาที่ดำทะมึนของท่านถานเจินเลยสักนิด
หวังหลิงกวนมองปราดเดียวก็รู้ว่า จะหวังให้นายน้อยคนนี้ทำงานเป็นการเป็นงานคงยาก เขาจึงก้าวออกมาหนึ่งก้าว
"รองเจ้าสำนักเทียนซู ถานเจิน"
หวังหลิงกวนยกมือขึ้น ปรากฏราชโองการในมือ น้ำเสียงเคร่งขรึมว่า "รับราชโองการชิงหยวนเมี่ยวเต้าเจินจวิน ข้าถือคำสั่งหลิงเซียว คุมตัวเจ้าไปที่ตำหนักหลิงเซียว เพื่อให้การเรื่องคดีสร้างจอมมารปลอมในโลกมนุษย์"
"ไปกันเถอะ"
พูดจบ หวังหลิงกวนไม่เปิดโอกาสให้ท่านถานเจินปฏิเสธ เดินดุ่มๆ เข้าไป สะบัดมือวูบ เชือกมัดเซียนสีทองแดงก็ปรากฏขึ้น
เชือกนั้นขยายออกตามลม แล้วรัดตัวท่านถานเจินเอาไว้แน่น
ท่านถานเจินไม่ขัดขืน และไม่กล้าขัดขืน ทำได้แค่มองหวังหลิงกวน
"หยางเอ้อร์หลางคิดจะแตกหักงั้นรึ?"
ตอนนี้เขาขี้เกียจจะสร้างภาพแล้ว เพราะถ้าไม่ถามตอนนี้ ก็คงไม่มีโอกาส
หวังหลิงกวนทำหูทวนลม เดินอ้อมไปข้างหลังท่านถานเจิน
'เพียะ!'
เสียงตบหน้าดังสนั่นหวั่นไหว ร่างท่อนบนของท่านถานเจินเซวูบจนเกือบหน้าคะมำ
พอกลับมายืนทรงตัวได้ บนหน้าก็มีรอยฝ่ามือสีแดงเลือดปรากฏชัดเจน
"ใครให้ความกล้าเจ้า เรียกขานนามท่านชิงหยวนเมี่ยวเต้าเจินจวินแบบนั้น?"
องค์ชายสามค่อยๆ ลดมือลง น้ำเสียงเย็นชาไร้อารมณ์ ตัดกับท่าทางทีเล่นทีจริงเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
นาจาผู้พิทักษ์ธรรมที่ดุร้าย จะเป็นแค่คนเสเพลไม่เอาถ่านได้ยังไง?
ชื่อเสียงของนายน้อยผู้นี้ สร้างขึ้นจากเลือดล้วนๆ
ถ้าทำให้เขาไม่พอใจขึ้นมา ตบนี้ถือว่ายั้งมือสุดๆ แล้ว
องค์ชายสามจ้องมองท่านถานเจินเงียบๆ อีกฝ่ายไม่กล้าสบตาด้วย
เพราะท่านถานเจินรู้ดีว่า ขืนขยับตัวแม้แต่นิดเดียว ดาวมฤตยูดวงนี้กล้าเอาชีวิตเขาไปครึ่งชีวิตตรงนี้แน่ๆ
"ไป"
หวังหลิงกวนผลักหลัง พาตัวท่านถานเจินเดินออกไป ก่อนไปก็พยักหน้าให้เจียงหลินทีหนึ่ง
องค์ชายสามส่งเสียง 'ชิ' ไม่พูดอะไรมาก โบกมือลาเจียงหลินแล้วเดินตามหวังหลิงกวนไป
เจียงหลินประสานมือส่งอยู่ด้านหลัง มองส่งร่างของหวังหลิงกวนและองค์ชายสามที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ
ดูท่า สองคนนี้แหละคือไม้ตายก้นหีบที่ท่านเทพเตรียมไว้
ท่านถานเจินเป็นมหาเทพขั้นสาม ไม่ใช่คนที่เจียงหลินจะจัดการได้ หน้าที่ของเจียงหลินมีแค่สืบคดีให้กระจ่าง ประกาศให้เทพเซียนทั้งสวรรค์รู้ว่าครั้งนี้ฝ่ายชาวสวรรค์ทำเรื่องงามหน้าอะไรไว้บ้าง
ส่วนที่เหลือ หรือส่วนสำคัญที่สุด ไม่ใช่หน้าที่ของเจียงหลินแล้ว
ท่านเทพคงยินดีที่จะรับช่วงต่อ จัดหนักใส่ท่านถานเจินสักดอก
เจ้านายแห่งปากแม่น้ำกวานเจียงผู้นั้น ก็ไม่ใช่พ่อพระที่ไหน เรื่องความโหดเหี้ยม สามโลกนี้หาคนเทียบได้ยาก
ยิ่งตอนนี้ท่านกุมอำนาจ "ว่าที่องค์ชายใหญ่" แห่งสวรรค์อยู่ด้วย
ฝ่ายชาวสวรรค์คราวนี้ เสียหายหนักแน่ แต่จะดีหรือร้ายก็พูดยาก
เจียงหลินไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการเมือง โดยเฉพาะการเมืองของเทพเซียน แต่ก็รู้ว่าความสมดุลคือกุญแจแห่งความมั่นคง
"ใต้เท้า เรื่องที่นี่จบแล้ว พวกเราขอตัวกลับไปรายงานที่ตำหนักตุลาการ"
ขณะที่กำลังคิดเพลินๆ เสียงนายกองร้อยเสียจื้อก็ดังขึ้นข้างหลัง
"อืม"
เจียงหลินพยักหน้า ล้วงป้ายผู้คุมกฎแห่งตำหนักตุลาการออกมาจากเอว แล้วพูดว่า "รบกวนนำป้ายนี้กลับไปด้วย อาตมาจะไปรายงานผลที่กองงานกฎทมิฬก่อน แล้วค่อยไปเข้าเฝ้าท่านเทพพร้อมท่านเจ้าสำนัก เพื่อสรุปคดี"
ป้ายผู้คุมกฎนี้ ในเมื่อใช้เสร็จแล้ว ก็ควรคืนเจ้าของ ให้นายกองร้อยเสียจื้อนำกลับไปคืนย่อมเหมาะสมที่สุด
เพราะเจียงหลินสังหรณ์ใจว่า แม้เรื่องนี้จะจบลงแล้ว แต่เรื่องของเขาดูเหมือนจะยังไม่จบ
เกรงว่า เขาคงไม่มีเวลาไปเข้าเฝ้าท่านเทพแล้วล่ะ
ทว่า เมื่อเผชิญกับการกระทำที่สมเหตุสมผลของเจียงหลิน นายกองร้อยเสียจื้อกลับไม่รับป้าย พูดแค่ว่า "พวกเราไม่ได้รับคำสั่งเรื่องนี้ ขอตัว"
พูดจบ ก็ไม่มองป้ายที่มีแค่สามอันในตำหนักตุลาการในมือเจียงหลินเลย หันหลังเดินจากไปดื้อๆ
นี่มันหมายความว่าไง?
เจียงหลินกระพริบตาปริบๆ ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ ก็รู้สึกว่าป้ายอาญาสิทธิ์เก้าน้ำพุแห่งเฟิงตูที่แขนเปล่งแสง แรงดึงดูดมหาศาลห่อหุ้มตัวเขาเอาไว้
เมื่อเจียงหลินได้สติอีกที ภาพตรงหน้าไม่ใช่สวรรค์ที่สวยงามและเปี่ยมสุขอีกต่อไป แต่เป็นสถานที่มืดมิด ไร้แสงตะวัน
ที่นี่ไม่มีฟ้า ไม่มีดิน มีแต่ความว่างเปล่า
เจียงหลินพยายามทรงตัว มองไปรอบๆ ต้องเพ่งสายตาเต็มที่ถึงจะเห็นจุดแสงสีขาวจางๆ ที่เล็กยิ่งกว่าเมล็ดผักกาดอยู่ไกลลิบๆ
ที่นี่ที่ไหน?
เจียงหลินไม่ตื่นตระหนก เพราะป้ายอาญาสิทธิ์แห่งเฟิงตูพาเขามา ย่อมไม่มีอันตราย
"ที่นี่คือสวรรค์ชั้นนอก ทะเลดารา"
ขณะที่เจียงหลินกำลังสงสัย เสียงที่เมตตาและผ่านโลกมาอย่างยาวนานก็ดังขึ้นข้างหลัง
เจียงหลินรีบหันกลับไป เห็นหญิงชราสวมชุดดำ ถือไม้เท้า กำลังมองเขาด้วยสายตาเอ็นดู
หญิงชราผมขาวโพลนยิ้มแย้ม มองสำรวจเจียงหลินตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วพยักหน้าอย่างพอใจ
"ไม่เลว ไม่เสียแรงที่คนแก่อย่างข้ามาหาถึงที่ เป็นเด็กดีจริงๆ"
พูดจบ หญิงชราก็เว้นจังหวะ แล้วยิ้มตาหยีพูดว่า "สายตาของซู่เจินก็ไม่เลวเหมือนกัน"
ได้ยินดังนั้น เจียงหลินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติได้ สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วก้มตัวลงกราบอย่างนอบน้อมที่สุด
ถ้ามาถึงขั้นนี้แล้วเขายังเดาตัวตนของหญิงชราไม่ออก ก็คงเสียชาติเกิดแล้ว
"ผู้น้อย เจียงหลิน เจียงเสวียนอิง คารวะ..."
"เจ้าแม่หลีซาน!"
[จบแล้ว]