- หน้าแรก
- เมื่อสวรรค์เรียกข้าไปพิพากษา
- บทที่ 160 - สังหารโจวเหมยอีกครา
บทที่ 160 - สังหารโจวเหมยอีกครา
บทที่ 160 - สังหารโจวเหมยอีกครา
บทที่ 160 - สังหารโจวเหมยอีกครา
ภายในหอเก๋งกำลังมีการจัดงานเลี้ยง
ใบหน้าขององค์ชายสามแดงก่ำ นั่งเอนกายพิงตั่งนุ่มอย่างเกียจคร้าน ข้างกายรายล้อมไปด้วยสาวงามหลายนาง แต่ละนางเสื้อผ้าหลุดลุ่ย คอยปรนนิบัติพัดวีด้วยสายตายั่วยวน
"ทุกท่าน ดื่ม!"
องค์ชายสามชูจอกสุราในมือขึ้นสูง ตะโกนบอกเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรและแขกเหรื่อ
เบื้องล่างเวที มีผู้บำเพ็ญเพียรที่รับการอุปถัมภ์นั่งเรียงรายอยู่สองฝั่งนับสิบคน
เห็นได้ชัดว่าขุมกำลังในมือขององค์ชายสามก็ไม่ใช่น้อยๆ
และงานเลี้ยงครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นธรรมเนียมของจวนองค์ชายสาม ที่ใช้เพื่อผูกใจคน
ทว่า เห็นได้ชัดว่าองค์ชายสามผู้นี้ไม่ได้มีแหล่งข่าวพิเศษอะไร จึงยังไม่รู้ข่าวที่รัชทายาทและองค์ชายรองสิ้นชีพไปแล้ว
ไม่อย่างนั้นคงไม่นั่งใจเย็นอยู่ได้ขนาดนี้
องค์ชายสามกระดกสุราหมดจอก แล้วทอดสายตามองดูการร่ายรำเบื้องล่างอย่างไม่ใส่ใจนัก
ในฐานะองค์ชาย นางรำที่จะมาปรากฏตัวในงานเลี้ยงระดับนี้ ย่อมไม่ใช่พวกดาษดื่นทั่วไป ทุกคนล้วนงดงามหยดย้อย
สาวงามนับสิบนางยืนล้อมวงราวกับกลีบดอกไม้ แล้วสะบัดชายแขนเสื้อออกไปด้านหลัง ราวกับดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน
ใจกลางของดอกไม้นั้น คือสตรีในชุดกระโปรงยาวสีแดงสด ใบหน้าคลุมด้วยผ้าโปร่ง
สตรีผู้นี้ไม่ได้สวมชุดผ้าโปร่งกึ่งเปลือยยั่วยวนเหมือนนางรำคนอื่น ชุดสีแดงของนางมิดชิดอย่างที่สุด นอกจากมือคู่หนึ่งและใบหน้าครึ่งบนแล้ว แทบไม่มีส่วนใดของร่างกายเผยออกมาให้เห็น
องค์ชายสามไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร เขาเจนจัดในดงบุปผามานาน ย่อมไม่หลงกลอุบายเล็กน้อยเพียงเท่านี้
แต่ทว่า เพียงครู่เดียว องค์ชายสามก็ต้องชะงัก
เพราะนางรำชุดแดงผู้นำขบวนคนนั้น สบตากับองค์ชายสามพอดี
ตาขาวเยอะ ตาดำน้อย หรือที่เรียกว่า "ตาขาวสามด้าน"
ดวงตาแบบนี้ เดิมทีก็ให้ความรู้สึกน่าพิชิตอยู่แล้ว ยิ่งบวกกับความต่างของระดับความสูงระหว่างองค์ชายสามกับนางในตอนนี้
ชั่วขณะที่สบตากัน องค์ชายสามคล้ายกับเห็นสตรีผู้นี้หมอบคลานอยู่แทบเท้า ยอมให้เขาตักตวงความสุขได้ตามใจปรารถนา
แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้องค์ชายสามชะงัก
เหตุผลหลักคือดวงตาคู่นั้น ช่างเหมือนกับคนคนหนึ่งในความทรงจำขององค์ชายสามเหลือเกิน
"เหมยเอ๋อร์..."
จอกสุราในมือขององค์ชายสามร่วงหล่นลงบนพรมเปอร์เซียราคาแพงโดยไม่รู้ตัว น้ำสุราหกเลอะเทอะเต็มพื้น
แต่องค์ชายสามไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย ราวกับถูกกระชากวิญญาณ เขาผลักไสสาวงามข้างกายออก แล้วกวักมือเรียกสตรีชุดแดงผู้นั้น
นางเห็นดังนั้น แม้จะมีผ้าคลุมหน้าปิดบัง แต่ก็ยังมองเห็นรอยยิ้มจางๆ ผ่านดวงตาอันยั่วยวนคู่นั้นได้
นางสะบัดแขนเสื้อ ชายกระโปรงพลิ้วไหวราวกับดอกพลับพลึงแดงที่กำลังเริงระบำ
เท้าแทบไม่ได้ขยับมากนัก แต่กลับเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจนมาถึงบนเวที ห่างจากองค์ชายสามเพียงแค่สามศอก
แขนเสื้อสีแดงสดพาดผ่านใบหน้าขององค์ชายสาม
กลิ่นหอมคล้ายกล้วยไม้คล้ายชะมดโชยมาแตะจมูก องค์ชายสามยิ่งเหม่อลอยหนักเข้าไปอีก เพราะกลิ่นหอมนั้น ก็เหมือนกับเหมยเอ๋อร์ไม่มีผิดเพี้ยน
แม้นางรำผู้นี้จะแต่งกายมิดชิด แต่ช่วงเอวของชุดสีแดงกลับรัดรูปจนเห็นสัดส่วนชัดเจน
เอวบางร่างน้อยที่พลิ้วไหวดั่งกิ่งหลิวลู่ลม ทำเอาองค์ชายสามตาลายไปหมด
เขาอดไม่ได้ที่จะลุกขึ้น ไม่สนสิ่งใดอีกแล้ว กระชากผ้าคลุมหน้าสีแดงของนางรำออกทันที
วินาทีถัดมา ความงามก็เบ่งบานไปทั่วทั้งห้อง
สีหน้าขององค์ชายสามยิ่งดูเหม่อลอย แววตาแฝงความไม่อยากจะเชื่อ
"เหมยเอ๋อร์..."
เขาพึมพำกับตัวเองราวกับละเมอ เสียงแผ่วเบาเพราะกลัวว่าตัวเองจะตาฝาด
ใช่แล้ว ใบหน้าของนางรำตรงหน้า เหมือนกับโจวเหมยแทบทุกกระเบียดนิ้ว!
ในจวนของข้า มีสตรีเช่นนี้อยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่?
ความสงสัยนี้อยู่ใรหัวสมองขององค์ชายสามได้เพียงชั่วครู่ ก็ละลายหายไปราวกับหิมะต้องแสงอาทิตย์
จะสนไปทำไมกัน?
องค์ชายสามคิดในใจ ยกสองมือขึ้นหมายจะโอบกอดนางรำผู้นั้นไว้ในอ้อมอก แต่ทว่า นางรำกลับยิ้มหวาน หมุนตัวเบาๆ หลบเลี่ยงรัศมีมือขององค์ชายสามออกไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ถ้าเป็นคนอื่นทำแบบนี้ องค์ชายสามคงตบหน้าหันไปแล้ว แต่พอเป็นสตรีที่หน้าตาเหมือนโจวเหมยทำ เขากลับไม่รู้สึกโกรธเลยสักนิด
ได้แต่มองดูร่างของนางหมุนวนกลับลงไปด้านล่างเวที
ในขณะนี้ ใบหน้าของสตรีผู้นั้นก็เปิดเผยต่อสายตาผู้ชมคนอื่นเช่นกัน
พร้อมกับกระโปรงแดงที่พลิ้วไหว เอวบางที่บิดย้าย ดึงดูดสายตาของทุกคนให้จับจ้อง
องค์ชายสามจ้องมองเงาร่างสีแดงนั้นเขม็ง
เส้นใยสีแดงหม่นจางๆ แผ่ซ่านออกมาจากชายกระโปรง แต่กลับไม่มีใครสังเกตเห็น แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ในงาน
สายตาของทุกคน อย่างน้อยก็สายตาของผู้ชายทุกคน ต่างมารวมอยู่ที่ตัวของนาง
องค์ชายสามจ้องมองนางด้วยความโลภโมโทสัน แต่ทว่าวินาทีถัดมา สีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมลง
เพราะสตรีผู้นั้นหมุนตัวอย่างสง่างาม แล้วทิ้งตัวลงในอ้อมกอดของชายวัยกลางคนคนหนึ่ง แสดงจริตมารยาอย่างเต็มที่
แต่กับตัวเขา เมื่อครู่เขาเป็นฝ่ายยื่นมือไปกอดเองแท้ๆ กลับถูกหลบเลี่ยง?
การปฏิบัติที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ทำให้สีหน้าขององค์ชายสามมืดครึ้มลง ดวงตาเริ่มปรากฏเส้นเลือดสีแดงฉานโดยไม่รู้ตัว
ผู้บำเพ็ญเพียรวัยกลางคนที่สาวงามโถมตัวใส่อ้อมกอดรู้สึกลิงโลดใจ
เขาเห็นชัดเจนว่าเมื่อครู่องค์ชายสามอาลัยอาวรณ์สตรีผู้นี้ขนาดไหน สิ่งที่ควรทำที่สุดในตอนนี้คือผลักไสนางออกไป
เพราะเขาเป็นนักพรตอุปถัมภ์ของจวนองค์ชายสาม ต้องพึ่งพาองค์ชายสามกินอยู่
เทียบกันระหว่างสาวงามคนหนึ่งกับเจ้านายที่มีโอกาสจะได้ขึ้นครองราชย์ เห็นได้ชัดว่าอย่างหลังสำคัญกว่า
แต่ในขณะนี้ ชายวัยกลางคนกลับไม่มีความคิดที่จะปล่อยมือจากสาวงามเลยแม้แต่น้อย
การจ้องมองของดวงตาตาขาวสามด้านคู่นั้น มันกระตุ้นความอยากเอาชนะได้อย่างรุนแรงเหลือเกิน ทำให้ความทะนงตัวของชายวัยกลางคนได้รับการเติมเต็มอย่างมหาศาล
ผู้หญิงที่องค์ชายสามอยากได้แต่ไม่ได้ กลับมาซบอยู่ในอ้อมอกของข้า!
"กึก..."
ท่ามกลางเสียงดนตรีและงานรื่นเริง เสียงกัดฟันด้วยความโกรธแค้นขององค์ชายสามไม่ได้ดึงดูดความสนใจของใคร
ผู้บำเพ็ญเพียรวัยกลางคนก็ไม่ได้ยิน แถมยังโอบเอวสตรีชุดแดงในอ้อมกอดอย่างถนัดมือ สัมผัสถึงความนุ่มนิ่มและกลิ่นหอม จิตใจดำดิ่งลงไปในห้วงภวังค์โดยไม่รู้ตัว
ถึงขั้นไม่เห็นว่าองค์ชายสามกำลังเดินตรงมาทางนี้
"เพียะ!"
เสียงตบหน้าดังสนั่น ตัดบทเสียงดนตรี และหยุดการร่ายรำ
ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียว
เห็นเพียงองค์ชายสามยกมือค้างไว้สูง ใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง ดวงตาแดงก่ำ
"ก็แค่สุนัขที่เปิ่นเตี้ยนเซี่ย (ตัวองค์ชาย) เลี้ยงไว้ ยังกล้ามาหมายปองผู้หญิงของข้าอีกหรือ?"
"รนหาที่ตาย!"
องค์ชายสามไม่ปิดบังความรู้สึก และไม่ไว้หน้าผู้บำเพ็ญเพียรผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย
ถ้าเป็นยามปกติ ต่อให้พวกนักพรตอุปถัมภ์ทำเรื่องเกินเลยไปบ้าง ขอแค่ไม่แตะต้องเส้นตายขององค์ชายสาม เขาก็จะไม่แสดงความโกรธออกมาเลย
อย่างน้อยก็ต่อหน้าผู้คน
แต่ตอนนี้ องค์ชายสามกลับพูดความในใจที่แท้จริงออกมา แถมยังลงมือตบหน้าอีกฝ่ายฉาดใหญ่
ผู้บำเพ็ญเพียรผู้นั้นก็ตะลึงงัน เขาคิดไม่ถึงเลยว่าองค์ชายสามจะลงไม้ลงมือตรงๆ แบบนี้ ทำเอาทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ
ทว่า องค์ชายสามกลับยังไม่ยอมจบแค่นั้น พอเห็นว่าอีกฝ่ายยังโอบกอดสตรีชุดแดงอยู่ ก็คว้ามีดหั่นเนื้อบนโต๊ะขึ้นมา แล้วแทงสวนเข้าไปทันที!
"ฉึก!"
มีดสั้นขนาดฝ่ามือ คมมีดจมมิดเข้าไปในลำคอของผู้บำเพ็ญเพียรผู้นั้น เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดออกมาทันที!
ทว่า ถึงจะเห็นเลือด แต่คนรอบข้างกลับไม่มีใครขยับตัว ตรงกันข้าม กลับมองดูด้วยรอยยิ้ม
รวมถึงผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นๆ ด้วย ราวกับเป็นผู้ชมที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้!
และถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าในดวงตาของผู้บำเพ็ญเพียรทุกคน ต่างมีเส้นเลือดสีแดงฉานปรากฏขึ้น
"อึก..."
เลือดที่พุ่งออกจากคอของชายวัยกลางคน กระเซ็นไปโดนใบหน้าของสตรีชุดแดง นางแลบลิ้นสีแดงสดออกมา เลเลียหยดเลือดที่มุมปาก
ดวงตาของนางฉายแววเคลิบเคลิ้ม นางสนุกกับการควบคุมจิตใจคนแบบนี้เหลือเกิน
"พรึ่บ!"
ผู้บำเพ็ญเพียรที่ถูกองค์ชายสามแทงคอในที่สุดก็ได้สติ สำหรับคนธรรมดานี่คือแผลฉกรรจ์ถึงตาย แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว มันไม่ได้สาหัสสากรรจ์อะไรนัก
ชายวัยกลางคนลุกขึ้นยืน นัยน์ตาแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม
"แค่ปุถุชน กล้าทำกับข้าแบบนี้เชียวหรือ?!"
ชายวัยกลางคนคำรามลั่น ยกมือขึ้นร่ายเวท
กฎที่ว่าผู้บำเพ็ญเพียรห้ามลงมือกับคนธรรมดา ถูกเขาโยนทิ้งไปจากสมองจนหมดสิ้น ลืมแม้กระทั่งว่าองค์ชายสามที่อยู่ตรงหน้าคือเจ้านายของตน
เขารู้สึกแค่ว่าตัวเองโดนหยามเกียรติ และที่สำคัญคือเสียหน้าต่อหน้าสาวงาม!
"ฟึ่บ!"
พลังเวทไหลเวียน ก่อตัวเป็นวิชาคาถา หมายจะฟาดลงไปที่ร่างขององค์ชายสาม
องค์ชายสามเป็นแค่คนธรรมดา หากโดนเข้าไป ไม่ต้องถึงกับโดนเต็มๆ แค่โดนหางเลขก็น่าจะไม่รอด
องค์ชายสามไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป ในฐานะองค์ชาย ย่อมมี "ไอมังกรโอรสสวรรค์" คุ้มครอง ตามหลักแล้ว ต่อให้เป็นระดับปรมาจารย์แห่งสำนักเต๋า อยากจะลงมือกับองค์ชาย ต่อให้มีเจตนาฆ่าจริง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
กุญแจสำคัญก็อยู่ที่การคุ้มครองของไอมังกรโอรสสวรรค์นี่แหละ
แต่ตอนนี้ ไม่รู้ทำไม ทั้งที่องค์ชายสามกำลังเผชิญกับอันตรายถึงชีวิตจากผู้บำเพ็ญเพียร แต่ไอมังกรโอรสสวรรค์บนร่างของเขากลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ!
"วิ้ง..."
ในตอนนั้นเอง วิชาในมือของผู้บำเพ็ญเพียรผู้นั้นจู่ๆ ก็สลายไป
ไม่ใช่เพราะเขาหยุดเอง แต่เป็นเพราะ...
ไอทมิฬ ไอทมิฬที่มืดมิดจนแสงส่องไม่ผ่าน ไม่รู้ว่าแผ่ปกคลุมทั่วโถงตั้งแต่เมื่อไหร่
ไอทมิฬนี้ไม่ได้ชั่วร้าย แต่มันเต็มไปด้วย "ไอสังหาร" ที่เข้มข้นจนน่าขนลุก
ไอสังหารที่รุนแรงถึงขีดสุดกดทับลงมา ทำลายวิชาที่ชายวัยกลางคนเตรียมจะปล่อยจนพังทลาย
สีหน้าของสตรีชุดแดงแข็งค้าง สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ นางถูกไอสังหารนั้นล็อกเป้าหมายเป็นพิเศษ ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่นิดเดียว
นางมีสัญชาตญาณว่า ขอแค่ขยับตัวแม้แต่นิดเดียว เจ้าของไอสังหารที่ปูพรมอยู่ทั่วนี้ จะลงมาบดขยี้นางทันทีโดยไม่ลังเล
ไม่ใช่แค่นาง ทุกคนในที่นั้นไม่มีใครกล้าขยับ
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่เดิมทีถูกไอสีแดงหม่นครอบงำจิตใจ ก็ได้สติขึ้นมาเพราะการกระตุ้นของไอสังหารนี้ พอมองเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า ทุกคนก็หัวใจกระตุกวูบ
แต่ไม่มีใครกล้าบุ่มบ่าม
"ตึก..."
เสียงฝีเท้าที่ชัดเจนดึงดูดความสนใจของทุกคน
ยกเว้นสตรีชุดแดงที่ถูกไอสังหารล็อกตัวไว้จนขยับไม่ได้ คนอื่นๆ ต่างหันไปมองทางต้นเสียง
เด็กหนุ่มสวมชุดนักพรตลายแปดทิศพื้นเขียวเดินเข้ามา ด้านในชายเสื้อคลุมมองเห็นลวดลายสีทองรำไร
นักพรตหนุ่มผู้นั้นถือกระบี่อาคมสีแดงชาด ดวงตาฉายแสงสีดำทอง แสงเทพนั้นแผ่ออกมา ไหลผ่านหางตา ลากเป็นเส้นแสงยาวสองสาย
"คนไม่เกี่ยวข้อง หลบไป"
สิ้นเสียงของนักพรตหนุ่ม เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรในที่นั้นต่างรู้สึกว่าแรงกดดันรอบตัวเบาบางลง แต่ไอสังหารนั้นยังคงอยู่ วนเวียนอยู่ในใจของทุกคนไม่จางหาย
"นักพรตสายกฎทมิฬ..."
มีผู้บำเพ็ญเพียรสายธรรมะแท้ๆ จำรากฐานของไอสังหารนี้ได้ จึงกัดฟันถามออกไป "เจ้าคิดจะทำอะไรองค์ชาย!"
"อย่าเข้าใจผิด อาตมาไม่ได้มาหาเจ้านายพวกท่าน พาเขาไปได้"
เจียงหลินปรายตามองผู้บำเพ็ญเพียรที่พูดขึ้น แล้วกล่าวเรียบๆ
พอได้ยินดังนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรผู้นั้นก็โล่งอก ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เขาไม่อยากเป็นศัตรูกับนักพรตสายกฎทมิฬเลย
เขาลองเดินไปหาองค์ชายสามที่ดูเหมือนกำลังเหม่อลอย สบตากับนักพรตหนุ่ม พอเห็นอีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยา ก็ไม่ทันคิดอะไรมาก รีบพาองค์ชายสามออกจากโถงไป
ผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นเห็นดังนั้นก็รีบแยกย้าย พากันห้อมล้อมองค์ชายสามออกไป บางคนที่มีเมตตาหน่อย ก็ช่วยหิ้วปีกพวกนางรำที่สลบไสลออกไปด้วย
คนตาถึงย่อมดูออกว่า นักพรตสายกฎทมิฬที่ช่วงนี้ "ชื่อเสียงโด่งดัง" ในเมืองหลวงผู้นี้ ไม่ได้มาหาเรื่ององค์ชายสาม
แต่มาเพื่อ...
ชั่วขณะหนึ่ง ทั่วทั้งโถงเหลือเพียงชายวัยกลางคนที่คอถูกแทงยืนแข็งทื่ออยู่ กับสตรีชุดแดงที่ยืนอยู่ข้างกายเขา
สตรีชุดแดงถูกไอสังหารต้นกำเนิดแห่งกฎทมิฬครอบคลุมไว้ทั้งตัว ขยับไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว แต่วิชาเสน่ห์ที่นางร่ายไว้ก่อนหน้านี้ยังคงทำงานอยู่
"เจ้าจะทำอะไรผู้หญิงของข้า!"
ดวงตาของชายวัยกลางคนแดงฉาน บนคอยังมีมีดสั้นปักคาอยู่
แม้สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรจะไม่ใช่แผลสาหัส แต่ก็ต้องรีบรักษา เพราะผู้บำเพ็ญเพียรในโลกมนุษย์ก็ยังมีร่างกายเป็นเลือดเนื้อ
แต่ชายวัยกลางคนกลับไม่สนใจบาดแผลของตัวเองเลย ตรงกันข้าม กลับเอาตัวเข้าบังหน้าสตรีชุดแดงไว้อย่างไม่คิดชีวิต
"โองการ..."
"เชิ้ง!"
คาถาสัจจะของชายวัยกลางคนเพิ่งจะหลุดจากปาก ก็ถูกแสงกระบี่ตัดบท
แสงกระบี่สีแดงชาดวาบผ่าน ศีรษะของชายวัยกลางคนก็หลุดออกจากบ่าอย่างหมดจด
เจียงหลินลดกระบี่อาคมสีแดงชาดในมือลง ไม่แม้แต่จะปรายตามองศพไร้หัวนั้น
เดิมทีชายวัยกลางคนผู้นี้ไม่ถึงกับต้องตาย เพราะเขาแค่ถูกครอบงำ แต่หมอนี่ก็ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายธรรมะที่ดีอะไรนัก
ไอชั่วร้ายบนตัวนั้น ปิดบังสายตาเจียงหลินไม่ได้หรอก
นักพรตอุปถัมภ์ที่องค์ชายสามรับเข้ามา ดูเหมือนจะรับมาแบบไม่เลือกหน้าจริงๆ
จัดการเสร็จสิ้น เจียงหลินก็หันไปมองสตรีชุดแดงที่ยืนหันหลังให้เขา
"ท่านนักพรต ไม่เจอกันนานเลยนะเจ้าคะ"
สตรีชุดแดงหันกลับมา ใบหน้านั้นเหมือนกับโจวเหมยไม่มีผิดเพี้ยน
หรือจะพูดว่า นี่คือโจวเหมยเลยก็ได้
โจวเหมยมองดูนักพรตหนุ่มตรงหน้า ดวงตาคู่งามเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เย้ายวน ราวกับจะมีหยดน้ำหยดออกมา
ความรักที่เอ่อล้นในดวงตานั้นไม่ใช่ของปลอม หรือจะพูดว่า นี่คือแก่นแท้ของวิชาเสน่ห์อสุรา
จะลวงคนอื่น ต้องลวงตัวเองให้ได้ก่อน
"ท่านรู้ไหม ข้าคิดถึงท่านจนแทบคลั่ง?"
โจวเหมยน้ำตาคลอเบ้า เดินเข้าไปหานักพรตหนุ่มโดยไม่รู้ตัว ยกมือขึ้นหมายจะลูบไล้ใบหน้าของอีกฝ่าย
"เชิ้ง!"
แสงกระบี่สีแดงชาดอันเจิดจรัสตัดบทการกระทำของนาง
พร้อมกับพาดลงบนลำคอของโจวเหมย
อานุภาพแห่งกระบี่อันคมกริบระเบิดออกตูมใหญ่!
(จบตอน)