- หน้าแรก
- เมื่อสวรรค์เรียกข้าไปพิพากษา
- บทที่ 130 - ใกล้เจียงหลินพุงกาง
บทที่ 130 - ใกล้เจียงหลินพุงกาง
บทที่ 130 - ใกล้เจียงหลินพุงกาง
บทที่ 130 - ใกล้เจียงหลินพุงกาง
เที่ยงวัน
ประตูจวนอ๋องฉินเปิดกว้าง ขบวนรถม้าเทียมม้าแปดตัวสำหรับอ๋องชั้นเอก เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ มุ่งหน้าสู่พระราชวัง
ขบวนรถระดับนี้ออกมา ไม่ต้องใช้ป้าย "หลีกทาง" หรือ "เงียบเสียง" อะไรทั้งนั้น
เพราะขบวนเสด็จของท่านอ๋อง จะมีการเคลียร์ถนนล่วงหน้าอยู่แล้ว
นี่คือกฎของราชวงศ์ และเป็นเหตุผลที่อ๋องฉินยืนกรานจะตั้งจวนอยู่ในตรอกซีจิง
ไม่มีอะไรมาก ที่นี่มีแต่บ้านขุนนางและเชื้อพระวงศ์ อยู่ใกล้พระราชวัง ต่อให้ปิดถนนเคลียร์ทาง ก็ไม่เดือดร้อนชาวบ้านตาดำๆ
หน้ารถม้า นอกจากทหารองครักษ์แล้ว บนหลังม้าตัวใหญ่ยังมีไป๋ฮว่าและเจียงหลินขี่ขนาบข้าง
เจียงหลินไปคราวนี้ ในฐานะ "นักพรตอุปถัมภ์" ของอ๋องฉิน ย่อมไม่มีสิทธิ์นั่งในรถม้า
"ท่านนักพรต มันอร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ?"
ไป๋ฮว่ามองเจียงหลินข้างๆ แล้วยิ้มอย่างอ่อนใจ
เห็นท่านนักพรตในมือถือซาลาเปาลูกหนึ่ง กัดกินคำแล้วคำเล่า ในมือยังหิ้วถุงผ้าใส่เสบียงอีกต่างหาก
ซาลาเปาที่นึ่งเมื่อเช้า ท่านนักพรตเหมาไปคนเดียวครึ่งเข่ง กินไม่หมดไม่เป็นไร ห่อเก็บไว้กินต่อ
และดูท่าทางแล้ว กะจะกินไปตลอดทางจนถึงวังหลวงเลยทีเดียว
"ท่านไม่เข้าใจหรอก ไม่เกี่ยวกับซาลาเปา แต่มันคือปณิธานของอาตมา"
เจียงหลินยิ้มตาหยี ยัดซาลาเปาคำสุดท้ายเข้าปาก พูดไปพลาง ล้วงออกมาอีกหนึ่งลูก
คราวนี้ ตีให้ตายเขาก็ไม่ยอมปล่อยถุงเสบียงหลุดมือเด็ดขาด
"ปณิธาน?"
ไป๋ฮว่ากระพริบตาปริบๆ ไม่ค่อยเข้าใจความหมาย แต่ก็ไม่ได้เซ้าซี้ แค่ล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ
"ท่านนักพรต รับนะ"
เจียงหลินยกมือรับของที่ไป๋ฮว่าโยนมา เป็นห่อกระดาษไขก้อนเล็กๆ พอดมดู ก็ได้กลิ่นสะระแหน่หอมชื่นใจ
"กุยช่ายเป็นผักกลิ่นฉุน กินแล้วปากจะเหม็น"
ไป๋ฮว่ายิ้ม "ข้าน้อยทำลูกอมดับกลิ่นปากเอง ท่านนักพรตลองชิมดู"
"ขอบใจ ขอบใจ"
เจียงหลินยิ้มพยักหน้า ไม่เกรงใจ แกะห่อกระดาษโยนลูกอมเข้าปากทันที
"อื้ม ของดี"
เจียงหลินคิดนิดหนึ่งแล้วบอกว่า "อาตมาทำเนื้อรมควันเก่งมาก ไว้จะทำมาให้ท่านลองชิมบ้าง"
"เป็นเกียรติอย่างยิ่ง"
ไป๋ฮว่ายิ้มตอบ
ทั้งสองคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยเปื่อย ไม่นานก็มาถึงหน้าพระราชวังต้องห้าม
"ประตูเสวียนอู่?"
เจียงหลินมองป้ายชื่อประตูแล้วเลิกคิ้ว หันไปพูดกับไป๋ฮว่า "ฝ่าบาทของพวกเรานี่ ไม่ถือสาอะไรเลยจริงๆ นะเนี่ย"
"ทิศทางผิด ประตูเสวียนอู่ของราชวงศ์ก่อน ไม่ได้อยู่ทิศนี้"
ไป๋ฮว่ามองตรงไปข้างหน้า ขยับปากตอบเบาๆ
ชิ ใจกล้าแต่ไม่สุดนี่หว่า
เจียงหลินแอบนินทาในใจ
ก็เหมือนกับที่ตั้งชื่ออ๋องฉิน อ๋องจ้าว อ๋องฮั่น ที่ฟังดูมีความนัย แต่ดันให้มาอยู่ในเมืองหลวงนั่นแหละ
เรื่องเข้าวัง ไม่ต้องให้เจียงหลินกับไป๋ฮว่าจัดการ ทหารของจวนอ๋องฉินจัดการให้เสร็จสรรพ
แม้ฮ่องเต้จะให้อ๋องฉินอยู่เมืองหลวง แถมยัง "ใจกว้าง" ให้ใช้ประตูเสวียนอู่ซึ่งเป็นประตูที่ใกล้จวนที่สุดในการเข้าวัง แต่สวัสดิการที่ควรได้ก็ไม่ได้ขาดตกบกพร่อง
อ๋องฉินสามารถตั้งกองกำลังส่วนตัวได้
ในจวนอ๋อง อนุญาตให้มีทหารเกราะร้อยยี่สิบนาย
อ้อ ขอบอกไว้ก่อน ปกติอ๋องชั้นเอกจะมีทหารองครักษ์ได้แปดร้อยนาย
ไม่นาน ประตูเสวียนอู่ก็เปิดออก
เจียงหลินรู้สึกบางอย่าง เงยหน้าขึ้นมอง เห็นเหนือประตูแขวนกระจกเงินบานใหญ่ส่องสว่าง คนหรือสัตว์ที่ผ่านไปมา ล้วนถูกส่องจนเห็นชัดทุกรูขุมขน
"นั่นคือกระจกปัดเป่ามาร (เชวี่ยเสียจิ้ง) ประตูวังต้องห้ามทุกบานจะแขวนกระจกนี้ไว้"
ไป๋ฮว่าอธิบาย "ปีศาจมารร้ายตนใด อยู่หน้ากระจกนี้ ไม่มีทางซ่อนเร้นกายได้"
"อ้อ..."
เจียงหลินพยักหน้าทำความเข้าใจ รู้สึกว่าเหมือนถอดกางเกงตด (ทำเรื่องเกินความจำเป็น)
ต้องเป็นของโคตรอัปมงคลเบอร์ไหน ถึงจะว่างจัดมาหาเรื่องโอรสสวรรค์ถึงในวังต้องห้าม?
ถ้ามีจอมมารที่เมินเฉยต่อพลังมังกรของมนุษย์ได้จริงๆ ส่องออกมาแล้วจะทำอะไรมันได้?
เจียงหลินมองแวบเดียวก็หมดความสนใจ เดินตามขบวนรถผ่านประตูเสวียนอู่เข้าไป
"โฮก..."
ทว่า ตอนที่เจียงหลินเดินผ่าน จู่ๆ มารหกถ้ำที่คอยคุ้มกันเขาก็โผล่ออกมา คำรามใส่กระจกทีหนึ่ง
เจียงหลินเหลือบมอง เห็นผิวกระจกกระเพื่อมไหวเหมือนผิวน้ำ แล้วก็สงบนิ่งไป
เสียงคำรามของมารหกถ้ำ แฝงความหมายท้าทาย
ประมาณว่า: เอาสิ ส่องสิ ป๋าเป็นของโคตรอัปมงคลตัวจริงเสียงจริง แต่ป๋ามาตามราชโองการยมโลก รับบัญชาขั้วอุดร มาคุ้มกันท่านนักพรต เอ็งกล้าส่องป๋าเหรอ?
เจียงหลินละสายตา
จริงๆ แล้ว เจียงหลินกับฮ่องเต้ มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกว่าสำนักอื่นๆ เสียอีก
โอรสสวรรค์ เทพองค์แรกและองค์สำคัญที่สุดที่ต้องบูชา ก็คือจักรพรรดิจื่อเวย ส่วนเจียงหลินก็บูชาจักรพรรดิจื่อเวยเหมือนกัน
มองในมุมนี้ เจียงหลินกับฮ่องเต้ก็ถือเป็น "เพื่อนร่วมงาน" กันกลายๆ
แต่ฮ่องเต้คงไม่คิดแบบนั้นหรอก
ก็แหม อำนาจฮ่องเต้มันยิ่งใหญ่คับฟ้า เหนือใครนี่นา
เจียงหลินคิดอะไรเรื่อยเปื่อย เดินผ่านประตูเสวียนอู่ ผ่านทางเดินตรง จนมาถึงประตูอีกชั้น
ไป๋ฮว่าลงจากหลังม้า ทหารองครักษ์ข้างหลังก็ลงตาม
"ถึงตรงนี้ ข้างในคือเขตพระราชฐานชั้นในของจริง"
ไป๋ฮว่าส่งสัญญาณให้เจียงหลินลงม้า ยิ้มว่า "ขุนศึกต้องลงม้า ขุนนางต้องลงเกี้ยว เดินเท้าเข้าไป"
"แม้แต่ท่านอ๋อง ก็ได้รับพระเมตตาเป็นพิเศษ ให้มีเกี้ยวแบกหามให้นั่งได้"
พูดจบ ไป๋ฮว่าก็หันไปชี้ให้ดู
เห็นอ๋องฉินลงจากรถม้าอ๋อง เปลี่ยนไปนั่งเกี้ยวแบกหามที่ดูซอมซ่อกว่ากันหลายเท่า
ก็แค่เก้าอี้มีพนักพิง ติดไม้คานสองอัน ให้คนแบกเดิน
แต่แค่ของพรรค์นี้ ทั่วทั้งต้าโจว คนที่มีสิทธิ์นั่งในนี้ มีไม่ถึงสิบคน
"ขึ้น!"
สิ้นเสียงคนแบกเกี้ยว ขบวนรถก็เปลี่ยนเป็นขบวนเดินเท้า
ทหารสิบนาย สองคนแบกเกี้ยวอ๋องฉิน แปดคนเดินตามหลัง
ส่วนเจียงหลินกับไป๋ฮว่าเดินอยู่ด้านข้าง เยื้องไปทางด้านหลังเกี้ยวนิดหน่อย
เดินไปเดินมา ไป๋ฮว่าก็ขยับตัวอ้อมไปนิดนึง ไม่เดินตีคู่กับเจียงหลินแล้ว แต่ไปเดินอยู่อีกฝั่งของเกี้ยว
เหตุผลง่ายมาก
เพราะข้างๆ เจียงหลินยังมีอีกคน
โจวโหรวก็ต้องเดินเท้า ในวังหลวงแห่งนี้ ท่านหญิงไม่ได้วิเศษวิโสอะไร เรื่องนั่งเกี้ยวอย่าได้หวัง
วันนี้โจวโหรวสวมชุดพระราชพิธีสีแดง คลุมหน้าด้วยผ้าโปร่งสีเดียวกัน พอมองผ่านๆ จะเห็นว่าแต่งหน้ามาอย่างประณีตบรรจง
ส่วนเจียงหลิน ก็งัดเอาซาลาเปาออกมาอีกรอบ
เขามองดูในถุง เหลือซาลาเปาอีกแค่สามลูก พยายามหน่อยเดี๋ยวก็หมด
ก่อนจะกินหมด เจียงหลินไม่มีทางวางถุงลงเด็ดขาด
นี่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี
โจวโหรวแอบมองเจียงหลินเป็นระยะ แต่พบว่าท่านนักพรตไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ จิตใจจดจ่ออยู่แต่กับการจัดการซาลาเปาในมือ
ฉากนี้ทำให้โจวโหรวทั้งขำทั้งโกรธ
ในสายตาท่านนักพรต สาวงามหยาดเยิ้มอย่างนาง ดันเทียบซาลาเปาในมือไม่ได้ซะงั้น
แต่พอคิดอีกที ซาลาเปาที่เขากินนางเป็นคนห่อเอง โจวโหรวก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
เพราะมัวแต่กินของที่ข้าทำ เลยไม่มีเวลามามองข้า อืม สมเหตุสมผล
โจวโหรวปลอบใจตัวเองแบบนี้
เดินผ่านทางเดินตรง ข้างหน้าปรากฏประตูอีกบาน ข้างประตูมีทหารองครักษ์กลุ่มหนึ่ง และชั้นวางของ
บนชั้นวาง เต็มไปด้วยอาวุธ ชุดเกราะ และของมีคมต่างๆ นอกจากนั้น เจียงหลินยังเห็นกระบี่อาคม มีดหมอ ที่มีแสงวิญญาณวูบวาบ เห็นชัดว่าเป็นของวิเศษ
"คารวะท่านอ๋องฉิน!"
พออ๋องฉินมาถึง ทหารยามก็เข้ามาขวาง ทำความเคารพ "ฝ่าบาทมีรับสั่ง อาวุธชุดเกราะทุกชนิด ห้ามนำเข้าวัง ขอเชิญฝากไว้ที่นี่"
"กฎที่ต้องทำตาม"
อ๋องฉินพยักหน้า โบกมือเบาๆ
ทหารองครักษ์ข้างหลังรีบปลดเกราะวางดาบ รวบรวมส่งให้ทหารยาม
ทหารยามตรวจนับเสร็จ ก็หันมามองไป๋ฮว่ากับเจียงหลิน โดยเน้นไปที่กระบี่อาคมที่เอวเจียงหลิน ประสานมือว่า "ท่านนักพรตท่านนี้ ของวิเศษของผู้บำเพ็ญเพียร หากเป็นมีดดาบของมีคม ก็ต้องฝากไว้เช่นกัน"
พูดพลางชี้ไปที่ชั้นวางที่มีมีดหมอกระบี่อาคมวางอยู่เพียบ เพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้เจาะจงเล่นงานเจียงหลิน
แน่นอนว่าทำให้อ๋องฉินดูเป็นหลัก
เจียงหลินยิ้มตาหยี ปลดกระบี่เจินอู่ออกมา แต่ไม่มีท่าทีจะส่งให้
อ๋องฉินขมวดคิ้ว กำลังจะเอ่ยปาก แต่โจวโหรวกลับก้าวออกไปก่อน
"นี่ของข้าเอง"
โจวโหรวเดินไปข้างเจียงหลิน แบมือ
เจียงหลินชะงักไปนิดหนึ่ง แล้วส่งให้
โจวโหรวเงยหน้ายิ้ม "ช่วงนี้ข้าสนใจเรื่องรำกระบี่ เลยทำกระบี่ไม้ขึ้นมาเล่มหนึ่ง ให้ท่านนักพรตวัดซ่างชิงช่วยเจิมให้ แบบนี้ก็นับเป็นอาวุธของวิเศษด้วยเหรอ?"
"นี่..."
ทหารยามเริ่มลังเล แอบชำเลืองมองอ๋องฉิน แต่ก็ยังกัดฟันพูดว่า "รับสั่งฝ่าบาท มันจำเป็นจริงๆ..."
"บังอาจ"
เสียงหนึ่งดังขึ้น ทหารยามหันกลับไปดู แล้วรีบคุกเข่าลงด้วยความตกใจ
"ข้าน้อยคารวะองค์รัชทายาท!"
เห็นชายหนุ่มอายุราวเกือบสามสิบปี สวมชุดคลุมลายมังกรสี่เล็บสีดำ เดินออกมาจากประตูวัง ด้านหลังมีพระธุดงค์เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง และข้าราชบริพารติดตามมา
องค์รัชทายาทเดินมา ยิ้มว่า "ในเมื่อเป็นกระบี่ไม้ของน้องหญิงโหรว ย่อมไม่อยู่ในข่ายต้องยึด"
พูดจบ ก็มองเจียงหลินอย่างสนใจ
ไม่ว่ากระบี่นี้จะเป็นของใคร แต่ในเมื่อท่านหญิงจวนอ๋องฉินออกหน้ารับรอง มันก็คือกระบี่ไม้ธรรมดาที่ท่านหญิงทำเล่นยามว่าง
แต่คนที่ทำให้ท่านหญิงจวนอ๋องฉินออกหน้ารับรองให้ขนาดนี้ เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
"ขอรับ!"
ทหารยามโล่งอก เขาก็รู้ดีว่าไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรคนไหนโง่พอจะมากระตุ้นของวิเศษในวังหลวงหรอก แต่กฎมันค้ำคอ เขาก็ลำบากใจ
ตอนนี้ หมดหน้าที่เขาแล้ว ก็สบายตัวไป
องค์รัชทายาทมองเจียงหลินแวบหนึ่ง แล้วรีบเดินไปหาอ๋องฉินที่ลงจากเกี้ยวแล้ว
โค้งคำนับ "หลานคารวะเสด็จอา"
"ไม่ได้ๆ องค์รัชทายาทเป็นถึงว่าที่ประมุข จะมาไหว้ขุนนางก่อนได้ยังไง"
อ๋องฉินรีบประคององค์รัชทายาทขึ้น จะคำนับตอบ แต่ถูกองค์รัชทายาทจับแขนประคองไว้
"เสด็จอา เสด็จพ่อตรัสว่า งานเลี้ยงวันนี้ สำหรับราชวงศ์เราคืองานเลี้ยงในครอบครัว นับแค่ลำดับอาวุโส ไม่นับยศศักดิ์"
องค์รัชทายาทหันไปยิ้มให้โจวโหรว "ไม่เจอกันไม่กี่เดือน น้องหญิงสวยขึ้นเยอะเลย ว่างๆ แวะไปตำหนักบูรพาบ้างสิ พี่สะใภ้เจ้าเพิ่งได้ปิ่นหยกนกนางแอ่นมาใหม่ เหมาะกับเจ้ามาก บ่นอยากจะให้เจ้าอยู่บ่อยๆ"
"คารวะพี่ชายรัชทายาท"
โจวโหรวย่อตัวคารวะ ยิ้มว่า "รอพี่สะใภ้ว่าง น้องจะไปรบกวนแน่นอน"
"แค่เจ้าไป นางก็ว่างเสมอแหละ"
องค์รัชทายาทหัวเราะร่า ประคองอ๋องฉินเดินเข้าประตูวัง
ด้านหลัง ข้าราชบริพารคนสนิทของรัชทายาทจดจำไว้เงียบๆ
ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะเป็นยังไง ตั้งแต่วินาทีนี้ไป บนโต๊ะเครื่องแป้งของพระชายารัชทายาท ต้องมีปิ่นหยกนกนางแอ่นชั้นดีวางอยู่
องค์รัชทายาทประคองอ๋องฉิน โจวโหรวก็ต้องเดินตามไปคุยเป็นเพื่อน
ข้าราชบริพารก็ต้องตามติดไม่ห่าง
พอทิ้งระยะห่าง กลายเป็นว่าเจียงหลินกับไป๋ฮว่า และพระธุดงค์ที่ตามองค์รัชทายาทมา รั้งท้ายอยู่ข้างหลังสุด
ไป๋ฮว่ามองตรงไปข้างหน้า สายตาจับจ้องที่แผ่นหลังของอ๋องฉินตลอดเวลา
ส่วนเจียงหลินมองพระธุดงค์รูปนั้นอย่างสนใจ
ดูอายุราวห้าสิบปี ผิวคล้ำแดด ไม่มีหนวดเครา สวมจีวรปะชุนขาดวิ่น แต่ไม่สกปรก และไม่มีกลิ่นเหม็น
พระรูปนี้ไม่มีจุดธูปบนศีรษะ (ศีลรับรอง) พนมมือเดินก้มหน้าเงียบๆ
ทุกย่างก้าวหนักแน่นมั่นคง
สายตาเจียงหลินกวาดมองแขนขาของพระรูปนั้น
โห พุทธศาสนาสายอารักขาธรรมที่ฝึกวิชา "ฌานวัชร" (กิมกัง) มีให้เห็นเกลื่อนกลาด แต่ที่ฝึก "ฌานวัชรทุกขกิริยา" (กิมกังขู่ฉาน) นี่หายากจริงๆ
ต่างกันแค่คำเดียว แต่ฟ้ากับเหว
เจียงหลินนึกย้อนถึงบันทึกในวิชากฎทมิฬ แล้วก็ได้แต่เดาะลิ้น
อย่างแรกคือใช้วิชาจิตวัชระของพุทธเป็นหลัก เน้นใช้จิตหนุนกาย จนกลายเป็นกายทองคำวัชระ
แต่อย่างหลัง พูดให้น่าเกลียดหน่อยคือพวกมาโซคิสต์ (ชอบทรมานตัวเอง) ชัดๆ เริ่มต้นจากความเจ็บปวดทางกาย ผ่านความทุกข์ทรมานทั้งปวงในโลกหล้า ถึงจะบรรลุโพธิญาณวัชระ
พระที่ฝึกฌานทุกขกิริยานี้ เชื่อว่าความทุกข์ในโลกมีจำนวนจำกัด ยิ่งตนเองรับทุกข์รับเคราะห์มากเท่าไหร่ คนในโลกก็จะได้รับทุกข์รับเคราะห์น้อยลงเท่านั้น
พูดง่าย แต่ต้องใช้ความเพียรและปณิธานมหาศาล
แน่นอน ฌานทุกขกิริยาไม่ได้มีแค่ความเรียบง่ายแค่นี้
แต่เจียงหลินรู้แค่นี้ ถ้าอยากรู้ลึกกว่านี้ ก็จะไปแตะคัมภีร์จิตพุทธแล้ว
ถ้าเจียงหลินอยากรู้ แค่ปล่อยข่าวออกไป เดี๋ยวพวกสมภารวัดดังๆ จากเขาหลิงซานตะวันตกคงแห่มาเทศนาให้ฟังถึงที่
เพียงแต่ พอเจียงหลินฟังปุ๊บ สิ่งที่จะต้อนรับทั้งเขาและสมภารเหล่านั้น ก็คือ "อัสนีบาตม่วงสวรรค์ตงเสวียนขั้วอุดร" นั่นเอง...
ของต้องห้าม แถมต้องห้ามระดับร้ายแรงด้วย
เจียงหลินไม่ได้สนใจพระธุดงค์มากนัก ดูท่าทางแล้ว พระรูปนี้ก็ไม่น่าใช่คนหาเรื่อง
ต้องยอมรับว่า พระราชวังใหญ่โตมโหฬารจริงๆ
เดินอยู่สิบห้านาที ถึงจะถึงสถานที่จัดงานเลี้ยง
วันเกิดมารดาผู้ให้กำเนิดรัชทายาท ฮองเฮาในทางพฤตินัย แถมยังเป็นวันเกิดอายุครบห้าสิบปี ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันไม่ขี้เหนียวเลยสักนิด จัดงานเลี้ยงที่ตำหนักไท่จี๋เลยทีเดียว
นี่มันตำหนักที่เอาไว้จัดงานราชพิธีใหญ่ปีละครั้งเชียวนะ
"เสด็จอา น้องหญิง เชิญ"
องค์รัชทายาทผายมือ ยิ้มว่า "เสด็จอามาก่อนเวลา หลานยังต้องไปรับเสด็จอาท่านอื่น ขออภัยที่อยู่คุยนานไม่ได้"
"รัชทายาทตามสบายเถอะ"
อ๋องฉินยิ้มพยักหน้า
หลังจากองค์รัชทายาทขอตัวไปแล้ว อ๋องฉินก็กวักมือเรียกเจียงหลินกับไป๋ฮว่า
"ท่านนักพรต มีเรื่องหนึ่ง"
อ๋องฉินหันซ้ายหันขวา สีหน้าเคร่งเครียด ไป๋ฮว่ารีบตั้งใจฟังทันที โจวโหรวก็ทำหน้าจริงจัง เงี่ยหูฟัง
"ท่านอ๋องเชิญว่ามา"
เจียงหลินเห็นท่าทีแบบนั้น ก็พยักหน้าจริงจัง
อ๋องฉินยกมือขึ้นด้วยสีหน้าหนักแน่น ตบพุงตัวเองเบาๆ อย่างแนบเนียน พูดว่า "แบ่งซาลาเปาให้ข้าสักลูกได้ไหม? หิว..."
ไป๋ฮว่า: "......"
โจวโหรว: "......"
"......เชิญท่านอ๋อง"
เจียงหลินเปิดถุงเสบียง มองดูอ๋องฉินหยิบซาลาเปาสองลูกสุดท้ายไปอย่างไม่เกรงใจ
"เดินช้าๆ หน่อย เข้าตำหนักไปแล้วต้องสำรวมกิริยา"
อ๋องฉินพูดพลางเคี้ยวซาลาเปาตุ้ยๆ สองมือถือซาลาเปาข้างละลูก หมดมาดท่านอ๋องโดยสิ้นเชิง มิน่าเมื่อกี้ถึงได้มองซ้ายมองขวา ที่แท้ก็ดูว่ามีคนมองอยู่หรือเปล่า
ด้านหลัง โจวโหรวกับไป๋ฮว่าที่พูดไม่ออก ได้แต่เดินตามท่านอ๋องไปเงียบๆ
เมื่อก่อนทำไมไม่ยักกะรู้ ว่าท่านพ่อ (เจ้านาย) ของตัวเอง มีมุมหลุดโลกแบบนี้ด้วย?
หรือนี่คือสิ่งที่เขาเรียกว่า เข้าฝูงหงส์เป็นหงส์ เข้าฝูงกาเป็นกา... เข้าฝูงเจียงเป็นนักกิน?
เจียงหลินมองแผ่นหลังอ๋องฉิน เก็บถุงเสบียงเข้าอกเสื้อ
เขาครุ่นคิด
รอบนี้ไม่ได้กินทิ้งกินขว้าง แต่ก็ไม่ได้กินเอง
แบบนี้จะถือว่าบรรลุปณิธานไหมนะ?
[จบแล้ว]